ถ้าพูดถึงระบบแจ้งเตือนของหายที่ทรงพลังที่สุด หลายคนอาจนึกถึงเสียงบ่นของคุณแม่ที่มักจะหาเจอทุกอย่างในบ้าน แต่ถ้าคุณอยู่นอกบ้านหรือกำลังออกเดินทางล่ะ ? ตัวช่วยชีวิตที่จะทำให้คุณไม่ต้องประสาทเสียคือ AirTag อุปกรณ์จิ๋วแต่แจ๋วที่จะเปลี่ยนสมาร์ตโฟนในมือให้กลายเป็นเรดาร์ล่าสมบัติ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยที่กำลังจะถึงนี้ ชื่อเถอะว่า AirTag มีประโยชน์กว่าที่คุณคิด
AirTag คืออะไร ?
AirTag คือเครื่องมือระบุตำแหน่งชิ้นจิ๋ว โดยที่ตำแหน่งจะขึ้นแบบเรียลไทม์สามารถดูได้ผ่านแอปฯ Find My ในมือถือของเรา โดยที่เจ้า AirTag จะมีลักษณะเป็นเหรียญกลม ๆ ทำงานด้วยการส่งสัญญาณ Bluetooth ออกไปเพื่อระบุตำแหน่งกับมือถือของเจ้าของ
ถ้ามือถือเจ้าของอยู่ห่างออกไป AirTag จะส่งสัญญาณ Bluetooth ไปให้ iPhone เครื่องอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อฝากส่งตำแหน่งเข้าไปที่เซิร์ฟเวอร์กลางของ Apple ให้เราสามารถเห็นตำแหน่งใน Find My ได้ ซึ่งกรณีที่มันดันหายไปและไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ เราสามารถกดตามหาได้เลย ตัว AirTag จะส่งเสียงดังเมื่ออยู่ห่างจากมือถือของเราในระยะ 10-20 เมตร (ไกลกว่านั้นอาจจะไม่ได้ยิน เพราะใช้สัญญาณบลูทูท)
ล่าสุด Apple ก็ได้ออก AirTag ใหม่เพิ่มระยะการเชื่อมต่อที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น และเพิ่มเสียงลำโพงให้ดังขึ้น เพื่อให้การค้นหาง่ายยิ่งขึ้น เน้นการระบุตำแหน่งที่ตั้งได้ตรงมากขึ้น ค้นหาตำแหน่งจริงด้วยการสั่น ภาพ และเสียงเพื่อให้ผู้ใช้สามารถหาของที่หายไปได้ไกลกว่ารุ่นก่อนสูงสุด 50% (อันนี้ไม่ได้สปอนเซอร์แค่อัปเดต)
วิธีใช้งาน AirTag
เพื่อให้การใช้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเดินทางไกล นี่คือเทคนิคการใช้งานทั่วไปที่เราแนะนำ
1. เริ่มจากตั้งค่า
เพียงดึงแถบพลาสติกออกแล้วนำมาวางใกล้ ๆ iPhone หน้าจอ Pop-up สำหรับเชื่อมต่อจะเด้งขึ้นมาทันที เราสามารถตั้งชื่อ AirTag ตามของที่ใช้ เช่น ‘กระเป๋าเดินทาง’, ‘กุญแจรถ’ หรือ ‘เป้กล้อง’
2. ใส่ไว้ในจุดที่เหมาะสม
- สำหรับกระเป๋าเดินทาง : ควรใส่ไว้ในช่องซิปด้านในหรือซ่อนไว้ในจุดที่ไม่สังเกตเห็นได้ง่าย เพื่อป้องกันกรณีถูกมิจฉาชีพดึงออก
- สำหรับยานพาหนะ : สามารถซ่อนไว้ในรถยนต์หรือใต้เบาะรถมอเตอร์ไซค์ เผื่อกรณีจอดรถในห้างสรรพสินค้าแล้วหาไม่เจอ หรือป้องกันการโจรกรรม
3. เปิดโหมด ‘แจ้งเตือนเมื่อลืมทิ้งไว้’ (Left Behind Alert)
ฟีเจอร์นี้เหมาะมากสำหรับคนขี้ลืม ! หากเราเผลอเดินห่างจากของที่ติด AirTag ไว้ (เช่น ลืมกระเป๋าไว้ในคาเฟ่ระหว่างเดินทาง) iPhone จะแจ้งเตือนที่หน้าจอทันทีว่า ‘คุณทิ้งสิ่งนี้ไว้ข้างหลัง’ ช่วยป้องกันของหายก่อนที่จะสายเกินไป ฟีเจอร์นี้ใช้งานเหมือนกับอุปกรณ์ Apple อื่น ๆ อย่าง iPad, iPhone เลย
4. โหมดสูญหาย (Lost Mode)
ถ้าของหายจริง ๆ เราสามารถเปิดโหมดสูญหายได้ ซึ่งถ้ามีคนอื่นมาเจอและนำ iPhone หรือสมาร์ตโฟนที่มี NFC มาแตะที่ AirTag ระบบจะแสดงเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับที่เราตั้งไว้ เพื่อให้ผู้ที่เก็บได้ส่งคืนเจ้าของได้
และสำหรับใครที่สงสัยเรื่องการตรวจสอบข้อมูลเจ้าของ ต่อไปนี้คือขั้นตอนละเอียดสำหรับตรวจสอบข้อมูลเจ้าของเมื่อพบ AirTag หรืออุปกรณ์ติดตามตัว
- การสแกน : นำ iPhone หรือสมาร์ตโฟนระบบ NFC แตะบริเวณด้านสีขาวของ AirTag จนกว่าจะได้รับแจ้งเตือน
- ดูข้อมูล : แตะการแจ้งเตือนเพื่อเข้าสู่หน้าเว็บ ซึ่งจะระบุหมายเลขประจำเครื่อง (Serial Number) และหมายเลขโทรศัพท์ 4 หลักสุดท้ายของเจ้าของ (แนะนำให้บันทึกภาพหน้าจอไว้)
- กรณีแจ้งหาย : หากอุปกรณ์อยู่ในโหมดสูญหายระบบจะแสดงข้อมูลการติดต่อที่เจ้าของตั้งไว้
- อุปกรณ์อื่น ๆ : สำหรับ AirPods หรืออุปกรณ์เสริม Find My อื่น ๆ สามารถตรวจสอบได้ผ่านแอปฯ Find My โดยไปที่แถบ รายการ (Items) > ระบุสิ่งของที่พบ (Identify Found Item)
สุดท้ายนี้ สำหรับเทศกาลสงกรานต์ ใครที่มีแพลนขึ้นเหนือลงใต้ หรือต้องโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน การมี AirTag ติดไว้สัก 1-2 ชิ้น คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ทริปของคุณมีแต่ความสุข โดยไม่ต้องพะวงเรื่องของหาย













