ทุกคนน่าจะเคยเห็นรูปเหล่านี้ผ่าน ๆ ตากันมาบ้าง เพราะเหล่าดาราไทยก็เริ่มเล่นตามกันเยอะมาก ๆ โดยจะถือรูปกับกล่องเฟรนช์ฟรายส์ McDonald’s และใช้ CI ของกล่องที่มีตัว M เขียนอยู่ พร้อมเติมข้อความต่าง ๆ ให้ต่อจากตัว M
และตอนนี้วัยรุ่นโซเชียลก็กำลังสนุกกับการเปลี่ยนโลโก้ที่หลายคนต่างคุ้นเคย ให้กลายเป็นประโยคสุดครีเอทีฟ ที่เห็นแล้วต้องอมยิ้ม หรือบางทีก็แอบปาดน้ำตา

สารพัดคำฮิต จากโลโก้เดียว
เสน่ห์ของเทรนด์นี้คือความช่างสังเกตที่หยิบเอาตัว M มาเป็นตัวสะกดนำในประโยคต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ลามไปไกลกว่าคำบอกรักหวาน ๆ แล้ว
- สายอ้อนวอน : แทนที่จะพูดตรงๆ ก็ใช้กล่องบอกแทนอย่าง ‘M + iss Me’ (คิดถึงฉันไหม) หรือจะอ้อนเบอร์แรงแบบ ‘M + arry Me’ ไปเลยก็มี
- สายปากท้อง : อันนี้น่าจะโดนใจใครหลายคนกับประโยคเด็ด ‘Give M + e Money’ หรือ ‘Send M + e Money’ ที่เปลี่ยนจากกล่องอาหารเป็นกล่องรับบริจาคจากคนข้างๆ ไปเสียอย่างนั้น
- สายตัวแม่ : บอกความเป็นตัวเองแบบสับๆ ด้วยคำว่า ‘M + y Style’ หรือ ‘M + odel’ ให้รู้ว่าคนถือกล่องนี้โพสต์ท่าเป๊ะขนาดไหน
พื้นที่เล็ก ๆ ที่บ่งบอกตัวตน
เทรนด์นี้สะท้อนให้เห็นว่า อะไรที่ดูธรรมดาอย่างกล่องเฟรนช์ฟรายส์ สามารถกลายเป็นสื่อกลางที่บ่งบอกถึงสิ่งที่ผู้โพสต์กำลังอิน หรือต้องการ ณ เวลานั้นได้ดี ไม่ว่าจะเป็นความโหยหาความรัก หรือความโหยหาเงินในกระเป๋า ! ด้วยการแต่งภาพง่าย ๆ แค่พิมพ์ข้อความทับลงไป ก็เปลี่ยนให้ภาพรวมทั้งหมด ดูมีเรื่องราวและดูชิคขึ้นทันที
แต่จริง ๆ แล้วถ้ามองในมุมของการตลาด การที่แบรนด์จะเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคจนเขาอยากหยิบชื่อเราไปป่าวประกาศให้นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่างมเข็ม แต่ McDonald’s กลับทำได้สำเร็จ อีกครั้ง ผ่านปรากฏการณ์กล่อง ‘เฟรนช์ฟรายส์ ที่ชาวเน็ตพร้อมใจกันหยิบโลโก้ตัว M มาครีเอทคำพูด

เหตุผลที่ทำให้เทรนด์นี้กลายเป็นที่น่าสนใจ มีองค์ประกอบอยู่ 3 ข้อ
1. Visual Identity ที่กลืนเข้าไปในชีวิตประจำวัน
หัวใจสำคัญคือความเรียบง่ายของโลโก้ ตัว M สีเหลืองบนพื้นแดงนั้น เป็นที่จดจำในระดับสากล เมื่อมันถูกวางอยู่บนกล่องทรงโค้ง แบรนด์ไม่ต้องตะโกนบอกชื่อคนก็รู้ว่าเป็นแบรนด์อะไร ความคุ้นชินนี้เอง ที่ทำให้คนกล้าหยิบไปเล่น โดยไม่รู้สึกว่ากำลังทำโฆษณาให้แบรนด์ แต่รู้สึกเหมือนกำลังใช้ไอคอน แฟชั่นชิ้นหนึ่งมาประกอบ
2. User-Generated Content (UGC) ที่เปลี่ยนจากสินค้า เป็นพื้นที่สื่อสาร
แคมเปญนี้น่าสนใจตรงที่ McDonald’s ไม่ได้เป็นคนเริ่ม แต่ผู้บริโภคเป็นคนริเริ่ม เอง ! นี่คือความฝันสูงสุดของนักการตลาด เมื่อลูกค้ายอมเป็น Content Creator ให้แบรนด์ฟรี ๆ
- Personalization : ทุกคนสามารถออกแบบคำพูดที่สะท้อนตัวตนได้ เช่น คนเหงาก็พิมพ์ Miss Me, คนร้อนเงินก็พิมพ์ Give Me Money
- Shareability : เมื่อภาพออกมาดูสวย มินิมอล และมีความขี้เล่น ก็เข้ากับ Instagram และ TikTok แบบพอดิบพอดี ทำให้เกิดการส่งต่อเป็นระลอกคลื่นแบบไม่ต้องยิง Ad
3. Low Barrier to Entry ใคร ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ได้
การเล่นเทรนด์นี้ใช้เงินไม่ถึง 100 บาท แค่ซื้อเฟรนช์ฟรายส์หนึ่งกล่อง และใช้เพียงแอปฯ แต่งภาพในมือถือก็สร้างคอนเทนต์ได้แล้
ชัยชนะที่เรียกว่า Top of Mind
อีกสิ่งที่หน้ามองมากกว่าแค่เรื่องเทรนด์ ที่อาจจะมาไวไปไว นั่นคือสิ่งที่แบรนด์ได้รับ จากเทรนด์นี้ ที่ไม่ใช่แค่ยอดขายเฟรนช์ฟรายส์ที่อาจจะเพิ่มขึ้น แต่คือการตอกย้ำภาพลักษณ์ความทันสมัย และการเป็นแบรนด์ที่ขี้เล่นอยู่เสมอ ใครที่ยังไม่ได้เล่นต้องลองแล้ว นึกประโยคไหนเจ๋ง ๆ ที่จะไปใส่กับตัว M ออกบ้าง ? ลองคอมเมนต์มาพูดคุยกันครับ













