ลองคิดว่าถ้าวันหนึ่งคนที่เรารักได้จากเราไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ แต่อยู่ ๆ กลับมีเทคโนโลยีที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถหวนคืนกลับมาได้ แถมยังสามารถพูดคุยและสื่อสารกับเราด้วยเสียงของเขาคนนั้นจริง ๆ แบบนี้เรายังจะอยากได้สิ่งนี้ไหม หรือจะรู้สึกว่ามันแปลกไปหรือเปล่า ?
[มีสปอยล์เนื้อหาซีรีส์ Black Mirror ตอน Black Museum]
ก่อนหน้านี้ซีรีส์ไซไฟระทึกขวัญ/ดิสโทเปียนไซไฟ อย่าง Black Mirror ตอน Black Museum ซึ่งเนื้อเรื่องว่าด้วย การกักเก็บวิญญาณของคนที่เสียไปแล้วไว้ในสิ่งของด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด ซึ่งตัวละครหลักในตอนได้นำวิญญาณของแม่ที่เสียชีวิต มาไว้ใน ‘ตุ๊กตา’ เพื่อให้เธอยังสามารถสื่อสาร และตอบโต้กับแม่เธอได้เหมือนตอนที่แม่ของเธอนั้นยังมีชีวิตอยู่
ในตอนนั้นเราคงไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะเนื้อหาจากซีรีส์นี้ก็มุ่งเน้นไปที่ความเป็นไปได้ที่อาจดูไม่สมจริง หรือเพราะเราอาจจะยังไม่ได้เห็นถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีที่มากพอก็ได้ ทว่าในตอนนี้ดูเหมือนความก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและ AI จะทำให้สิ่งที่เราคิดว่า ‘ไม่น่าเกิดขึ้นได้จริง’ เมื่อหลายปีก่อนมานั้นเป็นไปได้
เทคโนโลยีเพื่อความเศร้า ที่อาจทำให้เราเสพติดการจำลองตัวตน ?
สำหรับบางคน Grief Tech (เทคโนโลยีเพื่อความเศร้า) ที่จะช่วยให้คนก้าวข้ามความสูญเสียได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับบางคน Grief Tech มันอาจฉุดรั้งไม่ให้เรามูฟออน เพราะการเผชิญหน้ากับความจริงว่าเขาจากไปแล้วอาจถูกแทนที่ด้วยการเสพติดการจำลองตัวตนแทน

บริษัท AI อย่าง StoryFile. ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ตั้งใจใช้ AI เข้ามาทำวิดีโอประเภท ‘การรักษาประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต’ คือเน้นไปที่การแชร์โมเมนต์หรือความทรงจำดี ๆ แต่ไม่ได้ตั้งใจ ‘ชุบชีวิต’ โดยที่เขาจะใช้ AI บันทึกคนจริง ๆ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อเตรียมตอบคำถามและสื่อสารล่วงหน้า ซึ่งหากพูดตรง ๆ ก็คงไม่ต่างจากการถ่ายวิดีโอแล้วเก็บไว้ฟัง เพียงแต่ว่าวิดีโอประเภทนี้จะสามารถ ถาม-ตอบกับผู้พูดไปเรื่อย ๆ ถือเป็นพินัยกรรมทางอารมณ์กลาย ๆ (Emotional Will)

นอกจากนี้ยังมีบริษัทอย่าง HereAfter AI ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีแนวคิดเดียวกันกับ StoryFile. เพียงแต่เป็น Grief Tech ในรูปแบบแชตบอต ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก ๆ โดย HereAfter AI คือแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อสร้าง ‘ตัวตนเสมือนโต้ตอบได้’ (Interactive Avatar) ของเราเองหรือคนที่เรารักในขณะที่ยังอยู่ เพื่อให้คนรุ่นหลังสามารถเข้ามาพูดคุย สอบถามเรื่องราวชีวิต และฟังคำตอบด้วยเสียงจริง ๆ ของบุคคลนั้นได้แม้เขาจะจากไปแล้ว
หรืออย่างกรณีของแคปซูลบันทึกตัวตนของคนที่เสียไปแล้วอย่างที่จีนทำไป (ยังไม่ทราบว่าบริษัทไหน) อาจจะไม่ได้เป็นไอเดียใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นการพัฒนาต่อยอดจากคอนเซปต์เดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วมากกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการมี Grief Tech แบบนี้ถ้าถามว่าถือเป็นประโยชน์หรือผลเสีย ในมุมของคนที่ต้องการใช้งานเพื่อก้าวข้ามความสูญเสียจริง ๆ นี่อาจเป็นเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กว่าที่คิด
แต่หากยึดติดมากเกินไปก็เกิดปัญหาภายหลังได้เหมือนกัน เพราะถ้าหากวันหนึ่งเกิด Digital Haunting และ AI เกิดทำงานผิดพลาดหรือพูดประโยคที่ผู้เสียชีวิตไม่เคยพูด มันจะกลายเป็นความสยองขวัญทางจิตวิทยาหรือสร้างบาดแผลใหม่หรือไม่
สุดท้ายแล้ว Grief Tech อาจเป็นเครื่องสะท้อนว่า มนุษย์เราหวาดกลัวการจากลามากขนาดไหน เทคโนโลยีเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นตัวช่วยประคองในช่วงที่หัวใจอ่อนแรงที่สุด แต่เราต้องไม่ลืมว่า ‘ความหมายของชีวิต’ มักผูกพันอยู่กับ ‘การสูญเสีย’ และการเติบโตผ่านความเจ็บปวดนั้น
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราสามารถทำให้เขากลับมาได้ไหม แต่คือเราพร้อมจะปล่อยให้เขาจากไปอย่างสงบ เพื่อที่เราจะเริ่มใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริงต่อไปได้หรือเปล่า ? การมีเทคโนโลยีนี้ไว้เป็นทางเลือกอาจเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้มันอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ ‘แคปซูลแห่งความทรงจำ’ กลายเป็นกรงขังที่กักขังเราไว้กับอดีต













