หลายคนอาจจะสงสัยว่า Anthropic คือใคร ทำไมคนทั่วโลกถึงต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้เพื่อได้ใช้ Claude แถมล่าสุดยังเป็นบริษัท AI ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกถึง 965,000 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 32 ล้านล้านบาท) แซงหน้า OpenAI ที่มีมูลค่า 852,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 27 ล้านล้านบาท) บทความนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับยักษ์ใหญ่ในวงการ AI ตัวนี้
Anthropic เป็นใคร ? ทำไมจุดกำเนิดถึงแซ่บ ?
จุดกำเนิดของ Anthropic แซ่บกว่าที่คิด เพราะเกิดจากความขัดแย้งภายในของ OpenAI เรื่องแนวคิดในการพัฒนา AI และทิศทางของบริษัท จนเป็นเหตุที่ทำให้พนักงานระดับหัวกะทิทั้งหมด 11 คน ตัดสินใจลาออกมาเพื่อเดินตาม “อุดมการณ์” ในการสร้าง AI ที่ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน”
ต้องเท้าความก่อนว่า OpenAI ถูกสร้างขึ้นมาด้วย “อุดมการณ์ล้วน ๆ” ในปี 2015 เพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งมีการตั้งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit) แต่ก็มาเปลี่ยนเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไรแบบ Capped-profit (ที่ทำกำไรได้ แต่จะมีการจำกัดเพดาน) ในปี 2019 แล้วเร่งปล่อยโมเดลใหม่ออกมา
สิ่งนี้ทำให้สองพี่น้อง ดาริโอ อะโมเดอี (Dario Amodei) ประธานฝ่ายวิจัย และดาเนียลลา อะโมเดอี (Daniela Amodei) รองประธานฝ่ายความปลอดภัยและนโยบาย ที่เป็นหนึ่งในทีมสร้าง GPT-2 และ GPT-3 มีความเห็นไม่ลงรอยกับผู้บริหารหลายคน เพราะเชื่อว่า AI กำลังพัฒนาเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้
จุดแตกหักเกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อหัวเรือของ OpenAI อย่าง แซม อัลต์แมน (Sam Altman) กล่าวหาสองพี่น้องว่ายุยงให้เพื่อนร่วมงานส่งคอมเมนต์ลบ ๆ เกี่ยวกับเขาไปยังคณะกรรมการบริหาร เพื่อค้นหาความจริงเลยมีการเรียกผู้บริหารที่ถูกอ้างว่าเป็นแหล่งข่าวมาพูดคุย แต่ผู้บริหารคนนั้นกลับปฏิเสธว่าไม่ได้พูดเช่นนั้น เลยทำให้แซมพลิกลิ้นปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้เป็นคนพูดเรื่องนี้เช่นกัน
เหตุการณ์นี้ทำให้สองพี่น้องไม่พอใจสุด ๆ จนบานปลายไปเป็นการ “โต้เถียงกันอย่างรุนแรง“ และในที่สุดช่วงปลายปี 2020 สองพี่น้องอะโมเดอี รวมถึงพนักงานระดับหัวกะทิอีก 9 คน ที่ไม่เห็นด้วยกับทิศทางของบริษัท ก็พากันลาออก มาสร้างบริษัท Anthropic
ความแซ่บคือแม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ความขุ่นเคืองใจของ ดาริโอ ที่มีต่ออัลต์แมน ยังไม่จางหาย ช่วงที่ Anthropic มีปัญหากับเพนตากอน แล้ว OpenAI เข้ามารับช่วงต่อ ทาง ดาริโอ ถึงกับเขียนบันทึกแล้วส่งพนักงานว่า “สิ่งที่อัลต์แมนพูดมันเป็นการโกหกหน้าด้าน ๆ”
แล้วล่าสุดในปี 2026 ในงาน India AI Impact Summit 2026 การประชุมสุดยอดด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับนานาชาติที่จัดขึ้น ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ในช่วงระหว่างการถ่ายภาพหมู่เราจะเห็นว่า แซม อัลต์แมน และ ดาริโอ อะโมเดอี ไม่ยอมจับมือกัน ทำแค่เพียงชูกำปั้นขึ้นฟ้า แล้วเอาข้อศอกแตะกัน
เรื่องนี้ชวนให้สงสัยว่าความโกรธ หรือความเกลียดของดาริโอต่ออัลต์แมน มันต้องมากขนาดไหนที่แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังแสดงออกให้เห็นผ่านสื่อได้ชัดขนาดนี้ หรือถ้าเทียบให้เห็นภาพนี่อาจจะเป็นความแค้นที่ สันติ มีต่อ เฮียคณิน ในภาพยนตร์สงครามส่งด่วน ?
Anthropic เจ๋งยังไง ?
หลังจากที่หัวกะทิทั้ง 11 คน ตัดสินใจเดินออกจาก OpenAI พวกเขาก็ต้องพบกับความจริงว่าการเริ่มใหม่มันไม่ง่ายเลย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic อย่าง แซม แมคแคนดลิช (Sam McCandlish) ได้พูดใน Podcast ที่เอาผู้ก่อตั้งทั้ง 7 มานั่งคุยกัน ว่าไม่มีใครในกลุ่มที่ตั้งใจหรืออยากจะก่อตั้งบริษัทใหม่ตั้งแต่แรก แต่พวกเขารู้สึกว่ามันเป็น “ความรับผิดชอบ” และเป็นเพียงเส้นทางเดียวที่ใช้งานได้จริง ในการสร้างความมั่นใจว่า AI จะถูกพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ซึ่งนี่คือหนึ่งในแกนสำคัญของการสร้าง Anthropic ขึ้นมา โดยคิดถึงเรื่องความรับผิดชอบที่ต้องเข้ามาควบคุมทิศทางของเทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ดังนั้นแทนที่จะก่อตั้งบริษัทแสวงหาผลกำไรแบบดั้งเดิม พวกเขาเลือกจดทะเบียน Anthropic เป็น “องค์กรเพื่อประโยชน์สาธารณะ” (Public Benefit Corporation – PBC) จุดนี้ทำให้คณะกรรมการบริษัทสามารถตัดสินใจโดยให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ระยะยาวของมนุษยชาติและสังคม ควบคู่ไปกับผลประโยชน์ทางการเงินของผู้ถือหุ้นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากนี้ พวกเขายังได้วางกลไกที่เรียกว่า Long-Term Benefit Trust (LTBT) ซึ่งเป็นคณะกรรมการอิสระที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเงิน เข้ามามีอำนาจในการเลือกและถอดถอนกรรมการบริษัทบางส่วน เพื่อให้มั่นใจว่าเป้าหมายด้านความปลอดภัยจะไม่ถูกกลืนกินโดยเป้าหมายทางธุรกิจ และที่สำคัญ กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 7 คนยังได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะบริจาคความมั่งคั่งถึง 80% ที่ได้รับจากบริษัทเพื่อสนับสนุนเป้าหมายทางสังคมอีกด้วย
Claude ต่างจาก AI อื่นยังไง ?
และสิ่งที่ทำให้ Anthropic เจ๋งคือ แนวคิดในการสร้าง AI โดยใช้แนวคิดที่เรียกว่า “Constitutional AI” หรือเรียกเท่ ๆ ว่า “รัฐธรรมนูญของปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทีมวิจัยคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของเทคนิคเดิมที่ใช้ในการฝึกฝนโมเดล AI ด้วยการให้มนุษย์มานั่งบอกว่าคำตอบไหนดีหรือแย่ (RLHF)
แต่ Anthropic เลือกที่จะ “มอบกรอบความคิดด้านจริยธรรม” ให้กับโมเดลโดยตรง ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับแรก ๆ ของ Claude ได้มีการนำเอกสารสำคัญอย่าง “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ” และแม้แต่ “เงื่อนไขการให้บริการของ Apple“ เข้ามาเป็นหลักการพื้นฐาน เพื่อให้ Claude เรียนรู้และทำความเข้าใจระบบจริยธรรมที่กว้างขึ้น และสามารถประเมินและปรับปรุงพฤติกรรมรวมถึงคำตอบของตัวมันเองได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เป็นไปตามอุดมการณ์หลักคือ “เป็นประโยชน์ ซื่อสัตย์ และไม่เป็นอันตราย” (Helpful, Honest, and Harmless) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่โปร่งใสและตรวจสอบหลักการทำงานได้ง่ายกว่าการใช้มนุษย์ตัดสิน
สิ่งนี้เป็นรากฐานที่ทำให้โมเดล Claude แตกต่างจากโมเดล AI ตัวอื่นที่มักจะ “เออออห่อหมก” ประจบประแจง เอาใจผู้ใช้ และเห็นด้วยกับความคิดที่แม้ว่าจะไม่ถูกต้อง หรือผิดพลาดก็ตาม
Claude Code – Cowork สะเทือนโลก ! ทำใคร ๆ ก็อยากใช้
นักพัฒนากลุ่มแรกที่ได้สัมผัส Claude Code รู้ดีว่ามันต่างจากเครื่องมือ AI (Artificial Intelligence) ทั่วไปแค่ไหน
ลองนึกภาพแบบนี้ ปกติถ้าต้องหาบักในโคดที่คนอื่นเขียนทิ้งไว้เป็นพันบรรทัด ต้องใช้เวลาอ่านไฟล์ทีละไฟล์ ค่อย ๆ ไล่ตามว่าแต่ละส่วนเชื่อมกันยังไง กว่าจะเข้าใจโครงสร้างทั้งหมดก็ใช้เวลาเป็นวัน แต่ Claude Code อ่านโคดทั้งโปรเจกต์พร้อมกัน เข้าใจความสัมพันธ์ของแต่ละชิ้น แล้วระบุจุดที่มีปัญหาได้ในเวลาไม่กี่นาที
วิศวกรอาวุโสของ Google อย่าง จานา ดูแกน (Jaana Dogan) ออกมายอมรับต่อสาธารณะว่า Claude Code สร้างสถาปัตยกรรมระบบซับซ้อนที่ทีมของเธอใช้เวลาสร้างทั้งปีได้ใหม่ ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง และไม่ใช่แค่กรณีเดียวที่โด่งดัง เพราะข้อมูลจาก Faros AI พบว่าทีมองค์กรที่ใช้ Claude Code ได้ผลตอบแทนคืนสูงถึง 4 เท่าของต้นทุน
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือการเปลี่ยนวิธีทำงาน SemiAnalysis วิเคราะห์ไว้ว่านี่ไม่ใช่ “AI เขียนโคดแทนมนุษย์” แต่คือการเปลี่ยนจากมนุษย์ในฐานะคนเขียน มาเป็นมนุษย์ในฐานะคนควบคุม เหมือนกับการเปลี่ยนจากช่างก่อสร้างที่ต้องแบกอิฐเองทุกก้อน มาเป็นสถาปนิกที่ออกแบบและสั่งการแทน งานหนักยังอยู่ครบ แต่คนที่ทำมันต่างออกไป
แล้ว Cowork เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายไป ฟีเจอร์ (Feature) Remote Control ทำให้สามารถเริ่มงานบนเครื่องที่บ้าน แล้วสั่งงานต่อจากโทรศัพท์มือถือหรือเบราว์เซอร์ที่ไหนก็ได้ โดยไฟล์ทั้งหมด การตั้งค่า และเครื่องมือทุกอย่างซิงก์ข้ามอุปกรณ์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่กับเซสชัน (Session) เดียวกัน ง่าย ๆ คือออกไปกินข้าว แล้วโคดยังรันอยู่ที่บ้านโดยที่ยังควบคุมได้จากมือถือ
ส่วนเรื่องของ Multi-Agent หรือการรัน AI หลายตัวพร้อมกันนั้น ลองนึกภาพทีมฟุตบอลที่แต่ละคนรับผิดชอบตำแหน่งของตัวเอง ไม่ใช่คนเดียววิ่งทั้งสนาม Anthropic เปิดตัว Agent Teams ใน Claude Code ซึ่งช่วยให้เปิด Agent หลายตัวทำงานพร้อมกัน ประสานงานกันอัตโนมัติบน Codebase เดียวกัน เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้มีความเป็นวิศวกรรมอย่างมาก เพราะ Agent ตัวเดียวบนโคดขนาดใหญ่จะใช้พื้นที่หน่วยความจำไปถึง 80-90% แค่ตอนโหลดไฟล์ จนแทบไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับคิด การแบ่งให้หลายตัวช่วยกันจึงทำให้แต่ละตัวมีพื้นที่คิดอย่างเต็มที่
สุดท้ายแล้วมันหมายความว่าอะไร ? คนคนเดียวสามารถสร้างทีมพัฒนา AI แบบครบชุด ทั้ง PM ที่แตกงาน, นักพัฒนาที่โคดขนานกัน และ QA ที่ตรวจสอบ โดย Agent แต่ละตัวรันแยกกันแต่สื่อสารผ่านระบบเดียวกัน มีแค่คนคนเดียวที่เป็นมนุษย์คอยกำกับทิศทาง นี่คือสิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกยอมควักกระเป๋าจ่าย
บทสรุป Anthropic กับก้าวต่อไป
ทั้งหมดที่เล่ามาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็น Claude ที่ฉลาดและปลอดภัยกว่า, Claude Code ที่เปลี่ยนวิธีทำงานของนักพัฒนา หรือ Cowork ที่สั่งงาน AI จากมือถือได้ทุกที่ สิ่งเหล่านี้คือคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมคนทั่วโลกยอมควักกระเป๋าจ่ายเพื่อใช้ Claude
ตัวเลขที่ยืนยันได้ชัดที่สุดคือวันนี้ (29 พฤษภาคม 2026) Anthropic ปิดรอบระดมทุน Series H ด้วยเงิน 65,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มูลค่าบริษัทแตะ 965,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แซงหน้า OpenAI ขึ้นเป็นบริษัท AI ที่มีมูลค่าสูงสุดในซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งรอบนี้นำโดย Altimeter Capital, Dragoneer, Greenoaks และ Sequoia Capital เรียกว่าเป็นการรับรองจากนักลงทุนระดับโลกว่าทิศทางที่ Anthropic เดินอยู่นั้นถูกต้อง
และก้าวต่อไปที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือ Anthropic กำลังเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้น (IPO) โดยมีเป้าหมายที่เดือนตุลาคม 2026 ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง การระดมทุนรอบ IPO ของ Anthropic อาจแตะ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นหนึ่งใน IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเทคโนโลยี เทียบให้เห็นภาพก็คือใหญ่กว่า IPO ของ Facebook และ Alibaba รวมกัน
แต่ก็ยังต้องพูดตรง ๆ ว่า Anthropic ยังไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าตลาดหุ้น และยังไม่มีการยื่นเอกสารกับ SEC สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้คือสัญญาณและการเตรียมการ ไม่ใช่การประกาศ
สิ่งที่ชัดกว่าตัวเลขและข่าว IPO คือ Anthropic เลือกโฟกัสที่ Enterprise มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะแข่งในตลาดผู้ใช้ทั่วไปแบบ OpenAI และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้มูลค่าบริษัทวิ่งมาถึงจุดนี้ได้ เพราะธุรกิจจ่ายจริง ใช้จริง และพึ่งพาได้จริงในระยะยาว
ถามว่าเรื่องราวของ Anthropic จบแล้วหรือยัง ? แน่นอนว่ายังต้องติดตามกันต่อครับ







