เตรียมบอกลา uBlock Origin บน Chrome และ Ad Blocker ตัวอื่น ๆ ได้เลย เพราะในเวอร์ชัน 150 ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 30 มิถุนายน 2026 นี้ Google จะทำการถอดฟีเจอร์ที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับ Manifest V2 ออกไปอย่างถาวร ส่งผลให้ Ad Blocker ตัวโปรดของใครหลายคนที่มีผู้ใช้กว่า 40 ล้านคน จะใช้งานไม่ได้ และในการอัปเดต Google Chrome เวอร์ชัน 151 ที่จะตามมาในเดือนกรกฎาคม ก็จะทำการลบช่องทางที่เหลือทิ้งทั้งหมด เพื่อเป็นการปิดฉากยุคเก่าอย่างสมบูรณ์
Manifest V2 คืออะไร และทำไมถึงเป็นเรื่องใหญ่ ?
เล่าง่าย ๆ คือ Manifest V2 (MV2) เปรียบเสมือนใบอนุญาตที่ยอมให้ Extension เข้าไปจัดการกับข้อมูลที่เบราว์เซอร์รับส่งได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน webRequest API ซึ่ง uBlock Origin ใช้ช่องทางนี้ในการกรองโฆษณาได้อย่างละเอียดและปรับเปลี่ยนกฎได้ทันที แต่ในระบบใหม่อย่าง Manifest V3 (MV3) Google ได้เปลี่ยนมาใช้ declarativeNetRequest แทน ซึ่งจำกัดให้บริการส่วนเสริม (Extension) ต้องส่งรายการกฎล่วงหน้าและปล่อยให้ Chrome เป็นคนตัดสินใจเองว่าจะบล็อกอะไรบ้าง
สิ่งนี้ทำให้ uBlock Origin Lite (เวอร์ชันที่รองรับระบบใหม่) ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าเดิม เพราะรองรับรายการฟิลเตอร์ได้เพียงบางส่วน และไม่สามารถกรองข้อมูลแบบยืดหยุ่นได้เหมือนเวอร์ชันดั้งเดิม

Google ยืนยัน ทำไปเพื่อความปลอดภัย
Google ให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้เบราว์เซอร์ปลอดภัยและทำงานได้เร็วขึ้น โดยยกตัวอย่างเคส Extension “Save Image As Type” ที่ถูกผู้ไม่หวังดี แอบแก้ไขโคดเงียบ ๆ เพื่อขโมยคอมมิสชัน จากการชอปปิงออนไลน์ ซึ่งระบบเก่าเปิดช่องให้ทำได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น
อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่านี่อาจเป็นเรื่องของธุรกิจ เพราะรายได้หลักของ Google มาจากโฆษณา ซึ่งในปี 2025 สูงถึง 239,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การตัดสินใจครั้งนี้จึงดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจโฆษณาของตัวเองไปในตัว แม้ Google จะไม่เคยยอมรับออกมาตรง ๆ ก็ตาม
จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากวันที่ 30 มิถุนายนนี้
สำหรับใครที่ยังอยากใช้ Ad Blocker อยู่ มีทางเลือกเหลืออยู่ไม่กี่ทาง
- ยอมรับความจริง แล้วเปลี่ยนไปใช้ uBlock Origin Lite หรือ Ad Blocker ตัวอื่นที่รองรับ MV3 แม้จะรู้ว่าประสิทธิภาพการบล็อกจะลดลง
- ย้ายค่ายไป Firefox ทาง Mozilla ยืนยันชัดเจนว่าจะยังสนับสนุนระบบ MV2 ต่อไป ทำให้ uBlock Origin ตัวเต็มยังใช้งานได้ปกติโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด
- เปลี่ยนมาใช้ Brave เบราว์เซอร์นี้มีระบบบล็อกโฆษณาฝังมาในตัวเลย ไม่ต้องง้อระบบ Extension จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ทั้งนี้ Microsoft Edge และ Opera ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับ Chrome คาดว่าจะต้องเดินตามรอยเดียวกันในไม่ช้า

วิธีแก้ขัดไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน
แม้ในปัจจุบันจะมีวิธีแก้ขัด (Workaround) ผ่านเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาอยู่บ้าง แต่ก็ยุ่งยากและต้องตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่เปิดเบราว์เซอร์ แถม Google ก็เตรียมจะปิดช่องทางนี้ทิ้งใน Chrome 151 ด้วย
สำหรับผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว และหลบเลี่ยงโฆษณาผ่าน Ad Blocker มานาน การถูกกำหนดเส้นตายสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ไม่ใช่แค่คำเตือน แต่มันคือการอวสานของยุค Ad Blocker แบบเดิมบน Chrome อย่างแท้จริง







