ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Environment

นายกเทศมนตรี 40 เมืองใหญ่ทั่วโลก ร่วมมือคุมเข้ม Data Center มุ่งพัฒนาแบบยั่งยืน ไม่ผลาญทรัพยากร 

Table of Content

การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ทั่วโลก รวมไปถึงการสร้าง Data Center มากมายเพื่อรองรับการเติบโตนี้ด้วย

ซึ่งพอเมื่อพูดถึงการสร้างศูนย์ Data Center สิ่งที่ทั่วโลกนึกถึงเป็นอันดับแรกคือการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะผลตอบแทนที่สูง แต่อีกหนึ่งประเด็นที่นักลงทุนมักมองข้ามคือเรื่องของทรัพยากรและความยั่งยืนในระยะยาว และประเด็นนี้มันต้องมีการบาลานซ์มากขึ้น จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมนายกเทศมนตรีกว่า 40 ประเทศทั่วโลกกำลังเตรียมร่างการลงนามร่วมกันเพื่อหาแนวทางและความร่วมมือพัฒนา Data Center อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องคุมเข้ม ?

กลุ่มนายกเทศมนตรีจาก 40 เมืองใหญ่ทั่วโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงร่วมกัน เพื่อจัดระเบียบการสร้างและการใช้งาน Data Center หรือศูนย์เก็บข้อมูลดิจิทัลในเขตเมืองใหญ่ โดยมีเป้าหมายให้ธุรกิจนี้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่แย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ทำให้ค่าไฟพุ่งสูง และไม่ทำลายเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

ข้อตกลงนี้เปิดตัวโดยเครือข่ายเมืองใหญ่อย่าง ‘C40’ ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรเกือบ 100 เมืองทั่วโลกที่ร่วมมือกันสู้ภัยโลกร้อน โดยประกาศเปิดตัวในงานสัปดาห์ปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงลอนดอน (London Climate Action Week)

ทีนี้ความน่ากังวลอันดับต้น ๆ เลยเป็นเรื่องผลกระทบใหญ่ ๆ เช่น มันกินไฟและใช้น้ำมหาศาล เพราะอย่าลืมว่าระบบหล่อเย็นของ Data Center ทั้งหลายต้องใช้น้ำจำนวนมาก หรือในส่วนของการแย่งชิงที่ดิน แย่งพื้นที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหรือที่ทำมาหากินของประชาชน นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาขาดแคลนน้ำที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต 

Data Center ในสหรัฐฯ เติบโตสูง

จากข้อมูลปัจจุบัน สหรัฐฯ มี Data Center กว่า 3,000 แห่ง และเผลอ ๆ อาจมีมากกว่านี้อีกในอนาคต โดยแบ่งได้ว่า 67% อยู่ในพื้นที่นอกเมือง และที่เหลืออยู่ในเมือง และมีอีก 39% ที่วางแผนไว้ แต่ยังไม่ได้สร้าง 

นอกจากนี้ข้อมูลยังบอกอีกว่าคนอเมริกันกว่า 38% อาศัยห่างจาก Data Center เพียง 8 กิโลเมตร และเนื่องจากว่า Data center ในสหรัฐฯ เองก็ตั้งห่างกันไม่เกิน 8 กิโลเมตร หมายความว่าคนอเมริกันหลายคนก็อาศัยอยู่ห่างจาก Data Center อย่างน้อยมากกว่า 1 ที่

แต่ถึงอย่างนั้น ชาวอเมริกันอีก 4% แม้จะไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้กับ Data Center ที่เปิดใช้งานอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็อยู่ห่างจากจุดที่มีแผนจะก่อสร้างไม่เกิน 8 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อนำตัวเลขมารวมกัน จะเท่ากับว่ามีประชากรถึง 42% ที่อาศัยอยู่ใกล้กับ Data Center ทั้งแห่งที่มีอยู่แล้วและแห่งที่มีกำหนดจะสร้างในอนาคต 

ในเรื่องของการแย่งทรัพยากรของประชากรที่อาศัยอยู่ ยังไม่ได้มีปัญหาหรือประเด็นอะไรมากนัก แต่ในส่วนของเทศมนตรีเมืองฟีนิกซ์ ที่ดูเหมือนจะมีแผนการตั้ง Data Center จำนวนมากก็ได้ออกมาบอกว่า การลงทุนในธุรกิจนี้กำลังซ้ำเติมปัญหาโลกร้อนและไม่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน กลุ่มนายกเทศมนตรีจึงรวมตัวกันสร้างแนวทางร่วม เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนย้ายไปเอาเปรียบชุมชนอื่นที่ไม่มีกระบอกเสียงปกป้องสิทธิ์ตัวเอง

เคท กาเลโก (Kate Gallego) เทศมนตรีเมืองฟีนิกซ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราเข้าใจความสำคัญของนวัตกรรมนี้ที่สร้างงานสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ แต่เราแค่อยากมั่นใจว่าทุกอย่างจะถูกต้องและเหมาะสม ทั้งต่อชาวเมืองและต่อสุขภาพของโลกเรา”

หากมองตามความเป็นจริง มันก็สมเหตุสมผล เพราะ Data Center ขนาดใหญ่หนึ่งแห่ง กินไฟเทียบเท่ากับบ้านเรือนหลายหมื่นหรืออาจจะแสนหลังคาเรือน ดังนั้นระบบหล่อเย็นต้องใช้น้ำหล่อเย็นตลอด 24 ชั่วโมง ในเมืองที่แล้งง่ายอย่าง ฟีนิกซ์ การแย่งน้ำระหว่างภาคเกษตรกรรม/อุปโภคบริโภคกับภาคเทคโนโลยีจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในชุมชน 

ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เข้าร่วม ?

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีเมืองใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากติดขัดข้อจำกัดด้านนโยบายระดับชาติและอุปสรรคอื่น ๆ แต่เครือข่าย C40 เผยว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับการเติบโตของความต้องการพลังงานที่สูงถึง 1 ใน 4 ของโลก ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากการขยายตัวของ Data Center กว่า 2,000 แห่งในกลุ่มประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ 

ยิ่งไปกว่านั้น วงการพลังงานระหว่างประเทศ ยังคาดการณ์ว่าความต้องการพลังงานรายปีของศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะพุ่งสูงขึ้นเกิน 2 เท่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในมาเลเซียที่กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและความสนใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก ทั้ง Microsoft, Google และ NVIDIA อย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ประเด็นที่ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่เข้าร่วมมือคุมเข้ม Data Center อาจจะเพราะภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้วยหรือเปล่า ? เนื่องจากแต่ละประเทศแถบนี้กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนโตจากบิ๊กเทคระดับโลก การตั้งกฎเกณฑ์ควบคุมที่เข้มงวดจึงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ทุนเหล่านี้เปลี่ยนใจย้ายไปซบประเทศเพื่อนบ้านแทน

สาเหตุจริง ๆ ของการไม่ยอมเข้าร่วมอาจเป็นการยอมแลกทรัพยากรท้องถิ่นกับตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะในความเป็นจริง Data Center เป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานต่ำมากหลังสร้างเสร็จ อีกทั้งโครงสร้างพลังงานของภูมิภาคนี้ยังพึ่งพาฟอสซิลเป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายพลังงานสะอาดของบิ๊กเทคได้จริง การหลีกเลี่ยงข้อตกลงนี้จึงเหมือนกับการยอมลดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อเอาชนะใจนักลงทุน ซึ่งอาจทิ้งภาระค่าไฟ พลังงาน และการขาดแคลนน้ำให้คนท้องถิ่นแบกรับในระยะยาว 

ที่มา : apnew, pewresearch, businesstimes
พิสูจน์อักษร : รัชนี สังข์แก้ว

Highlight

มูลนิธิถันยรักษ์ฯ ร่วม ทรูปลูกปัญญา เปิดตัวแคมเปญ “เต้า ต้อง ตรวจ” เนื่องในวันมะเร็งเต้านมโลก พร้อมใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลคัดกรอง

07/10/2026
Read More

เครือซีพีเปิดเวที Dolphin Tank ภายใต้หลักสูตร CP-CoEX AI Business Accelerator ทดสอบ 7 โครงการ AI ร่วมกับ 11 พันธมิตรเทคโนโลยี ตั้งเป้าสร้างผลกระทบทางธุรกิจ 10 เท่า

07/10/2026
Read More

จ่ายสดซื้อ iPhone vs. ซื้อผ่อนด้วยบัตรประชาชนใบเดียวต่างกันแค่ไหน ? 

07/10/2026
Read More

เปิดตัว vivo V80 Snapdragon 7 Gen 4 แรม 8 GB แบตฯ อึด กล้องสวย

07/10/2026
Read More

อวสานคนขี้เหงา ! สาวฟลอริดาใช้ AI เป็นไดอะรี ระบายความห้าวหวังถล่มโรงพัก สุดท้ายโดนระบบ AI แคปฟ้องตำรวจโดนรวบตึง 

07/10/2026
Read More

Sony x Hello Kitty ขนรุ่นฮิตมาเพียบ ! น่ารักสะบัด ใครเห็นเป็นต้องว้าว เริ่มเปิดพรีฯ ตุลาคม 2026

07/10/2026
Read More

Related Content