ก้าวสำคัญของวงการนวัตกรรมไทย NIA ออกนโยบายช่วยเหลือธุรกิจและสตาร์ตอัปไทย พัฒนาให้ไปได้ไกลกว่าเดิมด้วย 3 กลยุทธ์หลัก โดยโฟกัสเน้น ๆ ไปที่ 5 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงสุดในไทยขณะนี้
NIA หรือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ ปรับโฉมระบบสตาร์ตอัปและนวัตกรรมไทย หลังประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569 โดยทาง NIA ออกแบบแนวทางส่งเสริมธุรกิจและนวัตกรรมได้มากขึ้นผ่านกลยุทธ์ “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” ที่พร้อมแบ่งปันความเสี่ยงกับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้งานวิจัยและนวัตกรรมออกสู่ตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม และดึงดูดธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital) และการลงทุนโดยองค์กร (Corporate Venture Capital) ให้มาลงทุนมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจและสตาร์ตอัปโดยเฉพาะ
ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ. NIA เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้มีกฎหมายใหม่ (พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569) ประกาศใช้แล้วเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการนวัตกรรมไทย

จากเดิมที่ NIA จะเน้นแจกเงินทุนให้เปล่าหรือให้ทุนอุดหนุนโครงการเป็นหลัก ตอนนี้ปลดล็อกให้ NIA สามารถลงไปร่วมลงทุนได้เองแล้วผ่านกลไก “NIA Venture” เพื่อเป็นเงินทุนช่วยกระตุ้นและดึงให้เอกชนรายอื่นกล้ามาร่วมลงทุนด้วย แบ่งเป็นประเด็นสำคัญได้ ดังนี้
- ช่วยตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ยันโต : NIA เข้ามาร่วมลงทุนได้ตั้งแต่ระยะ Seed ไปจนถึง Series C ช่วยลดความเสี่ยงให้เอกชน และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้สตาร์ตอัปกับเอสเอ็มอีไทยมีเงินไปพัฒนาสินค้า ลองตลาด และโตได้ไวขึ้น
- ดันไปสู่ตลาดสากล : ช่วยหนุนธุรกิจช่วงขยายกิจการให้พร้อมไปแข่งในตลาดทุนและตลาดระดับโลก
- ย้ำว่าทุนเดิมก็ยังมีอยู่ : NIA ยังแจกทุนให้เหมือนเดิมนะ แค่เพิ่มมิติของการมาเป็น “หุ้นส่วนธุรกิจ” เข้ามา เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งตัวสตาร์ตอัปและนักลงทุนรายต่อ ๆ ไป
3 รูปแบบการร่วมลงทุน (แบ่งตามความโตของธุรกิจ)

- PE Trust (สัดส่วน 40%) : ร่วมทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในกลุ่มสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ (ช่วง Series A จนถึงก่อน IPO) เพื่อช่วยให้ธุรกิจโตและเชื่อมต่อกับตลาดทุนได้
- Holding Company (สัดส่วน 30%) : เน้นลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในบริษัทโฮลดิงของมหาวิทยาลัยหรือเอกชนที่มีศักยภาพสูง หรือร่วมสมทบกับกองทุนอื่น (Fund of Funds) เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนให้หลากหลาย
- Corporate Co-Funding (สัดส่วน 30%) : ลงทุนร่วมกับนักลงทุนที่ NIA รับรอง (Listed investor) ให้กับธุรกิจช่วง Seed ถึง Series A โดยจะเน้นไปที่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ เกษตรและอาหาร, สุขภาพและสุขภาวะ, เศรษฐกิจหมุนเวียน, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ซึ่งภาครัฐไม่ได้มุ่งสร้างผลกำไรจากการถือหุ้น หรือเข้าไปแข่งขันกับนักลงทุนเป็นหลัก แต่ต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีในช่วงเริ่มต้น โดยจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างช่วงที่ธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้
5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่โฟกัส
NIA จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ทุนมาเป็นผู้ร่วมลงทุน โดยมุ่งเน้นไปที่ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งหากเป็นกลุ่มที่เป็น Deep Tech ได้ จะถือเป็นลำดับความสำคัญแรก โดยเรียงลำดับความสำคัญ ไว้ดังนี้
- Health & Wellness (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) : ถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมประเทศไทย เป็นเป้าหมายอันดับ 1 เช่น การรักษาด้วย Cell Therapy, การรักษาโรคมะเร็ง หรือนวัตกรรมเชิงป้องกัน (Preventive)
- Agricultural & Food (เกษตรและอาหาร) : กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอันดับ 2
- AI & Semiconductor Chip (ปัญญาประดิษฐ์และชิปเซมิคอนดักเตอร์) : เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวง
- Circular Economy & Green (เศรษฐกิจหมุนเวียนและสีเขียว) : รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Climate (สภาพภูมิอากาศ) ทั้งหมด
- Creative Innovation (นวัตกรรมสร้างสรรค์) : งานอาร์ต งานดีไซน์ ที่มีโอกาสและศักยภาพในเชิงพาณิชย์ กลุ่มนี้ใช้เงินลงทุนไม่มากแต่มีโอกาสเติบโตสูง
การอัปเกรดบทบาทของ NIA ในครั้งนี้ส่งผลดีต่อวงการนวัตกรรมไทยในหลายมิติมาก ๆ เริ่มจากการช่วยเพิ่มศักยภาพให้สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทยโดยตรง พร้อมทั้งช่วยผลักดันงานวิจัยเจ๋ง ๆ จากห้องแล็บให้ออกมาใช้งานได้จริงและทำเงินในเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบ Venture Capital ในประเทศ ทำให้ภาคเอกชนเกิดความมั่นใจและกล้าเปิดกระเป๋าเข้ามาลงทุนด้านนวัตกรรมกันมากขึ้น
ซึ่งในระยะยาว สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เขาเห็นศักยภาพว่าประเทศไทยคือพิกัดเป้าหมายสำคัญที่น่ามาลงทุน และกลายเป็นอีกหนึ่งแรงหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของบ้านเราให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับแก้ตัวอักษรธรรมดา ๆ แต่คือการเปิดประตูเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยไปสู่อนาคต พร้อมเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากเดิมที่เป็นแค่ผู้ให้ทุน มาเป็นผู้กระตุ้นตลาดทุนสำหรับธุรกิจนวัตกรรมอย่างเต็มตัว ซึ่งถ้ากลไกนี้ขับเคลื่อนได้อย่างเต็มรูปแบบ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูงขึ้นมาก เกิดการจ้างงานในกลุ่มทักษะสูง และทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าไทยคือตลาดสตาร์ตอัปที่จริงจังและน่าเข้ามาลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้มากขึ้น













