ถ้าพูดถึงบุคคลที่เหมือนตัวละครจากหนังสือหรือภาพยนตร์ไซไฟ (Sci-Fi) มีแนวคิดที่ล้ำและไม่เหมือนใคร แต่กลับคาดการณ์โลกอนาคตได้อย่างน่าสนใจ วินาทีนี้ต้องยกให้ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ในบทสัมภาษณ์ที่ปล่อยออกมาล่าสุดจาก The Economist เป็นพอดแคสต์สัมภาษณ์มัสก์ยาวหนึ่งชั่วโมงกว่า มีการพูดคุยถึงประเด็นของ AI, แรงงานมนุษย์, แนวคิดการเป็นผู้นำในองค์กร และการเมืองฝั่งยุโรป อย่างไรก็ตาม ทีม bt beartai ได้ฟังและเก็บประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวเราทุกคนมาให้ลองอ่านกัน
อีกไม่กี่ปี AI จะฉลาดกว่ามนุษย์
มัสก์มองว่ามนุษย์ไม่มีทางหนีพ้น AI เขามองภาพรวมเป็น ‘AI Singularity’ คือเปรียบเทียบ AI เป็นเหมือนหลุมดำที่จะดึงทุกคนลงไป ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งมันได้
มัสก์คาดการณ์ว่าในอีกราว 10 ปีข้างหน้า (ประมาณปี 2036) ผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดคือ ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ (The Age of Amazing Abundance) โดยทุกคนจะได้รับทุกสิ่งที่ตนเองคิดหรือต้องการ (ยกเว้นแต่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกหรือสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้นมาก่อน)
AI ในปัจจุบันก้าวหน้าเร็วมากในโลกดิจิทัล แต่จำเป็นต้องมีส่วนเชื่อมต่อกับโลกกายภาพด้วย (End-effectors) นั่นคือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จำนวนมาก เศรษฐกิจคือการผลิตสินค้าและการให้บริการ เมื่อมีหุ่นยนต์จำนวนมหาศาลทำงานร่วมกับ AI จะช่วยให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด
“ถ้าถามว่าในอีก 10 ปี AI จะควบคุมเรา หรือเราคุม AI มันเหมือนถามว่าระหว่างมนุษย์และชิมแพนซีใครจะควบคุมใคร และเอาจริง ๆ มนุษย์เองก็วิวัฒนาการมาจากพวกชิมแพนซี มนุษย์เราปกครองโลกและชี้นำชิมแพนซีได้ ไม่ใช่เพราะเรามีกำลังมากกว่า แต่เพราะเราดันฉลาดกว่า
ดังนั้น เมื่อไรที่ AI พัฒนาจนช่องว่างความรู้ความเข้าใจทิ้งห่างเรา คือมันมีความฉลาดเกินมนุษย์ ไปไกลเกินกว่าระดับความฉลาดที่เราทิ้งห่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้เคียงเราที่สุด ความหวังที่มนุษย์จะยังคงเป็นผู้ควบคุมหรือกำหนดทิศทางโลกใบนี้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ”
มัสก์มองว่าความเสี่ยงของ AI ไม่ใช่ไม่มีเลย แต่แค่ให้มองเชิงบวกมากขึ้น เพราะถ้ามันมีปุ่มให้กดหยุดพัฒนา AI ตอนนี้มันไม่ทันแล้ว เราแค่ต้องรอดูความอุดมสมบูรณ์ของมันต่อไป รอชมความ ‘Amazing Abundance’ นี้ในอนาคต
AI จะแทนที่แรงงานมนุษย์
มัสก์เชื่อว่ามนุษย์จะลำบากแน่ ๆ เพราะ AI สามารถทำงานทุกอย่างแทนได้ดีกว่ามนุษย์ โดยเฉพาะงานเชิงดิจิทัล มันจะเก่งจนถึงจุดที่มนุษย์สู้กับมันไม่ไหว เขาระบุว่า AI จะทำทุกงานที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ได้ดีกว่ามนุษย์ในเร็ว ๆ นี้ แต่ความน่าสนใจคือเขาบอกว่ามนุษย์จะมีสิทธิ์ในการเลือกทำงานได้มากขึ้น !
ในอนาคตมนุษย์สามารถเลือกที่จะ ‘ทำ’ หรือ ‘ไม่ทำ’ งานได้ มัสก์ยกตัวอย่างว่า อย่างสมมติอยากกินผัก คุณไม่จำเป็นต้องปลูกผักเองถ้าคุณอยากกิน คุณสามารถเดินไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตได้ หรือถ้าคุณอยากจะปลูกเองก็ย่อมได้ โยงกลับมาที่การทำงานในอนาคต มัสก์จะสื่อว่าเราจะเลือกได้ว่าคุณจะทำงาน หรือไม่ทำงาน เขาเชื่อว่าในอนาคตจะเป็นแบบนั้น
หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อปีที่แล้วมัสก์บอกว่า ในอีก 10 ปี มีโอกาสที่ 10-20% Killer Robots หรือหุ่นยนต์จะกลายเป็นนักฆ่าที่จะนำหายนะมาสู่มนุษย์ ตอนนี้เขายังคิดแบบนี้อยู่ไหม ? มัสก์ตอบอย่างมั่นใจว่า ยังคิดแบบนั้น แต่เขาก็ตอบเลี่ยง ๆ ว่าสุดท้ายยังไงเราก็ต้องต้องตายอยู่ดี ดังนั้นประเด็นสำคัญไม่ใช่เราจะทำยังไงไม่ให้ AI เก่งเกินเรา แต่ระหว่างทางที่มันกำลังเก่งเกินเรา เราตอบสนองกับมันยังไงมากกว่า
อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับความปลอดภัยของ AI คือการสร้างและปลูกฝังให้ AI มุ่งมั่นในการค้นหาความจริงอย่างถึงที่สุด และมีความอยากรู้อยากเห็นเพื่อให้ AI นำพาและสนับสนุนมนุษยชาติให้เจริญรุ่งเรืองมากกว่าผลลัพธ์ที่เสียหายต่อเราเอง
จากการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นชัดมากว่ามัสก์ไม่ได้มองว่า AI เป็นภัย แต่มองว่ามันคือจุดเปลี่ยนที่มนุษยชาติต้องยอมรับในที่สุดเพราะเราหยุดมันไม่ทันแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือน้อมรับ และรอดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถ้าสุดท้ายปลายทางคือเราอาจจะโดน AI มันกลืนกินและแย่งงานเราไปหมดจริง ๆ เราก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากมองโลกในแง่ดีไว้ดีกว่ามองในแง่ร้ายให้ปวดหัว













