ปฏิเสธไม่ได้ว่าชอปปิงออนไลน์กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ทำให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตประจำวันของเรา แต่ในขณะที่เราในฐานะลูกค้าคลิกสั่งซื้อสินค้าราคาดี พร้อมคูปองลดกระหน่ำ ส่งฟรีถึงหน้าบ้านแบบเร็วจี๋ กลับมีเสียงสะท้อนจากฝั่งผู้ประกอบการและร้านค้ารายย่อยที่ต้องเผชิญกับเงื่อนไขที่ไร้อำนาจต่อรองมายาวนาน
ล่าสุดประเด็นที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 ปี ดำเนินมาถึงวันสิ้นสุด เมื่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,476,489.50 บาท ฐานมีความผิดตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ในข้อหาใช้อำนาจเหนือกว่าในการเอาเปรียบผู้ค้ารายย่อย
จริง ๆ เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2563 ที่แพลตฟอร์มใหญ่อย่างช้อปปี้โดนสอบสวนเนื่องจากมีพฤติกรรมการใช้อำนาจตลาดอย่างไม่เป็นธรรมบังคับคู่ค้าเข้าร่วมจัดโปรโมชันโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าและไม่ได้รับความยินยอมจากคู่ค้า และกำหนดเงื่อนไขที่เป็นภาระแก่คู่ค้าในการออกจากโปรโมชันที่เป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่คู่ค้า
ซึ่งแม้ว่าเรื่องราวจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2563 แต่กระบวนการทางกฎหมาย การรวบรวมพยานหลักฐาน การเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้ชี้แจง และการพิจารณาอย่างรอบคอบของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าทำให้คดีนี้ต้องใช้เวลายาวนานถึง 6 ปีเต็ม
ประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจและตั้งคำถามเป็นอย่างมากคือ ตัวเลขค่าปรับเกือบ 3.5 ล้านบาทนี้ มีสัดส่วนอย่างไรเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจของช้อปปี้ในประเทศไทย ?
ตามกฎหมายของ กขค. ได้กำหนดบทลงโทษสูงสุดสำหรับความผิดในลักษณะนี้ไว้ค่อนข้างสูงมาก โดยสามารถปรับได้ สูงสุดถึง 10% ของรายได้รวมในปีที่กระทำความผิด ซึ่งหากอ้างอิงจากข้อมูลรายได้รวมของ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2563-2564 ที่มีตัวเลขรวมกันมากกว่า 19,134 ล้านบาท หากคำนวณตามเพดานสูงสุด 10% แล้ว มูลค่าค่าปรับอาจพุ่งสูงถึงประมาณ 1,913 ล้านบาท เลยทีเดียว
แม้ตัวเลข 3.47 ล้านบาทจะดูน้อยกว่าเพดานสูงสุด 10% ค่อนข้างมาก แต่ทาง กขค. ได้อธิบายถึงเหตุผลในการกำหนดอัตราโทษดังกล่าวว่า ได้พิจารณาจากระดับความร้ายแรงของพฤติกรรม ความเสียหายทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงในมุมมองของร้านค้า ตลอดจนต้นทุนการทำธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ เพื่อให้บทลงโทษมีความเหมาะสมสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเป็นธรรมภายใต้กรอบของกฎหมาย
เรื่องราวนี้ดูเหมือนจะได้ข้อสรุปในแง่ของคำวินิจฉัยจากหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว แต่ในท้ายประกาศของคำวินิจฉัยฉบับดังกล่าว ยังมีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว สามารถทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
จุดนี้เองที่จุดประกายข้อถกเถียงและมุมมองที่หลากหลายในแวดวงนักกฎหมายและผู้บริโภคว่าขอบเขตและอำนาจของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในการกำกับดูแลและจัดระเบียบเศรษฐกิจแพลตฟอร์มจะมีความเด็ดขาดแค่ไหนในทางปฏิบัติ
และต้องตามกันต่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ทางบริษัทจะเลือกชำระค่าปรับเพื่อยุติปัญหา หรือจะใช้สิทธิทางกฎหมายในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และบรรทัดฐานการทำธุรกิจของตนเอง ทั้งนี้ในคำวินิจฉัยก็ได้ระบุถึงเหตุผลของทางช้อปปี้ที่ใช้หักล้างเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นผล เนื่องจากท้ายที่สุด กขค. ก็มีคำวินิจฉัยพิจารณาให้ต้องชดใช้ค่าปรับจากความผิดนี้
ถ้าใครอยากอ่านรายละเอียดเชิงลึกของการพิจารณาในประเด็นนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tcct.or.th/assets/portals/1/files/platform_promotion.pdf













