เมื่อระเบียบในโลกใหม่คือความไร้ระเบียบและผันผวน สมาคมนิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดการประชุม The INTANIA Forum ภายใต้หัวข้อ “ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่” (Surviving Under The New World Order) ณ หอประชุม Hall of INTANIA เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2026 เวทีที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อเปลี่ยความผันผวนของโลกให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศ
“วิศวกรการเมือง” รับมือโลกไร้ระเบียบ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษโดยระบุว่า โลกปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะ “โลกไร้ระเบียบ” (New World Disorder) ที่ผันผวนและไร้รูปแบบตายตัว ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องใช้แนวคิดอย่างเป็นระบบแบบ “วิศวกรการเมือง” โดยนำหลักการวิเคราะห์เส้นทางวิกฤติ (Critical Path Method หรือ CPM) มาใช้ในการจัดลำดับความสำคัญและบริหารทรัพยากร เพื่อนำพาประเทศก้าวสู่ความมั่นคงปลอดภัย (Steady State) อย่างยั่งยืน ผ่านแนวคิดการขับเคลื่อนประเทศที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
- การกระจายศูนย์กลางความเจริญ: ประเทศไทยจำเป็นต้องมี “มหานคร” มากกว่าหนึ่งแห่ง เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังภูมิภาคต่าง ๆ
- การใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์: ควรพัฒนาแหล่งอุตสาหกรรมตามแนวเส้นทางคมนาคมทั้งเหนือและใต้ รวมถึงเชื่อมต่อมหาสมุทรทั้งสองฝั่ง เพื่อผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้าของภูมิภาค
- ยุทธศาสตร์ “ยกกำลังคนไทย ยกกำลังประเทศไทย” 3 ด้าน: ต้องเร่งสร้างคนผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมโดยมีภาครัฐช่วยเปิดตลาด และปฏิรูประบบราชการให้เปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแลมาเป็นพันธมิตรของประชาชน
- เศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง (Self Reliance): รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสินค้าและนวัตกรรมของคนไทย ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9
- กรอบ 4P สำหรับบริหารจัดการปัญญาประดิษฐ์ (AI): ประกอบด้วย Prevention (ป้องกันผลกระทบต่อสังคม) Prosperity (สร้างความเจริญและโอกาส) Potential (พัฒนาศักยภาพให้ก้าวทันเทคโนโลยี) และ Protection (มีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม)

การปฏิรูปภาคการเงินและกลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ในประเด็นเรื่องการเงินของไทย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอทิศทางการแก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเศรษฐกิจไทยต้องเร่งดึงทรัพยากรที่อยู่นอกระบบ โดยเฉพาะทุนผิดกฎหมายหรือ “ทุนเทา” กลับเข้าสู่ระบบเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะนำระบบการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) มาพัฒนาระบบประเมินความน่าเชื่อถือเป็น Data Bureau ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีวินัยทางการเงิน สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหลักประกันรูปแบบเดิม

สำหรับการปรับตัวรับเศรษฐกิจรูปแบบ K-Shape คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวของธุรกิจ ทั้งภาคธุรกิจ SMEs ต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อย่างจริงจัง เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50-60 ของต้นทุนทั้งหมด
ด้านนโยบายการสนับสนุนควรพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการปรับตัว ภายใต้การเติบโตแบบ K-Shape ซึ่งมีการการตั้งเป้าหมายยกระดับไทยสู่ระบบเศรษฐกิจรายได้สูง ภายใน 12 ปี จะเน้นหนักใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์สมัยใหม่ ปัญญาประดิษฐ์และบริการดิจิทัล การแพทย์และการดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการพาณิชย์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

การพลิกโฉมอุตสาหกรรมและความมั่นคงด้านพลังงาน
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (SCG) ได้เสนอแนะยุทธศาสตร์ภาคอุตสาหกรรมไว้ว่า ภาคธุรกิจต้องกล้าจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยยุติธุรกิจที่ไม่มีอนาคต (Zombie Business) และหันไปลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
และภูมิภาคอาเซียนควรร่วมมือกันในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจ (Business Partnership) โดยผสานจุดแข็ง เช่น โลจิสติกส์ของเวียดนาม ต้นทุนพลังงานต่ำของอินโดนีเซีย และนวัตกรรมคุณภาพสูงของไทย รวมถึงควรมีการพัฒนากลไกทางการเงินระดับภูมิภาค (ASEAN-based Loan) และส่งเสริมสินค้า Made in Thailand เพื่อสร้างผลกระทบทวีคูณ (Multiplier Effect) ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ

ทางด้านคุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นถึงทิศทางพลังงานท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์
- ระยะสั้น: ประเทศไทยต้องกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน รักษาน้ำมันสำรอง และเพิ่มการพึ่งพาตนเองผ่านสัดส่วนไบโอดีเซล
- ระยะกลาง: ภาครัฐต้องสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น AI Training Academy และข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness หรือ PUE)
- ระยะยาว: เร่งรัดแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP2026) โครงข่ายไฟฟ้าใหม่ พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการนำร่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor หรือ SMR) ขนาด 2,400 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 ซึ่งจะริเริ่มโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

“การเรียนรู้ตลอดชีวิต” คือทักษะแห่งอนาคต
ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทุกท่านต่างมีความเห็นตรงกันว่า “คน” คือกุญแจสำคัญที่สุดในการกำหนดอนาคตของชาติ โดยได้ฝากข้อคิดและแนวทางไว้ว่า
- ต้องยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นจริง และปรับระบบการศึกษาโดยนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคลเพื่อลดการท่องจำ
- เยาวชนควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านอารมณ์และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (EQ) การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นทักษะที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทดแทนได้
- การพัฒนาทักษะด้านภาษาที่สาม โดยเฉพาะภาษาจีนและภาษาของประเทศคู่ค้า จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสการลงทุนและความร่วมมือในระดับสากล
ท้ายที่สุด เวที The INTANIA Forum ชี้ให้เห็นภาพเดียวกันว่า ความปั่นป่วนของโลกยุคใหม่ไม่ใช่วิกฤตที่น่ากลัว แต่คือ “โอกาส” ครั้งใหญ่ของประเทศไทย หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งการวางระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน การกล้าปรับโครงสร้างธุรกิจ และการมุ่งพัฒนาคนให้พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต การผนึกกำลังกันตั้งแต่วันนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปแข่งขันในโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง

















