ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนไม่น้อยต้องตกเป็นเหยื่อของโฆษณาหลอกลงทุนที่โผล่บน Facebook และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ หลายคนเสียเงินตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้าน จนล่าสุด เรื่องนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณาของศาลไทย หลัง สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC) เป็นตัวแทนผู้เสียหาย ยื่นฟ้อง Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook และผู้เกี่ยวข้องรวม 17 ราย ทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้ให้บริการแอปฯ และสถาบันการเงินบางแห่ง
ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ ไม่ได้ฟ้องแค่มิจฉาชีพ แต่กำลังตั้งคำถามว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ควรต้องรับผิดชอบมากแค่ไหน หากปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงเผยแพร่บนระบบของตัวเอง เพราะที่ผ่านมา มิจฉาชีพมักซื้อโฆษณาหรือสร้างเพจปลอมได้ง่าย จนผู้ใช้จำนวนมากเข้าใจผิดว่าเป็นโฆษณาที่ผ่านการตรวจสอบมาแล้ว
ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า ระหว่างปี 2564–2569 มีผู้ร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์เกือบ 12,000 เรื่อง โดย Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คิดเป็น 59% ของทั้งหมด และมีมูลค่าความเสียหายรวมกันอย่างน้อย 397 ล้านบาท
สิ่งที่คดีนี้กำลังทดสอบ คือ แพลตฟอร์มควรเป็นแค่ “พื้นที่ให้โพสต์” หรือควรมีหน้าที่ช่วยป้องกันผู้ใช้จากโฆษณาหลอกลวงด้วย เพราะหากศาลเห็นว่าแพลตฟอร์มต้องมีส่วนรับผิดชอบ บริษัทเทคโนโลยีก็อาจต้องยกระดับการตรวจสอบโฆษณา บัญชีปลอม และมิจฉาชีพให้เข้มงวดกว่าเดิม ไม่ใช่รอให้มีคนแจ้งแล้วค่อยลบ
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง คดีนี้ก็อาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับ Meta แต่ยังอาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่แพลตฟอร์มออนไลน์รายอื่นในไทยต้องปรับตัวตามด้วย
เพราะก่อนหน้านี้ Meta ก็เคยแพ้คดีในยุโรปมาแล้ว เช่น คดีในออสเตรียที่ศาลฎีกาตัดสินว่า รูปแบบโฆษณาแบบเจาะกลุ่ม (Personalized Advertising) ของ Meta ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (GDPR) เนื่องจากบริษัทนำข้อมูลผู้ใช้ รวมถึงข้อมูลจากเว็บไซต์และแอปฯ ของบุคคลที่สาม มาใช้เพื่อโฆษณาโดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างชัดเจน ตามที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงสั่งให้ Meta ปรับแนวทางการจัดการข้อมูลผู้ใช้ และคำตัดสินนี้ยังถูกมองว่าเป็นบรรทัดฐานสำคัญต่อการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลในยุโรป
หากคดีในไทยเดินไปในทิศทางเดียวกัน ก็อาจทำให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องยกระดับการตรวจสอบโฆษณา บัญชีปลอม และมิจฉาชีพให้เข้มงวดกว่าเดิม ไม่ใช่รอให้มีคนแจ้งแล้วค่อยลบ
และถ้าคดีนี้กลายเป็นบรรทัดฐานจริง คนที่อาจได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้ใช้งาน เพราะในอนาคตแพลตฟอร์มอาจต้องตรวจโฆษณาและบัญชีที่น่าสงสัยให้เข้มงวดขึ้น เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพซื้อโฆษณาหรือสร้างเพจปลอมได้ง่ายเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาคดี ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่า Meta หรือจำเลยรายอื่นมีความผิด แต่หลายฝ่ายจับตาคดีนี้ เพราะอาจเป็นคดีสำคัญที่กำหนดว่า ในอนาคตแพลตฟอร์มออนไลน์จะต้องรับผิดชอบต่อผู้ใช้มากขึ้นหรือไม่ หากปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงหรือมิจฉาชีพบนระบบของตัวเอง













