กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในเวลานี้และสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วสังคมไทย หลังมีกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจากทะเบียนรถยนต์รั่วออกมาแบบครบชุด โดนหมดไม่เว้นแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี เกิดคำถามตามมาอย่างหนักถึงมาตรการจัดเก็บและความปลอดภัยของฐานข้อมูลภาครัฐที่ละหลวมเกินไปไหม ?
จุดเริ่มต้นของการปูพรมตรวจสอบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก ปาล์ม นิธิกร บุญยกุลเจริญ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อค่ำวันที่ 3 สิงหาคม 2026 โดยระบุว่ามีการค้นพบเว็บไซต์เถื่อนแห่งหนึ่งที่เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลได้แบบสาธารณะ สิ่งที่น่ากลัวคือเพียงแค่พิมพ์ “เลขทะเบียนรถ” ลงในช่องค้นหา ระบบก็จะแสดงข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของรถยนต์คนนั้น ทั้งชื่อนามสกุลจริง เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เป็นข้อมูลสำคัญที่ถ้าตกไปอยู่ในมือของกลุ่มมิจฉาชีพ เราจินตนาการไม่ถูกเลยว่าจะโดนสวมรอยหรือก่ออาชญากรรมทางการเงินยังไงบ้าง
และไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลของประชาชนคนธรรมดา ตาสีตาสา ยายมียายมาเท่านั้น หลังพบว่าข้อมูลที่หลุดออกไปนั้นมีภาพถ่ายเสื้อสีส้มและข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลุดออกมาด้วยเช่นกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยอมรับกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ ว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถ่ายไว้นานแล้ว พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบเร่งด่วนว่า ข้อมูลรั่วไหลมาจากจุดใด มีระบบป้องกันรองรับหรือไม่ และหลุดออกไปได้อย่างไร
ดังนั้นเพื่อระงับเหตุไม่ให้ความเสียหายขยายวงกว้าางไปมากกว่านี้ กระทรวงคมนาคมจึงได้สั่งปิดระบบ API ซึ่งเป็นช่องทางเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชนโดยทันทีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา
ในขณะที่ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาแถลงความคืบหน้าว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแฮ็กระบบจากภายนอก แต่เป็นการเข้าถึงข้อมูลจาก IP Address เดียว มาจากสถานที่แห่งเดียว และมีการใช้บัญชีเข้าสู่ระบบเพียง 2 ครั้ง โดยพฤติการณ์มุ่งเป้าไปที่บุคคลทางการเมืองเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงภาพบัตรประชาชนใบเก่าของรัฐมนตรีดีอีเองด้วย อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงดีอีได้ยืนยันว่าการปิดระบบดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้มีข้อมูลหลุดเพิ่มเติมจากช่องทางนี้อีกแน่นอน ส่วนเบาะแสของ IP ต้นทางนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อน
และหลังใช้เวลาตรวจสอบเพียงไม่นาน ล่าสุดนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันผลตรวจสอบว่าไม่ได้ถูกเจาะฐานข้อมูลทั้งระบบ แต่เกิดจากรหัสผ่านหลุดจนถูกใช้ค้นข้อมูลประชาชนราว 800 ราย พร้อมสั่งทุกหน่วยงานเร่งตั้งระบบยืนยันตัวตนหลายชั้น (MFA) และทำบันทึกประวัติใช้งาน (Audit Log) ให้เสร็จใน 30 วัน ควบคู่กับการเตือนประชาชนไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำและเปิดยืนยันตัวตนสองชั้นเพื่อความปลอดภัย
อย่างไรก็ตามแม้จะสั่งปิดช่องทางความเสียหายของระบบ API รวมถึงออกมาตรการป้องกันรหัสผ่านหลุดในอนาคต แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ เราไม่รู้เลยว่าช่องโหว่ของการปล่อยข้อมูลถูกเปิดทิ้งไว้นานแค่ไหน และมีข้อมูลของประชาชนหลุดออกไปถึงมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ หรือมิจฉาชีพมากแค่ไหนแล้ว ทั้งข้อมูลชื่อ เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และทะเบียนรถ อาจถูกนำไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ บริษัทประกัน หรือไฟแนนซ์ เพิ่มความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงให้โอนเงิน หรือเอาไปสวมรอยทำธุรกรรมต่าง ๆ ก็ได้
ดังนั้นในช่วงเวลานี้ประชาชนทุกคนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ตรวจสอบความถูกต้องอย่างถี่ถ้วนในทุก ๆ การติดต่อและทำธุรกรรม และไม่เชื่อปลายสายที่อ้างข้อมูลส่วนตัวของเราอย่างเด็ดขาด และอีกประเด็นที่เราควรตามกันต่อคือภาครัฐต้องมีมาตรการดูแลความปลอดภัยในข้อมูลของประชาชนมากกว่านี้ ไม่งั้นประชาชนจะพึ่งใครได้ถ้าแม้แต่นายกฯ เองก็ยังโดนปล่อยข้อมูล ช่องโหว่เรื่องนี้ต้องถูกแก้ไขอย่างเร่งด่วน และไม่ควรมีซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง













