สายออกกำลังกายจะรู้ดีว่า เพลย์ลิสต์ดี ๆ มีผลต่อประสิทธิภาพในการออกกำลังมาก ๆ และแม้ว่าปกติในแอปฯ สตรีมมิงเพลงก็มักจะมีเพลย์ลิสต์แบบนี้ให้เปิดขณะออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ปัญหาของคนออกกำลังกายคือหลาย ๆ ครั้งมักจะหาเพลงที่ถูกจริตกับการออกกำลังกายได้ยาก บางคนอาจจะอยากได้เพลงบีทหนัก ๆ เพื่อผลักดันให้ยกน้ำหนักได้มากขึ้น บางคนอาจจะอยากได้เพลงเบา ๆ ผ่อนคลาย สำหรับยืดเส้น

ซึ่งการวิ่งก็เหมือนกัน เพราะถ้าได้เพลย์ลิสต์ดี ๆ เข้ากับจริตตอนวิ่งจะช่วยให้ Performance การออกกำลังกายแตกต่างได้จริง ๆ ซึ่ง Pain Point ตรงนี้แหละที่ทำให้ Spotify ตั้งใจเปิด Running Mode ออกมาเพื่อให้ตอบโจทย์สายวิ่ง และตอบรับเทรนด์ในปัจจุบัน
โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม Spotify เพิ่งปล่อย Running Mode ให้ iOS ไป รอบนี้กลับมาเอาใจนักวิ่ง Android โดยเฉพาะ โดยที่ฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ iOS ใช้ได้ ฝั่ง Android ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน
เลือกโหมดการวิ่งก่อน
โหมดหรือรูปแบบการวิ่งจะมีพรีเซตให้เลือกกว่า 25 โหมด ครอบคลุมทุกการวิ่งและแนวเพลงที่หลากหลาย คนที่อยากแค่ลุกออกไปวิ่งแบบชิล ๆ ไม่อยากคิดอะไรมาก ขอแนะนำให้ลองกดโหมด Just Run แบบด่วน ๆ สัก 20 นาทีดูก็ได้ แต่ถ้าใครจริงจัง อยากจะซ้อมหนัก ๆ อาจจะลองเปลี่ยนโหมดอื่น เช่น
- Intervals : โหมดสลับความหนักเบา เน้นเค้นพลังสลับกับช่วงพักฟื้นร่างกาย
- Pyramids : โหมดไต่ระดับ ค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปจนสุด แล้วผ่อนจังหวะลงมา
- Easy : โหมดวิ่งสบาย ๆ เริ่มต้นด้วยการวอร์มอัป เข้าสู่ช่วงวิ่งรักษาจังหวะ และจบด้วยการคูลดาวน์
- Longer and Advanced : โหมดวิ่งทางไกลและระดับสูง สำหรับคนที่อยากท้าทายขีดจำกัดตัวเองระดับแอดวานซ์
จุดเด่นคือ นอกเหนือจากการเซตโหมดฟังเพลงแล้ว เรายังสามารถกำหนดระยะเวลาในการฟังเพลงตามเวลาที่เราวิ่งได้ด้วย สามารถเซตได้ตั้งแต่ 10-90 นาทีไปเลย
เทสต์ที่ใช่ แนวเพลงแบบไหนที่ชอบ
เขามีฟีเจอร์ให้เราเลือกด้วยว่าอยากได้แนวไหน ไม่ว่าจะเป็น EDM, ป็อป, ลูกทุ่ง, ฮิปฮอป และอื่น ๆ อีกมากมาย อีกทั้งอัลกอริทึมก็จะช่วยหาเพลงที่มีบีทหรือแนวเพลงใกล้เคียงกับที่คุณเลือกด้วย
แต่ถ้าอยากได้ที่เจาะจงมากขึ้น ก็สามารถกดไปตรง ‘View prompt’ เพื่อค้นหา หรือแก้เพลงที่เราต้องการได้เช่นเดียวกัน อาจจะลงพรอมต์ไปว่า ‘เอาเพลงที่เคยชอบฟังกลับมา’ หรือ ‘ขอเพลงที่ไม่เกิน 3 นาที’ อะไรแบบนี้ก็ได้
Beat Matching : วิ่งไป ฟังเพลงไปตามค่า BPM
สำหรับใครที่อยากโฟกัสเรื่องความเร็วและจังหวะก้าว (Pace) ของตัวเองให้เป๊ะขึ้น ต้องลองเปิดฟีเจอร์ Beat Matching เพื่อกำหนดค่า BPM ที่ต้องการได้เลย โดยปกติแล้วจังหวะยอดฮิตจะอยู่ที่ 160 BPM แต่สำหรับสายซิ่งที่อยากซอยเท้าให้ถี่ขึ้น ส่วนใหญ่จะขยับไปตั้งเป้ากันที่ระดับ 170-180 BPM
ความเจ๋งคือตัว Running Mode จะคัดเลือกเพลงที่จังหวะลงตัวกับความเร็วที่เราตั้งไว้พอดีเป๊ะ เราเลือกเปิดฟังก์ชัน ‘ปรับความเร็วเพลงให้ตรงกับ BPM’ (Adjust song speed to match BPM) เพื่อรักษาจังหวะวิ่งให้ลื่นไหลต่อเนื่องได้ หรือถ้าใครชอบฟังเพลงแบบออริจินัล ก็ปิดฟังก์ชันนี้ไว้เพื่อคงกลิ่นอายเดิมของเพลงนั้น ๆ ไว้ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ในระบบยังมีตัวเลือกเสริมเป็น ‘เสียงโคช’ คอยให้คำแนะนำตลอดเซสชันการวิ่งด้วย วันไหนที่รู้สึกหนืด ๆ หมดไฟ ก็กดเปิดเสียงโคชมาช่วยบิลด์อารมณ์และกระตุ้นแรงฮึดได้เลย แต่ถ้าวันไหนอยากอินกับเสียงดนตรีแบบเพียว ๆ ก็แค่กดปิดทิ้งไป เรียกว่าฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อซัปพอร์ตตารางซ้อมและสไตล์การวิ่งของคุณแบบสุด ๆ
ตอนนี้ฟีเจอร์ Running Mode เข้าไปอยู่ในหมวด Fitness เรียบร้อยแล้วสำหรับผู้ใช้ Spotify Premium ทั้งบน iOS และ Android แต่นำร่องเปิดให้ใช้งานก่อนในสหรัฐฯ, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และสวีเดน ส่วนแฟน ๆ ชาวไทยอาจจะต้องรออัปเดตกันอีกนิดนะ คาดว่าด้วยกระแสการวิ่งที่แรงขนาดนี้ น่าจะมีให้เห็นเร็ว ๆ นี้













