ในตอนนี้ AI อย่าง ChatGPT, Gemini หรือ Claude สามารถตอบคำถามและสร้างเนื้อหาได้แทบทุกเรื่อง แต่กว่าจะทำได้แบบนี้ AI ต้องผ่านการฝึกด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล และหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำคัญก็คือ “หนังสือ”
ปัญหาคือ หนังสือจำนวนมากมีลิขสิทธิ์ และเจ้าของผลงานบางรายก็ไม่ได้อนุญาตให้นำหนังสือของตัวเองไปใช้ฝึก AI จึงเกิดคำถามว่า บริษัท AI สามารถเอาหนังสือที่มีลิขสิทธิ์ไปฝึกโมเดลได้หรือไม่ ?
เรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป โดยเฉพาะเรื่อง Fair Use หรือการใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในบางกรณีโดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของผลงาน
และประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เพราะก่อนหน้านี้มีกรณีของ Anthropic บริษัทผู้พัฒนา Claude เคยทำโครงการที่ชื่อว่า Project Panama เพื่อซื้อหนังสือจำนวนมากมาแปลงเป็นข้อมูลสำหรับฝึก AI

วิธีที่ใช้ไม่ได้เป็นการเอาหนังสือไปวางให้ AI อ่าน แต่เป็นการตัดสันหนังสือออก แล้วเอาแต่ละหน้าไปสแกนเป็นไฟล์ดิจิทัล ก่อนทิ้งหรือทำลายหนังสือเล่มจริง เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นทั้งเรื่องลิขสิทธิ์ และการทำลายหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือเก่าหรือหายาก
เหตุผลที่ต้องตัดสันก็เพราะการแยกหน้าออกมาทำให้สามารถเอากระดาษเข้าเครื่องสแกนความเร็วสูงได้ทีละหลาย ๆ หน้า ทำให้สแกนหนังสือจำนวนมากได้เร็วและถูกกว่าการเก็บเล่มไว้แล้วเปิดสแกนทีละหน้า โดยเอกสารของโครงการ Anthropic ระบุถึงการใช้เครื่องตัดหนังสือและเครื่องสแกนความเร็วสูงสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ
แล้วทำไมต้องทำลายหนังสือหลังสแกน ? ในกรณีของ Anthropic บริษัทจะซื้อหนังสือมาตัดสันแล้วสแกนเป็นไฟล์ดิจิทัล จากนั้นจึงทำลายหนังสือเล่มจริงและเก็บไฟล์ไว้ใช้ภายใน โดยศาลมองว่าการเปลี่ยนหนังสือจากเล่มจริงมาเป็นข้อมูลดิจิทัลเพื่อใช้ฝึก AI สามารถเข้าข่าย Fair Use ได้ เพราะบริษัทไม่ได้เก็บหนังสือจริงไว้ด้วย แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ได้มาจากแหล่งละเมิดลิขสิทธิ์ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง และคดีนี้นำไปสู่การตกลงจ่ายเงิน 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กลุ่มนักเขียน
ส่วนเหตุผลที่บริษัท AI สนใจหนังสือจำนวนมาก ก็เพราะหนังสือมีเนื้อหาที่ผ่านการเรียบเรียงโดยมนุษย์ และมีข้อมูลจำนวนมากที่ไม่ได้หาได้ง่ายจากอินเทอร์เน็ต ขณะที่ตอนนี้ที่มีแต่คอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ปะปนมากขึ้น

แต่การซื้อหรือสแกนหนังสือ ไม่ได้แปลว่าจะเอาไปฝึก AI ได้อย่างถูกกฎหมายทุกเล่ม เพราะยังมีเรื่องลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ส่วน Amazon ก็มีรายงานว่าซื้อหนังสือจำนวนมากเพื่อนำไปสแกน โดย 404 Media พบว่าหนังสือหายากที่ถูกซื้อเป็นล็อตใหญ่ถูกส่งไปยังศูนย์ในลาสเวกัส ซึ่งมีการตัดสันและสแกนหนังสือเพื่อทำเป็นข้อมูลฝึก AI
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นอีกครั้งในเดือนสิงหาคม เพราะมีกลุ่มองค์กรภาคประชาชนมากกว่า 10 กลุ่มยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการค้าของสหรัฐฯ (FTC) ขอให้ตรวจสอบบริษัท AI ที่ถูกกล่าวหาว่าซื้อหนังสือจำนวนมากมาสแกน และทำลายหนังสือเพื่อใช้ฝึกโมเดล โดยมองว่าบริษัท AI รายใหญ่อาจรวบรวมข้อมูลจำนวนมากไว้กับตัวเอง จนทำให้บริษัทอื่นเข้าถึงข้อมูลได้ยากและแข่งขันได้ลำบากขึ้น
อีกประเด็นคือเรื่องของหนังสือหายากหรือหนังสือเก่าที่ถูกสแกนแล้วทำลาย เพราะถ้าเหลือแค่ไฟล์ดิจิทัลที่อยู่กับบริษัทเทคโนโลยี ก็เกิดคำถามขึ้นว่าคนทั่วไปจะยังเข้าถึงความรู้เหล่านี้ได้มากแค่ไหน
สุดท้ายแล้ว การพัฒนา AI อาจไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครมีข้อมูลมากที่สุด แต่คือเราจะนำข้อมูลมาใช้ต่อยอดยังไง โดยไม่ต้องแลกกับการสูญเสียผลงานของคนที่สร้างมันขึ้นมา













