เรื่องนี้เริ่มจาก Anthropic บริษัทผู้พัฒนา AI อย่าง Claude ที่มีความเห็นไม่ตรงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เรื่องการนำ AI ไปใช้ในกองทัพ
ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ต้องการให้ Claude สามารถนำไปใช้ในงานทางทหารได้ แต่ Anthropic ไม่เห็นด้วยกับการนำ AI ไปใช้กับอาวุธอัตโนมัติที่สามารถตัดสินใจโจมตีได้เอง และการเฝ้าระวังประชาชนจำนวนมาก เพราะบริษัทมองว่า AI ยังไม่ควรถูกใช้ในงานแบบนั้น
หลังจาก Anthropic ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้อง กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เลยขึ้นบัญชีบริษัทเป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” (supply chain risk) ทำให้หน่วยงานรัฐบาลและผู้รับเหมาของกองทัพถูกจำกัดการใช้เทคโนโลยีของ Anthropic และรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีคำสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ หยุดใช้งาน AI ของบริษัทด้วย
Anthropic เลยเอาเรื่องนี้ขึ้นศาล โดยมองว่าการถูกขึ้นบัญชีและแบนเป็นการลงโทษบริษัทจากการแสดงจุดยืนเรื่องการใช้ AI
ล่าสุด ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินว่าการที่รัฐบาลขึ้นบัญชี Anthropic เป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมองว่าเป็นการลงโทษบริษัทจากการแสดงจุดยืนเรื่องการใช้ AI นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ Anthropic ชี้แจงหรือโต้แย้งอย่างเหมาะสมก่อนถูกขึ้นบัญชีด้วย
หรือก็คือ Anthropic ไม่ได้ถูกศาลตัดสินว่าชนะเพราะ AI ของบริษัทไม่สามารถใช้ในกองทัพได้ แต่ศาลมองว่ารัฐบาลไม่สามารถใช้มาตรการแบนบริษัทเพื่อตอบโต้จุดยืนของบริษัทแบบนี้ได้
ถึงอย่างนั้นเรื่องนี้ยังไม่จบทั้งหมด เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถยื่นอุทธรณ์คำตัดสินได้ และยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่าง Anthropic กับกระทรวงกลาโหมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลอีกด้วย
เรื่องนี้เลยน่าสนใจตรงที่ว่า ในวันที่ AI กำลังถูกนำไปใช้กับงานด้านความมั่นคงมากขึ้น บริษัท AI ควรมีสิทธิ์กำหนดหรือจำกัดวิธีที่กองทัพนำ AI ของตัวเองไปใช้ได้แค่ไหน และรัฐบาลควรมีอำนาจมากแค่ไหนในการบังคับให้บริษัทเปิดทางให้ AI ถูกนำไปใช้ในงานทางทหาร













