ภาพประวัติศาสตร์บังเกิดหน้าทำเนียบขาว ! ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สร้างเซอร์ไพรส์ตั้งโต๊ะแถลงข่าวด่วนพร้อม ไมค์ จอห์นสัน (Michael Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และลากซีอีโอระดับพระกาฬของวงการเทคฯ ทั้ง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) จาก Meta, เจนเซน หวง (Jensen Huang) จาก NVIDIA, ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) จาก Google, เกร็ก บร็อกแมน (Greg Brockman) จาก OpenAI และ ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) จาก Anthropic มาเรียงหน้ากระดาน เพื่อประกาศทิศทางใหม่ของวงการเทคโนโลยีอเมริกา
สั่งเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Super Intelligence’ นำหน้าจีน
เพื่อตอกย้ำทิศทางใหม่ ทรัมป์ได้ประกาศเปลี่ยนการเรียกชื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จาก ‘AI’ เป็น ‘Super Intelligence’ (SI) อย่างเป็นทางการ พร้อมลั่นว่าอเมริกาจะต้องเป็นผู้นำในศึกครั้งนี้ โดยมีไมค์ จอห์นสัน สนับสนุนจุดยืนว่า “เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมเรื่องนี้จนเกินเหตุ เพราะถ้าทำแบบนั้นเราจะแพ้ในการแข่งขันกับจีน”
เซ็น ‘รัฐธรรมนูญ AI’
ประเด็นหลักของงานนี้ คือการเซ็นข้อตกลงด้านความปลอดภัยแบบสมัครใจ ที่ทรัมป์ก็เอ่ยปากว่า “มันแทบจะเป็นเหมือนรัฐธรรมนูญในทางหนึ่งเลยทีเดียว คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกร่วมกันเซ็นสิ่งนี้ และผมในฐานะประธานาธิบดีก็เซ็นด้วย” สาเหตุที่รัฐบาลต้องจับเข่าคุยด่วน เป็นเพราะมีรายงานว่าระบบ AI ของ OpenAI และ Anthropic เกิดอาการทำงานนอกกรอบ และลอบเข้าไปแฮกระบบของบริษัทอื่น ทำให้ทรัมป์ถึงกับดึงตัว มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ออกมาพูดหน้าไมค์ ซึ่งมาร์กย้ำว่าทุกค่ายตกลงที่จะพัฒนา “การควบคุมภายในที่แข็งแกร่ง” ยอมให้มี ‘ผู้ตรวจสอบอิสระ’ เข้ามาประเมิน และรับประกันว่าจะไม่ให้เครื่องมือเหล่านี้ไปเจาะระบบใครแบบผิดวัตถุประสงค์อีก
ผุด Data Center ท้าชนกระแสต่อต้าน
แม้ประเด็นหลักคือเรื่องความปลอดภัย แต่ทรัมป์กลับเหยียบคันเร่งประกาศสนับสนุนการขยาย ‘ศูนย์ข้อมูล’ (Data Center) ทั่วอเมริกาอย่างเต็มสูบ เพื่อเป็นขุมพลังรันโมเดล AI แม้ว่าตอนนี้ชุมชนหลายแห่งจะประท้วงหนัก เพราะกลัวโดนแย่งไฟใช้จนค่าไฟพุ่ง ซึ่งกระแสต่อต้านนี้ถือเป็นโจทย์หินทางการเมืองของพรรครีพับลิกัน ก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย. นี้
ก้าวต่อไปของทำเนียบขาว ทรัมป์ทิ้งท้ายว่าเขากำลังพิจารณาตั้งคณะกรรมการ 10 คนขึ้นมาเพื่อคุมความปลอดภัยของเครื่องมือ AI โดยเฉพาะ และเตรียมเปิดตัวเจ้าหน้าที่คนใหม่ที่จะมานั่งเก้าอี้ดูแลนโยบายด้านนี้ของทำเนียบขาวในเร็ว ๆ นี้













