เชื่อว่าตอนนี้น่าจะเป็นช่วงที่ยากลำบากของหลายคน นอกจากเรื่องความปลอดภัยในชีวิตแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการฟื้นฟูหลังน้ำลด ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เงินไม่น้อย
รัฐบาลจึงได้เคาะ 3 ช่องทางเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2569 ที่ประชาชนสามารถขอรับสิทธิ์ได้ตามเกณฑ์ความเสียหายจริง โดยแต่ละแบบมีเงื่อนไขและวงเงินช่วยเหลือที่แตกต่างกัน
1. เงินทดรองราชการ (ช่วยด่วน ซ่อมบ้าน-เครื่องมือทำกิน)
เงินก้อนนี้ไม่ใช่การชดใช้ความเสียหายทั้งหมด แต่เป็นเงินงบประมาณฉุกเฉินที่รัฐบาลสำรองจ่ายออกมาก่อน เพื่อช่วยพยุงประชาชนให้กลับมาตั้งหลักได้เร็วที่สุด
- หมวดที่พักอาศัย : ช่วยค่าซ่อมแซมบ้านสูงสุด 88,600 บาท/หลัง และช่วยค่าเช่าที่พักชั่วคราวเดือนละ 2,500 บาท สูงสุด 2 เดือน (พิเศษสำหรับพื้นที่ กทม. จ่ายสูงสุด 3,000 บาท/เดือน)
- หมวดอาชีพ : ค่าซ่อมโรงเรือนเกษตรสูงสุด 6,800 บาท/ครอบครัว และค่าชดเชยเครื่องมือประกอบอาชีพหลักสูงสุด 13,500 บาท/ครอบครัว
- หมวดชีวิตและร่างกาย : บาดเจ็บสาหัสจนต้องแอดมิต 3 วันขึ้นไปรับ 5,000 บาท, พิการรับ 16,600 บาท และกรณีเสียชีวิตจ่ายค่าจัดการศพสูงสุด 35,700 บาท (หากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว จะได้รับเพิ่มอีกไม่เกิน 35,700 บาท)
- ช่องทางยื่นเรื่อง : ยื่นด้วยตนเองที่ อบต., เทศบาล หรือสำนักงานเขตใน กทม. ตามพื้นที่ประสบภัย
2. เงินช่วยเหลือตามมติ ครม. (เหมาจ่ายรายครัวเรือน)
มาตรการเยียวยาสำหรับผู้ประสบภัยช่วง 15 พ.ค. – 30 ก.ย. 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยคิดเป็นเงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย
- รับเงินสูงสุด 9,000 บาท/ครัวเรือน : เมื่อน้ำท่วมขังเกิน 7 วัน หรือน้ำท่วมไม่ถึง 7 วันแต่มีทรัพย์สินภายในบ้านเสียหาย
- รับเงิน 5,000 บาท/ครัวเรือน : เมื่อถูกน้ำล้อมบ้านเกิน 7 วันจนไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ หรือพักอาศัยบนอาคารสูงที่แม้น้ำไม่ท่วมห้องพัก แต่ได้รับผลกระทบจากการตัดน้ำตัดไฟเกิน 7 วัน
- กรณีเสียชีวิต : หากเสียชีวิตจากอุทกภัยหรือดินโคลนถล่มโดยตรง (เช่น จมน้ำ, น้ำพัด, ไฟดูด) ทายาทจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าปลงศพ 2,000,000 บาท/ราย
- ช่องทางยื่นเรื่อง : ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ หรือยื่นเอกสารด้วยตนเองที่ อปท./สำนักงานเขต (กรณีเสียชีวิต ญาติต้องไปยื่นด้วยตนเองเท่านั้น)
3. โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ (สินไหมคุ้มครองโครงสร้างและชีวิต)
เป็นสิทธิประโยชน์จากระบบประกันภัยที่ภาครัฐจัดสรรให้ คุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ถึง 1 ต.ค. 2570
- หมวดที่อยู่อาศัย : คุ้มครองเฉพาะ ‘โครงสร้างบ้าน’ (ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวหรือของใช้ในบ้าน) เมื่อเกิดอุทกภัยหรือน้ำล้อม จ่ายเงินก้อนเบื้องต้น 10,000 บาท/ครั้ง และประเมินเบิกเพิ่มได้ตามจริงรวมสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท/หลัง
- หมวดชีวิตและร่างกาย : เสียชีวิตจ่าย 2,000,000 บาท/คน และทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรจ่าย 200,000 บาท/คน
- ช่องทางแจ้งเคลม : เคลมผ่าน ThaiNatCat.Org, LINE OA: @Thainatcat, Call Center 02-012-5555 หรือจุดรับแจ้งเคลมในพื้นที่ โดยต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD และรอรับเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ภายใน 15 วัน
เปิดทริกยื่นเรื่องยังไง ให้ได้เงินไวที่สุด !
แม้ระบบออนไลน์จะดูสะดวกสบาย แต่ในสถานการณ์จริงที่ระบบมักรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมากจนเกิดความล่าช้า การเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเองที่ ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) หรือสำนักงานเขตในพื้นที่ที่บ้านตั้งอยู่’ คือช่องทางที่ทำให้ได้รับเงินรวดเร็วและแน่นอนที่สุด (แต่อาจต้องเสียเวลาทำเรื่องทั้งวัน)
การไปยื่นตรงกับเจ้าหน้าที่จะช่วยให้เราตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้ทันที หากมีจุดผิดพลาดหรือเอกสารไม่ครบก็สามารถแก้ไขได้ตรงจุด ไม่ต้องรอระบบตีกลับในภายหลัง โดยสิ่งที่ต้องเตรียมใส่ซองไปให้พร้อม มีดังนี้
- เอกสารส่วนตัว : สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน
- เอกสารสิทธิ์ที่พักอาศัย : โฉนดที่ดิน หรือสัญญาเช่าบ้าน (หากเป็นบ้านเช่าที่ไม่มีสัญญา ให้ขอหนังสือรับรองการอยู่อาศัยจริงจากผู้นำชุมชนหรือผู้ใหญ่บ้าน)
- หลักฐานความเสียหาย : ภาพถ่ายหรือวิดีโอน้ำท่วมที่เห็นความเสียหายชัดเจน ข้อสำคัญคือต้องถ่ายรูปเก็บไว้ทุกมุมก่อนเริ่มเก็บกวาดหรือทำความสะอาด
- บัญชีรับเงิน : หน้าสมุดบัญชีธนาคาร โดยต้องผูกพร้อมเพย์ด้วย ‘เลขบัตรประชาชน’ เอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
- กรณีไปยื่นเองไม่ได้ : สามารถทำหนังสือมอบอำนาจ พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนได้
ยื่นรับสิทธิ์ซ้ำซ้อน หรือไม่ได้เดือดร้อนจริง ปภ. เรียกเงินคืนได้
แม้รัฐบาลจะเร่งโอนเงินเพื่อบรรเทาทุกข์ให้เร็วที่สุด แต่ในขั้นตอนหลังบ้านจะมีการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรและการซ้ำซ้อนของสิทธิ์ (1 บ้านเลขที่ / 1 สิทธิ์) หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบภายหลังว่า มีการสวมสิทธิ์ ยื่นขอรับเงินซ้ำซ้อนในบ้านหลังเดียวกัน หรือแจ้งข้อมูลเท็จโดยไม่ได้เดือดร้อนจริง ทาง ปภ. มีสิทธิ์เรียกเงินเยียวยาคืนเต็มจำนวน
สำหรับประชาชนที่ได้รับเงินเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี (งบกลาง) ไปแล้ว แต่ภายหลังตรวจสอบพบว่าตนเองไม่เข้าเกณฑ์ หรือได้รับเงินซ้ำซ้อน สามารถดำเนินการโอนเงินคืนเข้าระบบของรัฐได้ 2 วิธี ดังนี้
วิธีที่ 1 คืนเงินตามแบบฟอร์ม ติดต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสำนักงานเขต เพื่อขอรับและกรอกแบบฟอร์มการคืนเงิน พร้อมปฏิบัติตามขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่กำหนด
วิธีที่ 2 คืนเงินผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT (ทำได้ด้วยตัวเอง) สามารถทำรายการโอนคืนผ่าน Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทยได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องไปธนาคาร ตามขั้นตอนดังนี้
- เข้าแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT
- เลือกเมนู ‘จ่ายบิล’
- ในช่องค้นหา พิมพ์รหัส 701617
- เลือกรายการ ‘กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อการรับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์’
- ระบุ เลขที่บัตรประชาชน ของผู้ที่ต้องการคืนเงิน
- ในช่องประเภทการชำระ ให้พิมพ์ระบุว่า ‘รายได้แผ่นดิน’
- ระบุจำนวนเงินที่ต้องการคืน แล้วกด ‘ถัดไป’
- ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง แล้วกด ‘ยืนยัน’ (หมายเหตุ : หลังจากโอนเงินคืนเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้แคปหน้าจอภาพสลิปเก็บไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งไปยังผู้นำชุมชน อปท. หรือสำนักงานเขตในพื้นที่เพื่อเป็นข้อมูลยืนยัน)
วิกฤตน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิทธิประโยชน์เหล่านี้คือเงินช่วยเหลือตามสิทธิ์ที่ประชาชนทุกคนที่เดือดร้อนควรได้รับ หากเข้าเงื่อนไขทั้งหมด เราสามารถยื่นขอรับเงินเยียวยาได้ทั้ง 3 ส่วนร่วมกัน ดังนั้นรีบสำรวจความเสียหาย ถ่ายรูปหลักฐาน และต้องผูกพร้อมเพย์ให้ตรงกับเลขบัตรประชาชนด้วยนะครับ













