เมื่อไม่นานมานี้ bt beartai เพิ่งลงข่าวแพลตฟอร์มสตรีมมิงรายใหม่ อย่าง Skydance ที่เพิ่งซื้อ Paramount สำเร็จไปหมาด ๆ แถมมีแซวไปว่าแบบนี้สตรีมมิงเจ้าอื่น (เช่น Netflix) มีหนาวแน่ พอเจอข่าวนี้ก็ดูเหมือนจะหนาวจริงนะ เพราะ Netflix สตรีมมิงรายใหญ่กำไรตกหนัก 25% ทำใจปลดพนักงาน 1,000 คนจาก 16,000 คน และคาดว่าน่าจะมาจากสาเหตุอื่นด้วย
Reuters เปิดเผยข้อมูลมาว่าสาเหตุแรกคือ Engagement หรือยอดการมีส่วนร่วมของผู้ชมทางบ้านนั่นแหละ ด้วยยุคนี้คือยุคแห่ง Short Form หรือคอนเทนต์คลิปสั้น ซึ่งแน่นอนว่า TikTok, YouTube, Instagram, Facebook เหล่านี้คือแพลตฟอร์ม ‘ฟรี’ ที่เสิร์ฟคอนเทนต์เยอะไม่หวาดไม่ไหวมายาวนาน ประเด็นคือ ด้วยความที่มันฟรีเลยทำให้ Netflix ซึ่งเป็นสตรีมมิงที่ต้องจ่ายเงิน ขาดยอด Engagement ไปในส่วนนี้ หรือแม้ว่าจะเป็นคอนเทนต์ยาวก็ยังแพ้ YouTube ในส่วนของ Engagement อยู่ดี
ต่อมาคือเรื่องสตรีมมิงใหม่ที่กำลังถือกำเนิดอย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ซึ่งดูทรงแล้วน่าจะดึงลูกค้าไปเยอะเหมือนกัน
Original Content ไม่ค่อยมีคุณภาพแล้ว ?
ปัญหาอีกข้อของ Netflix อาจจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ใช้ในการสร้าง Original Content ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยถูกใจคนดูเท่าไหร่ แม้ว่าจะทุ่มงบไปเยอะก็ตาม
ต้องเล่าก่อนว่า Netflix เขามีวิธีการเก็บยอด Engagement หลังบ้านละเอียดพอสมควร เวลาคนดูเขาชอบคอนเทนต์ประมาณไหน ช่วงเวลาที่เข้าไปดู ภาษาที่ใช้ อุปกรณ์ที่ใช้รับชม ละเอียดถึงขั้นว่าชอบหยุดดูส่วนไหนซ้ำ ๆ ในคอนเทนต์นั้น ๆ ด้วย เอาง่าย ๆ ว่าข้อมูลตรงนี้ทำให้ Netflix ค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าผลิตคอนเทนต์ Original เยอะ ๆ ก็ไม่น่าขาดทุน

ซึ่งในช่วงแรกที่ Netflix ใช้ข้อมูลที่มีมาทำ Original Content ก็ถือว่าเวิร์กเลยนะ ซีรีส์หลายเรื่องสร้างชื่อเสียงให้ไม่น้อยเลย แถมคนดูติดตรึม ไม่ว่าจะเป็น House of Cards (2013) เอาข้อมูลจากซีรีส์ออริจินัลมาสร้างใหม่ให้ถูกใจผู้ชมส่วนใหญ่มากขึ้น, The Witcher (2019) ตอบโจทย์สายเกมแฟนตาซี ที่เน้นดูแบบรวดเดียวจบ ยอดเอนเกจสูงมากเพราะ Brand Loyalty ของฝั่งเกมเมอร์สูง, Stranger Things (2017-2026) ที่ลากยาว 5 ซีซัน ดึงผู้ชมที่ตอนแรกเริ่มจากพล็อตแบบยุค 80s แต่ด้วยงบที่หนาก็ทุ่มสร้างอลังการมากขึ้นทุกซีซัน

หรือคอนเทนต์ Localize อย่าง Squid Game ในเกาหลี หรือ Money Heist (La Casa de Papel) ในสเปนก็ดังทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงหลังคอนเทนต์ใน Netflix มีเยอะ แต่คุณภาพไม่ถึงเหมือนแต่ก่อนแล้ว ช่วงหลังปี 2026 มาถ้าให้นึกปรากฏการณ์ภาพยนตร์หรือซีรีส์ใน Netflix ไม่ค่อยมีเรื่องเด่นระดับ World Wide ถ้าไม่นับ One Piece (Live Action) ที่ฉายไปเมื่อต้นปี
ภาคต่อรอนาน คนดูท้อ ?
อีกประเด็นที่ทำให้ Netflix ยอดคนดูตก Subscribe น้อยลงก็มีบทวิเคราะห์มาว่าอาจเป็นเพราะซีรีส์หรือหนังภาคต่อใน Netflix ‘ต้องรอนานมากเกินไป’ ซึ่งเฉลี่ยต้องรอ 2-3 ปีต่อ 1 ภาคเลย อย่างซีรีส์ Wednesday (2022) ที่ทิ้งห่างซีซันแรกและซีชันสองนานเกือบ 3 ปีทำให้ยอดคนดูดร็อปไป 25% ยังไม่รวมซีรีส์อื่น ๆ ที่พอทิ้งช่วงนาน เสน่ห์ของนักแสดงก็หาย ความไฮป์ต่าง ๆ ก็ค่อนข้างยากที่จะกู้คืน

แม้ว่าในตอนนี้ Netflix จะได้ลิขสิทธิ์ Disney+ มาที่แพลตฟอร์มบ้าง อย่าง Percy Jackson, Ice Age หรือ Will Trent แต่ก็ต้องดูระยะยาวว่า Netflix จะจัดการกับปัญหานี้ยังไงบ้าง เพราะตัดคนออกหลักพันน่าจะมีงบผลิตคอนเทนต์คุณภาพและยูนีกมากขึ้นมาแข่งกับเจ้าอื่นได้มากขึ้นไหมนะ ?













