Connect with us

Whoscall

Free
8.8

ความสามารถ

9.5/10

ความง่ายในการใช้

8.0/10

ประสิทธิภาพการทำงาน

7.5/10

ความจำเป็นในชีวิตประจำวัน

10.0/10

จุดเด่น

  • ระบุข้อมูลผู้โทรเข้าแม้ไม่เคยบันทึกไว้
  • ใช้ได้ทั้ง Android, iOS, Windows Phone
  • บล็อกสายที่ไม่ต้องการได้

จุดสังเกต

  • Android รุ่นใหม่ๆ ไม่สามารถบล็อก SMS/MMS ได้แล้ว
  • ปัจจุบันแอปของ iOS ยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตอนเรียกเข้าได้
  • มีปัญหากับสมาร์ทโฟน 2 ซิมบางรุ่น
  • การระบุค่ายมือถือ ยังผิดพลาดอยู่บ้างหากเป็นเบอร์ที่ย้ายค่ายมา

ยุคนี้ผู้ใช้โทรศัพท์อย่างเราทุกคนต้องเคยเจอกับเบอร์แปลกๆ ที่โทรมาขายสินค้าหรือบริการกับเรานะครับ ซึ่งเอาจริงๆ แล้วผมว่าพวกเราก็ไม่ได้เกลียด Telesales ไปซะทั้งหมด บางทีเราก็ได้สินค้าดีๆ จากการเสนอขายทางโทรศัพท์เหมือนกัน เพียงแต่บางช่วงเวลาที่เรารอโทรศัพท์สำคัญ หรือช่วงเวลาที่เรายุ่งๆ เราก็ไม่อยากรับสายของคนที่ไม่ต้องการ ซึ่งสำหรับเบอร์ที่เราไม่รู้จักแล้ว เราจะไม่รับก็ไม่ได้

Whoscall เป็นแอปสัญชาติไต้หวันโดยบริษัท Gogolook ที่ขันอาสาเข้ามาจัดการเรื่องนี้ โดย Whoscall นั้นมีฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ทั่วโลกกว่า 700 ล้านเลขหมาย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการใช้งานของผู้ใช้ ซึ่งจากฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ขนาดใหญ่ของ Whoscall นี้เองทำให้ระบบสามารถตรวจสอบหมายเลขโทรเข้า และแจ้งให้ผู้ใช้ทราบก่อนที่จะรับสายว่าเบอร์ที่โทรเข้ามาเป็นเบอร์ของใคร แม้ว่าจะไม่เคยบันทึกไว้ในสมุดโทรศัพท์ของเครื่อง

รู้ได้เลยว่าใครโทรมา ความสามารถสุดเจ๋งของ Whoscall

เมื่อมีเบอร์แปลกโทรเข้ามา Whoscall บอกคุณได้ทันที

Whoscall นั้นรองรับการทำงานทั้งบน Android, iOS และ Windows Phone! (น้ำตาจะไหล) ซึ่งสำหรับ Android และ Windows Phone จะมีลักษณะการใช้งานเหมือนกันคือเมื่อลงแอปเรียบร้อย ครั้งต่อไปเมื่อมีสายที่ไม่รู้จักโทรเข้า ระหว่างที่โทรศัพท์ดังก็จะมีข้อมูลจาก Whoscall แสดงขึ้น จะเป็นบริษัทห้างร้าน หรือเบอร์ขายประกัน ขายบัตรเครดิต ก็จะปรากฏขึ้นพร้อมให้เราตัดสินใจทันทีว่าจะรับสายหรือบล็อกสายทิ้งไปเลย พูดง่ายๆ ว่าลงทิ้งไว้ครั้งเดียว ก็ใช้ได้ตลอดไป ไม่ต้องเปิดแอปมาตั้งค่าอะไรด้วยซ้ำ

ความเร็วในการแสดงข้อมูลนี้จะแตกต่างกันตามข้อมูลที่อยู่ในแอปครับ ถ้าเป็นเบอร์หลักๆ ที่มีในฐานข้อมูลของแอปอยู่แล้วก็จะแสดงรายละเอียดให้เห็นทันที แต่ถ้าอยู่นอกเหนือฐานข้อมูลหลัก แอป Whoscall ก็จะไปค้นอินเทอร์เน็ตมาให้ว่าเบอร์ที่โทรมานี้คือใคร เคยทำอะไรมาก่อน เช่นเคยโพสต์ขายสินค้าก็จะเห็นรายละเอียดการขายสินค้าในหน้าเรียกเข้าด้วย ซึ่งกระบวนการหาข้อมูลใช้เวลาแค่อึดใจเราก็ได้ข้อมูลแล้วครับ

การทำงานของ Whoscall สำหรับ iOS 8

แต่ในส่วนของ iOS นั้น Apple ควบคุมการใช้อย่างอย่างเข้มงวด แอป Whoscall ในเวอร์ชั่น 1.2 ที่รีวิวในครั้งนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงหน้าเรียกเข้าของโทรศัพท์ได้ จึงยังไม่สามารถแสดงข้อมูลผู้ติดต่อจากระบบของ Whoscall ได้โดยตรงเวลามีโทรศัพท์เข้า แต่สำหรับผู้ใช้ iOS 8 Whoscall ก็มีวิธีให้จัดการเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น โดยเพิ่ม Widget ของ Whoscall เข้าไปใน Notification Center แล้วเมื่อมีเบอร์แปลกโทรเข้ามาแต่รับสายไม่ทัน ก็อปเบอร์โทรศัพท์นั้นแล้วลาก Notification Center ลงมาดูได้เลยว่าเบอร์ของใคร

และแน่นอนว่าผู้ใช้ก็สามารถรายงานเบอร์ใหม่ๆ เข้าไปในระบบได้เช่นกันว่าเบอร์ที่เราได้รับนี้เป็นเบอร์ของบริษัทอะไร ธุรกิจอะไร หรือเป็นเบอร์สแปม โทรมาหลอกลวง ซึ่ง Whoscall ก็จะเก็บข้อมูลนี้นำไปประมวลผล เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ต่อไป ยิ่งมีคนใช้เยอะ คนรายงานมากๆ Whoscall ก็จะยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ แหละครับ

ความสามารถในการจัดการเบอร์โทรศัพท์

ตั้งค่าบล็อกหมายเลขโทรเข้า

นอกเหนือจากการรายงานข้อมูลของเบอร์โทรศัพท์ต่างๆ ได้แล้ว Whoscall ในรุ่น Android ยังสามารถบล็อกเบอร์โทรศัพท์ที่เราไม่ต้องการให้กวนใจเราได้อีกด้วย โดยการบล็อกของ Whoscall นั้นไม่ได้บล็อกทีละเบอร์เดี่ยวๆ เหมือนอย่างที่โทรศัพท์ทั่วไปทำได้ แต่สามารถตั้งกฏการบล็อกเบอร์ได้เลย เช่นตั้งไม่รับสาย Private number หรือเบอร์ส่วนตัวที่ไม่แสดงหมายเลข, ตั้งไม่รับสายเบอร์จากต่างประเทศ หรือจะตั้งไม่รับสายเบอร์ที่ไม่อยู่ใน Contacts เลยก็ได้

แต่น่าเสียดายว่าใน Android 4.4 ขึ้นไป Whoscall ไม่สามารถบล็อก SMS/MMS จากเบอร์ที่ระบุได้อีกแล้ว เพราะข้อจำกัดใน Android รุ่นใหม่ๆ ที่ Google ต้องการให้แอปภายนอกเข้ามายุ่งกับระบบน้อยลง ก็คงเหลือไว้แต่แทนบล็อกสายเรียกเข้าเท่านั้น

นอกจากนี้ Whoscall ยังสามารถระบุค่ายโทรศัพท์มือถือของเบอร์นั้นๆ ได้อีกด้วย โดยในเวอร์ชั่น Android สามารถนำเข้า Contacts ทั้งหมดที่มีในเครื่อง เพื่อค้นหาได้เลยว่าเบอร์ที่เรามีนั้นเป็นค่ายอะไรบ้าง แต่ในส่วน iOS จะระบุทีละเบอร์ เวลาสั่งค้นหาเท่านั้น

Whoscall แอปที่ผู้ใช้โทรศัพท์ทุกคนควรมี

Whoscall เหมือนเป็นแอปที่หายไปของโทรศัพท์นะครับ ซึ่งความจริงในยุคสมัยที่มีอินเทอร์เน็ตไร้สายอย่างนี้ มันก็ควรจะเช็คเบอร์โทรเข้าจากอินเทอร์เน็ตกันได้แบบ Whoscall จะได้หมดปัญหาหงุดหงิดเวลาต้องรับสายที่ไม่อยากจะรับครับ และแน่นอนว่า Whoscall ดาวน์โหลดฟรีทั้ง Android, iOS และ Windows Phone! ครับ

ปล. เราสามารถเอาเบอร์โทรศัพท์เข้าไปค้นในระบบของ Whoscall ผ่านเว็บได้ด้วยนะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

งมแอปในมหาสมุทร

มาแต่งรูป Pantone ให้อินเทรนด์ ด้วยแอปในโทรศัพท์กันเถอะ

Published

on

Whoscall

Free
8.8

ความสามารถ

9.5/10

ความง่ายในการใช้

8.0/10

ประสิทธิภาพการทำงาน

7.5/10

ความจำเป็นในชีวิตประจำวัน

10.0/10

จุดเด่น

  • ระบุข้อมูลผู้โทรเข้าแม้ไม่เคยบันทึกไว้
  • ใช้ได้ทั้ง Android, iOS, Windows Phone
  • บล็อกสายที่ไม่ต้องการได้

จุดสังเกต

  • Android รุ่นใหม่ๆ ไม่สามารถบล็อก SMS/MMS ได้แล้ว
  • ปัจจุบันแอปของ iOS ยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตอนเรียกเข้าได้
  • มีปัญหากับสมาร์ทโฟน 2 ซิมบางรุ่น
  • การระบุค่ายมือถือ ยังผิดพลาดอยู่บ้างหากเป็นเบอร์ที่ย้ายค่ายมา

เทรนด์การแต่งรูปแบบ “Pantone” ดูเหมือนจะฮิตมากๆ ในช่วงนี้ เพราะให้อารมณ์อาร์ทๆ แปลกตาและน่าสนใจ แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการแต่งรูปแบบ Pantone ที่เราเห็นกันตามโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้น ทำได้ง่ายๆ ด้วยแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนเรานี่เอง เดี๋ยวมาดูกันดีกว่า ว่าเราควรใช้แอปอะไรในการแต่งรูปแนว Pantone

ตัวอย่างการแต่งรูปแบบ Pantone

สำหรับแอปที่สามารถแต่งรูปแนว Pantone ได้นั้นก็มี 2 แอปที่น่าสนใจด้วยกัน ซึ่งมีการใช้งานที่ง่าย และมีลักษณะการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน

แอป “PANTONE studio”


แอป PANTONE studio เหมาะสำหรับแต่งภาพที่เราต้องการถ่ายรูปในขณะนั้นเลย เนื่องจากตัวแอปไม่สามารถใช้รูปจากภายนอกได้ 

เมื่อเรากดเข้าสู่การถ่ายภาพแล้ว จะปรากฏสัญลักษณ์ Pantone มาให้เรา และหากเราขยับภาพไปยังจุดอื่นที่มีโทนสีแตกต่างออกไป สัญลักษณ์ก็จะเปลี่ยนไปด้วย

หลังจากกดถ่ายภาพแล้ว เรายังสามารถกดเลือกสีต่างๆ ได้ โดยการเลื่อนวงกลมไปยังบริเวณนั้นๆ เพื่อให้ได้สี Pantone ที่เราต้องการ

เมื่อกด Share รูปภาพ เพื่อบันทึกรูปภาพแล้ว ก็จะปรากฎสัญลักษณ์ Pantone รูปแบบอื่นๆ ที่เราสามารถเลือกใช้ได้ ซึ่งก็มีตัวเลือกให้เลือกกว่าสิบแบบเลยทีเดียว

ภาพที่ได้จากแอป PANTONE Studio

ดาวน์โหลด

แอป “Palette Republic”

แอปนี้เหมาะกับการแต่งรูปแนว Pantone ที่เรามีรูปเตรียมไว้แล้ว ซึ่งวิธีใช้ก็ง่ายไม่แพ้แอป PANTONE studio เลย โดยหลังจากที่เปิดรูปขึ้นมาแล้ว ให้เราทำการ crop ภาพตามขนาดและรูปร่างที่เราต้องการได้เลย

หลังจากนั้นกดเลือกชนิดของลักษณะสัญลักษณ์ Pantone ที่เราต้องการ ซึ่งก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งแบบฟรีและเวอร์ชั่น Pro เมื่อเลือกรูปแบบสัญลักษณ์ Pantone ที่เราต้องการได้แล้ว แอปจะทำการเลือก Pantone ให้เราเองโดยอัตโนมัติ

ข้อดีคือเราสามารถเลื่อนและปรับขนาดสัญลักษณ์ Pantone ได้ตามที่เราต้องการ และหากเรายังรู้สึกไม่ชอบสีของ Pantone ที่ต้องการ เรายังสามารถปรับสีของ Pantone ได้ด้วย โดยการเลื่อนเปลี่ยนสี Pantone ไปเรื่อยๆ

เราสามารถเลื่อนเปลี่ยน Pantone ไปได้เรื่อยๆ

เพียงเท่านี้ก็จะได้ภาพที่มีสัญลักษณ์ Pantone แล้ว

ดาวน์โหลด

ใครไม่อยากตกเทรนด์และอยากมีรูปเก๋ๆ สักใบ ก็ลองไปแต่งกันดูนะคะ ทำไม่ยากเลย ใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น แถมยังได้ภาพสวยๆ ไปอวดเพื่อนด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

งมแอปในมหาสมุทร

แค่เซลฟี่ก็ได้ Avatar แบบการ์ตูนที่เหมือนตัวจริง! รีวิวฟีเจอร์ใหม่ “Anime Avatar” จาก Meitu

Published

on

Whoscall

Free
8.8

ความสามารถ

9.5/10

ความง่ายในการใช้

8.0/10

ประสิทธิภาพการทำงาน

7.5/10

ความจำเป็นในชีวิตประจำวัน

10.0/10

จุดเด่น

  • ระบุข้อมูลผู้โทรเข้าแม้ไม่เคยบันทึกไว้
  • ใช้ได้ทั้ง Android, iOS, Windows Phone
  • บล็อกสายที่ไม่ต้องการได้

จุดสังเกต

  • Android รุ่นใหม่ๆ ไม่สามารถบล็อก SMS/MMS ได้แล้ว
  • ปัจจุบันแอปของ iOS ยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตอนเรียกเข้าได้
  • มีปัญหากับสมาร์ทโฟน 2 ซิมบางรุ่น
  • การระบุค่ายมือถือ ยังผิดพลาดอยู่บ้างหากเป็นเบอร์ที่ย้ายค่ายมา

เอาอีกแล้ว.. มีฟีเจอร์ใหม่เด็ดๆ มาเปิดตัวให้ชาวโลกได้ชื่นชมกันอีกแล้ว สำหรับแอป “Meitu” เพราะนอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องการแต่งภาพที่ออกมาสวยงามแล้ว ล่าสุดก็มีฟีเจอร์ “Anime Avatar” ที่สามารถเลียนแบบการแสดงสีหน้าและการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์! ที่คลอดออกมาแบบสดๆ ร้อนๆ ให้พวกเราได้ตื่นเต้นกันอีกแล้ว

ก่อนหน้านี้หลายคนอาจคุ้นเคยกับแอปอวตารมาบ้างแล้ว โดนเฉพาะแอปที่กำลังบูมในช่วงนี้อย่าง ZEPETO แต่ดูเหมือน Meitu จะมาแรงในช่วงนี้ไม่แพ้กัน เพราะล่าสุดก็ปล่อยฟีเจอร์ Anime Avatar ออกมา ซึ่งก็ทำงานได้อย่างน่าทึ่ง เพราะ Meitu ได้ใช้เทคโนโลยี AI ของ MTlab ทำให้สามารถวิเคราะห์ใบหน้าของเรา และลักษณะเด่นต่างๆ บนใบหน้าได้อย่างถูกต้อง (สามารถระบุส่วนสำคัญ 118 จุดบนใบหน้าและสามารถวิเคราะห์ใบหน้าได้แบบเรียลไทม์) และยังสามารถถอดแบบเสื้อผ้าหน้าผมได้แบบแนบเนียน เหมือนจริงอีก ภาพและวิดีโอที่ได้จาก Meitu ก็เลยออกมาเสมือนจริงและสามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของความสนุกอันน่ามหัศจรรย์เลยล่ะ! เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่าว่าฟีเจอร์ Anime Avatar มีการใช้งานยังไง

การใช้งานฟีเจอร์ Anime Avatar สามารถทำได้ โดยการเข้าที่เมนู “Tech Magic” ในหน้าหลัก และเมื่อเข้ามาแล้วให้กดเข้าที่ Anime Avatar ได้เลย

แอปจะให้เราทำการเลือกว่าจะใช้ภาพถ่ายที่ถ่ายภายในแอป หรือเลือกจากอัลบั้มรูปที่เรามีอยู่แล้ว

หากเลือกจากการถ่ายภาพในแอป ก็ให้เราตั้งหน้าให้ตรงกับโครงร่างที่แอปเตรียมมาให้ และเมื่อเราถ่ายรูปเรียบร้อยแล้วก็จะได้ร่างอวตารชิคๆ ของเราออกมา ซึ่งหลายคนก็อาจตกใจว่า “เห้ยยย จะเหมือนอะไรอย่างนี้!” นั่นก็เป็นเพราะ AI ของ Meitu สามารถจำแนกความแตกต่างของเสื้อผ้าและสีผมได้เป็นหมื่นรูปแบบ สามารถแยกแยะลักษณะเด่นบนใบหน้าได้หลายพันรูปแบบและทรงผมได้หลายร้อยทรง รวมถึงความสามารถระบุเครื่องประดับที่มีความแตกต่างกันได้ถึง 20 ประเภทเลยทีเดียว

หลังจากนั้นแอปก็จะให้เราตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ให้กับเจ้าตัวอวตารของเรา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้าผม หรือพื้นหลังสวยๆ แถมยังมีธีมต่างๆ ออกมาตามเทศกาลด้วย อย่างตอนนี้ธีมเทศกาลคริสต์มาสก็ทำออกมาได้น่ารักเชียว

ใครอยากปรับทรงคิ้ว รูปตา รูปปาก แบบละเอียดขึ้นมาหน่อย ก็สามารถทำได้โดยสะดวก

ความโดดเด่นทะลุอวกาศของฟีเจอร์นี้คงหนีไม่พ้นการที่เจ้าตัวอวตารสามารถเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ ดังนั้นไม่ว่าเราจะขยับหน้าไปทางไหน กระพริบตาปริบๆ หรี่ตา จุ๊บปาก ขยิบตา ฯลฯ เจ้าอวตารของเราก็สามารถถอดแบบเราออกมาได้เลยทีเดียว และเรายังสามารถอัดวิดีโอได้ 10 วินาที เพื่อโชว์ความมุ้งมิ้งของเจ้าอวตารได้อีกด้วย และถ้าใครใคร่อยากจะใส่เพลง หรืออัดเสียงอะไรลงไปก็สามารถทำได้

และสุดท้าย ตามเอกลักษณ์ของแอปอวตารที่มีกันมาช้านาน นั่นคือการทำ “Emoji” ได้นั่นเอง ซึ่ง Meitu ก็ทำออกมาได้เริ่ดอยู่ เพราะสามารถทำ Emoji แบบเคลื่อนไหวได้ แถมทำออกมาได้ดีอีกด้วย

ดาวน์โหลด

โดยรวมแล้วนับเป็นฟีเจอร์อีกตัวที่ปล่อยออกมา แล้วตกผู้ใช้กันพอสมควร! และที่เห็นว่าน่าสนใจสุดๆ ก็คงจะเป็นการอัดวิดีโอ เพื่อขยับเจ้าอวตารได้แบบเรียลไทม์นี่แหละ.. ใครสนใจอยากมีวิดีโอและ Emoji สวยๆ ที่ถอดแบบเรามาเปี๊ยบ แถมยังขยับไปมาได้ ก็ลองไปเล่นฟีเจอร์ Anime Avatar กันดูนะคะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

งมแอปในมหาสมุทร

แต่งรูปให้หน้าสวยเป๊ะ ด้วยแอป “Ulike” แอปแต่งรูปที่ใช้งานง่ายมาก

Published

on

Whoscall

Free
8.8

ความสามารถ

9.5/10

ความง่ายในการใช้

8.0/10

ประสิทธิภาพการทำงาน

7.5/10

ความจำเป็นในชีวิตประจำวัน

10.0/10

จุดเด่น

  • ระบุข้อมูลผู้โทรเข้าแม้ไม่เคยบันทึกไว้
  • ใช้ได้ทั้ง Android, iOS, Windows Phone
  • บล็อกสายที่ไม่ต้องการได้

จุดสังเกต

  • Android รุ่นใหม่ๆ ไม่สามารถบล็อก SMS/MMS ได้แล้ว
  • ปัจจุบันแอปของ iOS ยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตอนเรียกเข้าได้
  • มีปัญหากับสมาร์ทโฟน 2 ซิมบางรุ่น
  • การระบุค่ายมือถือ ยังผิดพลาดอยู่บ้างหากเป็นเบอร์ที่ย้ายค่ายมา

มาอีกแล้ว แอปที่จะละลายใจสาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะวันนี้แบไต๋จะมาแนะนำแอปแต่งรูป ที่ทำให้สาวๆ ทุกคนดูสวยไม่หยุด ฉุดไม่อยู่กันเลยทีเดียว! ซึ่งก็คือแอป “Ulike” นั่นเอง

จริงๆ แล้ว Ulike ก็คล้ายคลึงกับแอปแต่งรูป ที่มีฟีเจอร์แต่งหน้าเหมือนแอปอื่นๆ เช่น Meitu, Snow หรือ Youcammakeup แต่ข้อดีของ Ulike เห็นจะเป็นการเพิ่มความละเอียดในการตกแต่งใบหน้าที่มากกว่าแอปอื่นๆ และมีฟีเจอร์เสริมต่างๆ ที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ในแอปแต่งรูป เดี๋ยวเรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ Ulike สามารถเลือกตกแต่งใบหน้าอย่างละเอียดได้ตั้งแต่ขั้นตอนการถ่ายรูปเลย ไม่ว่าจะเป็นโครงหน้า จมูก ตา ปาก ฯลฯ นั่นทำให้เราสามารถเลือกถ่ายภาพที่ดีที่สุดได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกเลย

สามารถปรับแต่งอวัยวะทุกส่วนบนใบหน้าได้ทั้งหมด

และในขณะที่แอปอื่นๆ สามารถปรับโครงหน้าได้เพียงลด-เพิ่มขนาดเท่านั้น แต่ Ulike สามารถปรับโครงหน้าแบบสำเร็จรูปได้อย่างหลากหลาย เช่น โครงหน้าดูมีแก้มด้วย “Baby” หรือโครงหน้าเป๊ะๆ แบบ “Beauty” เป็นต้น

ภาพแต่ละโหมด จะมีการเพิม-ลด ทรงของโครงหน้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ยังสามารถปรับเพิ่ม-ลด ขนาดโหนกแก้มและกรามได้ด้วย

ภาพเปรียบเทียบการปรับแต่งลดกราม

ภาพด้านขวาถูกปรับลดโหนกแก้มแล้ว

ปรับขนาดของปากก็สามารถทำได้ในขณะถ่ายรูปด้วย

หลังจากเลือกปรับอวัยวะพื้นฐานไปแล้ว ก็ถึงเวลาเลือกแต่งหน้าได้แบบตามใจตัวเอง เหมือนใช้เครื่องสำอางจริงละเลงลงบนใบหน้าแล้วล่ะ

ฟีเจอร์ “แต่งหน้า” ก็สามารถเลือกเครื่องสำอางต่างๆ ได้เลย ทั้งลิปสติก บรัชออน เขียนทรงคิ้ว ฯลฯ ซึ่งก็มีให้เลือกค่อนข้างหลากหลายทีเดียว

ตัวอย่างการปรับแต่งสีลิปสติก

ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ เมคอัพของ Ulike ทำออกมาได้อย่างแนบเนียนมากๆ

สีแก้มเหมือนแต่งหน้าด้วยบรัชออนจริงๆ

นอกจากนี้ใครที่โพสต์ท่าไม่เก่งหรือไอเดียหมดว่าจะโพสต์ท่าถ่ายรูปยังไง ก็สามารถใช้ฟีเจอร์ “Pose” เพื่อดูไอเดียการโพสต์ได้ โดยฟีเจอร์นี้แบ่งออกเป็นหมวดหมู่การถ่ายภาพในแต่ละแบบด้วย ซึ่งก็ใช้งานได้ดีจริงๆ  

โดย Pose จะมาในลักษณะโครงท่า วิธีการใช้งานก็เพียงไปยืนทับตามรอยโครงต่างๆ ก็จะได้องศาและท่าทางที่เหมาะสม ทำให้ภาพออกมาดูสวยงาม

ดาวน์โหลด

หืมมม เป็นไงบ้างคะสาวๆ เป็นอีกหนึ่งแอปที่น่าดาวน์โหลดมาใช้ใช่มั้ยล่ะ แบไต๋แนะนำเลยว่าแอปนี้เด็ด ใช้งานได้ดี แต่งภาพออกมาได้สวยไม่แพ้แอปอื่นๆ เลย แถมยังมีลูกเล่นเสริมอื่นๆ ที่แอปอื่นๆ ยังไม่ค่อยมีกันด้วย และแบไต๋เองก็เชื่อว่าหากสาวๆ ได้ลองใช้กัน น่าจะถูกใจแอปนี้กันไม่น้อย จนเป็นแอปติดเครื่องแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!