Connect with us

Game Review

[รีวิวเกม] Call of Duty: WWII เหล้าสงครามโลกสุดเข้มในขวดใหม่ กับลีลาดื่มที่หลากหลาย

Call of Duty: WWII

8.3

กราฟิก

8.0/10

ระบบการเล่น

9.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.5/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • กราฟิกที่ดีขึ้น
  • เกมเพลย์มีหลากหลาย ควบคุมง่าย
  • โหมดมัลติเพลเยอร์มีหลากหลาย สามารถแบ่งจอเล่นกันเองได้ด้วย
  • เลเวลดีไซน์ทำได้ดี
  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม

จุดสังเกต

  • โหมดเนื้อเรื่องค่อนข้างสั้น
  • ระดับความยากของแต่ละด่านไม่ค่อยสมดุลย์
  • แผนที่ในแต่ละด่านไม่ค่อยกว้าง
  • คนที่ชอบความสมจริงน่าจะไม่ค่อยชอบ
  • เอฟเฟกระเบิดและเสียงปืนไม่พัฒนา เกมยังมีบั๊กให้เห็นพอสมควร

การกลับมาของเกมตระกูล Call of Duty ที่ได้หลงทางไปกับโลกอนาคตอยู่พักใหญ่ จนเสียรังวัดและฐานแฟนคลับให้กับเกมคู่แข่งอย่างตระกูล Battlefield ที่ย้อนกลับไปทำสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้อย่างสุดสะแด่วใน Battlefield 1 (อ่านรีวิวเกมนี้ได้เลย) จนในที่สุดค่าย Activision เจ้าของชื่อ Call of Duty จึงได้พลิกเกม กลับไปสู่รากฐานเดิมที่ทำให้ซีรีส์นี้เป็นที่รู้จัก คือสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งก็ตอบสนองความต้องการของแฟน ๆ เกมซีรีส์นี้เรียกกระแสศรัทธากลับคืนมาได้อย่างอื้ออึงทีเดียวครับ

โดยในภาคนี้ใช้ชื่อว่า Call of Duty: WWII ซึ่งได้รับการพัฒนาจากทีม Sledgehammer Games ทีมเดียวกับที่เคยทำเกมปิดไตรภาคสงครามยุคปัจจุบันอย่าง Call of Duty: Modern Warfare 3 ร่วมกับทีมหลักของซีรีส์อย่าง Infinity Ward และกลายมาเป็นทีมพัฒนาหลักเต็มตัวในเกมสงครามอนาคต Call of Duty: Advanced Warfare ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ได้คะแนนรีวิวและการตอบรับที่ดีทีเดียว ก็รับประกันได้ระดับหนึ่งล่ะว่าชื่อนี้ไม่น่าจะผิดหวัง การกลับมารอบนี้ของ Call of Duty เลยเป็นอะไรที่พิเศษพอสมควรครับ

ความประทับใจแรก ๆ เลย ตอนที่เริ่มเข้าเกมคือ โหมดการเล่นที่ให้มาคับคั่งคุ้มค่ามาก ทั้ง โหมดแคมเปญหรือเนื้อเรื่องสำหรับการเล่นคนเดียว โหมดมัลติเพลเยอร์สำหรับการออนไลน์เล่นกับสาวกทั่วโลก โหมดนาซีซอมบี้ที่เริ่มเป็นโหมดสำคัญที่ต้องมีแถมมาในเกมตัวหลักเลยทีเดียว และสุดท้ายโหมดโลคัลเพลย์ที่ให้เราสามารถแบ่งจอเล่นกันสองคอนโทรลเลอร์ได้ คือจะเล่นคนเดียว เล่นสองคน หรือหลายคน เกมนี้มีรองรับไว้ให้หมดสุดแต่สะดวกเลยครับ

โหมดแคมเปญ

น่าจะเป็นโหมดหลักของเกมซีรีส์นี้เลย เพราะตลอดมาก็ครองความได้เปรียบเหนือเกม FPS ตระกูลอื่น ๆ ด้วยเนื้อเรื่องเข้มข้นราวภาพยนตร์และการดีไซน์เลเวลการเล่นแต่ละด่านได้อย่างสนุกสนาน ทั้งแบบสมจริง หรือแบบแอ็กชั่นโม้เหม็นเอามัน ก็เรียกว่ามีทุกแนว ซึ่งในบางภาคอย่าง Advanced Warfare ทีมงานถึงกับลงทุนจ้างนักแสดงดัง ๆ มารับบทในเกมเลยด้วยซ้ำ คือให้ความสำคัญกับโหมดเนื้อเรื่องค่อนข้างมากทีเดียว สำหรับ WWII นี้เราจะได้รับบทหลัก ๆ เป็น เดเนียลส์ พลทหารราบที่ 1 ซึ่งเป็นกองกำลังแรกของสัมพันธมิตรอเมริกันที่บุกเข้าสู่สงครามโลกบนชายฝั่งนอร์มังดีในวันดี-เดย์ บอกเลยว่าแค่ฉากแรกของการบุกขึ้นหาดก็เตรียมหัวร้อนได้เลยครับ รับรองตายเกือบสิบรอบแน่กว่าจะเริ่มปรับตัวกับสถานการณ์ในเกมได้ครับ (แนะนำความยากระดับ Normal ขึ้นไปครับถึงจะสนุก)

นอกจากนี้ในบางด่านเราจะได้สับบทไปเล่นเป็นสายลับสาวกองกำลังต่อต้านนาซีของฝรั่งเศส บางด่านก็ได้เป็นพลขับเครื่องบินขับไล่ หรือพลขับรถถังสนับสนุนด้วย แต่หลัก ๆ เราจะเน้นการติดตามภารกิจของเดเนียลส์นี่ล่ะครับ ที่มีทั้งเดินเท้า ลอบเร้น บุกตะลุย สไนเปอร์ ขับรถไล่ล่า ยิงปืนต่อต้านอากาศยาน

เราจะปฎิบัติภารกิจร่วมไปกับเพื่อนพ้องหลากคาแรกเตอร์ ทั้ง ซุสแมน เพื่อนทหารชาวยิวที่ร่วมเป็นร่วมตายมาตั้งแต่ด่านแรกจนด่านสุดท้าย นับเป็นคีย์หลักของเนื้อหาในช่วงท้ายเลยทีเดียว สไตล์ส พลทหารแว่นที่ชอบถ่ายภาพ เอลโล เด็กเฮ้วย่านควีน โดยทั้งหมดอยู่ใต้สังกัดของ จ่าเพียร์สัน สุดเฮี้ยบที่เป็นเหมือนขั้วโหด และ ร้อยโทเทอร์เนอร์ ที่เป็นเหมือนขั้วสุภาพบุรุษและความเมตตา ที่เป็นคู่ตรงข้ามในหน่วยให้เราคิดตลอดว่าแบบไหนเป็นการตัดสินใจที่ถูกกันแน่

โดยนอกจากความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เดเนียลส์ยังมีปมในใจที่วัยเด็กเขาไม่กล้ายิงปืนใส่หมาป่าที่กำลังโจมตี พอล พี่ชายของเขาจนพอลบาดเจ็บสาหัส ซึ่งก็กลายมาเป็นปมของตัวละครที่จะต้องข้ามพ้นความกลัวไปให้จงได้ ดังนั้นหายห่วงได้โฟกัสความเข้มข้นของเนื้่อเรื่องอินตามแน่นอนครับ

สำหรับการเล่นนั้น เราจะเริ่มจากปฏิบัติการยึดหาดในฝรั่งเศส แล้วรุกคืบเข้าสู่ดินแดนเบลเยี่ยม จนถึงชายแดนเยอรมันนีบริเวณแม่น้ำไรน์เป็นที่สุดท้าย รวมทั้งสิ้น 11 ด่าน กับอีก 1 บทสรุปปิดท้ายเกม ซึ่งแต่ละด่านก็ยากง่ายปนกัน ไม่ได้ไล่ความยากจากน้อยไปมากแต่อย่างใด ทั้งขนาดของแผนที่ในหลาย ๆ ด่านก็ไม่ได้กว้างให้วิ่งเล่นอิสระนัก บางด่านก็แคบจนตลก ๆ เลยก็มี แบบตรงนี้ยิงกันระเบิดกันแทบตายแต่พอวิ่งพ้นหัวมุมกลายเป็นค่ายทหารพักแรมที่เหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียอย่างนั้นเลย แต่ด้วยรูปแบบที่มันค่อนข้างการ์ตูน ๆ มากกว่าจะแนวสมจริง เลยพอมองข้าม ๆ ให้อภัยได้ครับ

ดังนั้นบางด่านเราอาจจะใช้เวลาเพียง 10 นาทีเพื่อผ่าน (หรือถ้าเล่นเน้นวิ่งฝ่าตะลุยให้ถึงจุดเช็กพอยท์เอาเพื่อผ่าน ก็อาจจะสั้นกว่านั้นได้อีก) หรือบางด่านก็อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้นมากก็ได้ ก็ขึ้นกับรูปแบบการเล่นและความถนัดด้วยครับ ซึ่งเกมก็เหมือนจะรู้ครับว่าจะกลายเป็นสปีดรันกันหมด ในแต่ละด่านจึงมีข้าวของที่เป็น Memento ซ่อนในฉากให้เราตามเก็บสะสม โดยแต่ละชิ้นก็จะมีเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์จริงช่วงนั้นให้อ่านด้วย และอีกส่วนก็เป็น Heroic Action ประมาณเควสย่อยสั้นมาก ๆ ให้เราเลือกทำด้วย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภารกิจช่วยคนหรือเพื่อนทหารครับ แต่ไม่ใช่เดินเนื้อเรื่องติ่งแยกอะไรขนาดนั้น อาจจะเป็นเพียงเพื่อนทหารที่โดนยิงนอนอยู่ตอนเรากำลังรบ เราก็แค่เข้าไปช่วยลากเข้าที่กำบังให้ได้แล้วไปบู๊ต่อเลย อะไรแบบนั้นครับ จริง ๆ ก็ไม่ได้มีอะไรเท่าไหร่ล่ะถ้าไม่เน้นต้องเก็บถ้วยครบน่ะนะ

และตรงนี้ก็เน้นย้ำอีกครั้งว่าถ้าอยากให้เล่นสนุกแนะนำระดับความยาก Normal หรือ Hardened ไปเลยครับถึงจะค่อยสนุกหน่อย หรือถ้าชินแล้วระดับ Veteran ก็ถือว่าท้าทายดีโดนยิงสามสี่ทีตายเป็นความสนุกอีกแบบครับ แต่โดยรวมทั้งโหมดแคมเปญนี้ก็น่าจะใช้เวลาเล่นประมาณ 6 ชั่วโมงขึ้นไปครับ นับว่าค่อนข้างสั้นเหมือนกันสำหรับคนเล่นโหมดเนื้อเรื่องเป็นหลักอาจรู้สึกไม่ค่อยคุ้มนัก ตอนที่เล่นหลายช่วงยังรู้สึกเลยว่าเหมือนเป็นโหมดให้ทดลองการเล่นครบทุกรูปแบบเพื่อจะได้ไปใช้จริงในโหมดออนไลน์ต่อด้วยซ้ำ 555

สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจาก Call of Duty ภาคหลัง ๆ คือ เกมกลับไปใช้ระบบหลอดเลือดอีกครั้ง โดยสามารถเก็บยารักษาได้ตามฉากต่าง ๆ หรือเรียกขอจากซุสแมนที่จะติดตามเราไปก็ได้เช่นกัน ส่วนสไตลส์จะคอยแบ่งกระสุนให้ เอลโลจะให้พลุสัญญาณควันเรียกเครื่องบินทิ้งระเบิด จ่าเพียร์สันจะส่องกล้องชี้ตำแหน่งศัตรูที่ซ่อนในฉากให้ขึ้นไฮไลท์เห็นชัด ๆ ประมาณนี้ครับ ซึ่งที่ว่ามาบางฉากก็อยู่กันครบ บางฉากก็อาจเหลือแค่คนสองคนอะไรแบบนั้น ต้องคำนวณพวกของต่าง ๆ และวิธีการเล่นเฉพาะด่านนั้นเอาด้วยครับ

นอกจากนี้เกมเน้นไปที่การต่อสู้บนพื้น เดิน วิ่ง (สปรินท์ได้สั้น ๆ) ยิง หมอบ พุ่งชาร์จ โผ ย่อง กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง ดังนั้นมันจะโอลด์สคูลมาก ๆ แต่ก็จะมีบางช่วงที่ใส่ควิกไทม์อีเว้นท์มาให้เรากดปุ่มให้ทันสถานการณ์ หรือบางช่วงก็มีการต้องตอบให้ตรงคำถามประมาณเกมภาษาด้วย แต่ก็เป็นเพียงลูกเล่นเล็ก ๆ ให้ไม่รู้สึกเบื่อเท่านั้นครับ ไม่ใช่ระบบจริงจังที่ต้องใส่ใจ โดยรวมก็ถือว่าเล่นง่ายและมีอะไรแปลกใหม่อยู่บ้างเหมือนกัน

โหมดผู้เล่นหลายคน

อันนี้จะขอพูดรวมไปในโหมดที่เหลือเลยแล้วกันนะครับ อย่างที่บอกว่าเกมมีอะไรให้เลือกเล่นเยอะดี เฉพาะในมัลติเพลเยอร์ก็มีรูปแบบให้เข้าเล่นห้องต่าง ๆ เป็นสิบแบบแล้ว ซึ่งมาครบเลยทั้งเดธแมทช์ วอร์ เสิร์ชแอนด์เดสทรอย ฯลฯ เพียบครับ เวลาตายก็มีภาพช้าให้ดูปนเจ็บใจด้วยว่าถูกฆ่ายังไง 555 และการจับคู่ห้องเข้าเล่นก็ถือว่ารอไม่นานครับประมาณ 5 นาทีก็ได้เล่นแล้ว โดยเราจะสามารถเลือกเล่นเป็นทหารได้จาก 5 ดิวิชั่นที่เกมตั้งไว้ ซึ่งจะมีจุดเด่นต่างกันเช่น ทหารราบก็มีสกิลพุ่งชาร์จ พลร่มก็มีปืนเก็บเสียงและย่องเบาอะไรแบบนี้ครับ

นอกจากนี้เกมยังจำลองค่ายริมชายหาดเป็นเฮดควอเตอร์ในการที่ผู้เล่นจะสามารถไปรับภารกิจประจำวันของโหมดออนไลน์ ไปดูเทรลเลอร์ข่าวสารเกม ซ้อมยิงเป้า ซื้อของเปิดกล่องกาชา หรือท้าแข่งกับผู้เล่นอื่นได้ด้วย ได้บรรยากาศเจ๋งดีครับ ส่วนของแผนที่ก็ออกแบบมาเน้นที่เกมเพลย์ครับ ทำให้เล่นได้สนุกดี ส่วนกราฟิกก็พูดตามตรงว่าสวยพอใช้แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่จะเอามาเชิดหน้าชูตาครับ คาดว่าอนาคตน่าจะมีแผนที่ใหม่ ๆ ให้เล่นมากกว่านี้ รวมถึงพวกภารกิจประจำวันและข้าวของใช้แต่งชุดกับอาวุธให้หลากหลายขึ้นด้วยเพราะเกมเปิดช่องมาทางซื้อของสุ่มของอยู่แล้ว แถมตัวซีซั่นพาสที่ออกมาขายแล้วก็ระบุว่าจะมี DLC มาอย่างน้อย 4 ตัวแน่ ๆ ในปี 2018 เรียกว่าถ้าชอบเล่นออนไลน์จัดเกมนี้ได้ยาว ๆ เลยครับ คิดว่าคุ้มกับสายมัลติจริง ๆ

โหมดนาซีซอมบี้ตอนนี้มีแผนที่เดียว โดยจะสุ่มเล่นร่วมกับคนอื่นอีก 3 คนหรือเราจะสร้างห้องเล่นคนเดียวก็ได้เช่นกัน ก็ยังใช้รูปแบบการเล่นคล้ายเดิมคือซอมบี้จะบุกเข้ามาเป็นระลอก ๆ เพิ่มจำนวนและความยากมากขึ้น ๆ จนหลัง ๆ นี่ต้องร้องขอชีวิตกันทีเดียว ถ้าหากเราโดนซอมบี้รุมจนใกล้ตายจะติดสถานะตัวแดงไว้ ไม่สามารถวิ่งได้ทำได้เพียงคลานและใช้ปืนสั้นยิงป้องกันตัว และถ้าหากไม่มีเพื่อนที่ยังรอดมาช่วยให้ทันเวลา เลือดเราก็จะไหลจนหมดตัวตายไปครับ ข้อดีโหมดนี้คือซอมบี้ทำได้น่ากลัว จุดที่โผล่บางทีก็ทำให้ตกใจได้เลย และเริ่มทดลองเล่นก็ยังเล่นได้สนุก ไม่เหมือนมัลติเพลเยอร์ที่พวกเลเวลไปสูง ๆ กันแล้ว เพิ่งเล่นก็อาจเสียเปรียบข้าวของเครื่องใช้อยู่พอสมควรครับ

และโหมดโลคัลเพลย์อันสุดท้าย ก็เหมือนให้เราสร้างเกมมาแล้วเล่นกันเองได้ ถ้ามีสองจอยก็แบ่งหน้าจอกันเล่น จะเดี่ยว ๆ ในฉาก หรือจะเลือกบอทมาเป็นทีมร่วมเล่นก็ได้ เหมาะกับคนที่มีเพื่อนมีครอบครัวในบ้านชอบเล่นเกมครับ

กราฟิก

ตรงนี้ภาพโหมดแคมเปญทำได้สวยหลายฉากเลยครับ การถล่มพังทลายของอาคารและของเครื่องใช้ก็ทำได้ดีแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดที่เราสามารถทำลายได้ แต่ช่วงที่มีการโหลดกราฟิกมาก ๆ ก็มีอาการภาพแตกสั่นให้เห็นบ้างเหมือนกัน คิดว่าถ้าเป็นเครื่องรุ่นโปรน่าจะไม่มีปัญหานี้ครับ โดยรวมก็ต้องบอกว่าประทับใจกับกราฟิกที่เข้ากันพอดี๊พอดีกับเกมเพลย์ครับ แม้พวกเสียงปืนจะยังไม่ค่อยแน่นและพวกเอฟเฟกต์ระเบิดจะยังไม่ค่อยดูทรงพลังนักก็ตาม และในส่วนของออนไลน์นั้นกราฟิกก็ดรอปลงมาอีกนิดหนึ่งแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีใช้ได้ครับ

สรุป

คิดว่าถ้าเป็นคนเบื่อง่ายชอบความหลากหลายเกมนี้ค่อนข้างตอบโจทย์ โดยเฉพาะพวกโหมดออนไลน์ต่าง ๆ มีอะไรให้ทำเยอะดีครับ หรือจะในโหมดแคมเปญเองก็มีด่านภารกิจหลายรูปแบบให้ได้ลองเล่น แม้จะค่อนข้างบังคับวิธีเล่นอยู่บ้างก็ตาม เนื้อเรื่องดีน่าติดตามติดว่าสั้นไปหน่อยใครกะซื้อมาเล่นเนื้อเรื่องอย่างเดียวยังไม่ค่อยคุ้มครับ แต่ถ้าชอบเล่นโหมดอื่น ๆ ด้วยแล้ว เกมนี้ถือว่าคุ้มค่าน่าเก็บเล่นยาว ๆ อยู่ครับ ตอนนี้คิดต่อไปแล้วว่าในภาคต่อ ๆ ไปค่ายเกมจะงัดอะไรมาให้ชาวเกมว้าวมากขึ้นไปได้อีกกันนะ 55

Call of Duty: WWII เปิดให้เล่นแล้ว โดยลงให้กับเครื่อง PlayStation 4, Xbox One และ PC ครับ นอกจากนี้ยังเริ่มเปิดให้ซื้อซีซั่นพาสแล้วด้วย โดยของ PS4 สามารถเข้าไปกดได้จากในส่วนฉายหนังของเฮดควอเตอร์ในโหมดมัลติเพลเยอร์ครับ

และขอขอบคุณ โซนี่ประเทศไทย สำหรับโค้ดเกมที่ใช้ในการรีวิวครั้งนี้ด้วยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!