Connect with us

Game Review

[Review] Dragon Quest XI: Echoes of an Elusive Age ความดั้งเดิมสู่ยุคใหม่ที่ลงตัว

Dragon Quest XI: Echoes of an Elusive Age

10

GAMEPLAY

10.0/10

GRAPHICS

10.0/10

STORY

10.0/10

PERFORMANCE

10.0/10

VALUE

10.0/10

จุดเด่น

  • ภาพสวยงามตามที่คาดหวัง โลกสุดแฟนตาซี และน่าค้นหา
  • Gameplay ที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นมานิดหน่อย แต่สร้างความสนุกมากกว่าเดิมหลายเท่า
  • บทพูด ตัวละครที่น่าหลงไหล และน่าจดจำ
  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม หลากหลายอารมณ์
  • Veronica

จุดสังเกต

  • ไม่มี

สมัยก่อนตอนเด็กๆ ผมชอบการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอลมากๆ ถึงขนาดตามเก็บการ์ดและโมเดลฟิกเกอร์ไปอวดเพื่อนในโรงเรียนอยู่ตลอด ยุคนั้นเป็นช่วงเดียวกับเครื่องเกม Playstation 2 ที่โคตรฮิตในบ้านเรา ผมเองก็ถือว่าโชคดีมากๆ ที่มีไว้ครอบครอง และด้วยการที่ผมบ้าดราก้อนบอลเป็นอย่างมาก ก็เลยอยากจะหาเกมดราก้อนบอลมาเล่นแบบที่ท่านผู้อ่านก็น่าจะเคยเป็นกัน

และผมก็ได้เจอกับเกมๆนึงที่มีหน้าปกเป็นบลูม่าและโกฮังในชุดพิคโกโร่ พร้อมกับชื่อเกมว่า “Dragon Quest V” ตอนนั้นตัวผมถึงกับสตั้นไปทันที และรีบชื้อเกมนี้ไปอวดเพื่อนว่าดราก้อนบอลภาคใหม่ออกมาแล้ว !!

และหลังจากที่ผมเล่นไปสักพักก็รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ดราก้อนบอลในแบบที่ผมรู้จักแล้ว แต่มันเป็นเกมอะไรก็ไม่รู้ที่ Copy ดราก้อนบอลมา (ตัวผมในตอนเด็กคิดแบบนั้น) แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันสนุก และสร้างความประทับใจในแบบที่ผมไม่เคยเจอ หลังจากนั้นผมได้ไปศึกษาหาข้อมูลว่าไอ่ Dragon Quest มันคืออะไรกันแน่ และภาพก็ตัดมาถึงปัจจุบันนี้ ที่ผมได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเกมนี้ พร้อมทั้งประวัติความเป็นมาทุกอย่าง และได้เอาตัวเกมภาคที่ 5 ขึ้นแท่นบูชาเกม JRPG ที่สุดยอดที่สุดสำหรับตัวผมไปแล้วครับ

จนถึงวันนี้ผ่านมา 30 ปีนับตั้งแต่ตัวเกมภาคแรกวางขายไปในปี 1986 ซีรี่ส์ Dragon Quest ก็ยังออกภาคต่อมาแจกความสดใสให้แฟนๆเกมอยู่ตลอดถึง 10 ภาคหลักที่ยังไม่รวมภาคเสริมทั้งหลาย แต่ก็ต้องยอมรับกันตรงๆว่ากระแสของเกมนี้นั้น ไม่อาจสู้อีกหนึ่งซีรี่ส์ในค่ายเดียวกันอย่าง Final Fantasy ได้ เนื่องจากว่าตัวเกมนั้นค่อนข้างจะคงความดั้งเดิมเอาไว้มากจนเกินไป จนเจาะตลาดต่างชาติไม่ได้สักเท่าไรครับ

แต่สำหรับในญี่ปุ่นบ้านเกิดตัวเองนั้นก็แสดงให้ได้เห็นว่ายังคงมีแฟนๆ เกมอยู่มากแค่ไหน กับภาคล่าสุด Dragon Quest XI ด้วยยอดขาย 2 ล้านชุด ภายใน 2 วันแรกของการจำหน่ายตัวเกมแค่เพียงในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าซีรี่ส์นี้มันยังไม่ตาย และในปี 2018 ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่เกมเมอร์ฝั่งตะวันตกจะได้มีโอกาสสัมผัสว่าที่เกม RPG ยอดเยี่ยมแห่งปีในรูปแบบภาษาอังกฤษกันบ้าง และแน่นอนบ้านเราก็เช่นกันครับ

Dragon Quest เป็นเกม JRPG จาก Square Enix เจ้าของแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Final Fantasy แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว Dragon Quest นั้นมีมาก่อน Final Fantasy อีกทั้งบริษัท Enix ยังเป็นคนช่วย Square ให้รอดจากการล้มละลายในปี 2002 อีกด้วย (ผลมาจากการล้มเหลวในการสร้างหนัง Final Fantasy: The Spirits Within)

Dragon Quest XI เป็นเกมภาคต่อที่ทิ้งท้ายจากภาค 10 ไปกว่า 7 ปี การกลับมาครั้งนี้ถือว่าครบรอบ 30 ปีซีรี่ส์พอดี ตัวเกมยังคงความคลาสสิคเอาไว้อย่างครบถ้วน แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ยังพัฒนาให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น ตัวเกมขยับมาใช้ Unreal Engine 4 จึงการันตีได้เลยว่าภาพกราฟิกภายในเกมนั้นสวยงามจัดเต็มไม่ตกยุคแน่นอน


ก่อนอื่นขอขอบคุณ Square Enix / Sony Thailand ที่ได้เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมที่ใช้ในการรีวิวในครั้งนี้ด้วยครับ



Story


ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ณ เมืองแห่งหนึ่ง ผู้คนกำลังมีความสุขไปกับเสียงเพลง เนื่องจากเป็นวันเปิดตัวลูกชายของกษัตริย์แห่งเมืองๆหนึ่ง แต่เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีมอนสเตอร์จำนวนมากบุกเข้ามาโจมตีปราสาท ผู้คนต่างล้มตาย ครอบครัวของกษัตริย์ได้พยายามหลบหนีแต่แล้วก็ไม่รอด มีเพียงแค่เด็กสาวและทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน ที่เอาตัวรอดจากการโจมตีครั้งนั้นไปได้

ทารกน้อยผู้นั้นได้ถูกเก็บไปเลี้ยงดูโดยผู้เฒ่าใจดีจากหมู่บ้านหลังเขา จากวันนั้นผ่านมาหลายปี ทารกน้อยได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และพร้อมที่จะออกตามหาความจริงเกี่ยวกับตัวตนของตัวเองในอดีต ตัวเขาเองนั้นได้เกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษบางอย่าง ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของโลกนี้ไปทั้งสิ้น

และนี่ก็คือบทนำของ Dragon Quest XI ตลอดทั้งเกมผู้เล่นจะได้พบเจอกับการผจญภัยไปในสถานที่ต่างๆ พบเจอกับเพื่อนร่วมทางใหม่ๆ ออกตามล่าสมบัติลับ ช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน หรือแม้แต่จะไปเล่นคาสิโนคลายเครียดระหว่างเดินทางก็ยังทำได้

พออ่านถึงตรงนี้ สำหรับใครที่ไม่ชอบการดำเนินเรื่องแบบการ์ตูนญี่ปุ่น หรือคนที่ไม่ชอบอะไรที่เป็นเส้นตรงแบบสไตล์ดั้งเดิมของ JRPG และคิดว่าเกมนี้ก็น่าจะมีแนวทางการดำเนินเรื่องคล้ายๆกันล่ะก็ ผมอยากจะบอกว่าคุณคิดผิดอย่างแรงเลยครับ ตัวเกมในภาคนี้จัดเต็มกับเนื้อเรื่องในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในซีรี่ส์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับ Dialogue หรือบทสนทนาที่เขียนมาได้ดีเยี่ยม และแน่นอนว่าการดำเนินเรื่องในเกมนี้นั้นน่าติดตามเป็นอย่างมาก

ตรงจุดนี้ สำหรับใครที่ต้องการมองหาการผจญภัยรูปแบบเดิมๆ แต่เพิ่มเติมคือเนื้อเรื่องที่สดใหม่ และมีการดำเนินเรื่องที่เป็นตัวของตัวเอง เกมนี้คือคำตอบที่ดีครับ อีกทั้งในเวอร์ชั่น ENG นั้นตัวเกมยังมีการเพิ่มเสียงพากย์เข้ามาในเกมอีกด้วย ช่วยเพิ่มอารมณ์ระหว่างการเล่นได้เป็นอย่างดีเลย

สิ่งนึงที่ผมชอบเกี่ยวกับการดำเนินเรื่องภายในซีรี่ส์ Dragon Quest นั้นก็คือตัวเกมจะไม่ได้ให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นใคร แต่ให้ตัวผู้เล่นเป็นตัวของตัวเองนั้นล่ะครับ ในส่วนนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเกม JRPG แบบนี้แล้วมันค่อนข้างส่งผลต่อความรู้สึกของตัวผู้เล่นเองเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเราได้เข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่มองดูอยู่ห่างๆ

นอกจากนั้น Dialogue หรือบทสนทนา ภายในเกมก็ค่อนข้างจะมีความเป็นเอกลักษณ์แบบแปลกๆอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่นในแต่ละเมือง ผู้คนต่างเลือดต่างเชื้อสาย ก็จะมีภาษา ทั้งการพูดและสำเนียงที่แตกต่างกันไปอยู่แล้ว เมื่อเราไปคุยกับชาวเมืองนั้นๆ Dialogue ภายในเกมก็จะสะกดคำภาษาอังกฤษมาแปลกๆ ให้เราอ่านออกเสียงแบบมีสำเนียงตามที่ตัวเกมต้องการครับ ตรงจุดนี้ผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่ทีมงานใส่ใจรายละเอียดได้ดีมากๆ

ในส่วนของ Cutscreen ที่จะตัดเข้าออกระหว่างการดำเนินเรื่อง แน่นอนว่ามันกดข้ามไม่ได้ และตัวเราเองก็ต้องคอยกดเลื่อนบทสนทนาเองแบบเกมในสมัยก่อนอีกด้วย ถ้าหากผู้เล่นไม่กดเลื่อนถัดไป ฉาก Cutscreen นั้นก็ยังคงอยู่มุมกล้องเดิม ตัวละครท่าเดิม ยังกับโดนหยุดเวลาเอาไว้ ในส่วนนี้ผมก็ถือว่าตัวเกมออกแบบมาได้ดีมากๆ เนื่องจากมุมกล้องและการเคลื่อนไหวของตัวละครในฉากที่ลื่นไหล ไม่ขัดหูขัดตา ดูเป็นธรรมชาติ และยังทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันไปกับตัวละครนั้นๆอีกด้วย


The Gameplay


มาถึงอีกหนึ่งหัวข้อหลักของเกมแนวๆนี้กันบ้างครับ จริงๆก็ต้องบอกว่าสำหรับซีรี่ส์ Dragon Quest เองนั้นก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ยังคงรูปแบบระบบการเล่นไว้ดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าในที่สุดระบบการสู้ของ Dragon Quest ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้วในภาคที่ 11 นี้ โดยตัวเกมจะไปใช้ระบบ turn-based แบบเดียวกับ Final Fantasy X โดยที่ต่อไปนี้การใส่คำสั่งของผู้เล่นนั้นจะมีผลทันทีหลังออกคำสั่ง

ซึ่งจะแตกต่างจากภาคอื่นๆ ที่เราต้องใส่คำสั่งให้ครบทุกตัวก่อน หลังจากนั้นถึงจะมีการออก Action ตามที่เราสั่งไว้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ตัวเกมต้องใช้การวางแผนที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าได้ความสนุกที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ถึงแบบนั้นระบบนี้ก็เหมือนจะพัฒนาต่อยอดมาอีกทีจาก Dragon Quest X ที่เป็นภาคออนไลน์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยให้เข้ากับตัวเกมสำหรับเล่นคนเดียวครับ

ตัวเกมยังมาพร้อมกับระบบใหม่อย่าง “Pep Power” ที่เหมือนเป็นท่าโจมตีพิเศษของภาคนี้ โดยจะมาในรูปแบบท่าประสานระหว่างตัวละครหลายๆตัว โดยเงื่อนไขการใช้ก็จะไม่เหมือนกัน และมีท่าพิเศษที่เพิ่มค่า EXP เงิน ไอเท็ม รวมไปถึงเพิ่มค่าสถานะต่างๆอีกมากมาย รวมไปถึงท่าโจมตีสุดยอดที่จะใช้ได้จากท่าประสานพวกนี้ครับ

และเมื่อพูดถึงระบบการต่อสู้ของเกม JRPG ก็คงจะนึกถึงระบบ Random encounter หรือระบบสุ่มเจอมอนสเตอร์ระหว่างทาง แต่บอกลาไปได้เลย เพราะ Dragon Quest XI นั้นได้ยกเลิกใช้ระบบนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเหล่ามอนสเตอร์ทั้งหลายจะแสดงขึ้นมาตามฉาก หากผู้เล่นต้องการจะสู้ ก็เพียงแค่วิ่งเข้าไปโจมตีมันก่อนหรือไม่ก็วิ่งชนมันเท่านั้น ตัวเกมก็จะตัดฉากเข้าสู่การต่อสู้ทันที

ภายในฉากต่อสู้ ก็จะเหมือนกับเกม JRPG ทั่วๆไปที่เราต้องออกคำสั่งให้ตัวละคร แต่ในภาคนี้เราสามารถบังคับตัวละครวิ่งไปมาตามฉากได้ อีกทั้งตัวเกมยังมีระบบ Tactics ที่เป็นเหมือน Auto-Battle ที่เราสามารถตั้งค่าให้ตัวละครต่างๆต่อสู้ในรูปแบบไหน ซึ่งระบบนี้ถือว่าดีมากๆ เพราะผู้เล่นไม่จำเป็นต้องมานั่งออกคำสั่งเอง สามารถเก็บเลเวลตัวละครได้อย่างสบายใจ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า AI ที่ออกคำสั่งแทนเรานั้นมันฉลาดมากๆ รู้ดีกว่าคนเล่นเสียอีก

มาพูดถึงระบบ Random encounter กันอีกนิดหน่อย ถึงแม้ว่าในการเล่นปกติตัวเกมจะตัดระบบนี้ออกไป แต่จริงๆแล้วมันก็ยังมีอยู่ในเกมเช่นเดิมไม่หายไปไหนครับ เมื่อเราเล่นไปถึงจุดๆแล้วเราจะได้เรือลำหนึ่งที่สามารถออกสำรวจโลกใน Overworld ได้ ตรงจุดนี้แหล่ะที่ตัวเกมจะใส่ระบบ Random encounter เข้ามา ขณะที่ผู้เล่นกำลังล่องเรืออยู่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับเหล่ามอนสเตอร์แบบในภาคก่อนๆได้ครับ

ระบบ Character Builder หรือเข้าใจกันง่ายๆ หรือการอัพสกิลให้ตัวละคร เป็นระบบที่ต่อยอดมาจากภาค 9 และ 10 โดยเราสามารถปรับแต่งตัวละครได้ตามความต้องการ โดยตัวละครแต่ละตัวจะใช้อาวุธได้หลายชนิด แต่ละตัวก็จะมี Signature Panel หรือชุดสกิลประจำตัวนั้นๆอีกด้วยครับ โดยเราจะได้ Skillpoint ทุกครั้งจากการเลเวลอัพ ถือว่าสร้างสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันไป และเราสามารถ Reset Skillpoint ได้ไม่จำกัดครั้งอีกด้วยครับ

นอกจากนี้การปรับแต่งตัวละครในภาคนี้ก็ยังได้รับการปรับปรุงขึ้นมาจากเดิมอีกนิดหน่อย ในภาคนี้ชุดเกราะของตัวละครจะเปลี่ยนไปตามชุดที่ใส่บางชุด รวมไปถึงพวกอาวุธต่างๆ และเราสามารถใช้คำสั่ง Auto equip เพื่อที่จะใส่อุปกรณ์ที่ดีที่สุดในช่องเก็บของเราอีกด้วย ตัวเกมออกแบบหน้าเมนูมาได้อย่างดี เข้าใจง่ายสะดวกต่อการใช้งาน

นอกจากนั้นตัวเกมยังแยกกระเป๋าไอเท็ม และกระเป๋าของตัวละครนั้นๆไปอีกด้วย เช่นถ้าเราต้องการที่ใช้ไอเท็มระหว่างต่อสู้ เราก็ต้องเอาไอเท็มชิ้นนั้นไปไว้กับตัวละครที่เราต้องการก่อนเริ่มต่อสู้ และเมื่อเริ่มต่อสู้แล้ว เราก็ต้องรอให้ถึงเทิร์นของตัวละครนั้นๆ ถึงจะใช้ไอเท็มที่เราใส่ไว้ในกระเป๋าตัวละครเอาไว้ได้ครับ ตรงจุดนี้คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่สำหรับผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายดีนะ

ใน Dragon Quest XI นั้นจะมีสัตว์ขี่ให้เราด้วย !! โดยสัตว์ขี่พวกนี้จะมาในรูปแบบมอนสเตอร์ ซึ่งมันจะมีผลต่อการเล่นอยู่ค่อนข้างมาก ในบางฉากที่มีภูเขาสูงๆผู้เล่นไม่สามารถปีนขึ้นเขาไปเองได้ แต่ภายในฉากนั้นจะมีมอนสเตอร์พิเศษบางตัวที่มีประกายอยู่ เมื่อเราจัดการมอนสเตอร์พวกนี้ได้แล้ว เราก็จะสามารถขึ้นไปขี่มันได้ โดยมอนสเตอร์แต่ละตัวก็มีความสามารถที่แตกต่างกันไปครับ เช่นบินได้ พังก้อนหินใหญ่ กระโดดสูง ไต่กำแพง เป็นต้น

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Dragon Quest ที่มีมาทุกๆภาคก็น่าจะเป็น Casino ที่เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจให้กับผู้เล่นที่เหนื่อยกับการต่อสู้ โดยในภาค 11 นี้ตัวเกมก็จัดเต็มกับคาสิโนอีกเช่นกัน ภายในนั้นจะมี Mini Game ให้เล่นหลายรูปแบบ และแน่นอนว่าของรางวัลก็ต้องไม่ธรรมดาอีกด้วย ตัวผมเองขณะเล่นเกมนี้ก็เสียเวลาให้กับคาสิโนไปเยอะเหมือนกันครับ

นอกจากนั้นในภาคนี้ตัวเกมยังมีระบบ Fun-Size Forge หรือการสร้างไอเท็ม และการตีบวกไอเท็ม โดยเราสามารถหาวัตถุดิบและสูตรการสร้างภายในเกม มาสร้างอาวุธและชุดเกราะเองได้ครับ โดยขณะสร้างก็จะมี Mini Game ให้เล่นเช่นกัน ถ้าหากเราทำออกมาดีเยี่ยม เราก็จะได้อุปกรณ์ +3 ที่ดีกว่าแบบธรรมดาแน่นอน หรือเราสามารถนำเอาอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว ไปตีบวกเสริมพลังได้เช่นกันครับ

ต่อมาระบบที่ผมจะพูดถึงนั้นก็คือ Campsite ที่เป็นระบบใหม่ล่าสุดของซีรี่ส์นี้เลย โดยภายในฉากจะมีจุดตั้งแคมป์ไฟอยู่ ผู้เล่นสามารถไปตั้งแคมป์ตรงจุดๆนั้นได้ เมื่อตั้งแล้วผู้เล่นสามารถทำการ Save Game ชุบชีวิตตัวละครที่ตาย รีสกิลตัวละคร แก้ไขสถานะผิดปกติต่างๆ ผ่านรูปปั้นเทพธิดาได้แบบภาคก่อนๆครับ และแน่นอนว่าสามารถพักผ่อนฟื้นฟูพลังชีวิตให้เต็มได้เลยทันทีอีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับเกม JRPG สมัยก่อนนั้นก็คือการที่ตัวเกมจะมีเควสให้ทำแบบไม่มีการบอกจุดต่ำแหน่งที่ต้องไปต่อ แต่ผู้เล่นต้องใช้การสังเกตสิ่งที่ NPC พูดใน Dialogue เพื่อที่จะดำเนินเกมต่อได้ครับ แต่ถ้าหากพูดเล่นไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอะไรกันแน่ ตัวเกมก็ยังมีระบบ Party Talk มาให้เราคุยกับเพื่อนรวมทีม และพวกเขาจะบอกเราเองครับว่าต้องไปทำอะไรต่อไป


The Artwork


จุดเด่นของ Dragon Quest อีกหนึ่งอย่างก็คือการที่ตัวเกมนั้นมี Akira Toriyama มาเป็นผู้รับผิดชอบออกแบบในส่วนของงาน Art ภายในเกมทั้งหมด ผลงานของ Akira ที่ดังๆนั้นก็หนีไม่พ้นการ์ตูนชื่อดังก้องโลกอย่าง Dragon Ball เพราะฉะนั้นในเกม Dragon Quest ผู้เล่นจะได้พบเจอกับบรรยากาศแบบสไตล์ของ Akira ทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นทั้งคาแรคเตอร์ตัวละคร มุขตลกระหว่างฉาก การออกแบบมอนสเตอร์ และอื่นๆอีกมากมาย

ตลอดภายปีที่ผ่านมา Dragon Quest เป็นเกมที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสโลดแล่นในโลกของ Full 3D เลย แต่การมาในภาค 11 นี้ตัวเกมได้ใช้ Unreal Engine 4 ในการพัฒนา จึงการันตีได้เลยว่าภาพที่ออกมาต้องสวยงาม ตามที่ชาวแฟนเกมได้คาดหวังเอาไว้กันเป็นแน่แท้ และเมื่อผมได้มีโอกาสสัมผัสตัวเกมจริงๆ ก็พบว่ามันทำออกมาได้ดีเยี่ยม สวยงามไม่ผิดหวังเลยทีเดียวครับ

ภายในเกมผู้เล่นจะได้พบกับสถานที่ เมืองต่างๆ ที่เรียกได้ว่าจัดเต็มมาครบทุกอารมณ์ ไล่ไปตั้งแต่ปราสาทยุโรปกลาง อาณาจักรทะเลทราย หมู่บ้านบ่อน้ำผุร้อนแบบญี่ปุ่น เกาะชาวประมง อาณาจักรใต้น้ำ ดินแดนน้ำแข็งปราสาทหิมะ และอื่นๆอีกมากมายหลายแบบ

อีกหนึ่งจุดเด่นก็คือในเกมนี้จะมีระบบกลางวันและกลางคืน โดยที่เราสามารถเปลี่ยนเวลาได้จากการเล่นไปเรื่อยๆ หรือไปนอนพักตามโรงแรมและเลือกเวลาตื่นครับ แน่นอนว่ามันส่งผลต่อระบบของเกมเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นในตอนกลางคืน เราจะไม่สามารถเข้าเยี่ยมชมปราสาทได้ รวมไปถึงจะมีมอนสเตอร์ที่จะออกมาแค่ตอนกลางคืนเท่านั้น และมี Event บางอย่างที่จะเกิดขึ้นแค่ในเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้นด้วยครับ

ในรีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเครื่อง Playstation 4 รุ่นธรรมดา ตัวเกมรันมาที่ 30 FPS โดยมีดรอปบ้างเล็กน้อยในช่วงที่มีหมอกควันเยอะๆ แต่โดยรวมแล้วออกมาสวยงามมากๆ ดูไม่ขัดตา ส่วนสำหรับเวอร์ชั่น PC นั้นได้ยินมาว่า Port มาดีเกินคาด และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ

ต่อมาคือเรื่องของเพลงประกอบ จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่าเกม JRPG กับเพลงประกอบนั้นถือว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียว และยิ่งสำหรับเกมอย่าง Dragon Quest นั้นก็ขึ้นชื่อเรื่องความ “คลาสสิก” ในเรื่องเสียงเพลงอยู่แล้ว แน่นอนครับว่าภาคนี้จัดเต็มในด้านเพลงประกอบฉาก และซาวด์เอฟเฟคภายในเกม โดยเป็นการนำเพลงจากภาคก่อนๆมารวมไว้ อีกทั้งยังคงความคลาสสิกในรูปแบบเดิมๆเอาไว้อีกด้วย


Best RPG of the year


สรุปแล้ว Dragon Quest XI นั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากๆในสายตาของผม ต้องบอกเลยว่าผมเองไม่ได้เป็นแฟนเกมนี้แต่อย่างใด และออกจะชอบเกม JRPG เกมอื่นๆมากกว่าด้วยซ้ำไป แต่การกลับมาครั้งนี้ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ จนตัวผมถึงกับสตั้นไปเลยทีเดียว ตัวเกมยังคงรูปแบบการเล่นเดิมๆเอาไว้ทั้งหมด แต่ที่ถูกปรับปรุงคือระบบการเล่นที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้น และแน่นอนกับกราฟฟิกที่สวยขึ้นมาก

ตรงจุดนี้ใครที่ไม่เคยเล่นซีรี่ส์ Dragon Quest มาก่อน ภาค 11 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆที่สุดครับ คำถามที่น่าจะได้ยินบ่อยมากคือ “มาเริ่มเล่นภาคนี้แล้วจะรู้เรื่องไหม” ขอตอบว่ารู้เรื่องแน่นอนครับ ถึงแม้ว่า Dragon Quest จะมีการเล่าเรื่องแบบภาคต่อภาคตาม Trilogy แต่ถ้าหากมาเริ่มเล่นภาค 11 เป็นภาคแรกก็ยังคงรู้เรื่อง และมันเป็นภาคแรกที่ควรจะเล่นเลยด้วย (เหตุผลที่ไม่สามารถบอกได้ สปอลย์)

และสำหรับผู้เล่นเก่าๆ หรือแฟนคลับหน้าเดิมๆ ที่ติดตามมาตลอดก็ไม่น่าจะพลาดกัน สิ่งที่น่าจะขัดใจแฟนๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องชื่อคถาที่แปลมาได้แย่ แต่มันก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แฟนๆ ในบ้านเราจะคุ้นเคย และชอบภาคญี่ปุ่นมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามตัวเกมภาค ENG ก็ได้ปรับปรุงอะไรหลายๆอย่างจากภาคญี่ปุ่นมาเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือเสียงพากย์ที่ทำให้ตัวเกมดูดีมีระดับขึ้นเยอะเลยครับ

ต่อมาในเรื่องระดับความยากในการเล่น จริงๆ ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันยาก แถมออกจะง่ายด้วยซ้ำไป เหมาะสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป แต่ถ้าหากใครที่ต้องการความท้าทาย ตัวเกมยังมีระบบ Draconian Quest ที่จะมาทำให้เกมนั้นเล่นยากขึ้นกว่าเดิม งานนี้ใครอยากเล่น Hard Mode ล่ะก็ไม่ผิดหวัง

ผมเล่นเกมนี้จบสมบูรณ์แบบโดยใช้เวลาไปเกือบ 100 ชั่วโมง ตัวเกมมีอะไรให้ทำเยอะมากๆ โดยหากใครที่ชอบเกมที่สามารถเล่นได้นานๆ เกมนี้ก็สามารถตอบโจทย์คุณได้ครับ สำหรับตัวผมแล้วยังมองไม่เห็นถึงข้อเสียของเกมนี้เลยสักนิด เพราะฉะนั้นนี้จึงเป็นบทความรีวิวเกมครั้งแรกของผมที่ปิดด้วยคะแนนเต็ม 10 อย่างไม่ต้องสงสัย และเอาต่ำแหน่งสุดยอดเกม RPG ประจำปีได้เลย !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Game Review

[REVIEW] Battlefield V สนามรบออนไลน์สุดมันส์ของเกมเมอร์สายทีมเวิร์ค

Published

on

Dragon Quest XI: Echoes of an Elusive Age

10

GAMEPLAY

10.0/10

GRAPHICS

10.0/10

STORY

10.0/10

PERFORMANCE

10.0/10

VALUE

10.0/10

จุดเด่น

  • ภาพสวยงามตามที่คาดหวัง โลกสุดแฟนตาซี และน่าค้นหา
  • Gameplay ที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นมานิดหน่อย แต่สร้างความสนุกมากกว่าเดิมหลายเท่า
  • บทพูด ตัวละครที่น่าหลงไหล และน่าจดจำ
  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม หลากหลายอารมณ์
  • Veronica

จุดสังเกต

  • ไม่มี

รบกันมารัว ๆ มากกว่า 40 ภาค ในสมรภูมิต่างที่ต่างเวลามากกว่า 5 ยุค เมื่อมาถึงภาคน้องใหม่ล่าสุดของ Battlefield ที่กลับไปใช้ฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนต้นกำเนิดของซีรี่ส์ ทีมพัฒนา DICE จึงต้องสรรหาจุดแปลกใหม่เข้ามาบ้างหากไม่อยากให้แฟน ๆ เบื่อไปซะก่อน ซึ่งแทนที่พวกเขาจะใช้วิธีง่าย ๆ อย่างการโปะสกินใหม่ ใส่ปืนแปลก ๆ หรือยานพาหนะประหลาด ๆ เข้ามาในเกมเพื่อให้คนเล่นตื่นเต้นจากการได้จับของเล่นใหม่ พวกเขากลับมุ่งเน้นไปในเส้นทางที่ลึกลงไปกว่านั้น แม้จะมองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่าแต่เกมเมอร์จะรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนเมื่อได้ลองเล่นเกมกับมือ

ความแปลกใหม่ที่ว่าของ Battlefield V คือการปรับซีรี่ส์นี้ให้กลายเป็นเกมออนไลน์มัลติเพลเยอร์สเกลยักษ์ที่เน้น “การเล่นเป็นทีม” เต็มรูปแบบ รวมทั้งการปรับระบบในเกมให้เข้าที่เข้าทางและสมดุลที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเลือกเดินในเส้นทางนี้อาจทำให้เกมเมอร์ไม่ได้ร้องโอ้โห อ้าหา ตั้งแต่เปิดเกมมาเล่นใน 10 นาทีแรก แต่พวกเขาจะซาบซึ้งกับมันหลังจากโจ้เพลิน ๆ ไปนานกว่า 10 ชั่วโมงแล้ว รายละเอียดของความใหม่นี้เป็นอย่างไร ถูกใจแฟน ๆ ซีรี่ส์และขา FPS หรือไม่ ลองไปดูกันเลย!

ภาพ เสียง เอนจิ้นทรงพลัง ประหนึ่งรถถัง Tiger!

อาห์… เอฟเฟ็กต์รถถังระเบิดบึ้มนั้นช่างสวยงาม

ขึ้นชื่อว่าเป็นเกม Battlefield ทั้งทีก็ต้องมาพร้อมกับเอนจิ้น Frostbite มหากาฬของทีม DICE เค้าอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณภาพกราฟิกยังคงมาตรฐานอันสูงส่งของ Frostbite ไว้ได้ไม่ผิดหวัง ภาพเนียนกริ๊บเหมือนภาพถ่าย แสงสีสดใส แถมยังเฟรมเรตลื่นปรื๊ด 60 FPS แม้จะเล่นบนเครื่อง PS4 Pro นอกจากนี้หากคุณเล่นบนพีซี คุณยังสามารถดันกราฟิกให้มิด Ultra แล้วสัมผัสภาพงาม ๆ ที่สวยติดอันดับต้น ๆ ของเกม FPS ในยุคนี้แบบไม่กระเทือนพลังเครื่องมากเกินไป และหากคุณเป็นสายบ้ากราฟิกตัวจริงยังสามารถโดดไปลองใช้เอฟเฟกต์ Ray Tracing ที่มาพร้อมกับการ์ดจอ NVIDIA ตัวใหม่ได้ แต่การสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตตัวนี้ก็ต้องแลกมากับเฟรมเรตเกมที่ร่วงแบบไม่ปราณีด้วยนะ

จะหาเสียงปืนกลที่ดุดันกว่านี้ได้ที่ไหน! ว้ากกกก ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

อย่างไรก็ตาม พระเอกตัวจริงที่โดดเด่นยิ่งกว่าภาพกราฟิกงาม ๆ ก็เห็นจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ของเกมนี้นี่แหละ เสียงลูกตะกั่วแต่ละเม็ดที่แหวกอากาศผ่านตัวคุณไปช่างฟังดูน่าหวาดเสียวจนทำให้เผลอโยกหัวหลบกระสุนระหว่างจับจอยเล่นอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งเสียงก้องกังวาลจากปากกระบอกปืนเวลาที่คุณลั่นไกก็ฟังดูหนักแน่น รุนแรง เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมจะบดเนื้อทหารฝ่ายตรงข้ามให้เป็นชิ้น ๆ และที่ฟังดูโหดที่สุดก็คือเสียงเหล็กตีนตะขาบและปืนใหญ่ของรถถังสงครามโลกที่ใครได้ยินเป็นต้องรีบวิ่งหลบเป็นแถบ ๆ สรุปง่าย ๆ คือเสียงทั้งหลายในเกมนี้ทำให้ปืนทุกชนิดยิงมันส์เป็นบ้า น่าเสียดายที่เสียงดนตรีประกอบของภาคนี้ฟังดูไม่ค่อยฮึกเหิมหรือติดหูเท่าไหร่ หนำซ้ำยังมีแค่โทนเดียวคือช้า ๆ คลอ ๆ เนิบ ๆ จนอาจทำให้คุณเผลอหลับระหว่างรบได้

ลุยเพลิน ๆ กับเรื่องสั้นสุดกินใจ

เนื้อเรื่องตอนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาทั้งสนุกและกินใจกว่าที่คาดคิด

สำหรับโหมดเนื้อเรื่องของ V ยังยึดตามรูปแบบเดิมจากภาคที่แล้ว ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ฉบับจบในตัวเองของผู้ที่ต้องต่อสู้ในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 จากทั่วทุกมุมโลก เรื่องสั้นเหล่านี้ต่างก็เป็นเรื่องราวผ่านมุมมองใหม่ ๆ ที่เกมเมอร์ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นต้นกำเนิดหน่วยวินาศกรรมของสหราชอาณาจักร เรื่องราวของกองกำลังฝ่ายต่อต้านในนอร์เวย์ ตำนานของกองกำลังสัมพันธมิตรผิวสีที่ถูกประวัติศาสตร์ลืมในสงครามโลกครั้งที่สอง และที่เพิ่งได้รับการเพิ่มเข้ามาล่าสุดอย่างเรื่องราวของหน่วยรถถัง Tiger ที่นำเสนอมุมมองของทหารฝ่ายเยอรมัน แม้แต่ละเรื่องราวจะมีแค่ 2 ด่านย่อยให้เล่นและกินเวลาเพียงชั่วโมงหน่อย ๆ แต่มันก็พาผู้เล่นไปชมภาพกราฟิกสวย ๆ เสียงเอฟเฟคต์แจ่ม ๆ และพยายามเล่าเรื่องราวที่แปลกใหม่ทั้งยังกินใจ ไม่ได้มีแต่ฉากบุกยึดหัวหาดที่ถูกใช้กันมาเป็นล้านรอบให้เห็น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีม DICE จากใจที่ยอมเสี่ยงนำเสนออะไรแปลกใหม่ในฉากหลังที่สุดจะช้ำอย่างสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่าเห็นตูนะๆๆๆๆๆๆ

สำหรับฉากส่วนใหญ่จะค่อนข้างเปิดกว้างกึ่ง Open-World ให้ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะลอบเร้นเก็บศัตรูหรือบู๊ล้างผลาญมันตั้งแต่แรก (มีเพียงฉากในเรื่องสั้น The Last Tiger เท่านั้นที่เน้นให้ผู้เล่นขับรถถังบู๊อย่างเดียว) ข้อดีก็คือเกมให้ผู้เล่นได้ครุ่นคิดวางแผนเองในระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียก็คือระบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในเกมนี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาซะเลย แผนที่เล็ก ๆ บอกตำแหน่งศัตรูก็ไม่มี ศัตรูมองด้านไหนอยู่ก็ไม่บอก แถมทหารข้าศึกยังตาดียังกับฮอว์คอาย แม้คุณจะพยายามย่องตอดเก็บศัตรูทีละคนแต่สุดท้ายก็มักจะจบที่การสาดกระสุนใส่ทุกคนที่ขวางหน้าอยู่ดีเพราะศัตรูรู้ตัวง่ายเกินไป เมื่อบวกกับเรื่องที่ AI ของมันก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ทำให้รู้สึกว่าการควงปืนฆ่าล้างฐานดูจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายและปิดจ๊อบได้ไวกว่า มีเพียงสมรภูมินอร์เวย์ยามค่ำคืนเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกลุ้นระทึกเหมือนเกมลอบเร้นจริง ๆ

ฉากในโหมดเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ภาพสวยมาก เล่นไปชมวิวไปก็เพลินอยู่นะ

ซ้ำร้ายหลายฉากยังมีรูปแบบการเล่นคล้ายกันไปหมด คือโยนผู้เล่นเข้าไปในสมรภูมิกว้าง ๆ คนเดียวแล้วปล่อยให้เดินทางไปทำภารกิจบนแผนที่เอง (ส่วนใหญ่ก็คือการไประเบิดอะไรสักอย่างทิ้งนั่นแหละ) ส่วนปืนผาหน้าไม้ที่มีให้ในภาคนี้ก็ไม่ได้มีรูปแบบการใช้งานต่างจากภาค Battlefield I สักเท่าไหร่ อันที่จริงหลายกระบอกเหมือนกับเอาปืนเก่ามาแปะสกินใหม่เลยล่ะ ทำให้พอเล่นไปสักพักก็อดรู้สึกจำเจไม่ได้ อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง The Last Tiger กลับกินใจ อลังการ และคุ้มค่ากับการรอคอยชนิดเหนือจากความคาดหมาย สรุปง่าย ๆ ได้ว่าโหมดเนื้อเรื่องของ Battlefield V ก็คือโหมดสอนเล่นภาพสวย ๆ ยาวหน่อย ๆ และมีเนื้อเรื่องที่สนุกพอให้เล่นเพลิน ๆ ได้นั่นแล

ฮีโร่เค้าอยู่ในสมรภูมิ “มัลติเพลเยอร์”

ลุยเข้าไปเลยทหารหาญ!

จริงอยู่ที่โหมดเนื้อเรื่องของภาค V ก็ไม่แย่แต่ใครเค้าซื้อเกม Battlefield มาเพื่อเล่นคนเดียวกันล่ะ มันต้องเอามาโจ้โหมดเล่นกับชาวบ้านสิ! ซึ่งขอบอกตรงนี้เลยว่า DICE ทำออกมาไม่ผิดหวังทั้งในด้านความหลากหลายของโหมดการเล่นและความลุ่มลึกของเกมเพลย์ เริ่มจากโหมดต่าง ๆ ที่มีให้เล่นกว่า 6 โหมด ตอบโจทย์สไตล์การเล่นของเกมเมอร์สายไฝ้ออนไลน์ทุกประเภท ประเดิมด้วยโหมดคลาสสิกทั้งหลายอย่าง Conquest โหมดสัญลักษณ์ของซีรี่ส์ที่ยังมอบประสบการณ์สนามรบสุดอลังการไม่เปลี่ยน โหมด Team Deathmatch สำหรับเกมเมอร์ปืนไวที่ชอบยิงกันให้ตายเป็นหลัก และโหมด Domination ที่เน้นแย่งกันคุมพื้นที่ไปมาในสมรภูมิขนาดกลาง ให้ผู้เล่นได้แสดงมือสาดกระสุนและได้ใช้กลยุทธ์แบบพอดี ๆ

DICE เค้าใจดีแจกโหมดใหม่แผนที่ใหม่ฟรี ๆ จ้า (แต่รอหน่อยนะ)

ส่วนโหมดน้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Breakthrough และ Frontlines Small ก็รวดเร็วสะใจ กระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนให้สูบฉีดพลั่ก ๆ แต่โหมดใหม่ที่เด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้น Grand Operations ที่สนุกตื่นเต้น ให้อารมณ์เหมือนเล่นแคมเปญ (แต่สู้กับคนแทน AI นะ) เพราะคุณต้องพาทีมฟันฝ่าสมรภูมิเดือดต่อเนื่องกันถึง 5 แห่ง แต่ละแห่งก็มีวิธีรบต่างกันและผลแพ้ชนะในสมรภูมิที่แล้วยังส่งผลกระทบต่อการรบในสมรภูมิถัดไป ซึ่งถ้าจะเล่นโหมดนี้ให้จบบริบูรณ์ได้ก็ต้องนั่งโจ้กันเป็นชั่วโมงแน่นวล นี่ยังไม่รวมโหมดใหม่ ๆ ที่จะทยอยเพิ่มเข้ามาจากอัพเดต “Tides of War” ที่จะทยอยขนของฟรีมาให้เกมเมอร์รบกันต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเช่น โหมดทัพรถถังล้วนประจัญบาน และโหมด Battle Royale ยอดฮิตที่เกมไหนไม่มีช่วงนี้แล้วดูเหมือนจะเอาท์อีกนะ

อยากจะรบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบในเมือง ก็เลือกได้เลย

ทั้งนี้แผนที่ทั้งหลายในเกมยังได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี มีทั้งรบในเมือง รบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบบนภูเขาหิมะ อาจจะขาดแค่รบในอวกาศเท่านั้นแหละ แต่ละฉากที่มีที่ทางให้พลทหารสายซุ่มยิงและสายบู๊ประจัญบานวาดลวดลายกันอย่างทั่วถึง ที่สำคัญคือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดสามารถถูกยิงทำลายให้เป็นจุลได้จากระเบิดสารพัดชนิด ส่งผลให้สนามรบมีพลวัตร เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดแบบคาดเดาอะไรไม่ค่อยจะได้ ช่วยเพิ่มความลุ่มลึกให้เกมไปอีกขั้น

สนามรบแห่งนี้ ไม่มีที่ให้หมาป่าเดียวดาย

ยุคนี้เค้าเน้นหมาหมู่ เอ้ย! ทีมเวิร์ค

องค์ประกอบที่ใหม่ที่สุดของ Battlefield V คือการให้ความสำคัญกับคำว่า “ทีมเวิร์ค” สุด ๆ แบบที่ไม่เคยเห็นในภาคไหนมาก่อน บรรดาหมาป่าขาลุยเดี่ยวทั้งหลายจงระวังตัวเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าคุณวิ่งบู๊คนเดียวเข้าไปในสมรภูมิแบบที่เคยทำในเกมอื่น คุณจะต้องพบกับประสบการณ์ตายแล้วตายอีกตายมันอยู่นั่นโดยที่ฆ่าใครก็ไม่ได้ ทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ แถมยังสกอร์ห่วยรั้งท้ายตารางอีก ในทางตรงกันข้าม เหล่าผู้เล่นสายเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ชอบตบบ่าช่วยเพื่อน ๆ มากกว่าการไล่ยิงชาวบ้านกลับได้ดิบได้ดี เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานรวดเร็วจนคนอื่นได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ

ชุบทีมีใบ

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าทีม DICE เค้าออกแบบระบบเกือบทั้งหมดในภาคนี้ให้เอื้อกับการเล่นเป็นทีมมาก ๆ มากที่สุด มากจริง ๆนะ ตั้งแต่เข้าเกมคุณก็จะได้รับการจับกลุ่มเข้าไปอยู่ในหน่วยเดียวกับเกมเมอร์คนอื่นโดยอัตโนมัติ รวมถึงได้ไปอยู่ในลิสต์รายชื่อเพื่อนกันแบบชั่วคราวด้วย (ประมาณว่าหากเล่นด้วยกันแล้วถูกใจก็กดชวนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ ได้เลย) นอกจากนี้เวลาเลือกจุดเกิดที่เพื่อนในหน่วยเดียวกันก็ได้แต้มเยอะกว่า ชุบชีวิตเพื่อนในหน่วยก็ได้แต้มเยอะกว่า โยนยุทโธปกรณ์ให้เพื่อนก็เยอะกว่าอีก สรุปคือเพียงทำอะไรที่ช่วยหน่วยของคุณก็รับแต้มกำไรไปเลยเท่าตัวประหนึ่งโปรบัตรเครดิต ซึ่งนอกจากเรื่องแต้มที่ล่อตาล่อใจแล้ว หน่วยทหารราบที่รู้จักทำงานเป็นทีม 4 คนและรู้จักสลับคลาสไปมาเพื่อรับมือสถานการณ์ตรงหน้านี่ก็แทบจะไร้เทียมทานเลยทีเดียว เพราะฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ต่อให้ตายเดี๋ยวก็เกิดใหม่มาเติมอีก แถมยังกระทืบรถเกราะให้พังได้ในไม่กี่อึดใจด้วย

“แกวิ่งเข้าไปก่อนสิ” “แกน่ะแหละ” ”แกน่ะแหละ” “แกน่ะแหละ”…

การที่เกมเน้นทีมเวิร์คขนาดนี้ยังช่วยให้เกมเมอร์ที่ไมได้ถนัดยิงชาวบ้านรัว ๆ เล่นเกมนี้ได้สนุกขึ้น แม้คุณจะไม่ได้เป็นเทพ FPS ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับ Battlefield V และสร้างผลงานในแต่ละแมตช์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่หาจังหวะช่วยเพื่อนให้ถูกเวลาและมุ่งมั่นทำภารกิจบนแผนที่อย่างสม่ำเสมอคุณก็สามารถติดอันดับต้น ๆ ในเกมได้ไม่ยากเลย อย่างไรก็ตาม การที่ภาค V เลือกที่จะเดินมาสายนี้เต็มตัวก็เป็นดั่งดาบสองคม เพราะมันทำให้เกมเมอร์ที่ชอบลุยเดี่ยวจากเกมตระกูล CoD หมดสนุกชัวร์ นอกจากพวกเขาจะเล่นตามสไตล์เดิมได้ยากแล้ว การเป่าศัตรูดับหนึ่งคนก็ไม่ได้ให้แต้มมากมายและไม่ได้ส่งผลกับทีมข้าศึกขนาดนั้น นอกเหนือไปกว่านั้น บรรดาโหมดที่เน้นการลุยแหลกอย่าง Team Deathmatch หรือ Frontlines Small ก็หาคนเล่นด้วยยากแถมยังไม่สนุกเท่าโหมดที่เน้นทีมเวิร์ค ซึ่งมันยิ่งส่งผลให้จุดอ่อนตรงนี้เห็นชัดขึ้น

มาแต่งตัวตุ๊กตาทหารของคุณกันเถอะ

ที่ร้ายที่สุดคือเกมเน้นการรบเป็นหน่วยของทหารราบมาก ๆ จนมันไปบดบังรัศมีของยานพาหนะใน Battlefield จนแทบมิด จริงอยู่ที่รถถังทั้งหลายยังพกพลังทำลายล้างสุดโหดเอาไว้แต่พวกมันก็สามารถถูกทหารราบยิงทิ้งได้ไม่ยาก ซ้ำร้ายพวกมันยังอืดอาดแถมขับยาก ส่วนเครื่องบินนี่แทบไม่มีบทให้เล่นเลยเพราะพลังทำลายล้างอ่อนมากแถมกว่าจะได้อัพเกรดแจ๋ว ๆ อย่างการทิ้งระเบิดก็กินเวลานานอีก กลายเป็นของประดับฉากที่เอาไว้ให้เหล่าเสืออากาศบินขู่ศัตรูหรือไล่ยิงกันเองกลางหาวซะมากกว่า

เหล้าเก่าในขวดใหม่สำหรับทหารผ่านศึก

ระบบอัพเกรดนั้นเรียบง่ายและเน้นการเปลี่ยนสกินเป็นหลัก

ระบบหลัก ๆ แทบทั้งหมดของ Battlefield V คือการนำของดี ๆ ที่เวิร์คอยู่แล้วจากเกมสมรภูมิสารพัดภาคของ DICE มาปรับใช้เข้าด้วยกัน โดยระบบอัพเกรดได้รับการออกแบบให้เรียบง่ายขึ้นมาก อิงตามระบบของเกม Star Wars: Battlefront 2 (ระบบดี ๆ นะ ไม่ใช่ระบบ Micro transaction ดราม่านั่น) ทำให้ของอัพเกรดแทบทั้งหมดจะเป็นด้านรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งชุดยูนิฟอร์มทหาร ทรงปืนและสีปืน มีแต่ศูนย์เล็งเท่านั้นที่อาจมีผลต่อการเล่นบ้าง ซึ่งหากคุณต้องการได้อัพเกรดที่ช่วยให้คุณรบเก่งขึ้นจริง ๆ ก็ต้องไปหวังพึ่งกับความเชี่ยวชาญปืนนามว่า Specialization ที่จะได้มาก็ต่อเมื่อคุณเล่นคลาสนั้นบ่อย ๆ และต้องปลดล็อคตามเงื่อนไขที่เกมกำหนด ข้อดีของสไตล์อัพเกรดแบบนี้คือเข้าใจง่ายมาก ส่วนข้อเสียคือเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์อาจจะไม่มีเป้าหมายให้เล่นยาว ๆ เหมือนตอน Battlefield ภาค 3 และ 4 ที่มีของเล่นแต่งปืนให้ปลดล็อคนับไม่ถ้วน แถมแต่ละชิ้นยังมีผลต่อประสิทธิภาพของปืนไม่มากก็น้อย

ถึงทุกอย่างจะดูคุ้น ๆ แต่ถ้ายังสนุกอยู่ก็โอเคมั้ง

กลยุทธ์การรบของภาค V นั้นไม่ได้แปลกใหม่แหวกแนวเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง Battlefield 4 มาเป็น Battlefield 1 ครั้งนี้ทีม DICE เขาใช้แผนการรบที่เน้นชนะชัวร์ตามที่ระบุในตำราเหมือนตอนนำภาค Battlefield 3 ไปสู่ภาค Battlefield 4 มันคือกลยุทธ์ที่เน้นพัฒนาต่อยอดจากเกมภาคก่อนแทนการยกเครื่องทำใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ พวกเขาพยายามขัดเกลาของที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น พยายามตบแต่งให้ภาคนี้กลายเป็นมัลติเพลเยอร์เกมที่ชูจุดขายเรื่องทีมเวิร์คอย่างเต็มรูปแบบ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือเกม Battlefield ที่สมบูรณ์และสมดุลมาก ๆ ซึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกซ้ำซากจำเจเช่นกัน (แถมฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โดนใช้มาจนพรุนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่) สมรภูมิแห่งนี้จะตรงใจคุณหรือไม่คงต้องถามใจตัวเองดู หากคุณเป็นแฟนซีรี่ส์นี้อยู่แล้ว ชอบเล่นเป็นทีมอยู่แล้ว และชอบแมตช์มัลติเพลเยอร์ที่สมดุลสุด ๆ Battlefield V จะเป็นสมรภูมิที่น่าจดจำสำหรับคุณ แต่หากคุณชอบความแปลกใหม่ ชอบโชว์เหนือคนเดียว และชอบเล่นโหมดเนื้อเรื่องยิ่งกว่าอื่นใด ข้ามสมรภูมิแห่งนี้ไปก็ไม่เสียหลายนะครับ

ขอบคุณ NGIN และ Nadz Project สำหรับการสนับสนุนรีวิวในครั้งนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Just Cause 4 มหากาฬระเบิดภูเขา เผาเกมให้แหลกละเอียด !!

Published

on

Dragon Quest XI: Echoes of an Elusive Age

10

GAMEPLAY

10.0/10

GRAPHICS

10.0/10

STORY

10.0/10

PERFORMANCE

10.0/10

VALUE

10.0/10

จุดเด่น

  • ภาพสวยงามตามที่คาดหวัง โลกสุดแฟนตาซี และน่าค้นหา
  • Gameplay ที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นมานิดหน่อย แต่สร้างความสนุกมากกว่าเดิมหลายเท่า
  • บทพูด ตัวละครที่น่าหลงไหล และน่าจดจำ
  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม หลากหลายอารมณ์
  • Veronica

จุดสังเกต

  • ไม่มี

ในวงการเกม มีอยู่หลายเกมที่พยายามส่งภาคต่อออกมาเรื่อยๆ บ้างก็เพื่อหาเงิน บ้างก็เพื่อขยายฐานแฟนคลับ ในหมู่เกมเหล่านั้นล้วนแต่จะออกมาดี ตรงตามความคาดหวังของแฟนๆ และมันจะอยู่บางเกมที่เล่นขนออกภาคต่อมาเยอะ ชนิดที่ว่าไม่ได้มีใครร้องขอ แต่ก็ยังดันทุรังออกภาคต่อมาจนเล่นแทบไม่ทัน ถ้าจะพูดให้นึกภาพออก ก็คงจะเป็นเกมอย่าง Sniper Elite. Sniper Ghost Warrior 3, ซีรี่ส์ Warhammer, Far Cry และอื่นๆอีกมาก บ้างก็ออกมาดูดี บ้างก็ออกมาแย่เสียจนรับไม่ได้

Just Cause เองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่เอาเข้าจริงแล้วภาคต่อของเกมนี้มันก็ไม่ได้แลดูเยอะหรืออะไร เพราะมันก็มีแค่ 4 ภาคเท่านั้นหากเรานับภาคล่าสุดเข้าไปด้วยแต่ปัญหาคือ ตั้งแต่ภาค 2, 3, 4 ตัวเกมมันแลดูไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่น่าสนใจเลยนี่สิ

Just Cause เป็นเกมแนว Action Open World ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ชนิดที่ว่าไมเคิล เบย์ และ อาหลอง ต้องยอมสยบให้ ตัวเกมวางจำหน่ายภาคแรกไปตั้งแต่ปี 2006 ก่อนที่จะออกภาคต่อตามมาในปี 2010 และภาค 3 ในปี 2015 ก่อนที่จะออกภาค 4 มาในปี 2018 หากดูกันดีๆ แล้วก็จะเห็นว่าตัวเกมภาค 4 ก็ไม่ได้มาเร็วเกินไปหรืออะไร แต่ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่าเกมภาค 4 มันมาเร็วเกินไป อาจจะเป็นเพราะตัวเกมภาค 3 วางจำหน่ายในช่วงเดือนธันวาคมด้วย

แต่ก่อนเราจะเข้าบทความรีวิวเกม ก่อนอื่นขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia สำหรับตัวเกมที่ใช้รีวิวในครังนี้ด้วยครับ


Welcome to Paradise


Just Cause 4 จะเล่าเรื่องต่อจากภาค 3 หลังจากระเบิดเกาะบ้านเกิดตัวเองไปแล้ว Rico ตัวเอกของเรื่องได้มาถึงเกาะ Solis แถบอเมริกาใต้ จากที่เขาได้รู้มาว่าพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังทหาร Black Hand ที่เกาะนี้ โดยเขามีหน้าที่ต้องจัดการเข้ายึดหอคอยขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “Project Illapa” ที่นึกภาพตามก็จะคล้ายๆกับ หอคอย Ganondorf ใน Zelda โดยตัวเกมจะเปิดอิสระให้ผู้เล่นจะทำอะไรยังไงตรงไหนก่อนก็ได้ ทำให้เกมนี้กลายเป็น Open World จริงๆ ไม่มีอะไรมาหยุดผู้เล่นจากการสำรวจได้เลยครับ

และนั้นคือทั้งหมดในส่วนของเนื้อเรื่องครับ “อ้าวเฮ้ย มีใครกันบ้างที่เข้ามาเล่น Just Cause แล้วต้องการเสพเนื้อเรื่อง นี่มันเป็นเกมแห่งการทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า การออกสำรวจโลกกว้างไม่ใช่หรอ” ผมจะถามกลับคือ นี่มันปี 2018 ไม่ใช่หรือ เกมที่มีเนื้อเรื่องดีๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีให้ติดตาม และ Gameplay สนุกๆ สุดมันส์ ก็มีให้เห็นเยอะไป แต่สำหรับ Just Cause 4 แล้ว ผมถามตัวเองตลอดการเล่น 25 ชั่วโมงของผมว่า “เนื้อเรื่องคืออะไรวะ”

ตลอดทั้งเกม ผู้เล่นจะไม่ได้รับการเล่าเรื่องอะไรเลยทั้งสิ้นครับ Open World ตามชื่อ ไม่มีอะไรมาบังคับว่าต้องไปทำอะไรตรงไหนยังไง ไม่มีสิ่งไหนมาล็อคคุณ คุณจะออกไปตรงจุดไหนของแผนที่ หน้าที่ของผู้เล่นคือ ยึดฐานที่มั่นของศัตรูพวก Black Hand ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ Squad และส่งออกไปควบคุมโซนต่างๆเพิ่ม

ของรางวัลจากการควบคุมโซนต่างๆ สำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธใหม่ๆ และการอัพเกรด Grappling hook ซึ่งผมจะพูดถึงมันในภายหลัง โดยในเกมจะแบ่งช่วง Event Story ใหญ่ๆ ออกเป็น 3 Event นั้นคือ Operation Thunderbarge, Operation Windwalker, และ Operation Sandstinger ครับ ก่อนที่จะถึง Event ใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนจบเกม Operation Illapa หลังจากที่เราสามารถยึด Project Illapa ได้

ป้าไม้เขียวขจี

โดยแต่ละ Operation ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป โดยมีจะการแบ่งภูมิภาค และสภาพอากาศที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเกมภาคนี้ ใน Operation Thunderbarge เราจะได้พบเจอกับป่าไม้ ภูเขาต่างๆ โดยสภาพอากาศที่เป็นจุดเด่นก็คือ ท้องฟ้านี่แหล่ะครับ ขณะทำภารกิจในภูมิภาคนี้เราอาจจะได้เจอกับฝนตกรุนแรง ที่มีฟ้าผ่าตลอดเวลา ใครที่คิดว่าฟ้าฝ่าในเกมมันไม่น่ากลัว ผมอยากให้คิดใหม่ถ้ามาเล่นในเกมนี้ครับ เพราะมันน่ากลัวจนทำให้คุณโหลดเซฟใหม่ได้เลยล่ะ

ทุ่งนาสุดกว้างงงงง

Operation Windwalker เป็นภูมิภาคที่ผมชอบมากที่สุดในเกม ผู้เล่นจะได้เจอกับทุ่งนากว้างๆ ขับรถกินลมชมวิวไปตามทาง และหมู่บ้านขนาดเล็กๆ แต่ก็ต้องมาเจอกับฝันร้าย เมื่อสภาพอากาศในภูมิภาคนี้คือ พายุทอร์นาโดครับ ไม่ว่าจะทำภารกิจอยู่หรือไม่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ ที่จะพัดทำลายอยู่อย่างที่ขวางหน้า ราวกับหนังเรื่อง Twister ผมเคยมีบางจังหวะที่กำลังต่อสู้กับพวก Black Hand อยู่ดีๆ ก็มีไอ่พายุลูกนี้โผล่เข้ามา พัดทุกๆ คนกระจุยกระจายไปไม่รู้ทิศรู้ทาง แต่ก็ยังไม่วายยิงกันต่ออยู่ดี ถือว่าสร้างความสนุกได้ดีเลยล่ะ

ถ้าไม่บอกว่า Just Cause นี่นึกว่า Forze Horizon

Operation Sandstinger คือความฝันของคนที่ชอบเดินทางในทะเลทราย หรืออยากได้บรรยากาศแบบ Wasteland ครับ ไม่ต้องเดาเลยว่าสภาพอากาศที่เป็นปัญหาในภูมิภาคนี้คือพายุทรายครับ ฟังดูแล้วมันอาจจะไม่ดูอันตรายเท่าฟ้าผ่า หรือพายุหมุน แต่ความน่ากลัวของพายุทรายคือมันทำให้เรามองอะไรไม่ค่อยจะเห็นเลย แถมยังเคลื่อนไหวช้ามากๆ บอกลาร่มกับ Wingsuit ไปได้เลย เพราะเราจะโดนพายุทรายพัดจนไม่สามารถทรงตัวได้นั้นเอง

ทำลายมันให้หมด !!

ต่อมาเรามาพูดถึง Chaos Bar กันบ้างครับ ระบบนี้หายไปในภาค 3 ย้อนกลับไปในภาค 2 มันก็ไม่มีอะไรมากนอกจากได้แต้มที่ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ใน Just Cause 4 นี้ Chaos Bar เปรียบได้เหมือน EXP Bar ของผู้เล่นครับ เราสามารถเพิ่ม Chaos Bar ได้โดยการสร้างความโกลาหลให้เจ้าพวก Black Hand ด้วยสารพัดวิธีระเบิด เมื่อเราได้ Chaos Bar เต็มเอา เราจะสามารถส่ง Squad 1 ทีมเข้าไปเปิดแผนที่ได้ และจะได้สามารถใช้ Supply Drop ได้มากขึ้นด้วย

ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ จะมีพวกฐานทัพของ Black Hand กระจายอยู่มาก โดยเราสามารถเข้ายึดฐานพวกนี้ได้ ของรางวัลจากการยึดสำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธชนิดพิเศษ ยานพาหนะใหม่ๆ ไล่ไปตั้งแต่รถธรรมดา ยันเครื่องบินติดอาวุธหนัก รถถังหลากชนิด หรือแม้กระทั่งรถสปอตสุดหรู สำหรับใครที่อยากขับรถกินลมชมวิว

มาพูดถึง Grappling hook กันบ้างเอาจริงๆแล้ว Just Cause มันจะเป็นเกม Action Open World ธรรมดาๆไปเลย ถ้าไม่มีสิ่งนี้ และในภาคนี้เหมือนว่าในที่สุดทีมพัฒนาก็รู้สักทีว่าสิ่งที่ผู้เล่นต้องการมากที่สุดคืออะไร และนั้นมันก็คือการ Mod Grappling Hook นั้นเองครับ

ตัวอย่างหน้าตาตอน Mod

Grappling Hook ภาคนี้มีของเล่นใหม่เพิ่มเข้ามาไม่มากครับ แต่เราสามารถปรับแต่งมันได้จนเล่นกับมันได้ทั้งวันจนลืม Mission ไปเลยทีเดียว อย่างแรกเลยคือตัวเกมจะแบ่ง Mod Slot ออกเป็น 3 ช่อง โดยที่ผู้เล่นจะ Custom ให้แต่ละช่องใช่ Mod แบบไหนก็ได้ โดย Mod ทั้งหมดจะมีอยู่ 3 แบบคือ สายสลิงธรรมดาโดยมีความสามารถในการดึงสายเข้าหากันแบบปกติ แบบที่สองคือสายสลิงที่สามารถปล่อยลูกบอลลูนได้ แบบที่สามคือสายสลิงที่สามารถติดไอ่พ่นได้

โดยเราสามารถใช้ Grappling Hook ทำ Combo กับ Mod รูปแบบต่างๆได้ตามใจไม่เกิน 10 เส้นครับ ยกตัวอย่างเช่นในตู้คอนเทนเนอร์ เราสามารถติดสายสลิง Mod ลูกบอลลูกไว้ 4 เส้น และใช้ Mod ไอพ่นไว้ 2 เส้น กลายเป็นยานพาหนะไปในตัวได้เลย เราสามารถทำการควบคุมให้ไอพ่นแรงขึ้นได้ โดยการกด F หรือเข้าไป Mod เพิ่มเติมอีกทีครับ

หรือจะเล่นสนุกแบบนี้

ยกตัวอย่างเช่นลูกบอลลูน ทีเราสามารถ Mod กำหนดมันให้ลอยได้สูงต่ำแค่ไหน ให้มันคอยบินติดตามเราไหม สามารถทำลายได้หรือไม่ และเมื่อมันระเบิด ต้องการให้มันระเบิดแรงแค่ไหน อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ

ไนตรัสเวอร์ชั่น Homemade

เรียกได้ว่าจัดเต็มกันจริงๆ ตลอดทั้งเกมเราจะสามารถใช้เจ้า Grappling Hook กับ Mod เหล่านี่เป็นอาวุธสุดยอด ต่อกรกับพวกเฮลิคอปเตอร์ของศัตรู โดยการโยนดึงมันเข้ากับสิ่งของต่างๆ หรือสร้างของเล่นที่สนุกที่สุดในเกมได้เลย ยกตัวอย่างที่ผมชอบทำ ก็คือเอา Mod ไอพ่นมาติดท้ายรถและใช้เป็นไนตรัสที่แรงยิ่งกว่า Fast & Furious นี่แหล่ะ

หากติดเยอะไป ก็จะกลายเป็นแบบนี้


GFX


Just Cause เป็นอีกหนึ่งเกมที่โดดเด่นเรื่องกราฟิกภายในเกมครับ เกร็ดเล็กน้อย รู้หรือไม่ว่าใน Just Cause 2 ณ เวลาที่มันวางจำหน่าย ตัวเกมนั้นรองรับเพียงแค่ DirectX 10 อย่างเดียวเท่านั้นๆ ทั้งที่ในเวลานั้น DirectX 9 เป็นที่นิยมเสียมากกว่า ทำเอาใครหลายๆ คนอดเล่นเกมนี้ไปตามๆกันครับ

ใน Just Cause 3 ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดไปอีกขั้น ด้วยการที่ตัวเกมสามารถสร้างฉากภายในเกมออกมาได้สวยงามมากๆ พร้อมกับการเล่นที่ลื่นไหล ทำให้มันเป็นเกมที่ดูดีมากๆ ในตอนนั้น หากเรานำมาเล่นตอนนี้ก็ยังคงจะพบว่ามันยังสวยไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ถามจริง …

แต่แล้วความผิดหวังก็ต้องมาถึง Just Cause 4 คือหายนะของคำว่า Downgrade ครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตัวเกมที่ผมใช้รีวิว เป็นเวอร์ชั่น PC ที่รันในความละเอียดภาพแบบ Full โดยตั้งค่ากราฟิกไว้สูงสุดเท่าที่เกมจะปรับให้ได้ ในฉากแรกที่เกมส่งมาคือภูเขาหิมะ ซึ่งตรงนี้ตัวผมยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอเมื่อมาเจอกับฉากในป่าครั้งแรก ตรงนี้ผมถึงกับสบถคำหยาบออกมาไม่รู้กี่สิบคำ พร้อมกับสงสัยว่า “นี่มันเกมปีอะไรวะเนี่ย”

เหมือนจะสวย แต่ไม่

ตัวเกมมีปัญหาในเรื่องกราฟิกอยู่หลายจุดมากครับ เรื่องแรกเลยคือตัวเกมมีการบีบอัด Texture ออกมาแย่มาก การแสดงผลของแสงและเงาที่เหมือนทำออกมาได้ไม่ดี การลบรอยหยักภายในเกมที่ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำอะไร เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลย Model ตัวละครทุกตัวภายในเกม เหมือนหลุดมาจากเกมปี 2008 ยังไม่นับเรื่องการแสดงผลของน้ำที่ห่วยมาก ทั้งๆ ที่อยู่ในเกาะแท้ๆ แต่เหมือนจับเอาน้ำมาใส่ไว้ให้รู้ว่าตรงนี้คือน้ำนะยังงั้นแหล่ะ

ขับรถเข้าใส่ Tornado คือความคิดที่ไม่ดีสักเท่าไร

ทั้งหมดนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถ้าเรากลับไปเล่น Just Cause 3 ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่ากรา ฟิกในภาค 3 ทำได้ดีกว่าภาค 4 เยอะมากๆครับ ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะเรื่องแสงสีที่มีส่วนด้วย แต่ไม่เลยสักนิด ใน Just Cause 4 มันโดน Downgrade ไปจริงๆ จากข้อมูลที่ได้มา ในเกมนี้มีการใช้ Engine ใหม่ Apex Engine ออกแบบมาเพื่อระบบ Dynamic Weather และ Physic แบบใหม่ สำหรับการใช้ Grappling Hook และ Object ภายในเกม

ซึ่งมันก็ดีครับ หากเรามองในแง่ของ Gameplay แต่ส่วนตัวผมกลับรุ้สึกว่ามันมากเกินไปหน่อยที่จะเข็นเอาเกมที่มีกราฟิกตกยุคแบบนี้มาขายในปี 2018 ปีที่ชาวเกมเมอร์พร้อมจะด่าคุณได้ทุกเมื่อ หากเกม AAA ที่มีกราฟฟิกสวยงามมาก่อน กลับโดน Downgrade ในภาคต่อของเกมที่พวกเขารัก นอกจากนั้นแล้วผมยังมองอีกว่า อาจจะเป็นเพราะด้วยการที่ตัวเกมต้องวางจำหน่ายใน Console ด้วย จึงจำเป็นต้องลดคุณภาพลง เพราะใน Just Cause 3 เวอร์ชั่น Console นั้นทำ Frame Rate ไว้ได้แย่มาก แต่เฮ้ย นี่เวอร์ชั่น PC นะ เอ็งไม่คิดจะทำอะไรหน่อยหรือไง


Performance


มาพูดถึงเรื่อง Performance และการเล่นด้วยรวมกันบ้างครับ อย่างแรกที่ผมต้องการจะพูด ก็คือการออกแบบ UI และการจัดการหน้าเมนู ที่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า สิ่งที่มันดีๆ อยู่แล้วในภาค 3 จะมาทำให้มันแย่ลงในภาค 4 ทำไม ตัวเกมกลับมาใช้รูปแบบดั้งเดิมของ Just Cause 2 ซึ่งบอกตามตรงว่ามันรกมากๆ

ตลอดทั้งเกมผู้เล่นต้องใช้เจ้า Comm Link โดยหน้าที่ของมันก็คือแผนที่ภายในเกม การจัดการ Mod Grappling Hook, การเรียกใช้ Supply Drop, Leaderboard Challenge ต่างๆ ที่ทำมาได้รกมากๆ แถมยังไม่สามารถซูมเข้าออกแผนที่ได้อีกด้วย นอกจากนี้หากเราพูดถึงการใช้เมาส์คีย์บอร์ดในการควบคุมเมนูต่างๆ ก็ต้องบอกว่ามันรู้สึกไม่ใช่เลยสักนิด ตัวเกมถูก Port โดยตรงมาจาก Console ล้วนๆ โดยแทนที่ปุ่มของ PC ไปก็เท่านั้น

และพูดถึงการบังคับตัวละครในเกม ยังดีที่ตัวเกมทำออกมาได้ค่อนข้างดีสำหรับการควบคุมตัวละครครับ แต่ก็แสดงให้เห็นอยู่ว่ามันออกแบบมาสำหรับชาว Console โดยเฉพาะ และยิ่งไปกว่านั้น หากเราเข้าไปใน Setting ของเกม สิ่งแรกที่จะพบเลยคือ เราไม่สามารถปรับความไวของมุมกล้องได้มากกว่า 100 ฟังดูอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมต้องไปปรับ DPI เมาส์เพิ่มมากถึง 1800 เพื่อที่จะหันมุมกล้องได้อย่างปกติ ไม่ช้าจนเกินไป

กลับมาพูดถึงเรื่องการบังคับหน้าเมนูกันอีกครั้ง เวลาเราจะเลือกอะไร แน่นอนว่าเราต้องใช้เคอร์เซอร์เมาส์และคลิกซ้ายเพื่อเลือก หากเราต้องการกลับหน้าก่อน เป็นปกติที่เราจะกด ESC ใช่ไหมครับ แต่เกมนี้ไม่เป็นอย่างนั้น หากผู้เล่นกด ESC ก็จะออกจากหน้าเมนูโดยที่ไม่สนว่ากำลังทำอะไรอยู่กลับสู่เกมทันที หากต้องการอยากจะกลับหน้าก่อน ก็ต้องคลิกขวา เข้าใจกันง่ายๆว่า คลิกซ้าย = A คลิกขวา = B นั้นแหล่ะครับ

จากปัญหาด้านบน จริงๆมันก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมาก แต่สำหรับผมมันก็น่ารำคาญอยู่มากเลยทีเดียว ส่วนอีกเรื่องที่จะพูดถึง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระบบการเล่นครับ แต่นั้นคือเรื่อง Cutscene ภายในเกม

ภาพจาก Pre-Reader Cutscene

เชื่อหรือไม่ว่า Just Cause 4 นั้นใช้ Pre Reader Cutscene อยู่ครับ อีกครั้งที่ผมขอย้ำว่านี่มันปี 2018 นะ อะไรก็ตามที่เป็น Pre Reader ควรจะหายไปจากวงการเกมได้แล้ว แต่เกมนี้อินดี้มากๆครับ ครั้งแรกที่ผมเจอ ผมนึกว่ากำลังเล่นเกมสมัย Playstation 2 อยู่เสียอีก เพราะนอกจากจะแย่แล้ว คุณภาพที่พี่แก Reader ออกมายังห่วย มีภาพแตกให้เห็นเป็นระยะอีกด้วย ยังดีที่เราจะไม่เจอไอ่เจ้า Pre-Reader Cutscene บ่อยๆนัก

สุดท้ายเรื่องที่ผมอยากจะบ่นก็คือ การ Port ครับ อย่างที่ผมบอกไปว่ารีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเวอร์ชั่น PC โดยปรับกราฟฟิก Setting และคุณภาพไว้ที่สูงสุดที่ Full HD สเป็คที่ผมใช้ก็คือ Ryzen 5 1600 + GTX 1070Ti + 16GB Ram ผมใช้จอ 75Hz โดยไม่เปิด Vsync สามารถเล่นได้ที่ 60-75 FPS โดยไม่นิ่งๆอยู่ที่ 75FPS ตลอดเวลาครับ

ก่อนที่จะตัดสินอะไร เรามาดูกันก่อนครับ ด้วยสเป็คคอมระดับนี้ กับกรา ฟิกแค่นี้ ผมกลับทำ FPS ได้ค่อนข้างน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ นี่มันใช้ทรัพยากรเครื่องมากพอๆกับเกมอย่าง PUBG เลยทีเดียว และเพื่อตัดสิน ผมลองเอาตัวเกมไปต่อกับจอคอมพิวเตอร์ที่รองรับความละเอียดภาพ 1440p พอเข้าเกมก็พบว่า นี่มันดูแย่กว่า Full HD เสียอีก และยังมีการพูดถึงเกี่ยวกับการที่ตัวเกม Crash ระหว่างเล่นอยู่บ่อยๆ สำหรับคนที่ใช้การ์ดจอ Nvidia ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวผมยังไม่เคยเจอกับตัวเองครับ


The Verdict


ตัวผมเองใช้เวลาเล่นไปประมาณ 25-30 ชั่วโมง ก่อนที่จะมารีวิวในครั้งนี้ แถมยังเป็นการเล่นแบบไม่ต่อเนื่องเสียอีก เพราะผมไม่สามารถทนกับการทำ Mission เดิมๆวนซ้ำไปมา แค่เล่นให้จบเนื้อเรื่องหลักที่มีเหมือนไม่มี ก็ถือว่าอดทนสุดๆแล้ว หากเบื่อๆ ก็ไปเกรียนชาวบ้านในเกมเล่น มีบ้างที่พยายามออกสำรวจโลกต่างๆ จะเจอกับแค่ Easter Egg ขำๆอย่างภาพด้านบนเท่านั้น

รีวิวจากผู้ใช้ Steam Mostly Negative

Just Cause 4 เปิดตัวมาด้วยราคาที่สูงมากๆ เท่ากับเกม AAA ทั่วไป 1,989.00 บาทใน Steam แต่คุณภาพที่ได้กลับไม่สมกับราคามากนัก หากคุณมีภาค 3 อยู่แล้ว ผมแนะนำให้คุณเล่นภาค 3 ต่อไป จนกว่าภาค 4 จะลดราคาเสียเถอะ ส่วนตัวผมแล้วก็คงยังเข้าไปเล่นอยู่บ้าง หากเบื่อๆ หรือหัวร้อนจากการลง Rank ใน Rainbow Six Siege ครับ

สรุปแล้ว Just Cause 4 เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังในสิ้นปี 2018 นี้อยู่มากครับ หากใครที่เป็นแฟนๆ และคาดหวังกับมัน ก็อาจจะพบกับความผิดหวังอยู่บ้าง สำหรับแฟนๆหน้าใหม่ ผมเดาว่าแค่เปิดมาเจอฉากในป่าของ Mission แรกก็น่าจะขายแผ่นทิ้งกันบ้างแล้ว แต่เอาเข้าจริงแล้ว เกมนี้ยังเป็นเกมที่สนุกอยู่มากๆครับ ด้วยการ Action แบบครบเครื่องจัดเต็ม พร้อมลุยอยู่ตลอดเวลา และของเล่นเก่าหน้าใหม่อย่าง Grappling Hook Mod ที่จะทำให้ตลอดทั้งการเล่นของคุณนั้นสนุก และหัวเราะได้เรื่อยๆเลยล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

รีวิว PlayStation Classic เครื่องเกมย้อนเวลาสู่ยุค PlayStation รุ่งเรือง!

Published

on

Dragon Quest XI: Echoes of an Elusive Age

10

GAMEPLAY

10.0/10

GRAPHICS

10.0/10

STORY

10.0/10

PERFORMANCE

10.0/10

VALUE

10.0/10

จุดเด่น

  • ภาพสวยงามตามที่คาดหวัง โลกสุดแฟนตาซี และน่าค้นหา
  • Gameplay ที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นมานิดหน่อย แต่สร้างความสนุกมากกว่าเดิมหลายเท่า
  • บทพูด ตัวละครที่น่าหลงไหล และน่าจดจำ
  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม หลากหลายอารมณ์
  • Veronica

จุดสังเกต

  • ไม่มี

PlayStation Classic เครื่องเกมจิ๋วที่ย่อส่วน PlayStation รุ่นแรกลงมาให้เหลือขนาดแค่ฝ่ามือ มาพร้อม 20 เกมพร้อมเล่น ซึ่งจะวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกวันจันทร์ที่ 3 ธันวาคมนี้ (ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ PlayStation รุ่นแรกขายเมื่อปี 1994 หรือ 24 ปีที่แล้ว) และนี่คือรีวิวเครื่อง PS Classic เวอร์ชั่นขายจริงในเมืองไทยจากแบไต๋ครับ ก็ต้องขอขอบคุณทาง Sony Thai สำหรับการอนุเคราะห์เครื่องรีวิวในครั้งนี้

กล่องของ PlayStation Classic เหมือนกล่องเวอร์ชั่นญี่ปุ่น

กล่องที่ขายในไทยนั้นดีไซน์เหมือนกล่อง PlayStation รุ่นแรกโซนญี่ปุ่น ที่ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เส้นๆ แบบนี้ ซึ่งจะว่าไปก็คลาสิกกว่าทางโซนอเมริกาจะเป็นภาพเครื่องเกมชัดๆ ซึ่งเครื่องนี้เราได้มาจากทาง Sony Thai โดยตรง จึงมีสติกเกอร์ภาษาไทยที่ผ่านกฎหมายไทยเรียบร้อย พร้อมขายในไทย ซึ่งด้านหลังกล่องเป็นรายชื่อเกมในเครื่องนี้ เป็นเกมโซนเดียวกับที่ขายในอเมริกา (แต่กล่องเป็นเหมือนโซนญี่ปุ่น งงม่ะ)

รายชื่อเกมใน PlayStation Classic (ข้อมูลจาก Wikipedia)

ดูรายชื่อเกมแล้วก็ใช้ได้อยู่ อย่างแอดนี่รักเกม Rayman มาก เป็นเกมแพลทฟอร์มเกมแรกๆ ในชีวิตที่เล่นจบ ด้วยความยากระดับหัวร้อนในยุคนี้ ซึ่งเอามาเล่นใหม่บน PlayStation Classic ก็ยังสนุกอยู่ดี แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีเกมในใจคนไทยหลายเกม เช่น Winning 3, Harvest Moon, Castlevania, Crash Badicoot, Chocobo Racing เป็นต้น และย้ำว่าใส่แผ่นเกมหรือใส่เกมเพิ่มไม่ได้นะ (ถ้าถูกกฎหมายนะ)

ส่วน Sony เลือกเกมเข้าเครื่องยังไงบ้าง โซนี่บอกว่าใช้ความนิยมของแต่ละโซน แต่เกมดังๆ ของคนไทยอาจจะไม่ติดโผเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นเรายังเล่นเถื่อนกันอยู่เยอะมาก คนทำเกมไม่รู้ว่าเกมตัวเองดังในไทย แต่ใน PS4 เราเล่นแท้กันจนน่าชื่นใจ มีเกมภาษาไทยออกมาเพียบเลย

ในกล่อง PlayStation Classic มีอะไรบ้าง

แกะกล่องเลย มีคู่มือภาษาไทยด้วย โซนี่ไทยเอาใจใส่ดีจริงๆ น่าสนับสนุนให้ซื้อเครื่องไทยมากๆ ตัวเครื่องเล็กนิดเดียว เหมือนของ Nintendo ที่ทำออกมาก่อนหน้านี้ แต่ก็เก็บรายละเอียดได้สมบูรณ์ พลาสติกตัวเครื่องดูดี คือเป็นได้ทั้งเครื่องเล่นเกมตัวเล็ก และของสะสมที่เอาไปตั้งโชว์ในตู้ก็สวย

ที่น่าสนใจคือให้จอย PlayStation Controller มา 2 จอย แถมหัวต่อเป็น USB สามารถเสียบใช้งานเป็นจอยสำหรับเครื่องคอมได้ด้วย ดีงามตรงนี้ ให้สายยาว 1.5 เมตรด้วย แต่เป็นจอยรุ่นแรกของ PlayStation นะ ไม่มีระบบสั่น ไม่มีก้านอนาล็อก เวลาเอาไปต่อคอมก็ต้องทำใจนิดหนึ่ง อาจจะเหมาะสำหรับเล่นเกมกระโดดๆ ข้ามหลุมมากกว่า

และที่เหมือนกันกับเครื่องของ Nintendo คือไม่มีหัวชาร์จ USB จ้า แต่ให้สาย MicroUSB และ HDMI มา ก็หาปลั้กชาร์จมือถือมาเสียบได้ หรือเสียบกับ Power Bank เล่นก็ได้ ต้องการไฟ 5V 1A เท่านั้นเอง

เล่าสเปคเครื่องนิดหนึ่ง แหม่ยังกับรีวิวมือถือ PlayStation Classic ใช้หน่วยประมวลผล MediaTek 8167a 4 แกนสมอง ความเร็ว 1.3GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Power VR GE8300 มีหน่วยความจำ 16 GB และแรม 1 GB แล้วใช้ PCSX ReARMed เป็นแกนหลักในการประมวลผลเกม พูดง่ายๆ ก็ใช้ Emulator ในการรันเกมขึ้นมานั้นแหละ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีดราม่ากันใหญ่โต แต่เราให้ความเห็นไม่เห็นจะเป็นไรเลย ใช้ Emulator ยังไงมันก็เป็นของถูกลิขสิทธิ์

เปิดเครื่อง PlayStation Classic กัน

ลองเปิดเครื่องกันเลย หลังจากเสียบไฟไปสักแป๊บ ปุ่ม Power ที่ตัวเครื่องจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม แล้วก็กดเปิดเครื่องได้ ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เสียงเปิดเครื่องนี่คลาสสิกจนน้ำตาไหล เครื่องก็จะบอกรายละเอียดของปุ่มต่างๆ รอบตัวเครื่อง มีปุ่ม Reset ไว้ออกจากเกม ปุ่มเปลี่ยนแผ่นเกมสำหรับเกมที่มีหลายแผ่นอย่าง Final Fantasy VII

ลองเข้าเกมดู จะเห็นว่าเกมเหมือนเล่นบนเครื่อง PlayStation แรกจริงๆ ภาพแตกยังไงก็อย่างนั้น ไม่มีการใส่ฟิลเตอร์เพิ่มความละเอียดให้เลย และไม่มีโหมดการแสดงภาพอื่นๆ เหมือนที่เครื่อง Nintendo ปรับได้ด้วย ซึ่งรีวิวเมืองนอกก็บอกว่าเกมประมาณครึ่งหนึ่งที่อยู่ในเครื่องนั้นไม่ใช่เกมโซนอเมริกา แต่เป็นเกมโซนยุโรป ทำให้แสดงผลภาพที่ PAL 50 fps เท่านั้น ไม่ใช่ NTSC 59.96 fps แต่สำหรับเราประเทศที่ใช้ระบบทีวีมาตรฐานเป็น PAL มาตลอด ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้เลย เกมก็ยังเล่นแล้วลื่นไหลดีออก

และเมื่อออกจากเกม เครื่องจะจำสถานะการเล่นล่าสุดเอาไว้ ก็ย้อนกลับมาเล่นได้ แต่ไม่มี save stage หลายช่องให้เลือกสลับนะ มีแค่ช่องเดียวที่จะเซฟอัตโนมัติตอนออกจากเกมนี่แหละ แต่ก็ยังมีก็ระบบเซฟลง memory Card ตามปกติ ให้พื้นที่เซฟเกมละ 1 ตลับเลย ตลับเซฟแยกกันทุกเกม

ภาพพักหน้าจอเป็นเกมเล่นไปเล่นมาก็ไม่มี ตรงนี้แตกต่างจาก Nintendo ที่ขยันสร้างประสบการณ์ตรงนี้มากกว่า ส่วน PlayStation Classic คือทำให้เล่นได้เฉยๆ

สรุป PlayStation Classic คุ้มไหม

ก็ต้องบอกว่าคุ้มกับราคา 3,590 บาท ถ้าหารราคาเครื่องออกมาด้วย 20 เกม ก็เกมละ 180 บาทเอง ซึ่งนี่ได้จอยมาอีก 2 ตัวไว้เสียบคอมได้ด้วยนะ ที่สำคัญเครื่องนี้ Sony Thai เอาเข้ามาขายโดยตรง ก็หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านเกม หรือ Sony Store ไม่เหมือนเครื่องของ Nintendo ที่ต้องหิ้วมาลูกเดียว

เอาเป็นว่าถ้าคุณเคยมีประสบการณ์วัยเด็ก หรือวัยรุ่นเมื่อ 20 ปีก่อนกับเครื่อง PlayStation รุ่นแรก เจ้าเครื่อง PlayStation Classic ก็เหมาะสำหรับคุณครับ (คิดว่าไถ่บาปการเล่นเถื่อนในวัยเด็กก็ได้) อาจจะไม่มีเวลาเล่น แต่แค่เห็นมันก็นึกถึงคืนวันเก่าๆ แล้ว

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!