Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Wiko View Prime น้องเล็กสุดในสงครามมือถือจอ Full View

ช่วงที่ผ่านมาเรารีวิวมือถือจอยาวหรือที่เรียกกันว่าจอ Full View มาแล้วหลายรุ่นนะครับ ทั้ง Samsung Galaxy S8, Huawei nova2i, Vivo V7+ และตัวล่าสุดที่เราจะรีวิวนี้คือ Wiko View Prime ที่ถือเป็นน้องเล็กของมือถือจอ 18:9 ที่เราเคยรีวิวกันมา ด้วยราคาแค่ 7,490 บาทเท่านั้น ด้วยราคาประหยัดแค่นี้จะมีจุดเด่น จุดสังเกตอะไรบ้าง เราจะเล่าให้ฟังครับ

Published

on

Wiko View Prime

฿ 7,490
8.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.0/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอ 18:9 แบบ Full Lamination คุณภาพดี สีสันสดใส Contrast ดีเยี่ยม ดูสวยงามสบายตาแม้มีความละเอียดในระดับ HD ดีไซน์เครื่องดูดี ถือแล้วไม่ขี้เหร่
  • กล้องหน้ามุมกว้างให้ภาพประทับใจ
  • แบตเตอรี่อยู่พ้นวันสบายๆ หมดวันแล้วเหลือประมาณ 40%
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD
  • ความสามารถและประสิทธิภาพโดยรวมเมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ชาร์จโทรศัพท์ช้ามาก ชาร์จระหว่างนำทางในรถแทบไม่ขึ้น แถมใช้นานๆ เปอร์เซนต์แบตลดอีก
  • เซนเซอร์ลายนิ้วมือยังไม่รวดเร็วและแม่นยำเท่าแบรนด์อื่นๆ
  • เซนเซอร์ตรวจจับการแนบหูยังทำงานได้ไม่ดี หลายครั้งที่คุยโทรศัพท์อยู่แล้วจอติดขึ้นมาเอง หูเลยไปกดอะไรในจอ
  • เสียงแจ้งเตือนมาตรฐานของระบบ ฟังแล้วสะดุ้ง ไม่ลื่นหู แล้วเสียงที่มาพร้อมเครื่องส่วนใหญ่ก็เป็นแนวกระชากๆ
  • ยังใช้ MicroUSB และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

 

ช่วงที่ผ่านมาเรารีวิวมือถือจอยาวหรือที่เรียกกันว่าจอ Full View มาแล้วหลายรุ่นนะครับ ทั้ง Samsung Galaxy S8, Huawei nova2i, Vivo V7+ และตัวล่าสุดที่เราจะรีวิวนี้คือ Wiko View Prime ที่ถือเป็นน้องเล็กของมือถือจอ 18:9 ที่เราเคยรีวิวกันมา ด้วยราคาแค่ 7,490 บาทเท่านั้น ด้วยราคาประหยัดแค่นี้จะมีจุดเด่น จุดสังเกตอะไรบ้าง เราจะเล่าให้ฟังครับ

สเปกของ Wiko View Prime

  • CPU: Snapdragon 430 Octa-core 1.4 GHz
  • RAM: 4 GB
  • ROM: 64 GB รองรับ MicroSD สูงสุด 128 GB
  • หน้าจอขนาด 5.7 นิ้วแบบ Full Lamination ความละเอียด 1440 x 720 pixel (720p)
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช
  • กล้องหน้า 2 เลนส์ ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และ 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชหน้า
  • ใส่ 2 นาโนซิม รองรับทั้ง 4G และ 3G เมื่อใช้งานพร้อมกัน
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh
  • Android 7.1
  • มีให้เลือก 3 สีคือ แดง, ทอง และดำ

ดีไซน์ตัวเครื่อง Wiko View Prime

โลไก้ที่ฝาหลังของ Wiko View Prime ทำให้ดูดี

พยายามจับตัวเครื่อง Wiko View Prime อยู่นาน เข้าใจว่าเป็นพลาสติกดีไซน์โลหะนะครับ เพราะสัมผัสค่อนข้างเหมือนโลหะเลยทีเดียว ตัวเครื่องแน่นหนาดูคงทน ก็ถือว่างานประกอบทำได้ดีสำหรับมือถือในระดับราคานี้

ตัวโลโก้ Wiko ด้านหลังก็ยังสวยงามเหมือนเคย ส่วนตัวคิดว่าโลโก้นี้ทำให้มือถือดูน่าใช้ขึ้นมาทันที ในส่วนของกล้องหลังก็ดีไซน์เนียนไปกับแฟลชให้อารมณ์เหมือนว่าเป็นมือถือกล้องคู่ครับ (แต่จริงๆ ไม่ใช่) แล้วก็มีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง

ด้านหน้าของ Wiko View Prime มีเลนส์ 2 ตัว พร้อมแฟลชหน้า

ด้านหน้าของ Wiko View Prime ก็มีกล้องหน้า 2 ตัว เป็นเลนส์มุมกว้างกับเลนส์ปกติพร้อมไฟแฟลชหน้าและ LED เล็กๆ บอกสถานะของเครื่อง ส่วนกระจกหน้าจอเป็นกระจกขอบโค้งตามสมัยนิยมครับ สัมผัสของกระจกหน้าก็ให้ความรู้สึกดี ความรู้สึกนุ่มนวลมาตั้งแต่ขอบเครื่อง ที่ประทับใจคือหน้าจอ Full Lamination สัดส่วน 18:9 ที่ให้สีสันได้สดใส มองเห็นชัดเจนแม้อยู่กลางแดด แม้จอ 5.7 นิ้วนี้จะมีความละเอียดแค่ระดับ HD ก็แต่ไม่ได้รู้สึกว่าด้อยกว่าจอ Full HD นะครับ เพราะจอให้ Contrast ได้ดีเลย ดีกว่าจอของสมาร์ทโฟนหลายรุ่นในระดับราคานี้ ตรงมุมจอทั้ง 4 ก็ทำเป็นโค้งๆ ทำให้รู้สึกว่ามีดีไซน์

ตอนนี้เราสามารถยืดวิดีโอใน Youtube ให้เต็มจอ Fullview ได้แล้วนะ

น่าเสียดายที่ Wiko View Prime ยังใช้พอร์ตเชื่อมต่อเป็น MicroUSB ไม่ได้เป็น USB-C (แต่มือถือราคาประมาณนี้ก็ยังไม่ค่อยมีรุ่นไหนใช้ USB-C นะ) ส่วนช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 mm ก็ไปอยู่ด้านบนตัวเครื่อง ซึ่งส่วนตัวคิดว่าช่องหูฟังอยู่ด้านล่างของเครื่องนั้นใช้ง่ายกว่านะ

ประสิทธิภาพของ Wiko View Prime

Wiko View Prime เป็นสมาร์ทโฟนที่มีราคาถูกที่สุดในกลุ่ม Full View นะครับ ประสิทธิภาพของ CPU Snapdragon 430 ก็เลยน้อยที่สุดในกลุ่มนี้

  • Geekbench 4.1 ได้คะแนน Single Core ที่ 667, คะแนน Multi Core ที่ 2,546 และคะแนน Compute เพื่อวัดประสิทธิภาพ GPU ที่ 2,261 (เทียบกับ Huawei nova2i ได้คะแนน 913, 3273, 2723 ตามลำดับ และเทียบกับ Vivo V7+ ที่ใช้ชิป Snapdragon 450 ได้คะแนน 767, 3944, 3113 ตามลำดับ)
  • 3Dmark Slingshot extreme ได้คะแนน 298 (เทียบกับ Huawei nova2i ได้คะแนน 328 และเทียบกับ Vivo V7+ ได้คะแนน 436)
  • Androbench – read 275 / write 205 MB/s

ส่วนการใช้งานจริงนั้น ใช้แอปในชีวิตประจำวันอย่าง facebook, line และการท่องเว็บได้โอเค อาจจะไม่ได้ลื่นไหลเท่าสมาร์ทโฟนที่สเปกดีกว่านี้ แต่ก็ทำงานได้ไม่มีปัญหาครับ ส่วนการเล่นเกมก็สามารถยืดภาพจนเต็มหน้าจอ ทดลองเล่นเกมอย่าง Hitman Sniper ในโหมด High ก็ยังลื่นในระดับที่เล่นได้ อาจจะมีกระตุกๆ บ้างในบางซีนแต่ก็ไม่มีปัญหาในการเล่นอะไรครับ

คุณภาพกล้องของ Wiko View Prime

คุณภาพกล้องหลัง

ภาพ Panorama จากกล้องหลังของ Wiko View Prime

สีสันภาพออกไปในโทนอุ่นๆ

เริ่มกันที่กล้องหลังก่อนนะครับ ถ้าเป็นตอนกลางวัน ถือว่าให้คุณภาพภาพได้ดีเลย ภาพมีรายละเอียด สีสันนวลตาใช้ได้ ภาพมักมาในโทนอุ่น ก็ไว้ใจกล้องตัวนี้ได้ถ้าถ่ายแสงกลางวัน แต่ถ้าเป็นช่วงกลางคืนสีสันในภาพจะดรอปลงเยอะ และมีโอกาสเกิดภาพเบลอได้ง่าย ก็ต้องใจเย็นๆ หน่อยนะครับเวลาใช้

ส่วนโหมดการถ่ายภาพของกล้องหลังก็มีโหมดสำคัญๆ ครบ เช่นโหมด Panorama, โหมดโปรที่สามารถปรับระยะโฟกัส ความเร็วชัตเตอร์ สมมุติแสงขาว ฯลฯ ได้ มีโหมดถ่ายกลางคืนและโหมดหน้าสวยให้ใช้ได้

โหมด Professional ของกล้อง

โหมดต่างๆ ที่มีให้เลือกในกล้อง

ส่วนวิดีโอจากกล้องหลัง ถ่ายได้สูงสุด 1080p ครับ ก็ใช้งานได้ในระดับหนึ่ง ดูสมูทจนคิดว่ากล้องน่าจะมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอด้วย แต่ถ้าดูวิดีโอตัวอย่างให้ดีๆ จะเห็นว่าบางช่วงภาพมีลักษณะเบลอๆ คล้ายเฟรมภาพมาซ้อนทับกันด้วย

คุณภาพกล้องหน้า

Wiko โปรโมทว่า View Prime นั้นมีกล้องหน้า 2 ตัว ตัวแรกความละเอียด 20 ล้าน เป็นกล้องมุมปกติ ส่วนอีกตัวความละเอียด 8 ล้านเป็นกล้องมุมกว้าง

จากภาพตัวอย่างจะเห็นว่ากล้องมุมกว้างที่มีความละเอียดน้อยกว่านั้นให้สีสันและความคมชัดของภาพเหนือกว่ากล้องมุมปกติ ถ้าให้คะแนนที่กล้องมุมกว้าง ถือว่า Wiko View Prime นั้นเป็นมือถือที่มีกล้องหน้าดีใช้ได้เลยแหละครับ นอกจากนี้กล้องยังมีโหมดหน้าชัดหลังเบลอด้วยทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ก็ให้ผลงานที่ดีในระดับหนึ่ง

ประสบการณ์การใช้งาน Wiko View Prime

Wiko View Prime ถือเป็นสมาร์ทโฟนในระดับกลาง-ล่างนะครับ ซึ่งประสบการณ์การใช้งานเมื่อเทียบกับค่าตัวแล้วก็คุ้มอยู่ หลังจากใช้มาประมาณ 1 สัปดาห์ก็สรุปประสบการณ์การใช้ได้ดังนี้

Wiko View Prime สามารถใส่ 2 ซิม รองรับ 4G และ 3G พร้อมกัน แถมใส่ MicroSD ไปด้วยได้คือสิ่งดีงาม

  • GPS ทำงานได้ดี ใช้นำทางขับรถได้ไม่มีปัญหา ยังคงนำทางได้ดีอยู่แม้จะวิ่งใจใต้ทางด่วนหรืออุโมงค์
  • แต่สิ่งที่เจอระหว่างใช้ Wiko View Prime นำทางในรถคือโทรศัพท์ชาร์จช้ามาก เสียบชาร์จระหว่างนำทางแล้วเลขเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ค่อยๆ ลดลงช้าๆ แทนที่จะเพิ่มขึ้น เมื่อนำไปทดสอบกับเครื่องวัดกระแสไฟพบว่า Wiko View Prime ชาร์จด้วยไฟเพียง 5V 0.6A จึงทำให้ใช้เวลาชาร์จนาน และใช้นำทางในรถนานๆ แบตเตอรี่จะลดลง

Wiko View Prime ชาร์จไฟด้วยกระแสแค่ 0.64A

  • แบตเตอรี่นั้นอึดพอตัว สามารถใช้งานพ้นวันสบายๆ หมดวันแล้วแบตเหลือมากกว่า 40% สำหรับวันที่ใช้งานปกติ
  • เรื่องเสียงทำได้เสมอตัว คือลำโพงตัวเครื่องมีลำโพงเดียวอยู่ด้านล่าง เสียงดังดี ส่วนโหมดฟังเสียงไม่มีระบบเสียงพิเศษให้ปรับอะไร ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้ฟังเพลงได้เพลินๆ ไม่ได้เน้นด้านนี้ครับ
  • สามารถบันทึกหน้าจอตามยาวได้ อันนี้ดีงาม เหมาะสมสำหรับยุคสมัยแชทดราม่า
  • ฟังก์ชั่นโทรศัพท์นั้นสามารถบันทึกเสียงสนทนาได้ เสียงพูดคุยชัดเจนดี แต่ไม่มีโลโก้ VoLTE ขึ้นระหว่างโทร จึงเข้าใจว่าไม่รองรับเทคโนโลยีการคุยด้วยเสียงในระบบ 4G
  • แต่เซนเซอร์ตรวจจับการแนบหูทำงานได้ไม่ดี บ่อยครั้งที่คุยโทรศัพท์แล้วจอติดขึ้นมาเองจนหูไปแตะอะไรในจอจนปั่นป่วน
  • Wiko View Prime สามารถโชว์ข้อความ Notification ทันทีที่ได้รับในหน้าจอล็อกโดยไปเปิด Ambient Display ใน Settings แต่การแสดง Notification ในหน้าจอล็อกของ View Prime นั้นเหนื่อยใจมาก คือหลังจากกดล็อกจอไปแล้ว จอยังติดขึ้นมาเองทั้งที่ไม่มีการแจ้งเตือนเข้ามาอีก 3-4 ครั้ง ถ้าหงายจออยู่จะรู้สึกรำคาญว่าจอจะติดเองทำไมบ่อยๆ ลองดูอาการนี้จากวิดีโอด้านล่างได้ สุดท้ายก็ต้องปิด Ambient Display ไป แล้วยังหาวิธีเรียง Notification ตามเวลาไม่เจอ เลยมีปัญหาโนติล่าสุดไม่แสดงบนสุด ได้ยินเสียงโนติเข้าแต่ต้องใช้เวลาไปไล่ดูว่าอันล่าสุดมันอันไหน ต้องไถ่หน้าจอลงไปอ่าน หรือปัดอันที่ไม่สนใจแล้วออกไป
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือยังไม่เก่งเท่าแบรนด์อื่นๆ ปลดล็อกได้ช้า และต้องกดแน่นๆ ย้ำๆ ถึงจะปลดล็อกได้ นิ้วชื้นนิดเดียวก็ปลดล็อกไม่ได้แล้ว
  • ชุดเสียงแจ้งเตือนที่ Wiko เลือกมาเป็นชุดมาตรฐานโทรศัพท์ ฟังแล้วตกใจ เวลาโนติเข้านี่สะดุ้งทุกที (นอนๆ อยู่มีตื่นอ่ะ) แล้วเสียงที่มีให้เลือกก็คล้ายๆ กัน ไม่รู้ว่าทีมออกแบบของ Wiko ชอบเสียงที่มันกระชากๆ แบบนี้เหรอ
  • เซนเซอร์ตรวจจับแสงอัตโนมัติไม่ได้ลดแสงหน้าจอจนสุดเวลาอยู่ในห้องมืด ทำให้ใช้งานแล้วยังแสบตาอยู่ดี ก็ต้องไปลดเอง
  • จุดโฟกัสเวลาถ่ายรูปนั้นสามารถเลือกได้ แต่เวลาเลือกจะมีปัญหาแปลกๆ คือถ้าวัตถุไม่ใหญ่มากพอ (คำว่ามากพอคือใหญ่มาก กินพื้นที่ในเฟรมเยอะ) จะไม่สามารถโฟกัสได้ อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจดูวิดีโอดีกว่า ช่วงต้นคลิปจะเห็นว่าโฟกัสระหว่างฉากหลังกับฉากหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แม้ว่าจะเลือกให้กล้องโฟกัสที่ตัวอักษรแล้ว ท้ายคลิปเมื่อมาแตะที่ตัวอักษรด้านในเข้ามา โฟกัสถึงจะเปลี่ยน

สรุป Wiko View Prime มือถือราคาประหยัดที่ต้องจูนรายละเอียด

ในแง่ของดีไซน์ สเปกเครื่อง ประสิทธิภาพ คุณภาพกล้องนั้น Wiko View Prime นั้นทำได้ดีเมื่อเทียบราคาแค่นี้ ถือว่าเป็นมือถือคุ้มค่าตัวที่ถือแล้วดูดีตัวหนึ่งในท้องตลาดเลย แต่ปัญหาหลักของ Wiko รุ่นนี้คือรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อการใช้ ยังไม่ได้จูนมาให้ดีพอ (ทดสอบบน Firmware รุ่นล่าสุดของวันที่ 19 พ.ย. 60) เลยมีปัญหาจุกจิกรำคาญใจ ทั้งหน้าจอเวลาดับที่เปิดโชว์โนติเองแม้ไม่มีโนติใหม่เข้า เสียงแจ้งเตือนที่กระชากน่าตกใจ เซนเซอร์ตรวจจับหูทำงานไม่ดีพอ ระบบโฟกัสที่บางทีก็เลือกตำแหน่งวัตถุไม่ได้ ซึ่งถ้ามีการแก้ไขเรื่องพวกนี้ได้ในอนาคต ก็จะทำให้ประสบการณ์การใช้ดีขึ้นอีกมากครับ

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

[Hand On] Honor Play เกมมิ่งโฟนตัวแรกจาก Honor จัดสเปคมาเต็มสูบ

Published

on

Wiko View Prime

฿ 7,490
8.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.0/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอ 18:9 แบบ Full Lamination คุณภาพดี สีสันสดใส Contrast ดีเยี่ยม ดูสวยงามสบายตาแม้มีความละเอียดในระดับ HD ดีไซน์เครื่องดูดี ถือแล้วไม่ขี้เหร่
  • กล้องหน้ามุมกว้างให้ภาพประทับใจ
  • แบตเตอรี่อยู่พ้นวันสบายๆ หมดวันแล้วเหลือประมาณ 40%
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD
  • ความสามารถและประสิทธิภาพโดยรวมเมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ชาร์จโทรศัพท์ช้ามาก ชาร์จระหว่างนำทางในรถแทบไม่ขึ้น แถมใช้นานๆ เปอร์เซนต์แบตลดอีก
  • เซนเซอร์ลายนิ้วมือยังไม่รวดเร็วและแม่นยำเท่าแบรนด์อื่นๆ
  • เซนเซอร์ตรวจจับการแนบหูยังทำงานได้ไม่ดี หลายครั้งที่คุยโทรศัพท์อยู่แล้วจอติดขึ้นมาเอง หูเลยไปกดอะไรในจอ
  • เสียงแจ้งเตือนมาตรฐานของระบบ ฟังแล้วสะดุ้ง ไม่ลื่นหู แล้วเสียงที่มาพร้อมเครื่องส่วนใหญ่ก็เป็นแนวกระชากๆ
  • ยังใช้ MicroUSB และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

วันนี้ทีมงานแบไต๋ได้สัมผัสกับ Honor Play ที่มาพร้อมกับ GPU Turbo ระบบการเล่นเกมแบบ 4D ระบบสั่น Smart Shock ระบบเสียง 3D Surround และขุมพลัง Kirin 970 เรียกได้ว่าจัดสเปคเต็มสูบเอาใจคอเกมเลย

มาดูดีกว่าว่าใน Honor Play มีอะไรเจ๋งสมเป็นเกมมิ่งโฟนบ้าง

GPU Turbo

ระบบนี้เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลย โดย GPU Turbo จะเร่งการประมวลผลกราฟิกของ GPU มากขึ้นถึง 60% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ให้เฟรมเรตที่สูงขึ้น และคงที่มากขึ้น หมดห่วงเรื่องการแลคการกระตุก จากการที่ทดลองเล่น PUBG แบบปรับสูงสุดคร่าว ๆ ค่อนข้างลื่นเลยครับ

4D Gaming, Smart Shock, 3D Surround

4D Gaming ทำงานร่วมกันกับ 2 เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่ Smart Shock ที่ประมวลผลฉากต่างๆ เช่นการเปลี่ยนอาวุธ การใช้สกิล เพื่อสั่นแบบ force feedback ออกมา โดย Smart Shock ตอบสนองการสั่นกว่า 10 รูปแบบใน 30+ สถานการณ์ ส่วน 3D Surround เป็นการประมวลผลเสียงให้ออกมาเป็นแบบ 3 มิติ รอบทิศทางด้วยระบบ 7.1 Surround ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ในขณะใส่หูฟัง เพราะตัวเครื่องมีเพียงลำโพงเดียว

Game Suite Mode

ป้องกันการรบกวนขณะเล่นเกม เช่น การแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ หรือ การโทรเข้า

(มี 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black)

เครื่องที่ได้ทดลองเล่นเป็นสี Midnight Black หรือว่าสีดำด้าน (มีให้เลือก 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black) ตัวเครื่องเป็นแผ่นโลหะชิ้นเดียว ระบายความร้อนได้ดี และทนทานกว่ากระจก

ไม่ทิ้งเรื่องการถ่ายภาพ

แม้จะเป็นเกมมิ่งโฟน แต่เรื่องกล้องก็ยังเป็น 1 ในปัจจัยหลักในการเลือกซื้ออยู่ดี Honor Play จึงให้กล้องหน้ามาที่ความละเอียด 16MP และกล้องหลังคู่ 16MP + 2MP ที่ทำ Bokeh ได้ดีเลยทีเดียว

สเปค Honor Play

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว
  • ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970
  • GPU Mali-G72 MP12
  • Rom 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 64 GB
  • Ram สูงสุด 4 GB
  • กล้องหลังคู่ AI Camera + AR gestures ความละเอียด 16 (F/2.2) MP + 2 MP (F/2.4) ใช้วัดระยะชัดลึก Bokeh
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 MP (F/2.0)
  • EMUI 8.2 base on Android 8.1 OREO
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,750 mAh
  • ช่องหูฟัง 3.5mm
  • พอร์ต USB Type-C

เรียกได้ว่าสเปคน่าคบหาสำหรับการเล่นเกมเลยครับ ส่วนราคาและวันวางจำหน่าย ต้องรอติดตามต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวแบบสรุป Vivo NEX S (ที่อาจไม่ขายในไทย) แบไต๋ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรบ้าง

สมาร์ทโฟนที่เราคิดว่าให้เสียงผ่านการต่อสายหูฟังที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมา พร้อมกล้องเด้ง

Published

on

Wiko View Prime

฿ 7,490
8.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.0/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอ 18:9 แบบ Full Lamination คุณภาพดี สีสันสดใส Contrast ดีเยี่ยม ดูสวยงามสบายตาแม้มีความละเอียดในระดับ HD ดีไซน์เครื่องดูดี ถือแล้วไม่ขี้เหร่
  • กล้องหน้ามุมกว้างให้ภาพประทับใจ
  • แบตเตอรี่อยู่พ้นวันสบายๆ หมดวันแล้วเหลือประมาณ 40%
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD
  • ความสามารถและประสิทธิภาพโดยรวมเมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ชาร์จโทรศัพท์ช้ามาก ชาร์จระหว่างนำทางในรถแทบไม่ขึ้น แถมใช้นานๆ เปอร์เซนต์แบตลดอีก
  • เซนเซอร์ลายนิ้วมือยังไม่รวดเร็วและแม่นยำเท่าแบรนด์อื่นๆ
  • เซนเซอร์ตรวจจับการแนบหูยังทำงานได้ไม่ดี หลายครั้งที่คุยโทรศัพท์อยู่แล้วจอติดขึ้นมาเอง หูเลยไปกดอะไรในจอ
  • เสียงแจ้งเตือนมาตรฐานของระบบ ฟังแล้วสะดุ้ง ไม่ลื่นหู แล้วเสียงที่มาพร้อมเครื่องส่วนใหญ่ก็เป็นแนวกระชากๆ
  • ยังใช้ MicroUSB และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

หลังจากที่หนุ่ย พงศ์สุขได้รีวิว Vivo NEX S ให้เห็นภาพรวมชัดๆ กันไปแล้วว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปของวีโว่รุ่นนี้มีดียังไง ใช้พื้นที่หน้าจอเต็มแบบไร้แหว่งพร้อมกล้องที่ยื่นออกมาเป็นยังไงบ้าง วันนี้ทีมงานแบไต๋ที่มีโอกาสใช้งาน Vivo NEX ต่ออีกหลายวัน ขอสรุปเพิ่มเติมว่าเราชอบอะไร และไม่ชอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้องของ Vivo NEX ว่าจะสวยขนาดไหน

ดีไซน์และหน้าจอของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX นั้นมีขนาดจอ 6.59 นิ้ว ก็ทำให้มีขนาดใหญ่เต็มไม้เต็มมืออยู่นะครับ แต่ฝาหลังที่โค้งเข้ามือก็ทำให้ยังจับถนัดอยู่
  • การที่ NEX ไม่มีติ่งหน้าจอแล้วคือดีงาม กลายเป็นมือถือที่แสดงภาพเกือบเต็มหน้าจออย่างแท้จริง มือถือจอใหญ่ๆ เครื่องไม่หนัก เปิดหนังดูนี่ฟินมาก ซึ่งสีสันจากจอก็สดใสตามสไตล์ Super AMOLED ครับ


  • กระจกด้านหน้าของ Vivo NEX นั้นเป็นกระจกแบนมีขอบโค้งนิดๆ ไม่ได้โค้งรับมือแบบ Samsung Galaxy S9 หรือ Oppo Find X ครับ ก็ทำให้ด้านหน้าดูธรรมดาไปหน่อย
  • ที่ดีงามคือยังมีพอร์ตหูฟังอยู่ด้านบนเครื่องแล้ว ส่วนพอร์ตชาร์จและพอร์ตเชื่อมต่อเป็น USB-C (สักที) ทำให้ใช้งานกับอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ ได้สะดวกขึ้นอีกเยอะ

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือของ Vivo NEX S

  • NEX S ใช้เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบเดียวกับที่อยู่ใน Vivo X21 UD นะครับ ซึ่งก็เป็นฟีเจอร์ที่ว้าวดี เพราะเอานิ้วยีไปในหน้าจอเพื่อปลดล็อกได้เลย แถมยังสามารถใช้ปลดล็อกการใช้งานแอปที่เรียกหาลายนิ้วมือได้ด้วย
  • แต่เซนเซอร์ไปอยู่ใต้หน้าจอก็ทำให้การสแกนนิ้วช้าลงแบบเดียวกับ Vivo X21 UD นิ้วเปียกๆ นี่สแกนจนเหนื่อย และอาจมีปัญหากับฟิล์มกันรอยบางประเภทด้วย
  • นอกจากนี้ Vivo NEX นั้นไม่มีฟังก์ชั่นสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกนะครับ (ก็เข้าใจว่ากล้องอาจจะเด้งขึ้นเด้งลงไม่เร็วพอ) ก็ใช้ตัวสแกนนิ้วมือไปลูกเดียวนะ

ประสิทธิภาพเครื่องของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX S นั้นใช้ Snapdragon 845 มาพร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำในเครื่อง 128 GB ในตัวที่เราได้มารีวิวนะครับ ซึ่งก็เป็นสเปกระดับท็อปของโลก Android ตอนนี้แหละ
  • ซึ่งทดสอบด้วย Geekbench 4.2 ก็ทำคะแนนไปโหดมาก ทำคะแนน Multicore ไป 9000 ที่สุดในตาราง Geekbench Browser ตอนนี้ (ที่ยังไม่มี Asus ROG Phone อยู่ในตารางตอนนี้) คือแซง Galaxy S9+ ที่ใช้ Snapdragon 845 เบอร์เดียวกันไปพันคะแนน
  • ส่วนทดสอบการแสดงผล 3 มิติด้วยแอป 3Dmark ก็ได้คะแนนจากชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ไปเกือบ 4000 คะแนน ถือว่าสูงมาก
  • และทดสอบความเร็วในการอ่านข้อมูลของหน่วยความจำในเครื่องด้วย AndroBench ได้ความเร็วอ่านต่อเนื่องไปราว 730 MB/s อันนี้ถือว่ากลางๆ

เรื่องเสียงคือที่สุดของ Vivo NEX S

  • NEX S กลับมาทวงบัลลังก์หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ให้เสียงดีได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากที่เราไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟนระดับนี้จาก Vivo มาสักพักแล้ว
  • ตัว Vivo NEX S นั้นใช้ชิป DAC (ตัวสัญญาณดิจิตอลให้เป็นคลื่นเสียง) ของ Cirrus Logic รุ่น CS43199 ซึ่งเป็นชิปรุ่นพิเศษที่ Vivo ออกแบบร่วมกับ Cirrus Logic ชิปตัวนี้ถือเป็น DAC ระดับท็อปของบริษัท พร้อมชิป Analog Devices SSM6322 อีก 3 ตัวเป็นแอมป์
  • (แต่ NEX A สมาร์ทโฟนรุ่นรองนั้นใช้ชิป DAC อีกตัวหนึ่งเป็น AKM AK4376 ซึ่งก็ให้เสียงดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ไม่ได้เทพเท่าตัวที่ใช้ใน NEX S)
  • ระบบเสียงของ Vivo NEX S นั้นจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราเสียบหูฟังแบบมีสายเข้ากับเครื่องครับ ชิป DAC พร้อมระบบเสียง Hi-Fi จึงจะทำงาน ซึ่งความพิเศษของชิปเหล่านี้จะไม่ทำงานกับหูฟังและลำโพง Bluetooth นะ

ใส่ได้ 2 ซิม แต่ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้นะ

  • เสียงของ NEX S นั้นมีความอิ่มแน่น ให้เสียงอบอุ่น แบบที่เอฟเฟกเสียงทั่วไปในสมาร์ทโฟนนั้นทำไม่ได้ เสียงแบบนี้ต้องเกิดจากชิปและวงจรเสียงที่ออกแบบอย่างใส่ใจ ถึงจะได้เสียงที่เป็นธรรมชาติเหมือนฟังดนตรีสดๆ อยู่ตรงหน้า
  • นอกจากนี้สำหรับ Audiophile กลุ่มคนหูทองที่ฟังเพลงแบบ DSD (Direct Stream Digital ไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ Hi-res ที่บันทึกเสียงที่มีรายละเอียดสูงยิ่งกว่าแผ่น CD) ใน NEX S ยังมีความสามารถถอดรหัส DSD ภายในตัวชิปเสียง ไม่ต้องแปลงกลับมาเป็น PCM (เสียงที่เราได้ยินทั่วไปจากระบบคอมพิวเตอร์หรือแผ่น CD) ทำให้ไม่มีการสูญเสียคุณภาพจากต้นฉบับเลย ซึ่งก็เป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นทีมีความสามารถนี้ (เท่าที่รู้ก็มี LG V30 อีกรุ่นที่ Quad DAC สามารถทำแบบนี้ได้)
  • ซึ่งสำหรับใครที่มีไฟล์เพลงแบบ DSD เก็บไว้ นี่คือสมาร์ทโฟนของคุณครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อ DAC ภายนอกเพิ่มเลย (ถ้าจะซื้อ DAC เพิ่ม ก็ต้องดูรุ่นท็อปๆ ราคามากกว่าหมื่นไปเลย เพราะถ้าซื้อต่ำกว่านั้น ใช้ของที่มีมาใน NEX S ก็ได้)

แต่ลำโพงภายนอกและลำโพงแนบหูงั้นๆ

ด้านล่างของ Vivo NEX Sเป็นลำโพงตัวเดียว ส่วนด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟัง

  • ในขณะที่การฟังเพลงผ่านสายของ Vivo NEX S นั้นดีงามมากจนน้ำตาไหล ลำโพงภายนอกของเครื่องนั้นไม่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • คือมีแค่ลำโพงเดียวอยู่ด้านล่าง ไม่ได้มีลำโพงอีกตัวเป็นสเตอริโอ ซึ่งลำโพงตัวเดียวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี แต่เบสน้อย ตามสไตล์ลำโพงมือถือทั่วไปครับ

กล้องหน้า และลำโพงแนบหูที่ไม่มีรู

  • ในส่วนของลำโพงแนบหูนั้นเป็นแบบที่ไม่มีช่องลำโพงเพื่อส่งเสียงมาที่หูระหว่างคุยโทรศัพท์ ก็อาศัยการสั่นสะเทือนแผ่นกระจกบริเวณนั้นแทน ซึ่งก็ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจนดีครับ แต่ถามว่าสู้ลำโพงแนบหูแบบมีรูปกติได้ไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ เพราะเสียงที่เราจะได้ลำโพงแนบหูตัวนี้จะอู้ๆ หน่อย ไม่สดใสเหมือนลำโพงจริงๆ ครับ

ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพ

  • เรื่องถ่ายภาพเราไม่คอมเมนต์เพิ่มเติมเยอะ เพราะไม่ได้ลองมากนัก แต่โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติก็ให้คุณภาพภาพที่เชื่อใจได้ ด้วยกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม OIS ป้องกันภาพสั่นไหว พร้อมเลนส์คู่ 5 ล้านพิกเซล สำหรับตรวจจับความลึกของภาพ
  • ถ่ายโหมด Portrait หน้าชัดหลังเบลอก็ทำงานได้เป็นธรรมชาติดีครับ ไม่เบลอหลอกจนน่าเกลียด
  • ในขณะที่กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0 ที่เด้งออกมาเพื่อถ่าย Selfie ก็ให้ผลลัพธ์ภาพที่ดี เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างภาพกันดีกว่าครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพโหมด Portrait กล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพในที่แสงน้อยของ Vivo NEX S

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ก็น่าเสียดายที่ Vivo NEX S อาจจะไม่ได้ขายในไทย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิว Oppo R15 Pro สมาร์ทโฟนเครื่องสวย ถ่ายรูปสวย คนรีวิวก็สวย!

Published

on

Wiko View Prime

฿ 7,490
8.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.0/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอ 18:9 แบบ Full Lamination คุณภาพดี สีสันสดใส Contrast ดีเยี่ยม ดูสวยงามสบายตาแม้มีความละเอียดในระดับ HD ดีไซน์เครื่องดูดี ถือแล้วไม่ขี้เหร่
  • กล้องหน้ามุมกว้างให้ภาพประทับใจ
  • แบตเตอรี่อยู่พ้นวันสบายๆ หมดวันแล้วเหลือประมาณ 40%
  • สามารถใส่ 2 ซิมพร้อม MicroSD ได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างซิม 2 กับ MicroSD
  • ความสามารถและประสิทธิภาพโดยรวมเมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่า

จุดสังเกต

  • ชาร์จโทรศัพท์ช้ามาก ชาร์จระหว่างนำทางในรถแทบไม่ขึ้น แถมใช้นานๆ เปอร์เซนต์แบตลดอีก
  • เซนเซอร์ลายนิ้วมือยังไม่รวดเร็วและแม่นยำเท่าแบรนด์อื่นๆ
  • เซนเซอร์ตรวจจับการแนบหูยังทำงานได้ไม่ดี หลายครั้งที่คุยโทรศัพท์อยู่แล้วจอติดขึ้นมาเอง หูเลยไปกดอะไรในจอ
  • เสียงแจ้งเตือนมาตรฐานของระบบ ฟังแล้วสะดุ้ง ไม่ลื่นหู แล้วเสียงที่มาพร้อมเครื่องส่วนใหญ่ก็เป็นแนวกระชากๆ
  • ยังใช้ MicroUSB และไม่รองรับ Wifi 5 GHz

Oppo R15 Pro เป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปของ Oppo ในไทยตอนนี้ (ก่อนที่ Oppo Find X จะขายในไทย) ก็มีทั้งสีม่วงและสีแดงแบบไล่เฉดสวยๆ ฝั่งสีม่วงนี้ก็มีชื่อเก๋ๆ ว่า Cosmic Purple ส่วนฝั่งสีแดงคือแดงทับทิม Ruby Red ครับ ซึ่งวันนี้เราจะรีวิวสมาร์ทโฟนตัวนี้ให้ฟังกัน

สิ่งแรกที่สะดุดตาเลยคือสีของฝาหลังดีไซน์ 3D Glass ครับ งานนี้ Oppo จับมือกับ Karim Rashid นักออกแบบอุตสาหกรรมชื่อดังชาวแคนาดา เพื่อให้ได้ 2 สีนี้มา ซึ่งมันสะท้อนแสงเป็นประกายสวยมากทั้งสีม่วงและสีแดง ตัวฝาหลังนี้ให้ความสัมผัสที่เรียบลื่นแต่แข็งแรง ขอบเครื่องโค้งเข้ามือทำให้จับถือในมือแล้วกระชับดี ตัวเครื่องโดยรวมให้สัมผัสที่หนักแน่น ให้ความรู้สึกว่าถือของพรีเมี่ยมอยู่ครับ

ภาพถ่ายจาก Oppo R15 Pro

พลิกมาดูหน้าจอบ้าง Oppo R15 Pro ใช้หน้าจอ OLED ขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ สัดส่วน 19:9 พร้อมรอยบากตามสมัยนิยม ซึ่งจอตัวนี้ให้คุณภาพภาพที่ดี ใช้เฟซบุ๊กตัวหนังสือก็คมชัด ดูวิดีโอก็ให้สีสันสดใส สีดำมืดสนิทตามแบบของจอ OLED แต่การใช้งานจอนี้ต้องมีทริกสักหน่อยคือรอยบากด้านบนนี้ครับ ปกติเครื่องจะพยายามแสดงผลทุกแอปให้เต็มจอ ถ้าเป็นแอปวิดีโออย่าง Netflix, Youtube จะขยายวิดีโอไปจนทับรอยบาก แต่ถ้าเราไม่ชอบการแสดงผลที่ทับบากแบบนี้ก็แก้ไขได้ง่ายๆ แค่กดค้างที่แอปนั้นๆ แล้วกด App Info และปิด All Notch Area Display ออกไปเท่านั้นเอง

มาที่เรื่องเสียงกันบ้าง Oppo R15 Pro นั้นมีลำโพงอยู่ด้านล่างตัวเดียวนะครับ ก็ให้เสียงได้ดังและสดใสดี ที่ดีงามคือพอร์ต 3.5 mm ยังอยู่และเมื่อเสียบหูฟังจะสามารถใช้โหมดปรับแต่งเสียง Real HD Sound ที่ Oppo พัฒนาร่วมกับ Dirac บริษัทเสียงจากสวีเดนได้ ก็ให้เสียงที่โปร่ง สดใสขึ้นไปได้อีกครับ

Oppo R15 Pro ใช้ซีพียู Snapdragon 660 พร้อม AIE หรือ Artificial Intelligence Engine หน่วยประมวลผล AI โดยเฉพาะ ถือเป็นซีรี่ส์ 6 ตัวท็อปแล้ว มาพร้อมแรม 6 GB และหน่วยความจำในเครื่องอีก 128 GB ซึ่งสเปกระดับนี้ ใช้งานพื้นฐานในชีวิตประจำวันอย่างเล่นเน็ต แชทไลน์ ใช้เฟซบุ๊กลื่นหมด เล่นเกม ROV ยอดฮิตได้ลื่นๆ เฟรมเรตเฉียด 60 fps ตลอดไม่ตกลงมาเท่าไหร่ แม้จะตั้งค่าเกมเป็นระดับ HIGH
แต่หลายคนก็อาจตะขิดตะขวงใจกับความแรงของ Snapdragon 660 อยู่ ว่าจะสู้ Snapdragon ซีรี่ส์ 8 ตระกูลท็อปได้รึเปล่า เราทดสอบประสิทธิภาพจาก GeekBench 4.2 ก็ได้คะแนนไปเกือบ 5800 คะแนนในส่วน Multi-core ดูจากกราฟแล้วเข้าไปใกล้เคียงกับ Snapdragon 835 ที่ใช้ใน Galaxy S8 เลยนะครับ ก็ไม่ธรรมดานะซีพียูตัวนี้

ระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.0 ที่ครอบทับ Android 8.1 ของ Oppo นี้มีความสามารถเด่นๆ ที่น่าสนใจหลายอย่างครับ ที่เราชอบมากคือสามารถซ่อนปุ่ม back, home, recent app ไปได้เลย ให้ใช้งานเครื่องได้เต็มจอจริงๆ เวลาจะกลับหน้า Home หรือ Back ก็ลากจากขอบแบบนี้
นอกจากนี้ยังมี Game Acceleration ที่เร่งประสิทธิภาพของเกมให้สูงสุดเท่าที่เครื่องจะทำได้ พร้อมบล็อก Notification ไม่ให้รบกวนได้
แล้วเวลาใช้แอปที่เต็มจอแนวนอนอย่างเกมหรือแอปเล่นวิดีโอ เราสามารถเปิดเมนูลัดจากฝั่งรอยบากนี้ได้ เพื่อแชทโดยที่ไม่ต้องออกจากแอป กดบันทึกวิดีโอหน้าจอหรือตั้งบล็อกการแจ้งเตือนก็ได้ สะดวกดีจัง

ส่วนเรื่องความปลอดภัย Oppo R15 Pro ก็จัดมาเต็มครับ สแกนนิ้วมือด้านหลังอย่างเร็ว แตะแล้วปลดล็อกทันที สแกนหน้าก็ได้ แถมมีคีย์บอร์ดพิเศษเวลาป้อนรหัส ป้องกันการถูกดักรหัสผ่าน และเรื่องชาร์จก็ไม่เสียชื่อ Oppo Vooc Flash Charge ชาร์จ 30 นาทีได้แบตไป 70% จุดเด่นของมือถือ OPPO เค้าเลย ซึ่งแบตเตอรี่ความจุ 3,430 mAh ก็อึดเกินพอสำหรับการใช้งานทั้งวันครับ

ภาพจากกล้องหน้าของ Oppo R15 Pro

กล้องหน้าของ Oppo R15 Pro มีความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมเซนเซอร์ HDR ของ Oppo R15 Pro แล้ว ชอบที่กล้อง Selfie ได้ฉลาดดี คือถ้ารีบๆ ก็ปรับโหมด AI Beauty 2.0 เป็นอัตโนมัติไปเลยก็ได้ กล้องจะวิเคราะห์ความเนียนที่เหมาะสมมาให้ ถ้าวิเคราะห์ว่าเป็นหน้าผู้ชายก็ปรับให้เนียนน้อยหน่อย ยังเห็นหนวดหรือรายละเอียดต่างๆ อยู่ แต่ถ้าไม่ชอบหน้าเนียนเลย ก็ปิดโหมด Beauty ได้ อยากให้หลังเบลอก็เปิดใช้ได้ และที่น่ารักฟรุ๊งฟริ๊งหน่อยก็ก็ AR Sticker ตรงนี้ แต่งหน้าได้น่ารักดี

ส่วนกล้องหลัง ก็ให้สีสไตล์เป็นธรรมชาติ ไม่ได้เร่งให้จัดจ้านเกินไป ก็ถ้าใครที่ชอบแต่งภาพหน่อย ภาพจากกล้องตัวนี้ก็เอาไปแต่งต่อง่ายดี ใครโปรหน่อยก็มีโหมด Expert เพื่อปรับ ISO, ความเร็วชัตเตอร์หรือ White Balace ได้นะคะ แต่แอบเสียดายที่ถ่ายเป็นไฟล์ Raw ไม่ได้ และโหมด Portrait ของกล้องหลังก็น่าสนใจ นอกจากจะทำหลังเบลอได้แล้ว ยังสามารถปรับแสงที่หน้าได้ด้วย แล้วกดเพื่อปรับสัดส่วนภาพให้ดูเป็นภาพจากหนัง และปรับการซูมภาพได้ด้วย

ภาพจากกล้องหลังของ Oppo R15 Pro

ภาพจากกล้องหลังนี้เบลอเหมือนใช้กล้องใหญ่ถ่ายเลย กล้องหน้าก็เนียนตาดี ภาพที่ถ่ายมาก็ออกมาดีในหลายๆ สภาพแสงเลยนะ ถ่ายวิดีโอก็ได้ถึงระดับ 4K แต่พี่ติดใจนิดหนึ่งคือวิดีโอมันยังสั่นตามมืออยู่หน่อยๆ ก็แปลว่าระบบ EIS ของ Oppo R15 Pro ยังชดเชยการสั่นไหวน้อยไปนิด

ตัวอย่างภาพของ Oppo R15 Pro

เอาแหละเรารีวิว Oppo R15 Pro อย่างละเอียดเรียบร้อย มาสรุปกันดีกว่า สมาร์ทโฟนราคา 19,990 บาทให้ภาพออกมาเป็นธรรมชาติดี สีเครื่องก็สวย ไม่ค่อยเห็นเครื่องสีสันแบบนี้ในตลาด ฟังก์ชั่นของ ColorOS ก็น่าสนใจ อย่างการเสริมการเล่นเกม หรือการซ่อนเมนูจนแสดงเนื้อหาเต็มจอได้ ซึ่งระดับราคา 19,990 บาทก็เน้นขายความพรีเมี่ยมไปเลย เอาเป็นว่าใครอยากได้มือถือสีสวยๆ กล้องดีเป็นธรรมชาติทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง สเปกแรงเกินพอสำหรับใช้งานทั่วไป และเล่นเกมยอดฮิตได้ลื่นๆ Oppo R15 Pro ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!