Connect with us

Mobile Review

รีวิว Huawei P20 สมาร์ทโฟนเก่งรอบด้านในราคาคุ้มๆ

Published

on

แม้ว่าการมาถึงของ Huawei P20 รอบนี้อาจจะโดนกระแส Huawei P20 Pro ที่ชูกล้อง Leica ชุดใหม่ระบบ 3 เลนส์ซูมได้ 3 เท่ากลบไปบ้าง แต่หลังจากที่เราได้ใช้ Huawei P20 เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหลักในชีวิตประจำวันนานนับสัปดาห์ เราจึงมองว่า P20 ก็เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงที่มีความสามารถครบรอบด้าน ในราคาไม่ถึง 20,000 บาท ซึ่งทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นเยอะ และนี่คือประเด็นที่เราอยากเล่าจากการใช้งานจริงครับ

1. Huawei P20 หน้าจอดีมาก

แน่นอนว่าเรารู้มาตั้งแต่ก่อนรีวิวแล้วว่า Huawei P20 นั้นใช้หน้าจอ LED แบบ RGBW ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2244 x 1080 pixel แต่เวลาใช้จริงเราก็แปลกใจอยู่หลายครั้งว่านี่เป็นจอ LED จริงๆ เหรอ เพราะเป็นจอที่ให้ Contrast ภาพดีมาก ส่วนสีดำก็มืดลงไปเลย ไม่ดำแบบเทาๆ เหมือนจอ LED ทั่วไป เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากแอปที่ออกแบบมาเพื่อจอ OLED ทั้งหลาย ที่จะมีธีมสีพื้นหลังดำสนิทไปเลย อย่างแอป Wikipedia ที่เราถ่ายภาพเทียบกับ Huawei Mate 10 Pro ที่เป็นจอ OLED มาให้ดู จะเห็นว่าพื้นหลังดำของ P20 นั้นดำลึกใกล้เคียงกับจอ OLED ของ Mate 10 Pro เลย ส่วนที่เป็นตัวอักษรสีขาวก็สว่างคมชัด การแสดงผลสีต่างๆ ก็สดใส ชัดเจนเลย

(ซ้าย) Huawei P20 ที่จอดำได้พอๆ กับ Huawei Mate 10 Pro ด้านขวา ที่ใช้จอ OLED

นอกจากนี้ Huawei P20 ยังสามารถปรับแต่งสีสันของจอได้อีกเยอะ ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะแสดงสีสันปกติสบายตา หรือเร่งสีให้สด (Vivid) ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเปิดโหมด Natural Tone เพื่อปรับโทนสีหน้าจอให้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อม ช่วยให้รู้สึกว่าจอเป็นธรรมชาติกับสภาพแสงในตอนนั้นมากขึ้น และแน่นอนว่ายังมีโหมด Eye Comfort สำหรับตัดแสงสีฟ้า เพื่อให้สบายตาเวลาใช้ตอนกลางคืนอีกด้วย

สามารถปิดรอยแหว่งของ Huawei P20 ได้ง่ายๆ

ด้วยความที่จอของ Huawei P20 นั้นเป็นแบบ Fullview ปูจนสุดไปชิดขอบด้านบน ทำให้การใช้งานนั้นรู้สึกเต็มตามาก แม้ว่าตอนแรกเราจะไม่ชอบจอที่มีรอยแหว่งด้านบนเลย แต่ Huawei ก็ออกแบบการใช้งานมาดีพอที่จะไม่รู้สึกรำคาญรอยแหว่งด้านบนนี้ครับ เพราะเวลาดูวิดีโอ ขอบด้านบนนี้ก็จะถมดำไปเหมือนขอบจอปกติ ไม่เอาวิดีโอไปแสดงบนรอยแหว่งให้รู้สึกรำคาญใจ ส่วนเวลาใช้งานแอปอื่นๆ ก็มีการดัน Notification Bar ขึ้นไปอยู่ในบริเวณข้างรอยแหว่ง ทำให้เรามีพื้นที่ดูเนื้อหามากขึ้น จึงเป็นที่มาของความรู้สึกเต็มตาเวลาใช้งาน

แต่ถ้าใครที่ไม่ชอบรอยแหว่งด้านบนนี้จริงๆ ก็สามารถสั่งปิดได้ใน Settings ของเครื่องครับ

2. การสั่งงาน Huawei P20 ด้วยปุ่ม Home มันเวิร์คจริงๆ

เลือกการสั่งงาน Huawei P20 ได้หลายอย่าง จะใช้ปุ่ม Home สั่งงานอย่างเดียวเลยก็ได้

ดีไซน์ของ Huawei P20 นั้นมีปุ่มโฮมอยู่ด้านหน้า ซึ่งสนับสนุนการทำงานได้เป็นอย่างดี คือมันสามารถใช้สแกนลายนิ้วมือได้อย่างแม่นยำ แถมยังสามารถใช้แทนปุ่ม Navigation พวก Back, Home, Recent App ได้ทั้งหมดครับ โดยแตะ 1 ครั้งแทนการกด Back, แตะค้างแทนการกด Home และลากจากซ้ายหรือขวาแทน Recent App ซึ่งถ้าเราเลือกใช้ปุ่มโฮมแทนปุ่ม Navigation ทั้งหมด หน้าจอก็จะยิ่งเต็มตายิ่งขึ้นครับ ไม่มีปุ่ม back, home, recent มาอยู่บนจอแล้ว ถือเป็นประสบการณ์การใช้สมาร์ทโฟนที่ดีมาก

แต่ถ้าใครไม่ชินกับการใช้ปุ่มโฮมสั่งงานทั้งหมด ก็สามารถเลือกให้ปุ่ม Back, Home, Recent App อยู่บนหน้าจอก็ได้หรือจะแสดงเป็น Navigation Bar แล้วใช้นิ้วแตะสั่งงานไปมาบนจอก็ได้ หัวเว่ยมีทางเลือกให้เราหลายทางมากๆ

3. Huawei P20 รองรับทั้ง VoLTE, VoWiFi

Huawei P20 รองรับ VoWiFi เห็นลัญลักษณ์นี้แล้วน้ำตาจะไหล

ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟน Android หลายรุ่นได้แต่เศร้า คือไม่รองรับ VoWiFi ในตัว ต้องไปใช้แอปเสริมจากผู้ให้บริการ แต่สำหรับ Huawei P20 นั้นรองรับตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทั้ง VoLTE และ VoWiFi เลย ทำให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะ

VoWiFi หรือ Voice Over WiFi คือการคุยกันด้วยเสียงผ่านระบบ WiFi ทำให้สามารถใช้โทรศัพท์รับสายและโทรออกได้แม้จับได้แค่สัญญาณไวไฟแต่ไม่สามารถจับสัญญาณโทรศัพท์ได้ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับคนที่ท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ จะสามารถโทรออกและรับสายได้เหมือนอยู่ในประเทศเลย ค่าบริการก็อัตราเดียวกับที่ใช้ในประเทศ

ส่วน VoLTE หรือ Voice Over LTE คือการโทรออกผ่านระบบ 4G LTE ทำให้เสียงสนทนาคมชัดกว่าการโทรปกติ และโทรออกได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอครู่หนึ่งกว่าสัญญาณอีกฝั่งจะดังครับ

นอกจากนี้ Huawei P20 ยังรองรับ 4G LTE ได้แบบ 2 ซิมพร้อมกันด้วยนะ

4. ดีไซน์ตัวเครื่อง Huawei P20 โดดเด่น จับถนัดมือ

ว่ากันแบบไม่อวย ดีไซน์ของ Huawei P20 นั้นปรับปรุงขึ้นมาจาก P9 และ P10 มาก ด้วยการใช้วัสดุด้านหลังเป็นกระจก ทำให้ทำสีได้สดใสและแตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในตลาด นอกจากนี้การวางโลโก้ดีไซน์ใหม่ของ Huawei ด้านหลังเครื่องที่วางตรงมุมเครื่องในแนวนอน ก็เป็นตำแหน่งที่แปลกตาและเห็นได้ชัดเวลาถือเครื่องถ่ายรูป ขอบเครื่องก็โค้งมน จับแล้วไม่เจ็บมือ เราจึงถือว่า P20 เป็นสมาร์ทโฟนที่สวยและหรูหราที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้เลย

หลังจากที่เราได้ใช้ Huawei P20 ต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์โดยไม่ใส่เคส (เพราะในกล่องที่หัวเว่ยส่งมาให้เทสนั้นไม่มีเคส!) โดยใช้ในงานลักษณะของผู้ชายที่จะเก็บเครื่องไว้ในกระเป๋ากางเกง และดึงเครื่องเข้าออกหลายครั้งในแต่ละวัน ทำแบบนี้มาเรื่อยจนมาถึงปัจจุบัน ฝาหลังที่เป็นกระจกนั้นยังไม่มีรอยแบบถาวรเลย จะมีก็เพียงคราบนิ้วมือที่เช็ดออกได้ สำหรับผู้ใช้ที่มั่นใจว่าจะไม่ทำเครื่องตก เราสามารถใช้ Huawei P20 แบบไม่ต้องใส่เคสโดยไม่ต้องกังวลรอยเท่าใดนักครับ

ด้วยความที่ Huawei P20 นั้นมีขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้ว สัดส่วน 18:9 ยังไม่ได้ใหญ่ขนาด 6 นิ้ว ทำให้เป็นสมาร์ทโฟนที่จับถนัดมือดีมากครับ มือผู้ชายสามารถโอบรอบเครื่องได้ แล้วเครื่องหนากำลังพอดี มีน้ำหนักเบา ทุกครั้งที่จับถือออกมาจึงรู้สึกว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่เนี๊ยบ ของดี งานประกอบดี

กล้องหลังของ Huawei P20

แต่สิ่งที่เราไม่ชอบกับดีไซน์นี้ก็มีเหมือนกันตรงที่กล้องนูนมากไปหน่อย แถมสันขอบคมด้วย ถ้าสามารถทำให้นูนน้อยกว่านี้ได้ หรือทำให้มันไม่คมเท่านี้ก็จะดีครับ

5. แบตเตอรี่ Huawei P20 ใช้ทนทั้งวัน

ด้วยความที่ P20 เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นเล็ก จึงสามารถใส่แบตเตอรี่ได้ที่ความจุ 3400 mAh แต่ความพิเศษของ EMUI 8.1 กับ Android 8.1 ทำให้สามารถจัดการแบตเตอรี่ได้ดี สามารถใช้งานทั่วไป โทรศัพท์ ใช้เฟซบุ๊ก เล่นไลน์ได้พ้นวันสบายๆ ส่วนการชาร์จ ก็สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็จด้วยอแดปเตอร์แบบ SuperCharge ของหัวเว่ยครับ

6. เรื่องเสียงเรื่องใหญ่

Huawei P20 ใช้ Dolby Atmos เพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียง

แม้ว่าลำโพงที่ตัวเครื่องของ Huawei P20 จะมีแค่ลำโพงด้านล่างอย่างเดียว และไม่ได้มีชิปประมวลผลเรื่องเสียงที่มีชื่อเสียงอะไร แต่ก็ให้เสียงได้ดังดีครับ และฟังก์ชั่นสนับสนุนเรื่องเสียงนั้นก็มีเยอะพอสมควร โดยระบบประมวลเสียงหลักของเครื่องนั้นเป็น Dolby Atmos ที่จะเปิดตลอดเวลาที่ใช้ลำโพงของเครื่อง แต่สามารถเลือกปิดได้เวลาฟังเพลงจากหูฟังครับ (แต่ P20 ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm แล้วนะ ต้องใช้หัวแปลง USB-C เป็น 3.5 mm เอา) ซึ่งเวลาเปิด Dolby Atmos จะให้เสียงที่กังวาลขึ้น Sound Stage กว้างขึ้น มิติของเสียงดีขึ้น แต่ไม่ทำให้เสียงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ก็แนะนำให้เปิดไว้ตลอดจะดีกว่า

Huawei P20 รองรับ Codec Bluetooth เพียบ

ความสามารถที่คอเพลงน่าจะชอบมากคือ Huawei P20 รองรับ Codec เสียงผ่าน Bluetooth เยอะมาก ทั้ง aptX HD, LDAC, AAC รวมถึงมาตรฐานใหม่อย่าง HWA (Hi-res Wireless Audio) พูดง่ายๆ ว่า P20 สามารถเปิดใช้โหมดเสียงความละเอียดสูงกับเครื่องเสียง Bluetooth ที่รองรับโหมดความละเอียดสูงแทบทุกค่ายในโลก ทำให้เสียงดีกว่าการใช้สมาร์ทโฟนที่ไม่รองรับเทคโนโลยีพวกนี้มาเปิดเพลง แถมผู้ใช้ยังสามารถตรวจเช็คได้ด้วยว่ากำลังเชื่อมต่อกับหูฟังและลำโพง Bluetooth ด้วย Codec อะไรในเมนู Developer Option ของเครื่อง การใช้ P20 ก็เหมือนมีเครื่องมือตรวจสอบเครื่องเสียงติดมือครับ เทสได้เลยว่ารองรับเสียง Bluetooth ความละเอียดสูงอย่างที่เคลมไว้จริงรึเปล่า

7. Huawei P20 มี GPS ที่ไว้ใจได้

ทดสอบการนำทางจริงด้วย Huawei P20

สมาร์ทโฟนหลายรุ่นเมื่อนำไปใช้นำทางบนท้องถนน จะมีปัญหาตำแหน่ง GPS คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะเมื่อขับรถเข้าใต้ทางด่วน หรือเข้าอุโมงค์ แต่จากการทดสอบให้ P20 นำทางยาวๆ จากกรุงเทพไปต่างจังหวัด วิ่งใต้ทางด่วนหลายแหล่งก็ไม่มีปัญหานี้ครับ ตำแหน่งที่แสดงระหว่างนำทางด้วย Google Maps ยังคงแม่นยำ ไม่กระโดดไปจุดอื่นๆ จนปวดหัวเวลาขับรถ ใครที่ใช้มือถือเป็นเครื่องมือนำทางด้วยก็เลือก Huawei P20 ได้เลย

8. ประสิทธิภาพ Huawei P20 เร็วระดับท็อป

ตัว P20 นั้นใช้ชิป Kirin 970 octa-core, 4 x Cortex A73 2.36 GHz + 4 x Cortex A53 1.8 GHz ซึ่งเป็นชิปที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ Huawei ในตอนนี้ (ตัวเดียวกับที่ใช้ใน P20 Pro และ Mate 10 Pro) โดยที่มี RAM 4 GB และ ROM อีก 128 GB ซึ่งประสิทธิภาพเครื่องในช่วงวันแรกๆ ที่ใช้เครื่องจะรู้สึกว่าเครื่องหน่วงๆ ช้าๆ บ้าง เพราะเป็นช่วงที่ระบบและ AI ในเครื่องกำลังเรียนรู้ลักษณะการใช้งานของเรา แต่หลังจากที่ผ่านช่วงนี้มาได้ เครื่องก็จะทำงานได้ลื่นๆ แล้ว รองรับการใช้งานทุกอย่างได้สบายๆ

ส่วนการเล่นเกม ก็ต้องบอกว่าแล้วแต่เกมว่าได้รับการปรับแต่งให้เข้ากับชิปประมวลผล Kirin มากแค่ไหน อย่างเกม RoV ก็เล่นได้ลื่นๆ ดีครับ เพียงแต่ว่าช่วงที่มีเอฟเฟกเยอะๆ มีความวุ่นวายในฉากมากๆ ก็อาจมีหน่วงบ้าง ก็ต้องรอผู้พัฒนาเกมปรับปรุงกันต่อไป

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Kirin 970 จากแอป Geekbench 4.2 นั้นได้คะแนน Multi-core ราว 6600 คะแนน ก็เป็นคะแนนที่สูงกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิป Snapdragon 835 ครับ

ความพิเศษของ Kirin 970 นั้นอยู่ที่มีหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์หรือ NPU อยู่ในตัวด้วย ซึ่งจะใช้งานหนักๆ ในแอปกล้องที่มีการใช้ AI ช่วยในการถ่ายภาพเยอะมากครับ รวมถึงแอปอื่นๆ อย่างแอปแปลภาษาที่ NPU ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นครับ

Huawei P20 สมาร์ทโฟนที่น่าสนใจ ด้วยราคาไม่ถึง 20,000 บาท

ในรีวิวนี้เรายังไม่ได้เข้าไปแตะความสามารถเด่นของ Huawei P20 ในเรื่องกล้องนะครับ เพราะรายละเอียดนั้นเยอะมาก เราขอเขียนให้อ่านกันเต็มๆ ในบทความ “เจาะลึกฟีเจอร์กล้อง Huawei P20 ถึงเป็นรุ่นน้องก็เก๋านะ” คลิกไปตามอ่านกันได้เลยจ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Review

รีวิว OnePlus 6T McLaren Edition หนึ่งในสมาร์ตโฟน Android ที่สมดุลย์ครบเครื่องสำหรับชีวิตประจำวัน

Published

on

ที่ผ่านมา OnePlus ถือเป็นสมาร์ตโฟนที่มีภาพลักษณ์ชัดเจนว่าเป็น “นักฆ่าเรือธง” มาตั้งแต่รุ่นแรกๆ ด้วยความที่อัดสเปกสูงสุดในแต่ละยุคในราคาที่ไม่แพง ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีพอสมควร แต่ช่วงหลังเมื่อสมาร์ตโฟนจีนค่ายอื่นๆ สามารถทำราคาลงมาแข่งได้มากขึ้น จุดเด่นข้อนี้ของ OnePlus ก็ดูจะลดลงไปครับ แต่ OnePlus ก็ยังเป็นสมาร์ตโฟนที่นักรีวิวหรือผู้ใช้สมาร์ตโฟนตัวกลั่นแนะนำอยู่ดีในปัจจุบัน เพราะความเนี๊ยบในการพัฒนาสมาร์ตโฟนของค่ายนี้ จนเราเรียกได้ว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่ออกแบบได้สมดุลย์สำหรับการใช้งานทั่วไปเลยทีเดียว และนี่คือ OnePlus 6T McLaren Edition ตัวท็อปของท็อปของ OnePlus ในช่วงต้นปีนี้ครับ

ความแตกต่างระหว่าง OnePlus 6T McLaren Edition และ OnePlus 6T

ซ้าย OnePlus 6T รุ่นธรรมดาสี Thunder Purple แล้วขวาคือ McLaren Edition

  • หน่วยความจำในเครื่องที่รุ่น McLaren จัดเต็มมาที่ 258 GB ส่วนรุ่นปกติจะมีให้เลือก 128 กับ 256 GB
  • RAM ที่มีให้ 10 GB ส่วนรุ่นธรรมดามีให้เลือก 6 กับ 8 GB
  • OnePlus 6T McLaren Edition มาพร้อมหัว Warp Charge 30 Watt เทียบกับรุ่นปกติที่ได้หัว Fast Charge 20 Watt
  • งานดีไซน์ตัวเครื่องและกล่องที่ OnePlus 6T McLaren Edition อลังการกว่าเยอะมาก
  • ราคา OnePlus 6T McLaren Edition อยู่ที่ 25,999 บาท ส่วนรุ่นธรรมดาขายเริ่มต้นที่ 18,999 บาท สำหรับรุ่นแรม 6 GB หน่วยความจำ 128 GB

ความอลังการของกล่อง OnePlus 6T McLaren Edition

แพ็กเกจของ OnePlus 6T McLaren Edition นั้นถือเป็นสุดยอดแพ็กเกจของมือถือตั้งแต่เราเคยแกะกันมาเลยนะครับ รายละเอียดในกล่องนั้นอลังการมากคือนอกจากจะมีตัวเครื่อง OnePlus 6T รุ่นพิเศษแล้วในกล่องยังประกอบด้วย

  • เคสเคฟล่าร์ของ OnePlus 6T
  • หนังสือประวัติของ McLaren ที่สามารถใช้แอป McLaren AR ในเครื่องส่องเพื่อดูวิดีโอประกอบได้ (ตัวแอปอยู่ในหมวด Toolbox ของเครื่อง)
  • ป้าย McLaren Speed Mark ที่ใช้ชิ้นส่วนจากรถยนต์จริงๆ ของ McLaren มาใส่กรอบสวยงาม ตั้งโชว์ได้อย่างเท่
  • หัว Warp Charge 30 Watt พร้อมสายชาร์จสีส้ม ต่างจากรุ่นธรรมที่เป็นสายสีแดง
  • หัวแปลง USB-C to 3.5 mm แต่ไม่มีหูฟังแถมมาด้วย

เอาแอป McLaren AR ส่องไปที่หน้าสือที่มาในชุด ก็จะเห็นวิดีโอแสดงในหน้าหนังสือ

ชิ้นส่วนจริงๆ จากรถ McLaren มาใส่กรอบโชว์อย่างเท่

ถ้าใครรักแบรนด์ McLaren ต้องรักแพ็กเกจนี้มากๆ ครับ ใส่ใจในรายละเอียดสุดๆ ไปเลย

OnePlus 6T ออกแบบร่วมกับ McLaren สวยงามน้ำตาไหล

  • ดีไซน์ฝาหลังได้สวยมาก ถือเป็นสมาร์ตโฟนที่จับมือกับแบรนด์รถแข่งแล้วออกแบบสวยงามที่สุดรุ่นหนึ่งเลย
  • สแกนนิ้วบนหน้าจอทำงานรวดเร็วดีมาก
  • แถมเคสเคฟล่าร์อย่างดีมาให้ แต่ใส่แล้วรู้สึกว่าเครื่องหนาไปหน่อย

แน่นอนว่ามีโลโก้ของ McLaren มาประดับขนาดนี้แล้ว ดีไซน์ของตัว OnePlus 6T McLaren Edition ก็ต้องร่วมออกแบบโดยแบรนด์รถแข่งชั้นนำของอังกฤษ แม้ว่าดีไซน์พื้นฐานของตัวเครื่อง ทั้งขนาดจอและความหนา-ลึกต่างๆ จะไม่แตกต่างจาก OnePlus 6T รุ่นปกติ แต่ดีไซน์ของฝาหลังนั้นต้องบอกว่าสวยกว่ารุ่นปกติมากครับ ด้วยฝาหลังสีดำพร้อมขอบเครื่องเรืองแสงเป็นสีส้มมะละกอ สีประจำตัวของ McLaren ซึ่งเมื่อดูรายละเอียดของฝาหลังดีๆ จะเห็นลายเคฟล่าร์ถักทอซ่อนอยู่ในฝาหลัง พร้อมกับโลโก้ของ McLaren ที่เห็นเด่นชัดตีคู่มากับโลโก้ของ OnePlus เอง ซึ่งฝาหลังนี้เรายกให้เป็นฝาหลังที่สวยที่สุดตัวหนึ่งในมือถือปัจจุบันเลย

แต่ตัวเครื่องนั้นค่อนข้างลื่นนะครับ ฝาหลังเป็นกระจกลื่น ขอบข้างก็ลื่นเวลาที่เอาไปหนีบกับที่นำทางในรถก็มีการลื่นบ้าง ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการใส่เคสที่แถมมาให้ในกล่องครับ ซึ่งเคสของ OnePlus 6T McLaren Edition ก็ไม่ใช่เคสยางใสหรือเคสซิลิโคนไก่กา แต่เป็นเคสดีไซน์เคฟล่าร์อย่างเทพ ซึ่งเราก็เคยเห็นเคสหน้าตาประมาณนี้ขายแยกกันเป็นพัน แต่ OnePlus 6T แถมมาให้เลยในกล่อง หลังจากใส่เคสนั้นสัมผัสก็เทพมาก รู้สึกว่าเป็นวัสดุอย่างดี เครื่องก็ไม่ลื่นแล้ว เสียดายที่ไม่เห็นขอบเครื่องสีส้มมะละกอแล้ว และเมื่อใส่เคสก็ทำให้รู้สึกว่าเครื่องหนาไปหน่อยครับ

ส่วนด้านหน้าเครื่องนั้นเป็นหน้าจอ Optic AMOLED ขนาด 6.41 นิ้วความละเอียด Full HD+ 2340 x 1080 pixel ก็ให้สีสันได้สว่างสดใส สีดำลงลึกตามสไตล์ของจอ AMOLED แถมใช้กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass 6 ซึ่งมีความทนทานมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังติดตั้งฟิล์มกันรอยมาให้อยู่ดี เพื่อความสบายใจของคนใช้

จุดเด่นของหน้าจอ OnePlus 6T คือติ่งด้านบนที่ติดตั้งกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซลพร้อมลำโพงแนบหูครับ ซึ่งก็ทำให้กินพื้นที่หน้าจอไม่เยอะเมื่อเทียบกับบากแบบก่อนๆ และไฮไลท์เลยคือเซนเซอร์สแกนนิ้วบนหน้าจอ (In-Display Fingerprint) ที่ทำงานได้เร็วที่สุดตั้งแต่เราเคยเทสเซนเซอร์สแกนนิ้วบนหน้าจอมาแล้ว ซึ่งทำงานได้เร็วใกล้เคียงกับเซนเซอร์สแกนนิ้วแบบแยกแล้วครับ

พอร์ตและการควบคุมรอบเครื่อง OnePlus 6T

  • จุดเด่นที่ดีงามเสมอคือมีสวิทซ์ปรับโหมดปกติ, สั่น, เงียบอยู่ข้างเครื่อง
  • ชาร์จรวดเร็วทันใจด้วย Warp Charge 30
  • ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 mm และไม่มีหูฟังแถมมาให้

จุดเด่นของ OnePlus ที่มีมาหลายรุ่นและอยากให้ Android รุ่นอื่นๆ ทำตามมากคือสวิทซ์เลื่อนเข้าโหมดสั่นและโหมดเงียบสนิทที่อยู่ข้างเครื่องนั้นเองครับ (แบบเดียวกับที่ iPhone มีทุกรุ่นนั้นแหละ แต่ของ OnePlus จะเลื่อนได้ 3 ระดับคือมีโหมด Silent ที่เงียบและไม่สั่นมาให้ด้วย) ซึ่งสวิทซ์นี้มีประโยชน์มากกว่าปุ่มเรื่องผู้ช่วยอัจฉริยะที่หลายแบรนด์ขยันใส่กันมาแน่นอน ไม่ต้องคอยเปิดจอก็ปิดเสียงในเครื่องได้ ดีจะตาย

ส่วนพอร์ตรอบๆ เครื่องบอกเลยว่ามีไม่ครบ 555 เพราะมีแค่ช่อง USB-C สำหรับชาร์จเท่านั้น ไม่มีช่องเสียบหูฟัง มีหัวแปลง USB-C เป็น 3.5 mm ให้ในกล่อง แต่ไม่มีหูฟังมาให้นะครับ ต้องซื้อแยกเอา ส่วนถาดใส่ซิมก็ใส่ได้แค่ 2 ซิม ไม่สามารถเพิ่ม MicroSD ได้ แต่เครื่องก็ให้ความจุมาให้ตั้ง 256 GB แล้วก็น่าจะใช้ได้เหลือๆ และที่รู้สึกขัดใจมากหน่อยคือ OnePlus 6T เป็นสมาร์ตโฟนตัวท็อปแล้ว แต่ดันมีลำโพงที่ท้ายเครื่องแค่ตัวเดียว แม้คุณภาพเสียงจะโอเค ให้เสียงได้ดังดี แต่มันไม่ใช่ลำโพงสเตอริโออ่ะ ส่วนการเชื่อมต่อหูฟังไร้สายก็ทำได้ดี รองรับโค้ดเสียง Bluetooth ตัวท็อปๆ อย่าง aptX HD หรือ LDAC เรียบร้อยครับ ถ้าใช้กับหูฟังที่รองรับก็เสียงดีแน่นอน

การชาร์จไฟและแบตเตอรี่ของ OnePlus 6T

ส่วนเรื่องการชาร์จนั้นก็ไว้ใจได้ด้วยเทคโนโลยีชาร์จระดับสูงสุดคือ OnePlus คือ Warp Charge 30 Watt ที่สามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 5V 6A นั้นเองซึ่งเราวัดกระแสไฟที่จ่ายได้จริงด้วยเครื่องวัดไฟ USB-C ครับ ซึ่งก็น่าแปลกใจนิดหน่อยว่าช่วงแรกที่ชาร์จ ประมาณ 2-3 นาทีแรกจะสามารถจ่ายไฟได้ 5V 5.5A ซึ่งใกล้เคียงกับสเปกของ Warp Charge แต่หลังจากนั้นจะชาร์จแค่ 5V 3A หรือ 15 Watt ครับ ก็น่าแปลกใจเหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ตาม การชาร์จจาก 0-100% ของ OnePlus 6T McLaren Edition ถือว่าเร็วน่าประทับใจครับ

  • 10 นาทีแรกชาร์จได้ 15%
  • 20 นาที ชาร์จได้ 32%
  • 1 ชั่วโมง ชาร์จได้ 90%
  • 1 ชั่วโมง 20 นาที ชาร์จเต็ม

ซึ่งประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ความจุ 3700 mAh นั้นคือสามารถใช้งานได้ตลอดวันโดยไม่ต้องชาร์จตามแบบของ Android ยุคใหม่ทั่วไป แต่จบวันแล้วแบตเตอรี่เหลือไม่มากนะครับ ซึ่งก็ไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานในวันที่ 2 แน่ สรุปก็แบตอึดระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อึดมากๆ เมื่อเทียบกับ Android หลายตัวในท้องตลาดปัจจุบัน

ประสิทธิภาพของ OnePlus 6T ไม่ต้องพูดเยอะ มันแรง

เรื่องประสิทธิภาพของ OnePlus 6T McLaren Edition นั้นไม่ต้องพูดถึงมากนะครับ ด้วย Snapdragon 845 ชิปตัวท็อปพร้อม RAM 10 GB และหน่วยความจำ 256 GB เล่นเกมทุกเกมได้ลื่นหมด ใช้งาน LINE, facebook ก็ลื่นไม่มีสะดุด แถมด้วยแรมที่มีมหาศาลทำให้ไม่ต้องโหลดหน้าเว็บ หรือเปิดแอปซ้ำกันบ่อยๆ เรียกว่าเป็นการใช้งานเครื่องที่ฟินมากที่สุดเครื่องหนึ่งเลยดีเดียว ทุกอย่างมันเร็ว มันลื่นไปหมด

ซึ่งคะแนนจาก Benchmark ต่างๆ ก็ออกมาตามนี้ครับ อาจจะไม่ได้เร็วที่สุดแต่ก็เร็วในระดับท็อปของโลกมือถือตอนนี้แล้วแหละ

คุณภาพกล้องก็ไม่เป็นรองใคร

  • กล้องหลังให้คุณภาพภาพถ่ายดีงามมาก ภาพสวยสมจริง สีสันอิ่มแน่น
  • กล้องหน้าก็ไม่น้อยให้ ให้คุณภาพภาพดีมาก สวยสมจริง ไม่หลอกตา
  • ถ่ายภาพกลางคืนในโหมด Nightscape ได้สวยงาม แต่ใช้เวลาประมวลผลนานไปหน่อย

ชื่อชั้นของแบรนด์ OnePlus กับเรื่องกล้องนั้นอาจจะไม่เด่นนัก แต่ OnePlus 6T ถือว่าทำกล้องมาดีมาก ใช้งานง่ายๆ แต่ให้สีสันที่อิ่มแน่น ดูดี จนเป็นสมาร์ตโฟนอีกรุ่นที่เราชอบคุณภาพภาพเลย

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ OnePlus 6T ถ่ายย้อนแสงแล้วยังเก็บแสงได้ดีอีก

ภาพจากโหมดถ่ายกลางคืน

การถ่ายทอดสีระดับเทพของ OnePlus 6T

สเปกของกล้องหลัง OnePlus 6T นั้นแปลกหน่อยนะครับ คือกล้องหลังประกอบด้วยกล้อง 2 ตัวที่สเปกใกล้เคียงกัน

  • กล้องหลังตัวหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/1.7 เป็นเซนเซอร์ Sony IMX519 พร้อม OIS และ EIS
  • กล้องหลังตัวรองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/1.7 เป็นเซนเซอร์ Sony IMX 376K

ซึ่งโดยปกติแล้วกล้องหลัง 2 ตัวของสมาร์ตโฟนทั่วไปจะมีสเปกที่แตกต่างกันเพื่อให้ซูมได้แบบไม่เสียรายละเอียด หรือใช้กล้องรองความละเอียดน้อยเพื่อลดต้นทุน แต่ OnePlus 6T กลับใช้กล้องที่สเปกใกล้เคียงกัน อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีเหตุผลในการออกแบบกล้องว่ายังไง อาจจะต้องการความเนียนในการถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอก็ได้ แต่คุณภาพภาพได้นั้นดีมากครับ

กล้องหลังถ่ายหลังเบลอ โหมด Portrait

นอกจากนี้ OnePlus 6T ยังมีโหมดที่จำเป็นถ่ายภาพมาครบอย่างโหมดถ่ายกลางคืนที่สามารถถือเครื่องเพื่อเปิดหน้ากล้องนานแล้วเก็บภาพอย่างสวยงามได้ด้วย แต่เสียอย่างเดียวที่ใช้เวลาประมวลผลนานไปหน่อย ส่วนโหมดโปรก็สามารถปรับ ISO ได้สูงสุด 3200 (แต่ถ้า Auto จะปรับได้สูงสุด 6400) ส่วนความเร็วชัตเตอร์ปรับได้ระหว่าง 1/8000 – 30 วินาที แถมยังสามารถถ่าย RAW ได้ด้วย โหมด Slow Motion สามารถถ่ายได้สูงสุด 240 fps สำหรับความละเอียด Full HD และ 480 fps สำหรับ HD โหมด Portrait ก็สามารถถ่ายภาพหลังเบลอได้ แถมปรับ Bokeh ได้ด้วยว่าจะเอาเป็นรูปกลมปกติ, หัวใจ หรือดาว

ตัวอย่างภาพจากกล้องของ OnePlus 6T

แต่เพราะไม่มีเลนส์ซูมจริงๆ ทำให้เวลาซูมภาพ 2 เท่า ก็ดูรู้ว่าเป็นซูมดิจิตอล

ส่วนกล้องวิดีโอนั้นก็สามารถถ่ายด้วยความละเอียดสูงสุด 4K ซึ่งผลที่ได้ก็ออกมาดีเลย กล้องสามารถจัดการกับความสั่นไหวระหว่างถ่ายวิดีโอได้ดีระดับหนึ่งเลย

VID_20190202_190719

และกล้องหน้าก็น่าประทับใจครับ คือถ้าปิดเอฟเฟกหน้าสวยทั้งหมด จะได้ใบหน้าที่สมจริงและยังดูดี ให้โทนสีผิวที่ดีเยี่ยมอยู่ ส่วนถ้าเปิดเอฟเฟกหน้าสวยขึ้นมาก็จะได้หน้าที่เนียนๆ ขึ้นมาหน่อย แต่เราชอบแบบปิดเอฟเฟกมากกว่านะ

สรุปประสบการณ์การใช้ OnePlus 6T McLaren Edition ในชีวิตประจำวัน

  • ที่น่าชื่นชมคือคือ OxygenOS ของ OnePlus นั้นดีไซน์แบบใส่ใจในรายละเอียดมาก โดยเฉพาะเรื่องการใช้ Font ในระบบที่มีตัวหนา-ตัวบาง อย่างมีดีไซน์ไปตลอด การใช้ธีมสีที่เข้ากับธีมของ McLaren ซึ่งโดยรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือกัน
  • แต่ OxygenOS กลับไม่ใช่ OS ที่มีความสามารถครบถ้วนอย่างที่เราหวังไว้ตั้งแต่แรก เช่นไม่สามารถบันทึกเสียงสนทนาได้, ไม่รองรับ VoLTE, VoWifi (ในตอนที่เรารีวิว), ไม่รองรับ Wifi Bridge ที่ใช้กระจายสัญญาณ Wifi ต่อจากที่รับได้ ซึ่งก็น่าเสียดายตรงนี้
  • ส่วนการใช้นำทางด้วย GPS ก็ทำได้ดีในระดับมาตรฐานครับ แต่ถ้าขับรถเข้าอุโมงค์สักพัก หรือวิ่งใต้ทางด่วนที่ปิดมากๆ ก็มีการหยุดนำทางเพราะสัญญาณ GPS ขาดหายไปบ้าง
  • Wifi รองรับระบบ 2×2 MIMO ทำให้สามารถเชื่อมต่อได้ด้วยความเร็วเกือบ Gbps บนระบบ Wifi ที่รองรับ
  • ทดสอบการเล่นภาพยนตร์ใน Netflix รองรับความละเอียดภาพที่ 720p เหมือนแอนดรอยส่วนใหญ่

สรุป OnePlus 6T (ทั้งรุ่นธรรมดาและ McLaren Edition) เป็นสมาร์ตโฟนที่โอเคมากๆ คือในราคาไม่ถึง 2 หมื่นสำหรับรุ่นธรรมดา และไม่ถึง 26,000 บาทสำหรับรุ่น McLaren (ถ้ายังหาได้นะ ข่าวว่าขาดตลาดไปแล้ว) แต่ได้เครื่องแรง กล้องดี ระบบสมดุลย์

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

รีวิวหน้าจอ Punch Display ของ Huawei nova 4 ใช้จริงแล้วคล่องไหม!

Published

on

Huawei nova 4 ถือเป็นสมาร์ตโฟนเครื่องแรกที่ขายจริงในไทยที่ใช้ดีไซน์แบบ Punch Display หรือหน้าจอเจาะช่องเป็นรูสำหรับกล้องแทน แทนที่ดีไซน์จอบากของปีที่แล้วนะครับ ซึ่งหลังจากเราได้ใช้ Huawei nova 4 ในชีวิตประจำวันมาพักหนึ่ง เราจะขอเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับจอรูตัวนี้ให้ฟังกัน

ว่าด้วยเรื่องเทคนิคของ Punch Display กันก่อน

หน้าจอ IPS LCD ของ Huawei nova 4 นั้นมีขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดเป็น Full HD+ คือ 2310 x 1080 pixel ให้สัดส่วนพื้นที่การแสดงผลต่อพื้นที่ด้านหน้าสูงถึง 86.3% ซึ่งเทคนิคการทำหน้าจอให้ได้พื้นที่แสดงภาพเยอะขนาดนี้คือการออกแบบที่เรียกว่า Blind-hole ที่จะออกแบบกล้องให้อยู่ในแผงวงจรควบคุมของเครื่องแล้วจะใช้กระจกทับลงมาเลย แทนที่จะใช้การเจาะรูที่หน้าจอโทรศัพท์แล้วค่อยใส่กล้องลงไป ซึ่งการออกแบบแบบ Blind-hole จะทำให้ขนาดของรูกล้องเล็กกว่าการออกแบบปกติ โดย nova 4 มีขนาดเลนส์เพียง 3.05 มม. ซึ่งเล็กกว่าหน้าจอแบบรูที่มีในท้องตลาด 20% และการออกแบบแบบนี้ยังลดช่องว่างจากการผลิตที่จะให้อากาศ ฝุ่นฝงเข้าไปในเครื่องด้วย

นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีหลายอย่างในการขยายขอบบนของหน้าจอให้แสดงผลจนสุดเครื่องได้ ตั้งแต่ช่องลำโพงสนทนาขนาดเล็ก 0.85 มิลลิเมตรที่วางตัวบางเฉียบอยู่ด้านบนสุดของ nova 4 พร้อมซ่อนไฟ LED แสดงสถานะในช่องลำโพงตัวนี้ นอกจากนี้ตัวเซนเซอร์วัดแสงสำหรับปรับแสงหน้าจอยังซ่อนอยู่ที่ขอบจอสุดบางนี้ (สังเกตจากตำแหน่งที่ฟิล์มกันรอยหน้าจอเว้าลงไป) และเทคโนโลยีที่แปลกที่สุดคือเซนเซอร์ตรวจจับการแนบหู (proximity sensor) ย้ายไปอยู่ขอบเครื่องด้านบน แล้วใช้การเอียงทำมุมสะท้อนเข้าหาตัวผู้ใช้เวลาเอามาแนบหูแทน ซึ่งความท้าทายในการการออกแบบทั้งหมดนี้คือเพื่อให้ขอบด้านบนของจอมีน้อยที่สุด ให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ภาพเต็มจอมากที่สุดครับ

proximity sensor ที่ซ่อนอยู่ขอบจอด้านบน แต่ก็ยังใช้งานได้ดี

แต่จุดสังเกตของการทำหน้าจอแบบ Full View ในสมาร์ตโฟนแทบทุกรุ่นคือขอบด้านล่างจะยังไม่สามารถขยายไปจนสุดขอบล่างได้ อาจเพราะข้อจำกัดของเทคโนโลยีหน้าจอที่ต้องเหลือพื้นที่ด้านล่างสำหรับการเชื่อมต่อของหน้าจอ หรือข้อจำกัดด้านการออกแบบเสาอากาศ ซึ่งก็หวังว่าในอนาคตจะสามารถทำให้ขอบจอล่างไปจนสุดได้ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป

ว่าด้วยประสบการณ์การใช้ Punch Display

การใช้งานปกติ รูบนหน้าจอจะแสดงอยู่บน Status Bar ทำให้ใช้งานได้เนียน

เอาแหละครับ จบภาคเทคโนโลยีกันไปแล้ว คราวนี้มาเล่าความรู้สึกและประสบการณ์ในการใช้ Huawei nova 4 มือถือ Punch Display รุ่นแรกที่ขายในไทยกันบ้าง

ต้องยอมรับเลยว่า Punch Display ให้ความรู้สึกในการใช้ที่ดีกว่าหน้าจอบากแบบเดิม คือแม้ว่าหลังๆ หน้าจอบากจะพัฒนามาจนเหลือเป็นแค่ทรงหยดน้ำเล็กจิ๋ว แต่มันก็ยังแอบรำคาญสายตาอยู่ดีเพราะมันอยู่ตรงกลางจอครับ ซึ่งหน้าจอเจาะรูนั้นย้ายกล้องไปอยู่ตรงมุมแทน ซึ่งหลายจังหวะในการใช้ก็ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีกล้องอยู่ตรงมุมจอ จึงได้ความรู้สึกว่าเป็นหน้าจอเต็มมากกว่า ซึ่งคุณภาพหน้าจอของ Huawei Nova 4 ก็จัดว่าดีเลย เป็นจอ IPS ที่ให้มุมมองภาพกว้าง สีสันสดใส ภาพละเอียดคมชัด ไม่ได้ด้อยไปกว่าจอ IPS ที่ใช้ในสมาร์ตโฟนตัวท็อปเลย

จากการทดลองใช้ แอปส่วนใหญ่นั้นรองรับ Punch Display ได้สวยงามดีครับ ซึ่งเจ้ารูบนหน้าจอนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ใน Status Bar ด้านบนของเครื่อง ระบบก็มีการปรับให้ไอคอนและข้อความต่างๆ ใน Status Bar หลบหลุมบนหน้าจอได้อย่างดี แอปอย่าง facebook หรือ LINE ก็แสดงผลได้สวยงามเต็มตา แต่เมื่อใช้หน้าจอในแนวนอน พื้นที่ที่เป็นกล้องจะถูกถมดำไปทั้งหมด เหมือนเรียกใช้งานในโหมดซ่อนรูบนหน้าจอ

เวลาเล่นเกมบางเกมอย่าง Contra ก็จะเป็นอย่างนี้เช่นกันครับ พื้นที่บริเวณกล้องจะถูกถมดำไปทั้งแถบเพื่อป้องกันไม่ให้ปุ่มต่างๆ ไปแสดงอยู่ตรงนั้น แต่ก็มีเกมอย่าง Asphalt 9, ROV ที่สามารถแสดงผลได้เต็มจอจริงๆ ซึ่งก็ต้องแล้วแต่ผู้พัฒนาจะปรับแอปให้รองรับหน้าจอแบบนี้รึเปล่านะครับ แต่เกมที่แสดงผลเต็มหน้าจอคือดีย์งามมาก

Youtube สามารถแสดงวิดีโอจนเต็มจอได้ สวยงามมาก

ส่วน Netflix จะแสดงแบบถมดำที่ด้านบน

ส่วนการใช้งานกับแอปวิดีโอต่างๆ เท่าที่ทดสอบจะมีแค่ Youtube ที่สามารถขยายภาพไปจนเต็มจอได้ที่ความละเอียดสูงสุด 1080p ส่วน LINE TV นั้นสามารถขยายได้แบบถมดำที่บาร์ด้านบนที่ความละเอียดสูงสุด 1080p เช่นกัน และ Netflix ก็ขยายแบบถมดำเช่นกัน แต่แสดงความละเอียดสูงสุดที่ 540p (960 x 540 pixel) ครับ

Huawei nova 4 ผู้นำเทรนด์หน้าจอเจาะรู!

สำหรับใครที่สนใจ Huawei nova 4 ก็เปิดตัวมาด้วยราคาแค่ 16,990 บาท ซึ่งเป็นราคาของสมาร์ตโฟนระดับกลาง/บน แถมได้สเปกน่าสนใจคือใช้ชิป Kirin 970 พร้อม RAM 8 GB และหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง 128 GB ซึ่งมาพร้อม EMUI 9.0 ที่เป็น Android 9.0 เรียบร้อย กล้องหลัง 3 เลนส์พร้อมเลนส์มุมกว้าง ตัวเครื่องพร้อมขายแบบจำกัดจำนวนในงาน Thailand Mobile Expo 2019 ระหว่างวันที่ 7-10 กุมภาพันธ์นี้ และขายออนไลน์ Huawei Flagship store ผ่าน Lazada ในช่วงเดียวกัน ซึ่งหลังจากช่วงนี้แล้วก็ต้องรอสักพักกว่าจะมีกลับมาขายอีกครั้งทั่วประเทศครับ ใครอยากได้ให้รีบจัดนะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

รีวิว Asus Zenfone Max Pro M2 มือถือแบตยักษ์ เครื่องลื่น ราคาเริ่มต้นแค่ 7,000 บาท

Published

on

สำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนแบตอึดมากๆ แต่ใช้งานทั่วไปได้ลื่น แถมราคาไม่แพงเลย สมาร์ตโฟนจาก Asus ในซีรี่ส์ Zenfone Max คือทางเลือกอันดับต้นๆ เลยครับ มือถือตระกูล Max นี่ให้แบตมาเยอะสม่ำเสมอมายาวนานหลายรุ่นแล้ว และตอนนี้ตัวท็อปในตระกูลอย่าง Zenfone Max Pro M2 ก็มาอยู่ในมือเราแล้ว ซึ่งตัวนี้มีราคาเริ่มต้นแค่ 6,990 บาท แต่สิ่งที่ได้มาถือว่าเกินราคาไปพอสมควรเลย

ดีไซน์ของ Asus Zenfone Max Pro M2

  • ดีไซน์ใหม่ ฝาหลังเป็นกระจกโค้ง ดูพรีเมี่ยมและเกาะมือดีมาก
  • หน้าจอใหญ่ สดใส ใช้กระจก Gorilla Glass 6 ทำให้ทน แต่ขอบล่างของหน้าจอหนาไปหน่อย
  • ลำโพงตัวเครื่องดังมากแม้มีลำโพงเดียว เสียงยังโอเคอยู่แม้จะเร่งจนสุด มีช่องต่อหูฟังด้วย แต่ยังไม่ได้ใช้ USB-C

การออกแบบของ Asus Zenfone Max Pro M2 นั้นแตกต่างจาก Zenfone Max ในรุ่นเดิมๆ นะครับคือเปลี่ยนมาใช้ฝาหลังแก้วโค้ง ก็ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมขึ้นกว่าฝาหลังพลาสติกแบบเดิม ให้ความรู้สึกเหมือนมือถือราคาหมื่นกว่าเลยแหละ ซึ่งความโค้งของฝาหลังก็ทำให้จับถือเครื่องได้ถนัด เพราะตัวเครื่องนั้นถือว่าค่อนข้างใหญ่ด้วยจอภาพขนาด 6.3 นิ้ว ทำให้ฝาหลังต้องออกแบบให้เกาะมือแบบนี้ครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก แต่ก็เช็คออกได้ง่ายๆ นะ และด้านหลังก็ยังเป็นที่อยู่ของเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้เร็วมาก และกล้อง 2 ตัวพร้อมแฟลชครับ ซึ่งตัวฝาหลังนี้จะมีให้เลือก 2 สีคือสีน้ำเงิน Midnight Blue ที่เรารีวิว และสีเงิน Metro Silver ครับ

Asus Zenfone Max Pro M2 มีหน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2280 x 1080) สัดส่วนภาพ 19:9 ซึ่งสเปคเคลมว่าให้ขอบเขตสี 94% ของ NTSC พร้อมความสว่าง 450 nit และ Contrast Ratio 1500:1 ซึ่งก็ให้ภาพที่สวยสว่างสดใสดีครับ ซึ่งจอก็มีรอยบากขนาดกลางๆ ตามสมัยนิยม ซึ่งรอยบากนี้ไม่ได้เป็นที่อยู่ของกล้องหน้าอย่างเดียว แต่มีไฟแฟลชหน้าให้ด้วยนะครับ ซึ่งมักไม่ค่อยมีในสมาร์ตโฟนทั่วไป แต่ก็ต้องติดีไซน์หน้าจอนิดหนึ่งว่าขอบล่างของจอเหลือเยอะมาก ตอนใช้แรกๆ อาจจะรู้สึกเกะกะตาไปบ้าง

เครื่องที่เราได้รับมารีวิวนั้นไม่ได้ฟิล์มที่กระจกหน้าจอมาด้วยนะครับ เราเลยไม่รู้ว่าเครื่องจริงจะมีฟิล์มติดมาไหม แต่กระจกหน้าจอก็ใช้เป็น Gorilla Glass 6 แล้ว ซึ่งก็เท่าที่เราใช้งานมาหลายสัปดาห์ก็ไม่มีรอยเกิดขึ้นที่กระจกหน้าเลยครับ ถือว่าทนใช้ได้เลย ส่วนกระจกด้านหลัง หลังจากใช้งานมาสักระยะหนึ่งก็มีรอยขนแมวเกิดขึ้น ถ้าใครซีเรียสเรื่องนี้ก็แนะนำให้ใส่เคสนะครับ

พอร์ตด้านล่างและลำโพง

ส่วนเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อนั้นใช้เป็น MicroUSB ครับ ก็ตามสไตล์สมาร์ตโฟนราคาประหยัดที่ยังไม่ได้อัปเกรดเป็น USB-C และยังมีช่องหูฟังมาให้ด้วย แม้ว่าจะไม่ได้มีเทคโนโลยีด้านเสียงพิเศษอย่าง Dolby Atmos หรือ Dirac แต่ก็ให้เสียงได้สมบูรณ์เหมือนต้นฉบับ ส่วนลำโพง 1 ตัวของเครื่อง อันนี้ต้องชมเลยว่าให้เสียงดีมาก ดังกว่ามือถือทั่วไปไม่พอ เมื่อเร่งความดังไปจนสุด เสียงที่ได้ก็ยังโอเคอยู่ด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอก็เถอะ

ประสิทธิภาพแบต 5,000 mAh น่าประทับใจมาก

  • แบตอึดสมคำว่าแบต 5,000 mAh ใช้งานทั่วไปแบบ 2 วันก็ยังไหว
  • ไม่ได้ชาร์จช้านัก แต่ก็ไม่มี Fast Charge มาให้ หัวชาร์จที่แถมเป็นแบบ 5V 2A

อุปกรณ์ชาร์จไฟที่ให้มาในกล่องเป็นแบบ 5V 2A

จุดเด่นของ Asus Zenfone Max Pro M2 คือให้แบตเตอรี่มาถึง 5,000 mAh ซึ่งจุมากอันดับต้นๆ ของวงการสมาร์ตโฟนตอนนี้ แต่ยังให้ขนาดตัวเครื่องที่เล็กพกพาสะดวกอยู่ดี ซึ่งแบตที่จุระดับนี้ก็ใช้งานทั่วไปได้ระดับ 2 วันแบบไม่ต้องชาร์จเครื่องได้เลยนะครับ ส่วนใครที่เล่นเกมหนักๆ ก็น่าจะเอาอยู่จนจบครบวันนะครับ มันเกิดมาเพื่อเกมเมอร์จริงๆ อึดมาก และเมื่อเทสด้วย GeekBench 4.3 ก็ได้คะแนนแบตเตอรี่ 6577 ซึ่งใช้เวลาทดสอบ 3 ชั่วโมง แบตเตอรี่ลดไป 25% ครับ

ส่วนการชาร์จแบตนั้น Zenfone Max Pro M2 นั้นมาพร้อมหัวชาร์จ 5V 2A หรือหัวชาร์จ 10W ธรรมดานะครับ ไม่ได้มีเทคโนโลยี Fast Charge อะไร ก็น่าเสียดายตรงนี้ เพราะเครื่องแบตจุมาก อย่างน้อยน่าจะให้ระบบ Quick Change 18 W มา โดยเมื่อทดสอบชาร์จด้วยหัวชาร์จของ Asus เอง ได้ผลดังนี้

  • ชาร์จ 11 นาที ได้ 7%
  • ชาร์จ 1 ชั่วโมง 25 นาทีได้ 50%
  • ชาร์จ 3 ชั่วโมง 20 นาทีจาก 0-100 ถึงเต็ม
  • หัวชาร์จของ Asus จะชาร์จที่กำลังไฟจริงประมาณ 5v 1.6a แต่ถ้าใช้หัวชาร์จ 10W แบรนด์อื่นๆ มาชาร์จ Zenfone Max Pro M2 ก็ชาร์จได้กำลังไฟแค่ 5W

ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Pro M2 เล่นเกมทั่วไปได้ลื่นๆ

  • Snapdragon 660 คือใช้งานทั่วไปได้ลื่นๆ แล้ว
  • ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Pro M2 คือเล่นเกมทั่วไปในตลาดได้ลื่น แต่กราฟิกอาจจะยังสู้ตัวท็อปในซีรี่ส์ 8 ไม่ได้
  • ทดสอบเล่นวิดีโอ Netflix ได้ความละเอียด 720p

เอาจริงๆ ประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนระดับเกือบหมื่นในยุคนี้มันใช้งานทั่วไปเกินพออยู่แล้วครับ พวก facebook, LINE, ดู Instagram หรือท่องเว็บได้ลื่นหมดอยู่แล้ว ซึ่ง Asus Zenfone Max Pro M2 ก็มีสเปคที่เหลือกินเหลือใช้ในเรื่องนี้คือ

  • Qualcomm Snapdragon 660 AIE
  • RAM 6 GB (ตัวท็อป ถ้ารุ่นปกติจะมีแรม 4 GB)
  • หน่วยความจำ 64 GB แบบ eMMC

ซึ่งผลการทดสอบประสิทธิภาพจากแอปเทสต่างๆ ก็ออกมาดังนี้ครับ

  • Antutu 7.1.4 ให้คะแนนไปราว 127,000
  • GeekBench 4.3 ให้คะแนน Multi-Core ที่ 5500 เร็วพอๆ กับ Kirin 960 ตัวท็อป 2 ปีก่อน และ Exynos 8890 ใน Galaxy S7
  • 3Dmark ชุดทดสอบ Slingshot Extreme ให้คะแนนราว 1200 คะแนนสำหรับ OpenGL
  • และคะแนนความเร็วในการอ่านจาก AndroBench อยู่ที่ 290 MB/s สำหรับการอ่านต่อเนื่อง

และเราได้เอาไปทดสอบเล่นเกมอย่าง Contra ภาคล่าสุด และ Asphalt 9 ก็เล่นได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดครับ ซึ่งเกมอย่าง Asphalt 9 ก็จะมีการปรับกราฟิกให้เหมาะความสามารถของเครื่องอยู่แล้ว ทำให้เล่นไหลลื่นได้เสมอ แต่ถ้าเทียบกราฟิกระดับ High ด้วยกัน เครื่องที่ใช้ชิปตัวท็อปอย่าง Snapdragon 845 ก็ให้ภาพที่มีรายละเอียดมากกว่าที่ Snapdragon 660 จะทำได้ครับ

ส่วนการทดสอบการเล่นวิดีโอด้วย Netflix แม้ว่าจะรองรับมาตรฐาน Widevine L1 แต่ได้ความละเอียดวิดีโอสูงสุดที่ 1280 x 720 pixel เหมือนสมาร์ตโฟน Android หลายๆ รุ่นครับ

ประสิทธิภาพกล้องของ Asus Zenfone Max Pro M2

  • คุณภาพถือว่าโอเคเมื่อเทียบกับราคา
  • ถ่ายวิดีโอได้สูงสุดถึง 4K
  • แต่ช่วงที่เราทดสอบ แอปกล้องยังไม่เสถียร มีค้างบ่อย

สเปคของกล้อง Asus Zenfone Max Pro M2 นั้นน่าสนใจสำหรับมือถือราคาเริ่มต้นแค่ 6,990 บาทนะครับ คือกล้องหลังมีเซนเซอร์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อมเซนเซอร์รองสำหรับวัดระยะชัดลึกชัดตื้นความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่น่าสังเกตคืออินเทอร์เฟซหน้า Setting ของกล้องค่อนข้างดิบเอามากๆ ที่เห็นครั้งแรกก็คิดว่านี่เป็นแอปกล้องรุ่นก่อนขายจริงรึเปล่า แต่หลังจากรอเฟิร์มแวร์อัปเดตแล้วอัปเดตเล่า (นี่แหละเหตุผลที่ทำให้รีวิวออกช้า 555) ก็สรุปได้ว่านี่แหละแอปกล้องที่ขายจริงแล้ว มีโหมดถ่ายภาพให้เลือกพอสมควร

ภาพกลางคืนจาก Asus Zenfone Max Pro M2

  • โหมดหลักที่ใช้เลยคือ Auto ให้กล้องคิดให้หมด ซึ่งมี AI ในการแยกซีนและปรับภาพอัตโนมัติให้ได้
  • โหมด Pro สำหรับปรับ ISO, White Balance, ความเร็วชัตเตอร์ หรือโหมดการโฟกัส
  • โหมด Night สำหรับถ่ายรูปตอนกลางคืนให้มีสีสันดีขึ้น
  • โหมด HDR สำหรับถ่ายภาพที่มีแสงแตกต่างกันเยอะๆ ให้เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น
  • โหมด Sport สำหรับการใช้ชัตเตอร์ที่เร็วกว่าปกติ เพื่อหยุดภาพที่เคลื่อนไหวเร็วๆ

ซึ่งระหว่างที่เราเทสก็เจอปัญหาถ่ายหน้าชัดหลังเบลอแล้วกล้องค้างไปบ้าง ก็หวังว่าใน Firmware รุ่นถัดๆ ไปจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้ แต่หน้าตาหน้าอื่นๆ ของแอปกล้องก็ทำไอคอนต่างๆ ได้ใช้ง่ายดีครับ

คุณภาพภาพที่ได้จาก Zenfone Max Pro M2 นั้นก็ดีในระดับหนึ่งครับ คือในที่แสงเยอะก็ให้ภาพที่ดี การเบลอฉากหลังสำหรับการถ่าย Portrait ก็ทำได้เนียนตาในระดับหนึ่ง สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับมือถือระดับราคาใกล้ๆ ก็ยังให้ผลลัพธ์ออกมาได้ดีครับ แต่ถ้าเทียบกับมือถือระดับราคาหลักหมื่นแล้ว ก็จะเห็นว่า Zenfone Max Pro M2 ยังเก็บรายละเอียดแสงได้ไม่ดีนัก ส่วนสว่างถูก Burn-out ออกไปได้ง่าย สีสันของภาพไม่สดใสเท่ากล้องตัวพี่ๆ ภาพยังไม่คมเท่า

ภาพในโหมดหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องหลัง

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Zenfone Max Pro M2

ส่วนกล้องหน้านั้นมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมโหมดหน้าสวยและหน้าชัดหลังเบลอที่แยกกัน ซึ่งถ้าเปิดโหมดหน้าสวย จะเห็นว่าหน้าเนียนและเข้มมาก แต่ก็สามารถปรับระดับการแต่งหน้าให้อ่อนลงได้ครับ ส่วนถ้าไม่เปิดโหมดหน้าสวย หลังเบลอ ก็ให้ภาพที่สมจริงเป็นธรรมชาติอยู่ และกล้องหน้านี้สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ Full HD 30 FPS ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้นทำได้สูงสุดที่ 4K 30 fps ครับ ซึ่งก็ให้คุณภาพวิดีโอชัดเจนดี เพียงแต่ว่าโหมด 4K นี้จะไม่สามารถเปิดระบบป้องกันภาพสั่นไหวได้นะครับ ต้องปรับมาใช้ความละเอียด Full HD ถึงจะสามารถเปิดระบบป้องกันภาพสั่นได้ ซึ่งหลังจากเปิดใช้ระบบ stabilization ภาพวิดีโอจะถูกครอปขอบข้างออกไปนิดหนึ่งเพื่อเอาไปชดเชยการสั่นไหวครับ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เนียนตาดี แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นอาการภาพสั่นจากการชดเชยการสั่นไหวบ้างครับ

ตัวอย่างวิดีโอ Full HD พร้อมกันสั่นจาก Zenfone Max Pro M2

VID_20190120_182211

สรุปประสบการณ์การใช้ Asus Zenfone Max Pro M2

  • ทดสอบการใช้งาน GPS ด้วยการนำทางรถยนต์ ทำงานได้ดี ตำแหน่งไม่หลุดเวลานำทาง
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังทำงานได้ดีมาก สแกนแม่นและติดไว และสามารถสแกนหน้าได้ด้วย
  • แถม Google Drive ให้ใช้ 100 GB อีก 1 ปีเป็นเรื่องที่ดี ประหยัดเงินค่าซื้อพื้นที่ไป 700 บาทต่อปี
  • ตัวระบบหลักอิงพื้นฐานมาจาก Pure Android 8.1 เบาเครื่อง หน้าตาเป็นมาตรฐาน รองรับการอัปเดตในอนาคตได้เยอะ
  • แต่การที่อิงจาก Pure Android มาก็ทำให้มีลูกเล่นน้อย เช่นไม่สามารถสลับตำแหน่งปุ่ม back, home, recent ด้านล่างได้ รวมถึงยังไม่มีการสั่งงานแบบ Gesture หรือฟังก์ชั่นอย่าง Wifi bridge ให้ใช้
  • ตัวเครื่องไม่รองรับ Wifi 5 GHz น่าเสียดายตรงนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลกอะไรสำหรับสมาร์ทโฟนราคาประมาณนี้ที่มีไม่กี่รุ่นที่รองรับ Wifi 5 GHz

ถาดใส่ซิมสามารถใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD ที่เพิ่มได้สูงสุด 512 GB

Zenfone Max Pro M2 ราคาเปิดตัวที่ 6,990 บาทสำหรับรุ่นแรม 4 GB (ซื้อที่ Shopee ได้) และ 8,990 สำหรับรุ่นแรม 6 GB ทั้งคู่มีหน่วยความจำ 64 GB เท่ากัน ก็ถือว่าราคารุ่น 4 GB นั้นคุ้มค่ามาก (ส่วนตัว 6 GB อาจจะแพงไป เพราะไม่ได้เพิ่มหน่วยความจำมาให้ด้วย) ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนแบตอึด ใช้งานได้เกินวัน เล่นเกมสบายๆ Zenfone Max Pro M2 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!