Connect with us

Mobile Review

รีวิว Huawei nova 3e สมาร์ทโฟนราคาแค่หมื่น เน้นกล้องหน้าพร้อมความจุ 128 GB

สมาร์ทโฟนรุ่นกลางตัวใหม่ของหัวเว่ย จะให้ภาพจากกล้องเป็นยังไง มาดูกัน

Published

on

Huawei nova 3e

฿ 10990
8.4

รูปลักษณ์ภายนอก

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องออกแบบตาม DNA ของตระกูล P20 ให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ย งานประกอบดี แน่นหนา
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่าย Selfie สวย กล้องหลังก็มีโหมดให้เลือกถ่ายเยอะตามสไตล์หัวเว่ย แถมถ่าย RAW ได้ด้วย
  • ให้ความจุมากถึง 128 GB ในราคาแค่นี้
  • หน้าจอ 19:9 กินพื้นที่ด้านหน้าเกือบทั้งหมด และเป็นจอที่ให้คุณภาพภาพดีใช้ได้
  • ใช้ USB-C แล้ว ทำให้รองรับอุปกรณ์เสริมอีกมากมาย และยังมีช่องหูฟัง 3.5 mm ด้วย

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz
  • ไม่มี Gyro ทำให้ใช้งานแอปบางตัวไม่ได้
  • ซิม 2 รองรับแค่ 2G ทำให้ต้องเลือกผู้ให้บริการสำหรับซิม 2 ดีๆ
  • ยังไม่รองรับ VoLTE, VoWifi
  • ประสิทธิภาพเครื่องไม่ได้ต่างจากเครื่องรุ่นก่อนมากนัก

ปีนี้สมาร์ทโฟนช่วงราคาหมื่นบาทแข่งกันดุมากครับ แน่นอนว่าเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางอย่าง Huawei ก็ไม่ยอมปล่อยให้การแข่งขันในตลาดนี้ง่ายเกินไป ส่ง Huawei nova 3e สมาร์ทโฟนที่เน้นกล้องหน้าและให้ความจุเครื่องสูงถึง 128 GB ออกมาในราคาแค่ 10,990 บาท ซึ่งแบไต๋ได้ทดลองใช้เครื่องมาเกือบสัปดาห์ จึงรีวิวให้อ่านกันครับ

รูปลักษณ์ของ Huawei nova 3e

Huawei nova 3e มีอีกชื่อหนึ่งคือ Huawei P20 Lite ที่ขายในตลาดต่างประเทศ เพราะงั้นเลยไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมหน้าตามันคล้ายกับตระกูล P20 จัง สิ่งที่ nova 3e ต่างจาก P20 คือไม่มีปุ่มโฮมที่เป็นตัวสแกนนิ้วด้านหน้าครับ บริเวณนี้จะถูกแทนด้วยโลโก้ Huawei แทน แล้วตัวสแกนนิ้วมือก็ไปอยู่ด้านหลังแทน ก็ใช้งานสะดวกไปอีกแบบนะครับ

สีสันของ nova 3e ก็เป็นชุดสีแวววาวตามสมัยนิยมนะครับ โดยสีที่จำหน่ายในไทยนั้นมี 3 สีคือ Midnight Black, Sakura Pink และ Klein Blue ซึ่งตัวที่เราได้รับมารีวิวคือสีน้ำเงิน Klein Blue ที่เครื่องจริงก็ส่องประกายเห็นเป็นแฉกแสงแนวตั้งเหมือนในรูปเลย สัมผัสของตัวเครื่องก็พรีเมี่ยมด้วยฝาหลังแก้วจับถือแล้วให้ความรู้สึกมั่นใจและรู้สึกว่าเป็นของแพง อีกจุดที่ชอบคือกล้องหลังไปอยู่ตรงมุมบนซ้าย และไม่นูนมากแบบ nova 2i แล้ว ทำให้ดีไซน์โดยรวมนั้นดูดีมาก

มาที่เรื่องของหน้าจอบ้าง แน่นอนมือถือในยุคนี้มันต้องเป็นจอแหว่งแล้ว ถ้าไม่แหว่งตอนนี้จะดูเหมือนเป็นมือถือดีไซน์เก่าทันที แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบจอแหว่งก็สามารถเข้าไปปิดโดยการถมดำได้จาก Settings ของระบบนะครับ โดยหน้าจอของ nova 3e นั้นเป็นจอ IPS ความละเอียด 2280 x 1080 pixel ขนาด 5.8 นิ้วสัดส่วน 19:9 ครอบคลุมพื้นที่ด้านหน้าของเครื่องไปจนเกือบสุดขอบด้านล่างที่เป็นพื้นที่ของโลโก้ Huawei (ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมมือถือ Android ถึงไม่สามารถปูจอไปจนสุดขอบทุกด้านได้จริงๆ)

สีดำของหน้าจอ Huawei nova 3e มันดำดีจริงๆ

จอตัวนี้หัวเว่ยเคลมว่ารองรับขอบเขตสี NTSC 96% หรือขอบเขตสีที่แสดงในโทรทัศน์ระบบมาตรฐานครับ เมื่อลองใช้งานจริงก็พบว่าเป็นจอที่ดีมากสำหรับมือถือในระดับราคานี้เลยแหละครับ ให้ Contrast ภาพได้ดี เอาไปเปิดแอปที่ฉากหลังดำสนิทอย่าง Wikipedia ในโหมด Black (ที่ออกแบบไว้ใช้กับจอ OLED) ก็รู้สึกว่าสีดำด้านหลังมันดำลึกจริงๆ ตัดกับตัวอักษรสีขาวได้อย่างสบายใจ ไม่ใช่ดำแบบเทาๆ อย่างที่จอ LED จะเป็นกัน ก็พอได้ใช้จอแบบนี้รู้สึกว่าเต็มตาดีนะครับ เครื่องก็ไม่ใหญ่เกินไปจนจับลำบาก

ส่วนการชมภาพยนตร์บนจอ Full View รุ่นนี้ก็ทำได้ดีครับ อย่าง Youtube ก็สามารถยืดจอไปจนสุดขอบซ้าย-ขวาได้ แต่ไม่ได้ยืดเกินจนไปทับกับบาก ก็ให้ประสบการณ์การรับชมที่ดี ส่วน LINE TV ก็ยืดภาพได้จนเต็มจอเหมือนกัน แต่จะไม่ได้ครอปส่วนบนกับส่วนล่างออกนะครับ ทำให้ได้สัดส่วนภาพที่ดูยืดๆ หน่อย

กล้องหน้าเน้น Selfies ของ Huawei nova 3e

จุดเด่นของแบรนด์ Huawei คือเรื่องความฉลาดของกล้องครับโดยกล้องหน้าของ Huawei nova 3e นั้นใช้เซนเซอร์ Sony IMX576 ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมซอฟต์แวร์ปรับปรุงภาพให้เหมาะสำหรับการ Selfie โดยเฉพาะ ซึ่งจากภาพตัวอย่างจะเห็นว่ากล้องของ Huawei nova 3e เก็บรายละเอียดผิวได้ดี การปรับมาตรฐานยังคงเหลือรายละเอียดของผิวพรรณเอาไว้ให้ดูจริง และมีการปรับสีผิวให้ดูสุขภาพดีด้วย

ภาพจากกล้องหน้า Huawei nova 3e

แต่เนื่องจากกล้องหน้าของ nova 3e นั้นมีแค่กล้องเดียว ก็จะเห็นว่าบางส่วนของภาพหลุดไม่เบลอไปเหมือนกัน และการปรับเอฟเฟกความงามนั้นยังไม่ได้แยกรายละเอียดให้ปรับได้อิสระระหว่างการปรับผิวกับการปรับโครงสร้างใบหน้า ทำให้บางทีถ่ายในโหมดหน้าสวยจะรู้สึกว่าโครงหน้าหรือดวงตาแปลกไปบ้างครับ

AR Effect ถ่ายตัวคนและตัดฉากหลังได้สนุกๆ

ในส่วนของกล้องหลังนั้นมี 2 เลนส์ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 และกล้องรอง 2 ล้านพิกเซลเอาไว้ตรวจสอบความลึกของภาพเพื่อเบลอฉากหลัง ซึ่งคุณภาพภาพที่ได้ก็ดีในระดับหนึ่งครับ ให้สีสันสดใส ภาพสวยงามดี ก็ไม่ได้ดีระดับตะลึงแบบที่ Huawei P20 ถ่ายได้นะครับ

โหมดถ่ายภาพสารพัดตามสไตล์หัวเว่ย

  • เลนส์ AR ตัดฉากหลัง ใส่ฉากฟรุ้งฟริ้งแบบกล้องหน้า
  • โหมดวาดภาพด้วยแสงที่สามารถถ่ายน้ำตกให้นุ่ม หรือไฟรถให้เป็นเส้นยาวตามสไตล์ของหัวเว่ย
  • โหมดโปรก็สามารถปรับความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุดได้ 8 วินาที, ISO สูงสุด 3200 แถมยังสามารถบันทึกออกมาเป็น Raw File ได้ด้วย
  • โหมดวิดีโอถ่ายได้สูงสุด 1080p 30fps
  • โหมด Slow Motion ถ่ายได้ความละเอียด 640 x 480 pixel ที่ 120 fps

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง Huawei nova 3e

โหมดหน้าชัด หลังละลาย

ภาพถ่ายกลางคืนในพื้นที่แสงน้อยสุดๆ

ภาพถ่ายในอาคาร

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3e

Huawei nova 3e นั้นใช้ชิปตัวเดียวกับ nova 2i และ Y9 2018 คือ Kirin 659 ของหัวเว่ยเอง พร้อมแรมอีก 4 GB เมื่อทดสอบกับเกมมหานิยมอย่าง ROV ก็เล่นได้ลื่นๆ ที่ 30 fps ครับ เฟรมเรตค่อนข้างนิ่ง ไม่ได้มีการตกลงมามากนัก แต่ก็ไม่มีตัวเลือกให้ปรับเป็น 60 fps ครับ

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพด้วย Geekbench 4.2 ก็ได้คะแนน Single-core 933 และ Multi-core ที่ 3703 คะแนน ก็เป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่เราทดสอบไว้กับ Huawei nova 2i เมื่อครึ่งปีก่อนครับ ก็เป็นคะแนนพอๆ กับ Snapdragon 820 ที่ใช้ใน Galaxy Note 7 ครับ ส่วนทดสอบประสิทธิภาพกราฟิก 3 มิติด้วย 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ก็ได้คะแนนสูงสุดที่ 371 กับการใช้ Vulkan เป็นตัวประมวลผลกราฟิก

ที่แปลกใจคือการใช้งานทั่วไป เช่นการเปิดกล้อง หรือสลับแอปแบบด่วนๆ จะรู้สึกหน่วง ต้องรอสักอึดใจหนึ่ง ก็หวังว่าหัวเว่ยจะออกเฟิร์มแวร์ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตนะครับ

สเปกที่น่าสนใจของ Huawei nova 3e คือมาพร้อมความจุเครื่อง 128 GB ซึ่งก็ทำให้เก็บรูปและสื่อต่างๆ ได้เยอะมาก แถมยังสามารถใส่ MicroSD ได้เพิ่มอีก 256 GB ซึ่งเมื่อทดสอบความเร็วของหน่วยความจำภายในเครื่องด้วยแอป AndroBench ก็ความเร็วอ่านต่อเนื่องราว 280 MB/s ครับ ก็ไม่น่าแปลกใจสำหรับเครื่องในราคานี้ที่ใส่หน่วยความจำเยอะขนาดนี้มาให้ครับ

ว่าด้วยเรื่องของเสียง

Huawei nova 3e มาพร้อมลำโพงภายนอกตัวเดียว อยู่ที่ท้ายเครื่องด้านขวานะครับ ซึ่งลำโพงตัวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี อาจจะแหลมๆ ฟุ้งๆ บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรของเสียงจากลำโพงมือถือตัวเล็กๆ ครับ

ที่น่าชื่นใจคือ nova 3e ยังมีช่อง 3.5 mm อยู่ ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 mm เดิมของตัวเองได้ทันที ซึ่งถ้าเราฟังเพลงผ่านสาย ก็สามารถเปิดระบบเสียง Histen ของหัวเว่ยได้ ซึ่งเสียงที่ผ่านช่อง 3.5 mm และระบบเสียง Histen นั้นจะเน้นเสียงที่โอบล้อม สร้าง Sound Stage ที่กว้างขึ้น ไม่ได้เป็นเสียงโทนสุขุมนุ่มลึกเหมือนอย่างสมาร์ทโฟนที่มี DAC แยกทำได้นะครับ

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Bluetooth เพราะว่า Huawei nova 3e เป็น Android 8.0 แล้ว ทำให้รองรับ codec เสียงได้หลายตัว ทั้ง SBC, aptX หรือ AAC แต่ไม่รองรับ LDAC ระบบเสียงตัวท็อปของโซนี่นะครับ แต่ก็มากพอที่จะรองรับหูฟังและลำโพงในท้องตลาดให้ได้เสียงดีกว่าปกติแล้ว

การเชื่อมต่อกับเครือข่าย ข้อจำกัดของ nova 3e

แม้ว่า Huawei nova 3e จะสามารถเชื่อมต่อเครือข่าย 4G และรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เฉพาะซิม 1 เท่านั้นครับ น่าเสียดายที่ซิม 2 นั้นรองรับแค่ 2G เท่านั้น ใครที่ต้องการซื้อไปใช้งานแบบ 2 ซิม ก็ต้องเช็คกับค่ายมือถือที่เราใช้ให้ดีๆ ว่ายังให้บริการแบบ 2G อยู่หรือไม่นะครับ ซึ่งแบไต๋ลองเช็คดูแล้ว ตอนนี้ AIS ไม่มีบริการ 2G แล้ว ส่วน dtac จะใช้งาน 2G 1800 MHz ได้ถึง 15 ก.ย. 61 และ Truemove H ให้บริการ 2G ที่ความถี่ 900 MHz โดยยังไม่มีกำหนดเลิกให้บริการ และผู้ใช้ต้องเลือกระหว่างการใช้งานซิม 2 หรือจะใส่ MicroSD ครับ

นอกจากนี้ Huawei nova 3e ยังไม่รองรับ Wifi 5 GHz ด้วย ซึ่งอาจมีปัญหาสำหรับบางพื้นที่ที่สัญญาณไวไฟหนาแน่น (เช่นในคอนโด) อาจจะทำความเร็วอินเทอร์เน็ตได้ไม่เร็วนัก และตอนนี้ nova 3e ยังไม่รองรับทั้ง VoLTE และ VoWifi เทคโนโลยีที่ช่วยให้เสียงสนทนาคมชัดขึ้น ก็ต้องรอการอัปเดทต่อไปครับ น่าจะรองรับ VoLTE ได้เร็วๆ นี้

ประเด็นอื่นๆ ที่เจอระหว่างรีวิว Huawei nova 3e

พอใช้พอร์ต USB-C ก็ใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นพอร์ตใหม่นี่อย่างกล้อง 360 องศาของหัวเว่ยได้เลย

  • nova 3e เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่ใช้พอร์ท USB-C สักที ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เช่นกล้อง 360 องศาของหัวเว่ยได้เลย
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh นั้นใช้ได้จริงได้เกินวัน หมดวันแบตก็ยังเหลืออยู่เยอะพอสมควร
  • สเปกบอกว่ารองรับ Fast Charge 2.0 (9V 2A) แต่ทดลองชาร์จด้วยหัวชาร์จของ Mate 10 Pro ก็ไม่ได้ขึ้นว่าชาร์จเร็วนะ
  • ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล nova ไปแล้วคือ Huawei nova 3e ไม่มี Gyro ในตัว ทำให้ไม่รองรับการใช้งานแอปบางตัวเช่น Google Street view ที่ต้องใช้ Gyro วิเคราะห์การหมุนกล้องไปรอบตัว รวมถึงแอปประเภท VR น่าจะมีปัญหา

โปรโมชั่น Pre-Order!

Huawei Nova 3e เปิดตัวที่ราคา 10,990 บาท โดย Pre-order ระหว่างวันที่ 11 ถึง 23 พฤษภาคมนี้ โดยคนที่จองก่อนจะได้รับหูฟัง Huawei Bluetooth Sport มูลค่า 1,990 บาท พร้อมเครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะมูลค่า 2,990 บาท และเริ่มขายจริงวันที่ 24 พฤษภาคม (วันแรกของงาน Thailand Mobile Expo 2018) หรือใครจะจองออนไลน์ก็ได้ที่ Lazada และ Shopee เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Review

แกะกล่องพรีวิว OnePlus 6T กับลูกแก้ว นักฆ่าเรือธงรุ่นล่าสุดมาแล้ว

Published

on

Huawei nova 3e

฿ 10990
8.4

รูปลักษณ์ภายนอก

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องออกแบบตาม DNA ของตระกูล P20 ให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ย งานประกอบดี แน่นหนา
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่าย Selfie สวย กล้องหลังก็มีโหมดให้เลือกถ่ายเยอะตามสไตล์หัวเว่ย แถมถ่าย RAW ได้ด้วย
  • ให้ความจุมากถึง 128 GB ในราคาแค่นี้
  • หน้าจอ 19:9 กินพื้นที่ด้านหน้าเกือบทั้งหมด และเป็นจอที่ให้คุณภาพภาพดีใช้ได้
  • ใช้ USB-C แล้ว ทำให้รองรับอุปกรณ์เสริมอีกมากมาย และยังมีช่องหูฟัง 3.5 mm ด้วย

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz
  • ไม่มี Gyro ทำให้ใช้งานแอปบางตัวไม่ได้
  • ซิม 2 รองรับแค่ 2G ทำให้ต้องเลือกผู้ให้บริการสำหรับซิม 2 ดีๆ
  • ยังไม่รองรับ VoLTE, VoWifi
  • ประสิทธิภาพเครื่องไม่ได้ต่างจากเครื่องรุ่นก่อนมากนัก

OnePlus 6T มาพร้อมกับคอนเซปต์ “Unlock The Speed” สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก OnePlus ที่มีคนพูดถึงจำนวนมากในด้านสเปคที่ใช่บนราคาที่คุ้มค่า มาดูสเปคกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง?

  • CPU Qualcomm Snapdragon 845 ตัวล่าสุดความเร็ว 2.8 GHz
  • ใช้ OS OxygenOS บน Android Pie 9.0 ที่มาโหมด Gaming และ Smart Boost สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ทำให้โหลดเกมไวขึ้น 15 – 20%
  • Ram 6 GB Rom 128 GB และอีกรุ่น Ram 8 GB Rom 256 GB
  • หน้าจอทรงหยดน้ำขนาด 6.41 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ 2340 x 1080 อัตราส่วน 19.5:9 ใหญ่ที่สุดของ OnePlus ในปัจจุบัน ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 6 รุ่นล่าสุด
  • กล้องหลัง 16 + 20 ล้านพิกเซล (Dual Camera) รูรับแสง ƒ/1.7 พร้อมไฟแฟลช Dual LED ระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS และ EIS มาพร้อมฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio สามารถถ่ายวีดีโอ 4k ได้
    กล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้าน ƒ/2.0
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อปลดล็อค ซึ่งใช้เวลาสแกนเพียง 0.34 วินาที
  • แบตเตอรี่ 3700 mAh รองรับ Dash Charge ชาร์จเร็ว 30 นาทีใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm
  • รองรับ 2 ซิมแบบ Nano Sim

เปรียบเทียบกับ OnePlus 6

  • CPU ตัวเดียวกัน ทำให้คนซื้อ OnePlus 6 มาใช้ก่อนหน้านี้ไม่ต้องเสียใจว่าเครื่องเราจะช้ากว่าแต่อย่างใด
  • ไม่มีช่องหูฟังแล้ว เพิ่งตัดออกในรุ่นนี้
  • เพิ่มความจุแบตจาก 3300 mAh เป็น 3700 mAh
  • กระจกกันรอยดีกว่าเดิม เพราะ OnePlus 6 ใช้ Gorilla Glass 5
  • หน้าจอกว้างกว่าเดิมเพราะเปลี่ยนกล้องหน้าเป็นทรงหยดน้ำ
  • ฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio ไม่มีใน OnePlus 6
  • สแกนลายนิ้วมือบนจอได้เลย ทำให้รอบเครื่องดูสวยงาม และไม่ต้องมีปุ่มบนหน้าจอ
  • Smart boost mode เก็บข้อมูลแอปไว้ในเมมเพื่อเร่งเวลาบูตให้เร็วขึ้น แอปเปิดเร็วขึ้น

ตัวอย่างภาพจาก OnePlus 6T ที่ถ่ายในไลฟ์

ภาพจากกล้องหน้าของ OnePlus 6T

จุดเด่นของ OnePlus 6T

  • จอสวย จอใหญ่
  • กล้องปรับปรุงขึ้นจากรุ่นเดิมในด้านซอฟต์แวร์ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่ง
  • สแกนนิ้วเร็วมาก เมื่อเทียบกับมือถือที่ใช้เซนเซอร์บนหน้าจอด้วยกัน
  • ประสิทธิภาพระดับท็อป
  • ใช้ Android 9 แล้ว

จุดสังเกตของ OnePlus 6T

  • ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรจาก OnePlus 6 มากนัก (รวมไปถึงราคาก็ต่างกันไม่มาก)
  • ชาร์จไร้สายไม่ได้
  • ไม่มีช่องหูฟัง แต่มีหัวแปลงมาให้
  • ในกล่องไม่มีหูฟัง
  • ใส่ micro SD ไม่ได้
  • ไม่กันน้ำ

ปิดท้ายด้วยราคา OnePlus 6T สี Midnight Black รุ่น 6GB + ROM 128GB วางจำหน่ายในราคา 18,999 บาท และสี MirrorBlack มาพร้อม RAM 8 GB + ROM 256GB วางจำหน่ายในราคา 22,999 บาท วางจำหน่าย 16 พฤศจิกายนนี้ที่ AIS, JD Central และ Power Buy 15 สาขาที่ร่วมรายการ ส่วนสีม่วง Purple Thunder เปิดตัวแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะขายในไทยเมื่อไหร่

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

รีวิวเป็นหมู่คณะ Huawei Mate 20 Series ยกตระกูล Mate 20 Pro, Mate 20 X, Mate 20 เจ๋งแค่ไหน!

Published

on

Huawei nova 3e

฿ 10990
8.4

รูปลักษณ์ภายนอก

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องออกแบบตาม DNA ของตระกูล P20 ให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ย งานประกอบดี แน่นหนา
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่าย Selfie สวย กล้องหลังก็มีโหมดให้เลือกถ่ายเยอะตามสไตล์หัวเว่ย แถมถ่าย RAW ได้ด้วย
  • ให้ความจุมากถึง 128 GB ในราคาแค่นี้
  • หน้าจอ 19:9 กินพื้นที่ด้านหน้าเกือบทั้งหมด และเป็นจอที่ให้คุณภาพภาพดีใช้ได้
  • ใช้ USB-C แล้ว ทำให้รองรับอุปกรณ์เสริมอีกมากมาย และยังมีช่องหูฟัง 3.5 mm ด้วย

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz
  • ไม่มี Gyro ทำให้ใช้งานแอปบางตัวไม่ได้
  • ซิม 2 รองรับแค่ 2G ทำให้ต้องเลือกผู้ให้บริการสำหรับซิม 2 ดีๆ
  • ยังไม่รองรับ VoLTE, VoWifi
  • ประสิทธิภาพเครื่องไม่ได้ต่างจากเครื่องรุ่นก่อนมากนัก

Huawei Mate 20 Series ถือเป็นการจัดเต็มครั้งล่าสุดของหัวเว่ยเลยนะครับ เพราะออก 4 รุ่นพร้อมกัน ครอบคลุมตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงไปได้ทั้งหมด ซึ่งในรีวิวนี้เราจะพูดถึงแค่ 3 รุ่นที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 X และ Huawei Mate 20 Pro นะครับ ส่วนรุ่นที่สุดของตัวท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate RS นั้นเราขอไม่พูดถึง เพราะไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปครับ

ความแรงของ Huawei Mate 20 Series

สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Mate 20 ทั้ง 3 รุ่นนั้นมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ 2 เรื่องครับ คือความแรงและพื้นฐานการออกแบบที่เหมือนกัน ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องความแรงก่อน

Huawei Mate 20, Mate 20 X และ Mate 20 Pro นั้นใช้ชิป Kirin 980 ตัวท็อปของหัวเว่ยเหมือนกันหมด มี Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB เท่ากันทุกตัว เมื่อทดสอบประสิทธิภาพออกมาจึงได้ความแรงพอๆ กัน คือ Geekbench 4 ได้ Multi-core ประมาณ 9900 คะแนน และ 3Dmark ชุด Slingshot Extreme ได้ประมาณ 4200 คะแนนใน Performance mode

อ่านเรื่องความเจ๋งของชิป Kirin 980 ได้ที่นี่

คำว่า Performance Mode นั้นสำคัญสำหรับ Mate 20 นะครับ เพราะมันคือการปลดล็อกประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่อง ที่เมื่อก่อนมีข่าวดราม่าว่าหัวเว่ยปรับความแรงเครื่องเพื่อเร่งคะแนนทดสอบ มาใน EMUI 9 เลยมีตัวเลือกของ Performance Mode ให้เปิดใช้ในหน้า Battery ของ Settings เลย จะได้ไม่ต้องมาว่าเราอีกว่าใช้ความแรงสูงสุดของเครื่องไม่ได้ ซึ่งเมื่อเปิดใช้แล้วแบตเตอรี่ก็จะลดลงเร็วกว่าปกตินะครับ เราเลยไม่ได้เปิดใช้นักหรอก เพราะเครื่องมันแรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว แต่ถ้าสายเกมเมอร์ก็เปิดทิ้งไว้เลยก็ได้ครับ

เปิด Performance Mode แล้วให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นขนาดไหน ผลทดสอบจาก Geekbench 4 ที่เราเทสมานั้นเพิ่มขึ้นไม่เยอะครับ หลักร้อย จาก 9800 เป็น 9900 ไรงี้ แต่ที่น่าสนใจคือผลการทดสอบ Compete ที่วัดประสิทธิภาพ GPU ของ Geekbench

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 6,000
  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 9,000

ซึ่ง Antutu 7.1 ก็ให้ผลสอดคล้องกัน

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 170,000 คะแนน
  • เมื่อเปิด Performance Mode อัดไป 292,000 คะแนน

หมายความว่า Performance Mode เข้าไปเร่งการทำงานของ GPU หรือหน่วยประมวลผลด้านกราฟิกขึ้นไปได้ 50-100% เลยนะครับ อย่างการทดสอบของ Antutu ที่มีการเทสเรื่องกราฟิกเยอะก็จะเห็นผลชัด

PUBG ยังเปิดใช้โหมด High หรือ Ultra ไม่ได้เลย

แต่เราว่าประสิทธิภาพของ Huawei Mate 20 Series ยังดีได้กว่านี้ ผ่านการปรับปรุงเฟิร์มแวร์ครับ เพราะตัวชิป Kirin 980 ยังใหม่อยู่ ประสิทธิภาพก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก อย่างเกม PUBG ก็ยังไม่สามารถเปิดโหมดภาพความละเอียดสูงได้ใน Huawei Mate 20 Series (รอจนวันที่ 14 พ.ย. 61 ก็ยังไม่มีซอฟต์แวร์ปรับเรื่องนี้ออกมา) หรือระบบ AI ของตัวกล้องเองก็ตรวจจับซีนต่างๆ ได้ช้ากว่า Huawei P20 ทำได้

กล้องชุดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภาษาการออกแบบใหม่ของ Mate 20 Series

อีกเรื่องที่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 ตัวนั้นคล้ายกันคือการออกแบบ แม้ว่าทั้ง 3 รุ่นจะขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน แต่ดีไซน์นั้นอิงพื้นฐานมาเหมือนกันคือด้านหน้าเป็นหน้าจอเกือบทั้งหมด ฝาหลังเครื่องก็เป็นกระจกโค้ง ขอบเครื่องก็บาง เวลาจับถือแล้วรู้สึกว่าเครื่องบาง และเครื่องไม่ค่อยลื่นแบบมือถือกระจกทั่วไป ทำให้เกาะมือดีมาก ซึ่งลายเฉียงๆ ที่เรียกว่า Hyper Optical Pattern ชัดหน่อย ซึ่งลวดลายเหล่านี้ก็ทำให้เครื่องเกาะมือดีขึ้นด้วย

ทั้ง 3 รุ่นนี้ก็มีสีสันที่แตกต่างกันไป คือ

  • Huawei Mate 20 Pro จะมีสี Emerald Green และ Black โดยสีเด่นเป็นสีเขียวมรกต
  • Huawei Mate 20 จะมีสี Midnight Blue และ Twilight ซึ่งก็เป็นสีที่ทำให้ Huawei P20 Pro เป็นที่จดจำ
  • Huawei Mate 20 X จะมีสี Midnight Blue และ Phantom Silver เป็นสีเด่นซึ่งจะออกโทนเงินอมม่วง

เรื่องอื่นๆ ที่ Huawei Mate 20 Series โดดเด่น

ใน Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นยังมีจุดเด่นที่เหมือนกันอีกหลายอย่างนะครับ (จริงๆ อาจจะมีมากกว่านี้อีก แต่บางอย่างก็หลบซ่อนเอาไว้จนเราคิดไม่ถึง 555)

  1. รองรับ ARcore เทคโนโลยีการแสดง AR ของกูเกิ้ล (ที่ทำออกมาแข่งกับ ARkit ของแอปเปิ้ล) ซึ่งปัจจุบันก็มีสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นที่รองรับครับ แต่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นรองรับหมด ทำให้สามารถลงแอปที่สร้างด้วย ARcore ได้ เช่น เล่นเกมแบบ AR ที่อิงสถานที่จริงได้ (อย่างวิดีโอที่เอามาแปะข้างบนคือของเกม Slingshot Island ที่ทำงานด้วย ARcore) หรือออกสำรวจจักรวาลภายในบ้านของเรา หรือเปิดโลกไดโนเสาร์ มีไดโนเสาร์มายืนให้ดูตรงหน้า ซึ่งสามารถค้นคำว่า ARcore ใน Play Store แล้วโหลดแอปเจ๋งๆ มาเล่นได้เลยครับ
  2. รองรับ GPS แบบ 2 คลื่น ในงานเปิดตัวของ Huawei Mate 20 Series ได้ชูจุดเด่นการใช้ GPS 2 คลื่นคือ L1 และ L5 ควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยใช้ Huawei Mate 20 นำทางขับรถไปต่างจังหวัด ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้ราบลื่นตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ
  3. รองรับการแสดงผล HDR จาก Youtube เพราะผ่านมาตรฐาน Youtube Signature Device การันตีว่าจะเล่นวิดีโอ Youtube ที่คุณภาพสูงสุดได้ ขนาด Huawei Mate 20 ที่เป็นจอ IPS ธรรมดายังสามารถแสดงผล HDR จาก Youtube ได้สวยงามเลย ส่วน Netflix ก็น่าจะรองรับ HDR ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ภายหลังครับ
  4. มีระบบ HiVision สามารถใช้กล้องหล้งเพื่อวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่นส่องอาหารก็วิเคราะห์แคล หรือส่องสินค้าต่างๆ ก็สามารถหาที่ซื้อได้
  5. ใช้ PC Mode ไร้สายได้ คือในอดีตสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนั้นรองรับ PC Mode อยู่แล้ว โดยเสียบหัวแปลง USB-C ให้เป็น HDMI แล้วต่อกับจอมิเตอร์ ก็จะใช้งานสมาร์ทโฟนแบบ PC ได้ สามารถเปิดหลายๆ แอปพร้อมกัน แล้ววางเรียงกันแบบหน้าต่างเหมือน Windows ได้ แต่ใน Mate 20 Series โหมดนี้ก็ปรับปรุงขึ้นให้สามารถทำงานแบบไม่ต้องใช้สายได้เลย ต่อ Miracast ขึ้นจอทีวี แล้วใช้หน้าสมาร์ทโฟนเป็น Trackpad ในการทำงาน ก็เป็นรูปแบบการใช้งานที่ล้ำมากครับ สามารถพรีเซนต์งานไร้สายได้โดยใช้แค่สมาร์ทโฟน แต่การเชื่อมต่อไร้สายก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงความหน่วงที่มากกว่าแบบมีสายนะครับ ถ้าต้องการใช้ PC Mode นานๆ เราก็แนะนำให้ต่อสายดีกว่า

PC Mode ไร้สาย ส่งภาพไปออกจอทีวีแบบหน้าต่างเหมือน Windows

แต่จุดอ่อน (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ที่ Huawei Mate 20 Series ทุกรุ่นมีเหมือนกันคือใช้หน่วยความจำแบบ Nano Memory Card หรือ NM Card ที่มีขนาดเท่า Nano Sim ครับ ซึ่งตอนนี้หัวเว่ยเป็นรายเดียวที่ใช้หน่วยความจำชนิดนี้ในตลาด ก็ทำให้การ์ดหาซื้อยาก และมีราคาแพงกว่า MicroSD ทั่วไปครับ ซึ่งก็ต้องวัดใจกันต่อไปว่าหัวเว่ยจะผลักดันจนมันกลายเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นได้รึเปล่า และตัวระบบ HiVision นั้นสามารถเรียกใช้ได้โดยการกด 2 นิ้วลงไปในหน้าจอ ซึ่งดันไปเหมือนกับเวลาเราจะครอปปรับรูปใน instagram ทำให้ HiVision ลั่นบ่อยสำหรับผู้ใช้ instagram จนหลายคนก็ปิด HiVision ทิ้งไปเลย ก็ต้องรอการปรับปรุงต่อไป

เอาแหละมาถึงจุดที่ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นแตกต่างกันบ้าง รีวิวกันไปทีละเครื่องเลย

Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูล แต่หลายจุดก็น่าตี

ถ้าจะให้ฟันธงตั้งแต่ต้นเลยว่าเลย Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูลนั้นเหมาะกับใคร (ถ้าไม่นับ Porsche Design Huawei Mate RS นะ) มันเหมาะสำหรับคนที่ต้องการโทรศัพท์ที่ดูดี ดูแพง กล้องดี และมีฟีเจอร์ล้ำๆ ที่รุ่นน้องไม่มีครับ

จุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro นั้นอยู่ที่หน้าจอโค้ง ที่ให้สีสดใสคมชัดกว่าจอทั่วไป มันดูแวววาว ดูพรีเมี่ยมมาก ซึ่งจอตัวนี้มีขนาด 6.39 นิ้วความละเอียด 2K+ หรือ 3120 x 1440 pixel ในขณะที่ Mate 20 รุ่นอื่นให้ความละเอียดแค่ FullHD+ เท่านั้น แถมจอสว่างมากพอเจอแดดก็ไม่หวั่น คมชัดทุกสถานการณ์จริงๆ

แล้ว Huawei Mate 20 Pro ยังเป็นมือถือรุ่นเดียวในตระกูลที่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้จอ ซึ่งเป็นเซนเซอร์รุ่นใหม่ด้วยทำให้การสแกนนิ้วเร็วกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้เซนเซอร์ใต้จอรุ่นอื่นๆ ที่เราเคยใช้มา และมีเซนเซอร์สแกนหน้าแบบ 3 มิติด้วย (ทำให้หน้าจอต้องมีรอยบากที่ใหญ่กว่า Mate 20 รุ่นอื่นๆ) ทำให้การยืนยันใบหน้าทำได้แม่นยำขึ้น ทำให้ Mate 20 Pro สามารถใช้งานได้ทั้งสแกนหน้าและสแกนนิ้วพร้อมๆ กัน ซึ่งปกติสแกนหน้าจะทำงานเร็วกว่า แต่ในบางกรณีเช่นแอปธนาคารที่ต้องการยืนยันด้วยลายนิ้วมือ ก็ยังสามารถสแกนในหน้าจอได้ ไม่ได้ตัดสแกนนิ้วทิ้งไปเหมือนสมาร์ทโฟนบางรุ่น ทำให้มีปัญหาเวลาใช้แอปที่ต้องสแกนนิ้ว

ด้วยความที่กล้องหน้าของ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมเซนเซอร์วัดระยะแบบ 3 มิติ ทำให้ตรวจจับหน้าเพื่อทำ 3D Live Emoji ได้ และสามารถเอาไปทำ 3D Scan object ได้ คือสแกนวัตถุอย่างตุ๊กตาให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติในมือถือ แล้วให้มันขยับได้ แต่ความสามารถนี้จะเปิดให้ใช้ปลายปีนี้

เรื่องระบบชาร์จของ Huawei Mate 20 Pro นี้เด่นมาก เพราะมาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว เร็วมากแบบน่าตกใจ (และเป็นรุ่นเดียวที่ได้หัว 40W รุ่นน้องได้หัวชาร์จ 22.5W หมด) แล้วหัวเว่ยก็ยังการันตีความปลอดภัยโดย TÜV Rheinland เหมือนเคย ว่าถ้าใช้กับหัวชาร์จและสายชาร์จของหัวเว่ยเองจะปลอดภัยแน่นอน และ Mate 20 Pro ยังเป็นรุ่นเดียวที่รองรับการชาร์จไร้สาย แถมยังสามารถแบ่งปันพลังงานเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging เอาไปแปะหลังกันแบบในรูป เอาไปชาร์จ iPhone ก็ได้

เรื่องกล้องเดี๋ยวเราไปเล่ารวมกับกล้องของ Huawei Mate 20 X อีกทีนะ เลื่อนลงไปอ่านข้างล่าง

สรุปจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro มีดังนี้ครับ

  • จอสวยที่สุดในตระกูล เมื่อรวมกับดีไซน์แล้วพรีเมี่ยมมาก ขนาดเครื่องก็ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป
  • กล้องดีงามมาก ดีที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้
  • เป็นรุ่นเดียวที่มาพร้อมเซนเซอร์ตรวจหน้า 3 มิติ เซนเซอร์สแกนหน้าในจอ และ SuperCharge 40 W
  • กันน้ำได้ระดับ IP68 ในขณะที่รุ่นอื่นกันได้แค่ IP53  และมีเคสสำหรับใส่ดำน้ำขายด้วย

มาถึงเรื่องติของ Huawei Mate 20 Pro กันบ้างครับ ก็มีดังนี้

  • หน้าจอโค้งทำให้หาฟิล์มหรือกระจกกันรอยติดยาก และรักษายากกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งถ้าไม่ติดฟิล์ม จอก็อาจจะเป็นรอยได้ง่ายๆ เหมือนกัน อย่างเครื่องรีวิวของเราก็เริ่มมีรอยขึ้นที่หน้าจอแล้ว และหัวเว่ยไม่ติดฟิล์มให้กับจอของ Huawei Mate 20 Pro มาตั้งแต่แกะจากกล่อง (อย่างน้อยก็ในเครื่องที่เราได้มา) ซึ่ง Mate 20 และ Mate 20 X นั้นมีฟิล์มกันรอยมาให้เลย
  • สแกนหน้า 3 มิติ, 3D Scan Object, IP68 รวมถึง SuperCharge 40 W ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ เราคิดว่ายังไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะต้องจ่ายเพิ่มจากรุ่นน้องเท่าใดนัก (ราคาเปิดตัว 31,990 บาท)
  • Reverse Wireless Charging มีจุดชาร์จค่อนข้างเล็ก บางครั้งก็ต้องใช้เวลาหาตำแหน่งแปะมือถือ 2 ตัวนานเหมือนกันกว่าจะชาร์จได้
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่รุ่นเดียวในตระกูล ถ้าจะฟังเพลงผ่านสาย ต้องต่อผ่าน USB-C แถมเสียงลำโพงล่างออกผ่านพอร์ต USB-C เมื่อเสียบชาร์จจะทำให้เสียงจากเครื่องเบาลง

Huawei Mate 20 X รุ่นนี้พี่เชียร์

เรากล้าบอกเลยว่า Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุดในตระกูล Mate 20 ครับ เหมาะมากสำหรับเกมเมอร์ คนที่ต้องการมือถือจอใหญ่ คนที่ต้องการมือถือกล้องสวย คนที่ต้องการใช้ปากกากับมือถือ เพราะมีจุดเด่นหลายอย่างที่รุ่นอื่นไม่มี คือ

  • Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง
  • เป็นรุ่นเดียวที่ใช้ปากกา M-Pen ได้ ปากกานี้รองรับแรงกด 4096 ระดับ พร้อมมีปุ่มลัดเรียกใช้งานด่วนๆ ได้ เมื่อใช้งานกับ Mate 20 X ที่มีจอใหญ่น้องๆ แท็บเล็ตเลยฟินมาก ขอบจอไม่โค้งเหมือน Galaxy Note 9 ด้วยนะ เขียนปากกาได้ง่ายๆ ทั้งหน้าจอ และเครื่องที่ขายในไทยก็มีปากกา M-Pen ติดมาด้วยเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
  • เป็นรุ่นเดียวที่มีลำโพงจริงจังทั้งด้านหัวและด้านท้าย ให้เสียงดังที่สุด และดีที่สุดในตระกูล ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์เล่นเกม เวลาเล่นเกมมือจะไม่ไปบังรูลำโพง หรือจะใช้ดูหนังก็ให้เสียงสเตอริโอได้ดี
  • เป็นรุ่นแบตเตอรี่ก็ให้มามากที่สุด 5000 mAh แบตอึดมาก เล่นเกมได้ยาวๆ

ส่วนหน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่มาก ทำให้เมื่อมองจอดีๆ ก็จะเห็นเป็นเม็ดพิกเซลเหมือนกันนะครับ แต่โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

ที่นี้มาถึงเรื่องที่จะทำให้คนไม่ซื้อ Huawei Mate 20 X คือความใหญ่ของหน้าจอครับ เห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันกับจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

สำหรับคนที่ใช้ปากกาเพื่อการทำงานทั่วไป ก็ถือว่าเป็นปากกาที่ดี จับถนัดมือ เขียนได้ง่ายๆ สามารถกดปุ่มที่ปากกาค้างแล้วแตะในหน้าล็อกเพื่อจดโน้ตด่วนได้เลย แต่เราถือว่า M-Pen ยังอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนานะครับ ลูกเล่นยังสู้ S-Pen ของซัมซุงที่พัฒนาซอฟต์แวร์มานานหลายปีไม่ได้ และลื่นไหลในการใช้โดยเฉพาะสำหรับงานศิลปินก็ยังสู้ Apple Pencil ไม่ได้

เอาแหละมาถึงเรื่องสำคัญบ้าง Huawei Mate 20 X ยังใช้ระบบกล้อง 3 ตัวระดับท็อปเหมือนกับ Mate 20 Pro ครับ ซึ่งดูผลงานของมันจากหัวข้อถัดไปเลย

ว่าด้วยเรื่องกล้องของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X

ภาพจาก Huawei Mate 20 Pro ด้วยเลนส์มุมกว้าง

มาถึงจุดที่น่าสนใจที่สุดของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X กันบ้าง คือกล้องครับ ที่คราวนี้ดีไซน์กล้อง 3 ตัวรวมแฟลชให้วางเรียงเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส เรียกว่า Matrix Camera System โดยตัดเอากล้องขาวดำออกไปแล้ว และเพิ่มกล้องมุมกว้างเข้าไป ทำได้ Mate 20 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 16 – 80 mm และสามารถซูมดิจิทัลด้วย AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm

เลนส์มุมกว้างช่วยให้ขายาวขึ้นได้

พูดถึงของใหม่ เลนส์มุมกว้าง 16 mm เลนส์ตัวนี้เมพมาก เราได้ใช้แน่นอน (ตอนมีเลนส์ขาวดำใน Huawei รุ่นเก่าๆ เราอาจไม่ค่อยได้ใช้ แต่เลนส์มุมกว้างนี้ได้ใช้แน่) มันสะดวกมากเวลาถ่ายรูปในห้องที่มีพื้นที่จำกัด หรือถ่ายรูปเดียวให้เห็นครอบคลุมทุกอย่าง ที่สำคัญสำหรับสาวๆ กล้องมุมกว้างจะช่วยให้เราถ่ายรูปแล้วขายาวขึ้นได้ด้วยนะ แค่ถ่ายแล้วเอาขาให้ไปอยู่ตรงขอบๆ ภาพ อันนี้เทคนิคเด็ดเลย

ส่วนตัวเลนส์ซูม 3 เท่าก็ยังมีประโยชน์มาก ได้ระยะซูมที่ไกลกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ชัดเจน ซึ่งเราได้ใช้ Huawei Mate 20 Pro มาสักครึ่งเดือนแล้ว กล้าพูดเลยว่าสามารถใช้แทนกล้องเพื่อออกงานข่าวได้เลย เพราะเป็นกล้องที่ถ่ายภาพแล้วสวยเลย เลือกซูม 0.6 เท่า หรือ 3 เท่าก็ได้ ซึ่ง AI ในกล้องก็ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอัตโนมัติ

Bokeh รูปหัวใจสวยงาม

อีกโหมดหนึ่งที่สนุกคือการปรับ Bokeh ให้เป็นรูปต่างๆ เช่นรูปหัวใจ หรือเป็นโบเก้แบบหมุนเหมือนเลนส์โบราณก็ได้ ส่วน Night Shot ที่ถ่ายรูปเปิดชัตเตอร์ 4 วิแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ทำได้อยู่แล้ว

เรื่องควรรู้เวลาถ่ายรูปคือ กล้องมุมกว้าง 0.6 เท่าและกล้องซูม 3 เท่าจะไม่ได้เก็บแสงได้ดีเท่ากล้องหลักซูม 1 เท่าของเครื่องที่มี f/1.8 ถ้าถ่ายที่แสงน้อยก็ใช้ซูมแค่ 1x จะดีกว่า

แต่จุดหนึ่งที่เราคิดว่า Huawai ยังปรับปรุงได้อีกคือการถ่ายภาพแบบ HDR ที่เมนูเปิดนั้นอยู่ไกลเหลือเกิน ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า HDR จะเปิดอัตโนมัติในโหมด AI อะไรบ้าง (ที่รู้ตอนนี้มีโหมด Cloud ที่เปิด HDR เอง) ทำให้เวลาถ่ายเราก็ต้องเลื่อนไปเปิด HDR เองอยู่ดี เวลาที่จะถ่ายภาพตรงหน้ามีแสงที่แตกต่างกันเยอะๆ แล้วก็ AI ยังทำงานได้ช้าเมื่อเทียบกับ Huawei P20 ที่คิดซีนภาพเร็วกว่านี้ ก็ต้องรอปรับซอฟต์แวร์ต่อไป

ส่วนกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่ายเซลฟี่ได้สวยๆ เนียนตาในแบบของ Huawei + Leica ครับ แต่จะออกโทนผ่องๆ สว่างๆ หน่อย ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบนะครับ

วิดีโอจากกล้องหน้าของ Huawei Mate 20 X

ส่วนเรื่องวิดีโอนั้นก็ยอดเยี่ยมครับ คือถ่าย 4K พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวได้ คือกล้องนิ่งขึ้นมาก ไม่ต้องใช้ไม้กันสั่นก็นิ่งได้ อันนี้ทำได้ดีกว่ามาตรฐานเลย แต่เรื่อง AI Color นี่สิเป็นเรื่องใหม่ เมื่อ Dual-NPU ใน Kirin 980 สามารถวิเคราะห์ว่าคนอยู่ไหนในภาพบ้าง แล้วทำฉากหลังเป็นขาว-ดำ ซึ่งเนียนในระดับที่น่าพอใจเลย รวมถึงสามารถเบลอฉากหลังระหว่างถ่ายวิดีโอด้วย ซึ่งต่อไปเมื่อมีการอัปเดท Firmware ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะทำได้เนียนตากว่านี้อีก (วิดีโอข้างล่างช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

สุดท้าย Huawei Mate 20 รุ่นน้องสำหรับคนเน้นเครื่องแรง

มาถึงตัวน้องนุชสุดท้องอย่าง Huawei Mate 20 รุ่นนี้ราคาถูกที่สุด อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาแค่ 24,990 บาท ซึ่งมีจุดแตกต่าง 2 อย่างหลักๆ เมื่อเทียบกับรุ่นพี่คือ คือกล้องกับจอครับ

หน้าจอของ Huawei Mate 20 ตัวธรรมดามีขนาด 6.5 นิ้ว จอใหญ่กว่า Mate 20 Pro แต่มีความละเอียด Full HD และเป็นจอ IPS-LCD เท่านั้น ไม่ใช่จอ OLED เหมือน 2 รุ่นพี่ ทำให้สีสันไม่สดใสเท่า แม้ว่าถ้าเอาไปเทียบกับจอของ Mate 20 Pro แล้วจะดูหมองไปเลย แต่ถ้าเทียบกับจอมือถือทั่วไป มันก็ยังเป็นจอที่สวยอยู่ดีครับ แถมยังเล่น HDR ของ Youtube ได้ด้วย

และอีกเรื่องที่ต่างกันเยอะคือชุดกล้องหลัง ที่สเปกด้อยกว่า Mate 20 Pro กับ X ทุกเลนส์ คือเลนส์หลักมีความละเอียดแค่ 12 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 40 ล้านพิกเซล เลนส์ซูมก็ซูมได้แค่ 2 เท่า ไม่ใช่ 3 เท่าอย่างรุ่นพี่ แล้วเลนส์มุมกว้างความละเอียดแค่ 16 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 20 ล้านพิกเซลเหมือนตัวท็อป ซึ่งความแตกต่างนี้ ถ้าถ่ายกลางวันก็ไม่ได้เห็นผลมากนักนะครับ อาจจะแค่ซูมได้ไม่เยอะมากเท่านั้นเอง แต่ถ้าเทียบภาพกลางคืน ฝั่ง Mate 20 Pro และ X ให้ภาพที่คมชัดกว่าพอสมควร

เราใช้ Huawei Mate 20 มาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีครับ เพราะพื้นฐานตัว Kirin 980 กับ Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มันดีพออยู่แล้ว คือใครที่งบน้อยหน่อย ไม่เน้นว่ากล้องกับจอจะต้องดีที่สุด มันก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดครับ แต่ก็อย่างว่า เมื่อเรามีอีกรุ่นที่กล้องดีกว่าชัดเจน Huawei Mate 20 จึงอาจเป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปซื้อรุ่น Pro หรือ X แทนครับ

ตัวอย่างภาพและวิดีโอจาก Huawei Mate 20

สรุป Huawei Mate 20 Series รุ่นไหนเหมาะกับใคร

Huawei Mate 20 Series ทุกตัวคือเครื่องแรงที่สุดของ Huawei ตอนนี้แล้ว กล้องก็ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ถ้าใครชอบดีไซน์แบบนี้ก็คิดต่อได้เลยว่าจะเป็นรุ่นไหน

  • Huawei Mate 20 Pro ตัวนี้ราคาแพงสุดที่ 31,990 บาท เหมาะสำหรับคนต้องการมือถือสวยๆ ดูพรีเมี่ยม จอดีที่สุด กล้องดีตัวท็อปของตระกูล ขนาดเครื่องไม่ใหญ่เกินไป
  • Huawei Mate 20 X เหมาะกับเกมเมอร์ คนทั่วไปที่อยากได้กล้องดีเหมือนรุ่นโปรในราคาเบาลงมาหน่อย ให้จอใหญ่สุด มีปากกาด้วย ลำโพงดังสุด ราคาแค่ 28,990 บาท ถูกกว่ารุ่นโปรตั้ง 3,000 บาท
  • Huawei Mate 20 อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาไว้ที่ 24,990 บาทเอง

ชอบตัวไหนก็หาซื้อกันได้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Review

8,000 มีทอน!! Honor 8X มือถือกล้อง AI มาพร้อม “ไอ้แหว่ง”

Published

on

Huawei nova 3e

฿ 10990
8.4

รูปลักษณ์ภายนอก

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

8.5/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

7.5/10

คุณภาพกล้อง

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • เครื่องออกแบบตาม DNA ของตระกูล P20 ให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ย งานประกอบดี แน่นหนา
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่าย Selfie สวย กล้องหลังก็มีโหมดให้เลือกถ่ายเยอะตามสไตล์หัวเว่ย แถมถ่าย RAW ได้ด้วย
  • ให้ความจุมากถึง 128 GB ในราคาแค่นี้
  • หน้าจอ 19:9 กินพื้นที่ด้านหน้าเกือบทั้งหมด และเป็นจอที่ให้คุณภาพภาพดีใช้ได้
  • ใช้ USB-C แล้ว ทำให้รองรับอุปกรณ์เสริมอีกมากมาย และยังมีช่องหูฟัง 3.5 mm ด้วย

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz
  • ไม่มี Gyro ทำให้ใช้งานแอปบางตัวไม่ได้
  • ซิม 2 รองรับแค่ 2G ทำให้ต้องเลือกผู้ให้บริการสำหรับซิม 2 ดีๆ
  • ยังไม่รองรับ VoLTE, VoWifi
  • ประสิทธิภาพเครื่องไม่ได้ต่างจากเครื่องรุ่นก่อนมากนัก

ช่วงนี้แบรนด์น้อยใหญ่มากมายเริ่มเปิดตัวมือถือจอแหว่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็บอกได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์ ถ้าพูดถึงจอแหว่ง กล้องคู่แล้วล่ะก็ อาจจะมาพร้อมราคาที่จับต้องยากไปซักนิด แต่วันนี้ Honor ก็เข้ามาตีตลาดในประเทศไทยด้วยการส่งมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด Honor 8X ที่มาพร้อมฝาหลังกระจก จอแหว่ง และกล้องคู่ AI ในราคาต่ำกว่า 8,000 บาท !? เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคกันก่อนดีกว่าครับ

สเปคของ Honor 8X

  • CPU Kirin 710, Octa-Core (4 x Cortex-A73 2.2 GHz + 4 x Cortex-A53 1.7 GHz) มาพร้อมระบบ GPU Turbo เร่งสปีดระหว่างเล่นเกมได้
  • Ram: 4 GB, Rom 64 GB ใส่หน่วยความจำ microSD ได้สูงสุด 400 GB
  • หน้าจอ 6.5 นิ้วแบบ Notch Full-View Display 2.0 (เปิดปิดได้) อัตราส่วนหน้าจอ 91% ที่ขอบบน – ล่างเหลือเพียง 4.25 mm เท่านั้น
  • การแสดงผล 19.5:9 ที่ความละเอียด FullHD
  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 20 ล้าน f1.8 + 2 ล้าน รองรับระบบ PDAF ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 60 FPS
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้าน f2.0 ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 1080P 30 FPS
  • ช่องใส่ Sim 2 Slot Nano-Sim + Nano-Sim และช่อง microSD Card แยกต่างหาก
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • มี 3 สีคือ แดง น้ำเงิน ดำ

รูปลักษณ์ภายใน / ภายนอก

สำหรับ Honor 8X ก็ถือได้ว่าเป็นมือถือที่ออกแบบดีไซน์มาได้ค่อนข้างสวยงามน่าใช้ ดูไม่เหมือนมือถือที่มีราคาต่ำกว่า 8,000 บาท ทั้งฝาหลังที่เป็นกระจกที่มีความสวยงาม เรียกได้ว่าเพื่อน ๆ คนไหนเห็นต้องถามแน่นอน

ส่วนด้านในอย่างถาดใส่ Sim ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างจัดเต็ม รองรับ Nano Sim 2 slot และ MicroSD อีก 1 Slot งานนี้ไม่ต้องกังวลว่าเมมของเราจะเต็มไปได้เลย ภาพโดยรวมถือได้ว่าออกแบบมาสวยงามน่าใช้มาก ๆ

หน้าจอ

สำหรับหน้าจอ Honor 8X มีขนาด 6.5 นิ้วก็เป็นอีก 1 จุดเด่นที่ออกแบบมาด้วยดีไซน์ Notch Full-View Display 2.0 หรือที่เราเรียกกันว่า จอแหว่ง ซึ่งเราสามารถเปิด – ปิดได้ที่หน้า Setting จอมีความละเอียด FullHD 19.5:9 โดยจุดเด่นนี้ทำให้เราสามารถรับชมภาพยนตร์ระดับ 21:9 บนจอมือถือได้โดยไม่โดนบีบ Scale ลงมา และยังมีโหมด Eye Comfort ถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้าของหน้าจอลง สามารถตั้งเวลาให้เปิด / ปิดได้อัตโนมัติ

การถ่ายภาพ

Honor 8X มาพร้อมกล้องความละเอียดสูง 20 ล้าน f1.8 และกล้องความละเอียด 2 ล้านสำหรับถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ ซึ่งจุดเด่นคือ กล้องมีระบบ AI ที่สามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถ่ายอะไร แล้วทำการปรับสภาพแสง – สี ให้เหมาะสมกับภาพ ทำให้ภาพที่ออกมามีความเนียนตากว่าเดิม

ภาพจากกล้องหลัง

ภาพจากกล้องหน้า

ก็ถือได้ว่าภาพที่ออกมาค่อนข้างสวยงาม มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้ค่อนข้างโอเค แต่จะมีจุดสังเกตตรงไม่สามารถซูมภาพได้ถ้าถ่ายโหมด AI อยู่ รวมไปถึงโหมด Beauty ที่ทำออกมาตอบโจทย์สาว ๆ สายเซลฟี่อย่างแน่นอน

ทดสอบประสิทธิภาพ

  • ทดสอบผ่านโปรแกรม Benchmark ต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้

โดยรวมก็ถือได้ว่าค่อนข้างโอเคสำหรับมือถือใน Range ราคาไม่ถึงหมื่นกับสเปคที่ได้มา สามารถเล่นเกมมือถือปัจจุบันได้ทุกเกม แต่อาจจะมีกระตุกบ้างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับการปรับความละเอียดของกราฟิค

  • ทดสอบการเล่นเกม

จากการทดสอบเกมที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง RoV ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์มาก ๆ ไม่มีกระตุกตลอดเกม รวมไปถึงเกมอย่าง Freefire หรือ PUBG Mobile ก็สามารถเล่นได้ลื่นไหล (แต่อาจจะมีกระตุกบ้างตอนระหว่างกระโดดร่มที่ต้องโหลดเยอะ) โดยรวมก็ถือได้ว่าเอามาเล่นเกมได้เลยแบบไม่ต้องกังวล

จุดเด่น

  • ราคาค่อนข้างอยู่ในระดับที่คนทั่วไปซื้อหาได้ง่ายบนสเปคที่แรง เล่นเกมส่วนใหญ่ได้ลื่นไม่มีสะดุด พร้อมระบบ GPU Turbo ที่เพิ่มความสามารถขึ้นไปอีกขั้น
  • มีกล้อง AI ใช้งานที่ค่อนข้างฉลาด
  • ถ่ายภาพออกมาถือว่าสวยในระดับหนึ่ง

จุดสังเกต

  • มือถือเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก ต้องคอยเช็ดอยู่เรื่อย ๆ และรวมไปถึงขอบเลนส์ที่ยื่นออกมามีโอกาสโดนรอยขีดข่วนได้
  • มีความหน่วงเล็กน้อยเวลาใช้งานเช่นตอนซูมถ่ายภาพ และโหมด AI ไม่สามารถซูมภาพได้
  • ยังใช้หัว microUSB อยู่ ทำให้การชาร์จไฟค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ USB-C

ราคาและการวางจำหน่าย

ปิดท้าย HONOR 8X มาพร้อมสีให้เลือกมากถึง 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีดำ และสีแดง พร้อมหน่วยความจำแบบ 4+64GB และ 4+128GB โดยวางจำหน่ายครบทั้ง 3 สี ผ่านช่องทางออฟไลน์ที่ TG FONE และ CSC หรือดูข้อมูลเกี่ยวกับตัวแทนร้านค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hihonor.com/th/news/honor-8x-pre-booking/

อีกทั้ง HONOR 8X ยังวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Shopee, JD central และ Lazada ซึ่งสำหรับ HONOR 8X สีแดง จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ Lazada เท่านั้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!