Connect with us

Plantronics BackBeat 105

฿ 2,990
Plantronics BackBeat 105
7.8

คุณภาพเสียง

7.5 /10

การออกแบบหูฟัง

8.5 /10

การใช้งานเป็นหูฟังโทรศัพท์

7.0 /10

ความสามารถพิเศษ

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • คุณภาพเสียงใช้ได้ ให้เสียงใส โปร่ง สบาย เบสกำลังสวย ไม่รก
  • น้ำหนักเบา ดีไซน์ให้คล้องติดตัวได้ทั้งวัน ไม่เป็นภาระ
  • มีฟังก์ชั่น Multipoint สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ 2 เครื่องเข้ากับหูฟัง
  • แถมสายชาร์จ 2 IN 1 สามารถชาร์จหูฟังไป และใช้พอร์ต USB นั้นทำงานอื่นๆ ได้ด้วย
  • สั่นเตือนโทรศัพท์เข้าได้แรงมาก ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่รู้

จุดสังเกต

  • ใช้งานคุยโทรศัพท์มีปัญหาผู้รับสายไม่ได้ยินบ้าง เพราะไมโครโฟนมีจุดเดียว และอยู่บริเวณคอ
  • งานประกอบไม่เนี๊ยบเท่าไหร่
  • ใช้งานแบบไร้สายได้อย่างเดียว ไม่สามารถใช้งานแบบมีสายได้ (เช่นมี Nintendo Switch ที่ต่อ bluetooth ไม่ได้ ก็ใช้หูฟังนี้ไม่ได้เลย)

หลังจากที่เว็บแบไต๋เคยรีวิวหูฟังรุ่นพี่อย่าง Plantronics Backbeat PRO 2 ที่เป็นหูฟังแบบครอบหูขนาดใหญ่กันไป วันนี้ก็ขอพูดถึงหูฟังตัวเล็กที่เสียงไม่เล็กอย่าง Plantronics BackBeat 105 กันบ้างครับ ว่าจะใช้งานได้ดีแค่ไหน

รูปลักษณ์และการออกแบบของ BackBeat 105

Plantronics BackBeat 105 เป็นหูฟังไร้สายแบบ In-ear ที่สามารถคล้องคอได้นะครับ ซึ่งถ้าคิดถึงเรื่องการพกพาใส่กระเป๋า อาจไม่ได้พกง่ายขนาดม้วนเก็บเป็นถุงเล็กๆ เหมือนหูฟัง in-ear แบบมีสายทั่วไปได้ แต่ดีไซน์ของ BackBeat 105 นั้นเหมาะสำหรับการคล้องคอไปทั้งวันแบบไม่ต้องเก็บลงกระเป๋าเลยมากกว่าครับ เพราะมีน้ำหนักแค่ 29.3 กรัม ทำให้ไม่รู้สึกเป็นภาระอะไรเวลาต้องสวม BackBeat 105 ไปทั้งวัน (แต่สำหรับบางคนที่ไม่คุ้นกับการสวมสร้อยคอ อาจจะรู้สึกแปลกๆ คันๆ ที่คอบ้างนะ แต่ไม่นานก็น่าจะชิน)

วัสดุของ BackBeat 105 ในส่วนที่คล้องคอทำจากพลาสติกกึ่งยางครับ ให้ความยืดหยุ่นสูงมาก งอจนพลิกไปอีกด้านก็ไม่มีปัญหาอะไร ยังใช้งานได้ปกติ ส่วนในจุดที่เป็นปุ่มควบคุม จะเป็นพลาสติกแข็งๆ ประกบกัน ซึ่งส่วนตัวมองว่างานในจุดนี้ยังไม่เนี๊ยบเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีปัญหาในการใช้งานครับ

ไฟบอกสถานะของหูฟัง แต่ก็จะเห็นว่าพลาสติกตรงนี้ประกบกันไม่เนี๊ยบเท่าไหร่

บริเวณหูฟังนั้นมีดีไซน์พิเศษอยู่นิดหนึ่งคือมีแม่เหล็กซ่อนอยู่ด้วย เวลาที่ไม่ได้เอาหูฟังเสียบหู จึงสามารถนำหูฟัง 2 ข้างมาประกบให้ติดกัน เวลาเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันหูฟังจะได้ไม่แกว่งไปมาเยอะครับ

สายชาร์จแบบ 2-in-1 ที่แถมมากับ Plantronics BackBeat 105

จุดที่พิเศษของ Plantronics BackBeat 105 คือแถมสายชาร์จแบบ 2 in 1 มาด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถเสียบชาร์จอุปกรณ์ MicroUSB พร้อมๆ กับการใช้งานพอร์ต USB นั้นได้ ไม่ต้องเสียพอร์ตไปกับการชาร์จเลย ซึ่งถ้าเป็น BackBeat 100 จะแถมแค่สายชาร์จธรรมดาครับ ไม่มีหัวแยก USB แบบที่แถมกับ BackBeat 105

การใช้งานหูฟัง

หูฟัง Plantronics BackBeat 105 มีปุ่มสำหรับใช้งานแค่ 3 ปุ่มคือ เปิด/ปิด และเพิ่มกับลดเสียง ทำให้การใช้งานไม่ยากอะไรครับ เมื่อต้องการเชื่อมต่อหูฟังกับโทรศัพท์ก็กดปุ่มเปิด/ปิดค้างเอาไว้จนไฟสถานะของหูฟังขึ้นกระพริบน้ำเงินสลับแดง แล้วก็เปิด Settings ของโทรศัพท์เชื่อมเข้าไปเท่านั้นเอง

การใช้งานคุยโทรศัพท์ก็เข้าใจไม่ยากครับ

  • รับสายและตัดสาย ให้กดปุ่มเปิด/ปิดหูฟัง
  • Redial ให้กดปุ่มเปิด/ปิดหูฟังย้ำ 2 ครั้ง
  • Mute (ปิดเสียงไมโครโฟน) กดปุ่มเพิ่มเสียงหรือลดเสียงค้างเอาไว้

และการใช้งานเพื่อฟังเพลง

  • เล่นเพลง หยุดเพลง กดปุ่มเปิด/ปิดหูฟัง
  • เปลี่ยนเพลง กดปุ่มเพิ่มเสียงค้างไว้จนเปลี่ยนเพลง
  • เล่นเพลงเดิมใหม่ กดปุ่มลดเสียงค้างไว้จนเพลงเริ่มใหม่
  • ย้อนไปเพลงก่อนหน้า กดปุ่มลดเสียงค้างไว้จนเพลงเริ่มใหม่ แล้วกดปุ่มลดเสียงค้างไว้อีกที

ถ้าอยากใช้งานฟังก์ชั่น Multipoint ที่สามารถเชื่อมอุปกรณ์ 2 ตัวเข้ากับ BackBeat 105 ก็แค่ pair อุปกรณ์ตัวใหม่กับหูฟัง เสร็จแล้วกลับไปที่อุปกรณ์เดิมเพื่อเชื่อมต่อหูฟังอีกครั้ง เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จหูฟังจะรายงานสถานะว่า “Phone 2 Connected” ให้ฟัง เราก็สามารถใช้หูฟังเดียวทำงานกับอุปกรณ์ 2 ตัวได้เลย เช่นฟังเพลงจากเครื่องแรก แล้วโทรศัพท์เข้าจากเครื่องที่ 2 ก็กดรับได้ทันที ไม่ต้องไปเชื่อมต่อกันใหม่

ปุ่มควบคุมหลักของหูฟัง

ที่น่าประทับใจมากคือ BackBeat 105 มันสั่นได้ครับ สั่นแรงด้วย เวลาโทรศัพท์เข้าทีนี่คอแทบสั่นตาม คือไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่รู้ว่าโทรศัพท์เข้า ถ้าหลับๆ อยู่ก็ตื่นได้อ่ะครับ

Plantronics BackBeat 105 สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมง เปิดหูฟังรอใช้งาน/รับสายได้นาน 10 วัน และชาร์จจาก 0 ถึง 100 ได้ภายใน 90 นาที ก็ถือว่าใช้งานตลอดทั้งวันได้สบายครับ ซึ่งคงมีไม่กี่คนที่ฟังหูฟังเกิน 8 ชั่วโมงต่อวันนะ

ช่องเสียบชาร์จแบบ MicroUSB

เราสามารถดูระดับแบตเตอรี่ของหูฟังได้ง่ายๆ จากโทรศัพท์ที่รองรับการแสดงแบตของอุปกรณ์ Bluetooth อย่าง iPhone หรือฟังเอาจากหูฟังก็ได้ครับ ตอนเปิดหูฟังมันจะพูดว่า “Power On, listen time … Hour” ก็ทราบปริมาณแบตคร่าวๆ ตอนนี้แหละ

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ BackBeat 105 เรียกใช้ Siri หรือ Google Now ได้ด้วย โดยหลังจากเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับหูฟังแล้ว ให้กดปุ่มเปิด/ปิดค้างเอาไว้ประมาณ 2 วินาทีจนได้ยินเสียงติ๊ก ก็สามารถพูดสั่งงานมือถือได้เลย

ระยะทำการและคุณภาพเสียง

วิธีใช้งานหูฟังแบบ In-ear ที่สำคัญ คือต้องเลือกขนาดจุกยางให้เหมาะกับหู

Plantronics BackBeat 105 ใช้เทคโนโลยี Bluetooth 4.1 ทำให้มีระยะทำการไกลใช้ได้ครับ ทดสอบใช้งานในอาคาร ระยะ 20-30 เมตรจากตัวมือถือ ก็ยังฟังเพลงได้สบายๆ ครับ ถ้าอยู่ในบ้านก็ระยะครอบคลุมไปหลายห้องเลยแหละ แม้ว่าจะสู้ตัวเทพๆ อย่าง BackBeat PRO 2 ไม่ได้ ที่เดินออกไปนอกบ้านก็ยังได้ยินเพลงชัดเจน แต่ก็ไกลพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ไม่มีปัญหาครับ

สิ่งที่ที่ต้องใส่ใจมากสำหรับการใช้งานหูฟังแบบ in-ear คือต้องเลือกขนาดยางหูฟังให้เหมาะสมสำหรับหูของตัวเอง ผู้เขียนเองก็เคยสอบถามไปยัง Systems2000 ผู้จัดจำหน่าย Plantronics BackBeat 105 ในประเทศไทยว่าทำไมหูฟังตัวนี้ไม่ค่อยมีเบสเลย ทั้งที่ก็ใส่หูฟังแน่นดี จึงได้รับคำแนะนำให้ลองเปลี่ยนยางหูฟังเป็นขนาดอื่นๆ ครับ ซึ่งหลังจากเปลี่ยนยางขนาดกลางเป็นขนาดเล็ก ก็ให้เสียงที่ดีขึ้นมาก เบสกลับมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องทดลองด้วยตัวเองครับว่าหูเราเหมาะกับยางไซส์อะไร

คุณภาพเสียงของ Plantronics BackBeat 105 จัดว่าดีเลย เสียงใสๆ โปร่งๆ สะอาดหู ฟังยาวได้เพลินๆ เบสมีกำลังสวย ไม่แน่นจนรกเกินไป ก็ถือว่าคุณภาพเสียงโอเคกับราคาค่าตัวครับ แต่ถ้าเอาไปเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Plantronics BackBeat PRO 2 (ที่ราคาแพงกว่าหลายเท่า) เสียงของ BackBeat 105 จะแห้งๆ ไม่ได้โทนอบอุ่นเหมือนรุ่นพี่เค้า แล้วก็เบสไม่หนักแน่นเท่า

ที่นี้คุณภาพของการโทร ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่งครับ โทรหลายครั้งใช้คุยได้ปกติดี เหมือนคุยแนบหูปกติ ก็ด้วยความที่เป็นหูฟังแบบ in-ear การใส่ 2 หูเพื่อคุยอาจจะอึดอัดหน่อย พูดแล้วเสียงมันก้องในหู ก็ใส่คุยโทรศัพท์หูเดียวกำลังสบายครับ

แต่การโทรบางครั้งผู้รับสายทักมาว่าไม่ค่อยได้ยิน อาจเพราะว่าตัวไมโครโฟนของ BackBeat 105 นั้นมีอยู่จุดเดียวบริเวณปุ่มควบคุมหูฟังครับ ซึ่งจุดนี้มันอยู่ใกล้คอเลยแหละ ทำให้การรับเสียงมีจำกัดหน่อย และด้วยความที่มีไมโครโฟนเดียว ทำให้ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนแบบ DSP + Echo reduction ต้องใช้การประมวลผลสัญญาณเสียงจากแหล่งเดียวเป็นหลัก จึงสู้หูฟังสำหรับสนทนาที่มี 2 ไมโครโฟนไม่ได้ครับ แต่ก็คิดว่า BackBeat 105 ออกแบบมาสำหรับการฟังเพลงเป็นหลักเนอะ

สรุป Plantronics BackBeat 105 หูฟังเบาๆ ใส่ได้ทั้งวัน

อุปกรณ์ภายในกล่อง Plantronics BackBeat 105

สำหรับใครที่ต้องการหาหูฟังไร้สายแบบ in-ear คุณภาพดีๆ BackBeat 105 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ ด้วยราคา 2,990 บาท แต่ได้การออกแบบและน้ำหนักที่ใช้สวมไปได้ทั้งวันโดยไม่เป็นภาระ ชาร์จครั้งเดียวใช้งานได้นาน คุณภาพเสียงดีสมราคา แม้ว่าการใช้งานด้านสนทนาอาจจะมีปัญหาสำหรับบางคนบ้าง แต่ก็ยังใช้คุยโทรศัพท์ได้โอเคอยู่ครับ

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิว หลอดไฟ “Philips Hue” แบบควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่น

Published

on

Plantronics BackBeat 105

฿ 2,990
Plantronics BackBeat 105
7.8

คุณภาพเสียง

7.5 /10

การออกแบบหูฟัง

8.5 /10

การใช้งานเป็นหูฟังโทรศัพท์

7.0 /10

ความสามารถพิเศษ

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • คุณภาพเสียงใช้ได้ ให้เสียงใส โปร่ง สบาย เบสกำลังสวย ไม่รก
  • น้ำหนักเบา ดีไซน์ให้คล้องติดตัวได้ทั้งวัน ไม่เป็นภาระ
  • มีฟังก์ชั่น Multipoint สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ 2 เครื่องเข้ากับหูฟัง
  • แถมสายชาร์จ 2 IN 1 สามารถชาร์จหูฟังไป และใช้พอร์ต USB นั้นทำงานอื่นๆ ได้ด้วย
  • สั่นเตือนโทรศัพท์เข้าได้แรงมาก ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่รู้

จุดสังเกต

  • ใช้งานคุยโทรศัพท์มีปัญหาผู้รับสายไม่ได้ยินบ้าง เพราะไมโครโฟนมีจุดเดียว และอยู่บริเวณคอ
  • งานประกอบไม่เนี๊ยบเท่าไหร่
  • ใช้งานแบบไร้สายได้อย่างเดียว ไม่สามารถใช้งานแบบมีสายได้ (เช่นมี Nintendo Switch ที่ต่อ bluetooth ไม่ได้ ก็ใช้หูฟังนี้ไม่ได้เลย)

ในที่สุดบริษัท ฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ทำตลาดฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) หลอดไฟอัจฉริยะ อย่างเป็นทางการในไทยสักที หลอดไฟที่สามารถเปลี่ยนเฉดสีได้หลากหลายสี ทำงานได้ด้วยการควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ การสั่งงานด้วยเสียง (Voice control) วันนี้แบไต๋ขอรีวิวให้ดูกันเบื้องต้นกับการควบคุมผ่าน แอปพลิเคชั่น นะคะ

ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ทำมาเพื่อเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่สนใจในการสร้างบรรยากาศให้กับความบันเทิงภายในห้องหรือบริเวณบ้าน พร้อมผนวกเทรนด์ Internet of Things” (IoT) เข้าสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) 

ตัวที่เราจะมีรีวิวให้ดูกันคือ Philips Hue Starter Kit – หลอดไฟเปลี่ยนสีอัจฉริยะ 3 หลอด พร้อม Philips Hue Bridge (ราคา 6,990 บาท)

  • ชุดเริ่มต้น Bridge+Bulbs พร้อมใช้งานได้ทันที
  • หลอดไฟขั้วมาตรฐานแบบ E27
  • ปรับค่าสีได้สูงสุด 16 ล้านสี
  • Sync ได้กับทุก Mood & Tone เช่น หนัง เพลง หรือ เกมส์
  • สั่งงานผ่าน Voice Control บน Smartphone
  • เชื่อมต่อกับ Smartphone ได้สูงสุด 10 เครื่อง
  • รองรับการใช้งานผ่าน Application ทั้งระบบ iOS และ Android

เริ่มต้นด้วยการติดตั้งกันก่อนเลยค่ะ (แอบยากนิดหน่อยสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องติดตั้งเอง T T)

  • ก่อนอื่นเลยคือการต่อหลอดไฟค่ะ (ซึ่งตัว “ฟิลิปส์ ฮิว” มี 3 รูปแบบด้วยกัน ไปตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.beartai.com/news/it-thai-news/227015)
  • จากนั้นคือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ซึ่งภายในกล่องมีอุปกรณ์มาให้ดังนี้
    • ตัวกล่องปล่อยสัญญาณ
    • สายแลน
    • ตัวปลั้กที่ใช้เสียบเพื่อเปิดการทำงาน
    • และก็หลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) แบบหัวเกลียวค่ะ
  • การเชื่อมต่ออุปกรณ์ก็คือ
    • นำตัวกล่องปล่อยสัญญาณมาเชื่อมต่อกับสายแลน (จริง ๆ ใช้สายแลนของที่มีที่บ้านก็ได้นะคะ ไม่ต้องใช้สายที่เขาให้มาก็ได้อ่ะ)
    • จากนั้นก็เชื่อมต่อกับปลั้ก แล้วก็เสียบปลั้กเข้ากับเต้าเสียบภายในห้อง หรือ ภายในบ้าน (สังเกตการทำงานคือ จะมีสัญญาณไฟสีฟ้าขึ้นมา 3 จุดค่ะ)

ต่อมาคือการโหลดตัวแอปพลิเคชั่นเพื่อควบคุมการทำงานของหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue)

  • แอปพลิเคชั่นหลักที่เราต้องโหลดคือ แอปฯที่ชื่อว่า Philips Hue สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android (ไม่มีค่าใช้จ่ายน้า
  • ซึ่งแอป “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) จะสามารถควบคุมการเปิด-ปิด , การลดแสง-เพิ่มแสง , หรือตั้งระยะเวลาการเปิด-ปิดหลอดไฟ ผ่านทางแอปพลิเคชั่นได้เลยด้วย (เหมาะสำหรับคนที่ขี้เกียจลุกขึ้นไปปิดปุ่มสวิตช์ไฟ)

This slideshow requires JavaScript.

  • เราจะต้องโหลดแอปฯย่อยเพื่อให้หลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ทำงานตามกิจกรรมที่เราต้องการด้วย ได้แก่
    • แอปฯ Philips Hue gen 1 : เพื่อช่วยเชื่อมต่อกับแอปฯย่อยอีกที (แอบยุ่งยากนิดหน่อย) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแอปพลิเคชั่นที่เสียค่าใช้จ่ายนะคะ

This slideshow requires JavaScript.

แต่เดี๋ยวก่อนเรามีแอปฯฟรีมาให้ด้วยค่า ^^ นั่นคือ

  • แอปพลิเคชั่น(ฟรี) ที่ใช้เชื่อมต่อคลังเพลงของคุณเพื่อให้หลอดไฟเปลี่ยนสีคือ Musicbox ซึ่งจะมีให้เราเลือกว่าต้องการจะเชื่อมต่อเพลงจากที่ไหนมาฟัง
  • แต่ถ้าไม่อยากเลือกเพลงให้ยุ่งยากก็โหลดแอปฯที่ชื่อว่า HueManic : เป็นแอปฯที่มีดนตรีมาให้เราเลือกเล่นได้เลย

This slideshow requires JavaScript.

  • ส่วนแอปพลิเคชั่น(ฟรี) อีกตัวที่ทำให้หลอดไฟเปลี่ยนสีเมื่อเราดูวิดีโอจาก Youtube คือ Hue Ambilight ค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

สรุป (ตามความสามารถที่เราใช้งานจริง) คือ… เจ้าหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) เขาก็ช่วยสร้างความบันเทิงเพิ่มมากขึ้นไปจากเดิม ช่วยเพิ่มสีสัน เพิ่มบรรยากาศได้โอเคเลยค่ะ ซึ่งหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ก็เปลี่ยนสีตามภาพบรรยากาศในวิดีโอได้ถูกต้องจริง ๆ ตามวิดีโอจาก Youtube หรือดนตรีที่เราเลือกเลย จากที่เราดูวิดีโอหรือฟังเพลงกับบรรยากาศภายในห้อง หรือ ภายในบ้านแบบเดิมๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นบรรยากาศที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในความบันเทิงให้เราตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ ว่าอยากจะมีเจ้าตัวหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ไว้ใช้งานรึเปล่า!!

หากสนใจผลิตภัณฑ์หลอดไฟอัจฉริยะ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ ร้านขายอุปกรณ์ Gadget ชั้นนำ หรือ เว็บไซต์ www.lazada.co.th ค่ะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

เปลี่ยนบ้านให้อัจฉริยะ สั่งงานผ่านมือถือได้ง่ายๆ ด้วยชุดอุปกรณ์สุดคุ้ม Lamptan Smart Home Solution

Published

on

Plantronics BackBeat 105

฿ 2,990
Plantronics BackBeat 105
7.8

คุณภาพเสียง

7.5 /10

การออกแบบหูฟัง

8.5 /10

การใช้งานเป็นหูฟังโทรศัพท์

7.0 /10

ความสามารถพิเศษ

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • คุณภาพเสียงใช้ได้ ให้เสียงใส โปร่ง สบาย เบสกำลังสวย ไม่รก
  • น้ำหนักเบา ดีไซน์ให้คล้องติดตัวได้ทั้งวัน ไม่เป็นภาระ
  • มีฟังก์ชั่น Multipoint สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ 2 เครื่องเข้ากับหูฟัง
  • แถมสายชาร์จ 2 IN 1 สามารถชาร์จหูฟังไป และใช้พอร์ต USB นั้นทำงานอื่นๆ ได้ด้วย
  • สั่นเตือนโทรศัพท์เข้าได้แรงมาก ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่รู้

จุดสังเกต

  • ใช้งานคุยโทรศัพท์มีปัญหาผู้รับสายไม่ได้ยินบ้าง เพราะไมโครโฟนมีจุดเดียว และอยู่บริเวณคอ
  • งานประกอบไม่เนี๊ยบเท่าไหร่
  • ใช้งานแบบไร้สายได้อย่างเดียว ไม่สามารถใช้งานแบบมีสายได้ (เช่นมี Nintendo Switch ที่ต่อ bluetooth ไม่ได้ ก็ใช้หูฟังนี้ไม่ได้เลย)

แนวคิดบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home นั้นย้อนไปกันไกลมาก เอาที่ใกล้ตัวและเห็นภาพกันหน่อยก็ในการ์ตูนโดราเอมอนที่บ้านสามารถสั่งงานผ่านอุปกรณ์ศูนย์กลางได้ สั่งด้วยเสียงได้ มายุคนี้เราสามารถเปลี่ยนบ้านให้เป็นบ้านอัจฉริยะได้ง่ายมากครับ ไม่ต้องปลูกบ้าน ซื้อคอนโดใหม่ หรือเดินระบบใหม่ให้ยุ่งยาก ใช้อุปกรณ์จากแลมป์ตั้นแบรนด์ของคนไทยในชุด Lamptan Smart Home Solution ก็สามารถเปลี่ยนบ้านให้สั่งงานผ่านมือถือได้ง่ายๆ แล้ว

ตัวอย่างการใช้อุปกรณ์ Lamptan Smart Home Solution ในคอนโดแบบห้องนอนเดียว

อุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution นั้นมีมากมายหลายชิ้น เพื่อใช้งานในส่วนต่างๆ ของบ้านนะครับ เช่น เครื่องตรวจก๊าซรั่ว, เครื่องตรวจควันไฟ, เครื่องตรวจน้ำล้น, มอเตอร์ควบคุมผ้าม่าน, สวิซท์ไฟอัจฉริยะ, เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว, เซนเซอร์ตรวจความเคลื่อนไหวของหน้าต่าง, กล้อง WiFi อัจฉริยะ, ลูกบิดประตูอัจฉริยะ, อุปกรณ์ส่งสัญญาณ Zigbee สำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ในมาตรฐาน Zigbee

ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดของแลมป์ตั้นนี้จะทำงานร่วมกับแอป Lamptan Home ที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งใน iOS และ Android ครับ ทำให้เราสามารถประสานการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมดได้ สามารถเซ็ตเป็นสถานการณ์เพื่อให้อุปกรณ์ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ เช่นเมื่อกลับถึงบ้าน ก็สามารถตั้งเวลา หรือเซ็ตปุ่มเดียวเพื่อควบคุมให้ม่านเปิด แอร์เริ่มทำงาน ทีวีติดขึ้นมาก็ทำได้ หรือถ้ามีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยอย่างเซนเซอร์หน้าต่าง หรือเซนเซอร์ตัวจับการเคลื่อนไหว ก็สามารถกำหนดรูปแบบการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมด เช่น เปิดไฟในบ้าน และแจ้งเตือนให้เราทราบ เมื่อมีผู้ประสงค์ร้ายเข้ามาในบ้านได้เช่นกัน

และวันนี้แบไต๋ขอรีวิวอุปกรณ์ 2 ตัวจากชุด Lamptan Smart Home Solution ให้ดูกันก่อนครับ จะได้เป็นแนวทางอัปเกรดบ้านตัวเองเป็นสมาร์ทโฮมกัน

Lamptan Smart Cube กล่องมหัศจรรย์แทนรีโมทได้!

สำหรับอุปกรณ์ที่ควบคุมผ่านรีโมทอินฟราเรดอย่างทีวี, แอร์, เครื่องเสียง, ฯลฯ ก็สามารถใช้เจ้า Smart Cube เป็นตัวแทนรีโมทให้เราสั่งงานผ่านมือถือได้เลยครับ เราจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ สามารถกดมือถือกลับมาเหมือนกดรีโมทอยู่ที่บ้านได้เลย โดยอาศัยหลักการทำงานง่ายๆ คือเมื่อเราสั่งงานจากแอป Lamptan Home ในมือถือ สัญญาณก็จะวิ่งผ่านอินเทอร์เน็ตผ่าน WiFi ไปที่กล่อง Smart Cube แล้วตัวกล่องก็ส่งแสงอินฟราเรดออกไปสั่งอุปกรณ์ที่เรากำหนดไว้ครับ โดย Smart cube ที่สามารถ add ได้ทุกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีรีโมทอินฟราเรด ทำให้เราสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านมือถือได้เลย แถมยังสามารถกำหนดเวลาเป็น Timer เพื่อตั้งเวลาเปิด-ปิดอุปกรณ์ได้ด้วย

สำหรับอุปกรณ์บางตัวอย่างแอร์ สามารถบอกสถานะเปิด-ปิดเครื่องจากในแอปได้เลย

สำหรับขั้นตอนการเซ็ตอัปก็ง่ายๆ คือต่อไฟให้ Lamptan Smart Cube ผ่านพอร์ต MicroUSB แล้วกดตัวเครื่องลง 6 วินาทีเพื่อรีเซ็ตการตั้งค่า และเปิดแอป Lamptan Home มาเชื่อมต่อเจ้ากล่องกับเครือข่าย WiFi ในบ้านครับ

หลังจากตั้งค่าเครือข่ายเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนสำคัญคือระบุว่าจะให้ Smart Cube ควบคุมอุปกรณ์อินฟราเรดตัวไหนบ้าง ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือเลือกหมวดอุปกรณ์เช่น TV, แอร์ แล้วค้นหาตามยี่ห้อ เสร็จแล้วก็ลองกดรีโมทผ่านแอป Lamptan Home ว่าสามารถควบคุมการทำงานได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยนรูปแบบรีโมทไปเรื่อยๆ จนหาแบบที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ของเราเจอครับ

แต่ถ้าอุปกรณ์ของเราเป็นแบบที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลของ Lamptan Home ก็ใช้วิธีที่ 2 ครับ คือเรียนรู้สัญญาณจากรีโมทตัวจริง ทำได้ง่ายๆ แค่เข้าโหมดเรียนรู้ เลือกปุ่มที่ต้องการจะเรียนรู้สัญญาณ เช่นปุ่มเพิ่มอุณหภูมิ แล้วหันรีโมทเข้ากล่อง Smart Cube กดปุ่มเพิ่มอุณหภูมิ เพื่อรับสัญญาณจากรีโมท กล่องก็จะเรียนรู้ว่าถ้าเพิ่มอุณหภูมิจะใช้สัญญาณอินฟราเรดแบบนี้ เสร็จแล้วก็กดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบปุ่มที่ต้องการก็ใช้ได้แล้ว

สามารถจ่อรีโมทแบบนี้เพื่อให้ Smart Cube เรียนรู้รูปแบบสัญญาณได้

จากการทดลองของเรา เราสามารถวาง Lamptan Smart Cube ไว้กลางห้องเพื่อสั่งงานอุปกรณ์หลายชิ้นในระยะที่ไม่มีวัตถุอะไรมาบังระหว่างตัวกล่องกับตัวอุปกรณ์ได้ (เหมือนการสั่งรีโมทปกติที่ต้องไม่มีอะไรขวางระหว่างรีโมทกับอุปกรณ์) แต่ถ้ามีอุปกรณ์หลายห้อง ก็ต้องอาศัย Smart Cube หลายตัววางไว้ในแต่ละห้องนะครับ โดยสั่งงานผ่านแอป Lamptan Home ตัวเดียวนี่แหละ

แต่ข้อสังเกตของเราสำหรับ Lamptan Smart Cube คือในกล่องจะไม่มีตัวหม้อแปลงไฟมาให้นะครับ มีแค่สาย Micro USB สำหรับต่อไฟเข้าอย่างเดียว ก็ต้องหาหัวแปลงสำหรับมือถือแบบที่จ่ายไฟได้ 5V 1A มาใช้

สำหรับ Lamptan Smart Cube นั้นวางราคาขายอยู่ที่ 1,400 บาท ซึ่งโปรโมชั่นตอนนี้จะแถมหลอดไฟ LED ที่สามารถเปลี่ยนอุณหภูมิแสงได้ไปด้วย

Lamptan Smart WiFi Socket ปลั้กไฟควบคุมผ่านเน็ต!

อุปกรณ์ชิ้นพื้นฐานสำหรับเปลี่ยนบ้านให้เป็น Smart Home ก็ขาดปลั้กไฟที่สั่งงานผ่านมือถือไปไม่ได้ครับ ในชุด Lamptan Smart Home Solution ก็มี Lamptan Smart WiFi Socket ที่ทำหน้าที่ในจุดนี้

จุดแรกที่เราชอบเกี่ยวกับปลั้กไฟตัวนี้คือดีไซน์และวัสดุครับ ที่ดูโมเดิร์น ดูแข็งแรง ถ้าอยากติดตั้งแล้วไม่ให้สะดุดตามากนักก็เลือกเป็นสีเทา แต่ถ้าอยากทำให้เป็นเหมือนของตกแต่งบ้าน ก็มีเป็นสีแดงเข้มๆ ให้เลือก เวลาใช้งานก็มีดวงไฟติดขึ้นที่ตัวปลั้กด้วย น่ารักดีครับ แต่จุดสังเกตของดีไซน์อยู่ที่ช่องเสียบปลั้กนั้นเป็นแบบขาแบนอย่างเดียว ถ้าใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นปลั้กขากลมก็ต้องเสียบผ่านตัวแปลงขาอีกที แล้วก็ออกแบบมาสำหรับใช้งานในบ้านอย่างเดียวนะครับ เอาไปตากแดดตากฝนนอกบ้านไม่ได้นะ

เซ็ตอัปปลั้กผ่านแอป Lampton Home

วิธีการใช้งาน Lamptan Smart WiFi Socket นั้นง่ายมาก แค่เอาปลั้กไปเสียบกับไฟบ้าน เสร็จแล้วกดปุ่มที่ตัวปลั้กค้างไว้เพื่อรีเซ็ทการตั้งค่า เสร็จแล้วก็เข้าแอป Lamptan Home ในมือถือ (ดาวน์โหลดมาให้เรียบร้อยก่อนเซ็ตอัปนะ) กดเพิ่มอุปกรณ์ในแอป แล้วหา Smart WiFi Socket ในแเอป เสร็จแล้วตัวแอปจะให้เราเชื่อมไวไฟกับ Smart WiFi Socket เพื่อเข้าไปตั้งค่าให้ตัวปลั้กเข้าใช้ WiFi ของบ้านได้ หลังจากเซ็ตค่าเรียบร้อยก็ใช้งานได้เลยครับ

กดปิด-เปิด Lamptan Smart WiFi Socket ผ่านแอปได้แล้ว! เปิด-ปิดพัดลมผ่านแอปนี่แหละ

วิธีใช้อย่างง่ายที่สุดคือกดปิด-เปิดสวิทซ์ของปลั้กจากในแอป Lamptan Home ได้เลยครับ ซึ่งตราบใดที่ Lamptan Smart WiFi Socket ยังเชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ เราก็สามารถสั่งปิด-เปิดปลั้กไฟจากที่ไหนในโลกก็ได้ครับ เช่นเอาไปเสียบกับปั้มอากาศของตู้ปลา เราก็ควบคุมการปิดเปิดปั้มได้แม้ไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่! หรือจะเอาไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเป็นทีมร่วมกับอุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution หลายตัวก็ได้

นอกจากเปิด-ปิดสวิทซ์ไฟจากระยะไกลได้แล้ว Lamptan Smart WiFi Socket ยังมีความสามารถสุดเจ๋งอีกอย่างคือสามารถรายงานการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ตัวที่กำลังเชื่อมต่อได้ทันที ว่ามันกำลังกินไฟกี่ Watt แถมดูเป็นกราฟแสดงอัตราการใช้ไฟในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ด้วย (นี่เอาไปใช้แทน Watt Meter ได้เลยนะเนี่ย) นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปตั้ง Countdown นับถอยหลังเวลาเปิด-ปิดสวิทซ์ หรือจะกำหนดเวลาเปิด-ปิด เช่นให้เปิด-ปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้ เห็นเรียบง่ายแบบนี้ ความสามารถไม่น้อยเลย

สเปกของ Lamptan Smart WiFi Socket นั้นรองรับกำลังไฟได้สูงสุด 10A ที่ 220V นะครับ ก็เอาไปใช้กับงานทั่วไปได้สบาย ส่วนราคาขาย ในหน้าเว็บของ Lamptan ตั้งราคาไว้ที่ 1,200 บาท พร้อมแถมหลอด LED 5W ให้อีก 2 หลอด ราคานี้ก็คุ้มอยู่นะ

Lamptan Smart Home Solution เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทโฮมด้วยราคาคุ้มค่า

เรื่องที่เราประทับใจที่สุดสำหรับอุปกรณ์ชุด Lamptan Smart Home Solution คือราคาที่คุ้มค่ามาก อย่างกล้องวงจรปิด WiFi ตั้งราคาขายไว้ 1,750 บาท หรือตัว Smart SOS สำหรับกดแจ้งเตือนเหตุด่วนเหตุร้าย (เหมาะสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุ) ก็ขาย 1,750 บาทเท่ากัน ซึ่งเมื่อรวมกับระบบที่สามารถจัดการอุปกรณ์ทุกตัวผ่านแอป Lamptan Home จบครบในตัวเดียว ก็ถือเป็นทางเลือกอุปกรณ์แปลงบ้านเป็นบ้านอัจฉริยะที่ราคาไม่แพง แถมได้ระบบจัดการที่เข้าใจง่ายไปใช้ด้วย

แต่ตอนนี้อุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution ยังไม่สนับสนุน IFTTT (บริการบนเว็บที่ช่วยให้อุปกรณ์ Smart Home หรือ IoT สามารถเชื่อมต่อกับบริการในเว็บอื่นๆ ได้ เช่นถ้าเมลเข้า ให้ไฟติดกระพริบ) ก็หวังว่าในอนาคตจะเพิ่มการรองรับบริการนี้นะครับ ก็จะขยายโอกาสในการใช้ออกไปได้มากทีเดียว

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Huawei EnVizion 360 กล้องจิ๋ว 360 องศา ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่น!

กล้องถ่าย 360 องศาตัวจิ๋ว ที่เสียบกับสมาร์ทโฟนแล้วถ่ายรูปรอบตัวได้ในแชะเดียว

Published

on

Plantronics BackBeat 105

฿ 2,990
Plantronics BackBeat 105
7.8

คุณภาพเสียง

7.5 /10

การออกแบบหูฟัง

8.5 /10

การใช้งานเป็นหูฟังโทรศัพท์

7.0 /10

ความสามารถพิเศษ

8.0 /10

ความคุ้มค่า

8.0 /10

จุดเด่น

  • คุณภาพเสียงใช้ได้ ให้เสียงใส โปร่ง สบาย เบสกำลังสวย ไม่รก
  • น้ำหนักเบา ดีไซน์ให้คล้องติดตัวได้ทั้งวัน ไม่เป็นภาระ
  • มีฟังก์ชั่น Multipoint สามารถเชื่อมอุปกรณ์ได้ 2 เครื่องเข้ากับหูฟัง
  • แถมสายชาร์จ 2 IN 1 สามารถชาร์จหูฟังไป และใช้พอร์ต USB นั้นทำงานอื่นๆ ได้ด้วย
  • สั่นเตือนโทรศัพท์เข้าได้แรงมาก ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่รู้

จุดสังเกต

  • ใช้งานคุยโทรศัพท์มีปัญหาผู้รับสายไม่ได้ยินบ้าง เพราะไมโครโฟนมีจุดเดียว และอยู่บริเวณคอ
  • งานประกอบไม่เนี๊ยบเท่าไหร่
  • ใช้งานแบบไร้สายได้อย่างเดียว ไม่สามารถใช้งานแบบมีสายได้ (เช่นมี Nintendo Switch ที่ต่อ bluetooth ไม่ได้ ก็ใช้หูฟังนี้ไม่ได้เลย)

กล้อง Huawei EnVizion 360 Panoramic VR Camera เป็นหนึ่งในของแถมจาก Huawei P20 Pro ที่คนสนใจกันเยอะมากนะครับ (และคาดว่าหลังจาก P20 Pro วางตลาดเรียบร้อย ก็น่าจะมีคนปล่อยขายของแถมตัวนี้กันพอสมควรเลย) วันนี้แบไต๋จึงขอรีวิวให้ดูกันว่ากล้องถ่าย 360 องศาตัวนี้ ที่ถ่ายภาพครั้งเดียวก็เก็บทุกมุมรอบตัวแบบ 360 องศา ไม่ต้องมายืนหมุนมือถือถ่ายทีละนิดละนิด ให้คุณภาพได้แค่ไหน ควรซื้อหามาใช้ หรือใครที่ได้มาเป็นของแถม ควรเก็บไว้ถ่ายเองไหม

การออกแบบ Huawei EnVizion 360

ตัวกล้อง Huawei EnVizion 360 และถุงสำหรับเก็บกล้อง

Huawei EnVizion 360 นั้นมีขนาดเล็กมากนะครับ หนักแค่ 30 กรัม ขนาดพอๆ กับชุดเลนส์ Fish Eye ที่หลายคนใช้แปะมือถือกันนั้นแหละ เล็กกว่ารุ่นพี่ในวงการอย่าง Ricoh Theta แล้วก็เล็กกว่าคู่แข่งอย่าง Insta360 Air อีกหน่อย ซึ่งความเล็กของมันก็เป็นข้อดีที่พกง่ายมาก สามารถใส่ถุงนิ่มๆ ที่ Huawei แถมมาให้พกติดตัวไปไหนก็ได้ ไม่ลำบากชีวิต!

ดีไซน์ของ EnVizion 360 นั้นเรียบง่ายมากครับ ทุกด้านสมมาตรกันหมด ด้านหน้าและหลังมีกล้อง 13 ล้านพิกเซล f/1.8 ฝั่งละตัว เพื่อถ่ายภาพด้านละ 180 องศามารวมกันเป็นภาพ 360 องศาครับ ตัวกล้องเคลือบมันวาว (ไม่แน่ใจว่าเป็นโลหะหรือพลาสติกเคลือบ) ทำให้ดูดีใช้ได้ แต่เสียอย่างเดียว ด้วยขนาดที่เล็กและตัวกล้องมันๆ ลื่นๆ เวลาถือต้องมีสติตลอดเวลา ทั้งระวังไม่ให้นิ้วไปโดนเลนส์ และระวังไม่ให้ตกครับ

การใช้งาน Huawei EnVizion 360

 

วิธีใช้งาน Huawei EnVizion 360 นั้นง่ายมากครับ แค่เสียบกล้องเข้ากับพอร์ต USB-C แล้วเปิดแอป HUAWEI 360 Camera มาถ่ายเท่านั้น ไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์ Huawei ก็ใช้ถ่ายได้ ข้อจำกัดเดียวของ EnVizion 360 คือต้องใช้กับอุปกรณ์ที่เป็น Android 6.0 และใช้พอร์ต USB-C เท่านั้นครับ ใครใช้ iPhone หรือใช้แอนดรอยด์ที่ยังเป็น Micro USB อยู่ หมดสิทธิ์ใช้กล้องตัวนี้นะจ๊ะ

เราสามารถใช้งาน EnVizion 360 ได้ 3 โหมดคือ

  • ถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายได้ความละเอียด 5K – 5376 x 2688 pixel
  • ถ่ายวิดีโอ ถ่ายได้ความละเอียด Full HD – 1920 x 960 pixel นานสูงสุด 5 นาที
  • ถ่ายทอดสดวิดีโอ 360 องศา ขึ้น Youtube และ Facebook ด้วยความละเอียด HD – 1280 x 640 / 8Mbps

PIC_20180409_124645

คุณภาพของภาพนิ่งในช่วงกลางวันนั้นสีสันคมชัดสดใส

PIC_20180408_190951

ส่วนถ้าเป็นภาพตอนกลางคืน ก็ถือว่าดีกว่ากล้อง 360 องศาหลายรุ่นในตลาด แต่ก็ไม่แนะนำให้ถ่ายในที่แสงน้อย

ในส่วนของภาพนิ่งนั้นเราพอใจกับภาพที่ได้นะครับ ภาพคมชัดรายละเอียดดี แต่สำหรับการถ่ายวิดีโอเราว่าความละเอียดระดับ Full HD นั้นน้อยไปสำหรับงาน 360 องศาที่ต้องเอาภาพมาขยายให้เห็นทุกทิศทาง ถ้าสามารถถ่าย 4K ได้จะดีมาก ส่วนการถ่ายทอดสดนั้นได้ความละเอียดระดับนี้ก็โอเคแล้วครับ ถ้าละเอียดกว่านี้เน็ตน่าจะเร็วไม่พออัปโหลด แต่ติดอยู่นิดเดียว มันยังไลฟ์ขึ้น facebook pages ไม่ได้ ไลฟ์ขึ้นโปรไฟล์ส่วนตัวได้อย่างเดียว แอดงี้อดไลฟ์ขึ้นเพจแบไต๋ให้ดูบรรยากาศงานต่างๆ เลย

ระหว่างถ่ายรูป 360 องศาเราสามารถหมุนภาพ ซูมภาพตัวอย่างที่แสดงเข้าออกได้ด้วยนะครับ สามารถตั้งนับถอยหลังก่อนถ่ายได้ด้วย เพื่อให้เราจัดองค์ประกอบภาพได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถปรับความสว่างก่อนถ่าย (EV) และใส่ฟิลเตอร์ให้ภาพก็ได้ และถ้าเราไม่ต้องการโลโก้ Huawei 360 (ที่อยู่บริเวณที่ตัวกล้องอยู่ในภาพ) ก็สามารถปิดใน Settings ได้ครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีลายน้ำหัวเว่ยทุกรูป

การใช้ไฟล์ 360 องศา

PIC_20180408_184257

ถ้าเป็นแสงยามเย็น Huawei EnVizion 360 ก็ยังเอาอยู่นะครับ

ยุคนี้แพลตฟอร์มต่างๆ รองรับไฟล์ 360 องศามากขึ้นครับ ไม่ต้องอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มเฉพาะที่แชร์ยากเย็นเหมือนเมื่อก่อน เราสามารถใช้ไฟล์รูป 360 องศาจาก Huawei EnVizion 360 ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน อัปโหลดขึ้น Facebook หรือส่งใน LINE ได้ทันที โดยที่คนใช้เฟซบุ๊กหรือไลน์คนอื่นๆ ก็ดูภาพแบบ 360 องศาได้ในแอปเลย ส่วนถ้าเป็นวิดีโอก็สามารถอัปโหลดขึ้น facebook หรือ Youtube ให้เป็นวิดีโอแบบ 360 องศาได้เลยครับ ไม่ต้องไปผ่านกระบวนการพิเศษ ให้ต้องใช้คอมพิวเตอร์ให้วุ่นวาย

Huawei EnVizion 360 สามารถเลือกมุมเซฟภาพออกมาได้ (ภาพนี้เป็นแบบ Little Planet)

ส่วนถ้าเราอยากแชร์แค่ภาพนิ่งที่ปรับมุมสวยๆ อาจจะปรับภาพในแบบ Little Planet ที่เหมือนเรายืนอยู่บนโลกกลมใบเล็กๆ หรือเลือกให้เห็นมุมมองที่ต้องการ ก็สามารถลากบีบมุมภาพที่ต้องการได้ในแอป แล้วกดปุ่ม Screen Shot เพื่อบันทึกภาพนั้นออกมาแชร์ได้เลย หรือจะเซฟออกมาเป็น GIF ก็ได้ โดยถ้าเป็นภาพนิ่ง ไฟล์ GIF ก็จะค่อยๆ หมุนเปลี่ยนมุม ส่วนถ้าเป็นวิดีโอ ไฟล์ GIF ก็จะเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งของวิดีโอออกมาเล่นครับ

ซึ่งการที่ Huawei EnVizion 360 นั้นเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนโดยตรงก็ทำให้การใช้ไฟล์ 360 องศานั้นสะดวกกว่ากล้องอื่นๆ เยอะครับ แทนที่จะถ่ายแล้วต้องมาโอนใส่เครื่อง ต้องเปิด Wifi ต้องเปิด Bluetooth แชร์เข้ามา อันนี้คือไฟล์ 360 องศาอยู่ในคลังภาพ พร้อมใช้ได้เลยแม้ไม่ได้เสียบตัวกล้องอยู่

สรุปแล้ว Huawei EnVizion 360 นั้นคุ้มไหม

อุปกรณ์ในกล่อง Huawei EnVizion 360

Huawei EnVizion 360 วางราคาขายอยู่ที่ 4,490 บาท ก็ถือเป็นราคาที่ไม่แพงสำหรับกล้องความสามารถแบบนี้นะครับ เพราะคู่แข่งอย่าง Ricoh Theta หรือ Insta360 นั้นมักจะมีราคาสูงกว่านี้ ซึ่งถ้าใช้ทั่วไป ใช้ถ่ายภาพตอนไปเที่ยว หรือใช้ในครอบครัว เจ้ากล้องตัวนี้เอาอยู่สบายๆ แต่ถ้าจะใช้จริงจังระดับโปรดักชั่นที่ต้องการไฟล์ชัดมากๆ ต้องการวิดีโอ 4K หรือต้องการเอาไปต่อกับคอมพิวเตอร์เป็น Webcam ก็ต้องดูแบรนด์อื่นที่ความสามารถสูงกว่านี้ครับ

ส่วนใครที่ได้มาพร้อมกับ Huawei P20 Pro แอดมองว่าคุ้มมากนะ มันใช้เสริมความสามารถของกล้อง P20 ได้ดีเลย คือกล้อง P20 จะเทพยังไง มันก็ถ่าย 360 องศาได้ไม่เหมือนที่ Huawei EnVizion 360 ถ่ายได้ ส่วนใครที่ได้กล้องนี้ในราคาปล่อยต่อสักที่ถูกกว่านี้ มันก็ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่ครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!