Connect with us

Gadget Review

รีวิว Fitbit Ionic นาฬิกาอัจฉริยะ ท้าชิง Apple Watch อย่างสูสี!

Ionic นาฬิกาอัจฉริยะที่ Fitbit บอกว่าเป็นรุ่นแรกที่ทำออกมา ก็มีจิตวิญญาณทั้งของ Fitbit เองและ Pebble ที่ซื้อบริษัทเข้ามา สรุปจะเป็นยังไงเรารีวิวให้อ่านกัน

Published

on

Fitbit Ionic

฿11690
9.1

คุณภาพวัสดุ

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.5/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

8.5/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

9.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่ทนมาก อยู่ได้นานเกิน 4 วันโดยไม่ต้องชาร์จ
  • นาฬิกาน้ำหนักเบา ใส่สบาย ดีไซน์ให้ดูเหมือนนาฬิกาบางได้ (จริงๆ มันหนานะ แต่ดูบาง)
  • กันน้ำได้ลึก 50 เมตร ทำให้ใส่ว่ายน้ำได้ ใส่วิ่งก็มี GPS ในตัวติดตามระยะทางและความเร็วได้
  • แสดง Notification จากสมาร์ทโฟนได้ ไลน์เด้งก็เตือนที่นาฬิกา
  • ลงเพลงในนาฬิกาแล้วให้นาฬิกาเชื่อมหูฟัง Bluetooth ไว้ฟังเพลงได้

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับภาษาไทย! ทำให้อ่านโนติภาษาไทยไม่ออก
  • หน้าติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาโหลดช้า ติดตั้งช้า
  • จำนวนแอปให้ติดตั้งยังมีน้อย เช่นแอปจาก Spotify ยังไม่มีให้ใช้
  • จัดการเพลงผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำผ่านมือถือไม่ได้ โอนเพลงช้า
  • ต้องใช้สายนาฬิกาของตัวเอง ไม่สามารถใช้สายมาตรฐานในท้องตลาดได้

แม้ว่าเราจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์ Fitbit หลายตัวที่ทำงานเป็นนาฬิกาได้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ Fitbit ก็ถือว่า Ionic เป็น Smart Watch รุ่นแรกของบริษัทครับ จะถือว่าเป็นตัวแทนทางจิตวิญญาณของ Pebble ที่ Fitbit ซื้อไปในช่วงปลายปี 2016 ก็ได้ (แล้วก็ปิด Pebble เลิกผลิตนาฬิกาทุกอย่างไปเลย จะแอบแค้นก็ตรงนี้) เพราะมีความสามารถลงแอปเพิ่มและเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้ แล้วการใข้งานจริงเป็นยังไง เราใช้ Fitbit Ionic ในชีวิตประจำวันมานับเดือน ก็ขอสรุปให้ฟังครับ

Fitbit Ionic มีสายหลายแบบให้เลือกเปลี่ยน

ดีไซน์และรูปแบบการใช้งาน

  • ดีไซน์ดูดี รู้สึกเป็นของที่มีราคา ดูบาง แม้ว่าจริงๆ แล้วจะหนา
  • หน้าจอทนทาน ใช้มานานก็ยังไม่มีริ้วรอย แสดงภาพได้ชัดเจนแม้แดดจัด
  • เปลี่ยนสายได้ง่าย แต่ต้องใช้สายของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถใช้สายนาฬิกาทั่วไปได้

Fitbit Ionic ใส่แล้วดูบาง เพราะดีไซน์สี่เหลี่ยมคางหมู

ขึ้นชื่อว่าเป็นนาฬิกา สิ่งแรกที่คนสนใจก็หนีไม่พ้นการออกแบบครับ Fitbit Ionic ก็ออกแบบในสไตล์ของอุปกรณ์ Fitbit คือเป็นสี่เหลี่ยมพื้นผ้ามุมเหลี่ยมเลย (ไม่ต้องมาถามหามุมมนๆ จากรุ่นนี้) ดูแข็งแรง หนักแน่น ทำจากวัสดุชั้นดี อลูมิเนียมซีรี่ส์ 6000 หนักแค่ 47 กรัม ที่สำคัญคือใส่แล้วดูนาฬิกาบาง ทั้งที่จริงๆ แล้วนาฬิกามันก็หนาอยู่ เพราะด้านหลังเครื่องทำเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เวลาอยู่บนข้อมือแล้วหลอกตาว่านาฬิกาไม่หนามาก ไม่เหมือนอย่าง Apple Watch ที่เป็นสี่เหลี่ยมทั้งก้อนทำให้ตัวนาฬิกาดูหนาบนข้อมือครับ

Fitbit Ionic นั้นมีด้วยกัน 3 สีคือ รุ่นที่เรามารีวิวคือ ตัวเรือนสีเงิน-สายสีเทาอมน้ำเงิน (White/Blue-Grey) ตัวเรือนสีเทาเข้ม-สายสีถ่านเข้มๆ (Smoke Gray/Charcoal และตัวเรือนสีทอง-สายสีฟ้าอ่อน (Burnt Orange/Slate Blue)

กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass 3 ให้ความแข็งแรงและกันรอยได้ดีมาก ใส่ติดข้อมือทุกวันมาเป็นเดือน หน้าจอยังไม่เป็นรอยเลย และที่ประทับใจคือตัวจอที่ Fitbit เคลมว่าให้ความสว่างสูงถึง 1,000 nit ก็ทำให้ใช้งานกลางแดดได้สบายมากครับ แดดจะแรงแค่ไหนเราก็ยังเห็นข้อมูลจากจอได้ชัดเจน สีสันสดใส

อุปกรณ์ในกล่องของ Fitbit Ionic

ในกล่องของ Fitbit Ionic นั้นมีสายนาฬิกาแบบยางมาให้เลือก 2 ขนาดนะครับ ก็เลือกให้เหมาะสำหรับขนาดข้อมือของตัวเอง เปลี่ยนสายได้ง่ายๆ โดยกดปุ่มที่ด้านหลังของสาย ก็ดึงสายออกมาได้แล้ว ซึ่งตัวสายนี้ทำจากยางชั้นดีครับ แม้เหงื่อจะออกเต็มแขนแต่ไม่รู้สึกคัน ตัวล็อกสายก็มี 2 ชั้น ทั้งแบบเกี่ยวกับรูและเป็นหมุดยึดลงไปกับรู ก็ทำให้มั่นใจว่านาฬิกาจะไม่หลุดออกจากมือง่ายๆ แต่สายที่ใช้กับ Fitbit Ionic จะต้องเป็นสายเฉพาะของมันนะครับ ไม่สามารถหาซื้อสายทั่วไปมาเปลี่ยนได้ ซึ่งในเว็บของ Fitbit เองก็มีสายอีกหลายแบบทั้งสายหนังและสายดีไซน์สปอร์ตให้ซื้อเปลี่ยนครับ

ตัวเรือน Fitbit Ionic และสายที่ถอดออก

Fitbit Ionic นั้นมีปุ่มควบคุม 3 ปุ่มรอบเครื่องทำงานร่วมกับจอสัมผัสนะครับ ก็ถือว่าใช้งานง่ายเลยแหละ ไม่ต้องอ่านคู่มือเยอะแบบ Smart Watch รุ่นอื่นก็ใช้งานพื้นฐานได้เลย

  • ปุ่มซ้ายไว้ถอยหลังหรือปุ่ม Back
  • ปุ่มขวาบนไว้เข้าหน้า Today สรุปว่าวันนี้การใช้ชีวิตของเราเป็นยังไงบ้าง
  • ปุ่มขวาล่างไว้เข้าหน้า Exercise เลือกการออกกำลังกาย

ส่วนหน้าจอสัมผัสก็สามารถลากจากขอบจอทั้ง 4 ด้านเพื่อเข้าหน้าต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

  • ลากจากขอบบน เมนูเล่นเพลง
  • ลากจากขอบขวา เข้าเมนูหลักของนาฬิกา
  • ลากจากขอบล่าง โชว์ Notification จากโทรศัพท์
  • ลากจากขอบซ้าย เข้าหน้า Quick Settings

เซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจ และการเสียบสายชาร์จแบบ Hardcore (ปกติก็ไม่ต้องถอดสายนาฬิกาแบบนี้หรอก)

ด้านหลังตัวเรือนเป็นเซนเซอร์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจที่จะยิงแสง LED ลงมาเพื่อจับการเต้นของหัวใจนะครับ และมีช่องเสียบสายชาร์จแบบแม่เหล็กอยู่ตรงนี้ด้วย

Fitbit Ionic สมาร์ทวอทช์ที่ไม่ต้องเพิ่งสมาร์ทโฟน (มากนัก)

  • ตัวนาฬิกาสามารถทำงานได้ครบถ้วนทั้งการตรวจจับการเต้นของหัวใจ นับก้าวเดิน โดยไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟน
  • สามารถโหลดเพลงลงนาฬิกาได้ราว 300 เพลง และเชื่อมต่อกับหูฟัง Bluetooth ได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟน
  • แต่การโหลดเพลงลงนาฬิกาต้องทำผ่านคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำจากสมาร์ทโฟนได้ และใช้เวลาโหลดเพลงนานมาก

ด้วยความที่นาฬิกาเรือนนี้เป็น Smart Watch การใช้งานจึงต้องใช้ควบคู่กับ Smart Phone แต่ Ionic ก็ไม่ได้ต้องการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนตลอดเวลานะครับ หลังจากเซ็ตอัปครั้งแรกที่ต้องเชื่อมกับสมาร์ทโฟน เราก็สามารถใช้งานมันเดี่ยวๆ ได้ โดยหน่วยความจำในนาฬิกาจะสามารถบันทึกการใช้ชีวิตได้ 7 วัน และบันทึกสรุปรายวันได้ 30 วัน ก่อนนำมาซิงค์บันทึกเข้าระบบของ Fitbit ผ่านสมาร์ทโฟน

นอกจากนี้เรายังสามารถโหลดเพลงลงนาฬิกาเพื่อเชื่อมต่อกับหูฟัง Bluetooth ได้โดยตรง เวลาไปออกกำลังกายก็ไม่ต้องพกสมาร์ทโฟนไป เอาไปแค่ Ionic กับหูฟัง Bluetooth ก็ฟังเพลงพร้อมออกกำลังกายได้แล้ว (หรือถ้ายังรักการฟังเพลงจากสมาร์ทโฟนอยู่ ก็สามารถใช้ตัวนาฬิกาสั่งเล่นเพลงจากสมาร์ทโฟนได้เช่นกัน)

แต่การซิงก์เพลงเข้า Fitbit Ionic แอบยุ่งยากไปนิดครับ เพราะไม่สามารถซิงก์จากสมาร์ทโฟนได้โดยตรง ต้องทำผ่านโปรแกรมในคอมพิวเตอร์เท่านั้น และการซิงก์ก็ใช้เวลานานด้วย การซิงก์เพลงสัก 3 อัลบั้ม อาจจะต้องใช้เวลานานนับชั่วโมง แล้วใน Ionic มีพื้นที่เก็บเพลงอยู่ 2.5 GB สามารถเก็บเพลงได้ราว 300 เพลงครับ ก็ไม่มากไม่น้อยอะไร

ติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาเสริมได้ แต่ตัวเลือกยังน้อย

  • หน้าปัดมีหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบเข็มและดิจิตอล แบบที่แสดงข้อมูลเยอะๆ ก็มีให้เลือก
  • สามารถเลือกแอปเสริมให้นาฬิกาได้ตามความต้องการ
  • แต่จำนวนแอปยังมีไม่เยอะ และการติดตั้งใช้เวลานาน

โหลดหน้าปัดนาฬิกาได้จากสมาร์ทโฟน

Fitbit Ionic สามารถเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้ มีรูปแบบมากมายให้เลือกโหลดผ่านแอป Fitbit ซึ่งเปิดโอกาสให้นักพัฒนาภายนอกได้ทำหน้าปัดนาฬิกาได้ด้วย ทำให้ตัวเลือกหน้าปัดนาฬิกาจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

นอกจากนี้เรายังสามารถลงแอปเพิ่มในนาฬิกาได้ แต่เนื่องจาก Fitbit Ionic ยังเป็นระบบใหม่ แอปที่มีให้เลือกจึงมีไม่เยอะครับ บริการด้านกีฬาดังๆ ก็มีแค่ Strava มีแอปอ่านข่าว Flipboard แต่บริการฟังเพลงอย่าง Spotify ก็ยังไม่มีให้โหลด แผนที่แบบนำทางได้ในตัวนาฬิกาเหมือน Apple Watch ก็ยังไม่มี ก็ต้องรอเวลาเพื่อให้นักพัฒนาทำแอปลงมาเพิ่มนะครับ

หน้าปัดนาฬิกาสวยๆ ของ Ionic

และ Ionic ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่การติดตั้งที่ใช้เวลานาน แม้ว่าตัวแอปและหน้าปัดต่างๆ จะไม่ขนาดไม่ใหญ่เลย แต่ก็ต้องใช้เวลาโหลดลงนาฬิกานานนับนาทีครับ

ใช้งาน Fitbit Ionic ในชีวิตประจำวัน

  • แบตเตอรี่ทนมาก ใช้จนลืมว่าชาร์จครั้งสุดท้ายวันไหน
  • สามารถสั่นและแจ้งเตือนสายเรียกเข้าและแสดงแจ้งเตือนจากทุกแอปในสมาร์ทโฟนได้
  • แต่ไม่สามารถแสดงการแจ้งเตือนเป็นภาษาไทยได้ น่าเสียดายมากตรงนี้

แม้ว่าภาพลักษณ์ของ Fitbit จะเป็นในแนวสุขภาพมาตลอด แต่สำหรับ Ionic กลับเหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมากกว่าผลิตภัณฑ์รุ่นอื่นๆ ของ Fitbit ครับ

เมื่อเริ่มต้น Fitbit Ionic จะแสดงการแจ้งเตือนภาษาไทยเป็นแบบนี้

จุดเด่นที่ใช้ได้จริงคือ Fitbit Ionic สามารถแสดงการแจ้งเตือนหรือ Notification ทุกอย่างได้จากสมาร์ทโฟนที่ทั้งสั่นเตือนและแสดงข้อความการแจ้งเตือนได้แบบไม่ต้องหยิบเอาสมาร์ทโฟนออกมาดู มีสายเรียกเข้าก็แสดงรายละเอียด แต่น่าเสียดาย (มากๆ) ที่ยังไม่สามารถแสดงภาษาไทยได้ครับ ถ้าค่ามาตรฐานของนาฬิกาเลย ฟอนต์ไทยจะแสดงเป็นกล่องสี่เหลี่ยมทั้งหมด แต่ก็สามารถเซ็ทผ่านแอปของ Fitbit ให้ถอดเสียงจากภาษาไทยมาแสดงเป็นภาษาอังกฤษแบบคาราโอเกะได้ ก็ทำให้พออ่านได้แต่ก็ไม่ดีเท่าการแสดงภาษาไทยจริงๆ อยู่ดี

แต่เราสั่งให้ถอดเสียงภาษาไทยเพื่อแสดงแบบคาราโอเกะได้ (อ่านยากหน่อย แต่ก็พอรู้เรื่อง)

อีกเรื่องที่เป็นจุดขายของนาฬิการุ่นนี้เลยแบตเตอรี่ทนมาก ตามสเปกเคลมว่าใช้งานได้ 5 วัน แต่ใช้จริงน่าจะใช้ได้เป็นสัปดาห์ครับ คือลืมไปเลยว่าชาร์จครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีนาฬิกาเตือนว่าแบตอ่อน (หลังจากนาฬิกาเตือนก็ใช้ได้ต่ออีกเป็นวันนะ) ก็ค่อยกลับมาชาร์จ เรื่องนี้น่าประทับใจมากๆ

ส่วน Fitbit Pay นั้นไม่ต้องพูดถึงครับ มันใช้ในเมืองไทยไม่ได้ แล้วดูทรงไม่น่าจะได้ในเร็วๆ นี้ด้วย เพราะสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแบบ QR Code แต่ Fitbit Pay เป็นเทคโนโลยีแบบ NFC ซึ่งไม่ได้แพร่หลายในไทย ถ้าจะทำให้เกิดก็ต้องใช้เวลาและทุนผลักดันมหาศาล จึงไม่น่าเป็นไปได้ในไทยครับ

การใช้งานในเชิงสุขภาพ

ในตัว Fitbit Ionic นั้นมีเซนเซอร์เยอะมากสำหรับการตรวจจับสุขภาพและการออกกำลังกายนะครับ คือ

  • เซนเซอร์ตรวจจับการเต้นของหัวใจที่แม่นยำ (เรียกว่า PUREPULSE) วัดการเต้นของหัวใจตลอดทั้งวัน แล้วนำไปสรุปในแอป Fitbit ให้ดูว่าลักษณะการเต้นของหัวใจเราเป็นอย่างไร มีค่าหัวใจขณะพัก (Resting Heart Rate) เท่าไหร่ ร่างกายเรามีความฟิตเท่าไหร่เมื่อเทียบกับอายุ และระหว่างออกกำลังกายก็แสดงโซนการเต้นของหัวใจได้
  • เซนเซอร์ตรวจการเคลื่อนไหว Accelerometer และ Gyroscope นับก้าวเดินแต่ละวัน เตือนให้ผู้ใส่เคลื่อนไหวในกรณีที่นั่งนิ่งนานๆ และสามารถบันทึกการออกกำลังกายอัตโนมัติได้ ทำงานเองแม้ลืมสั่งให้เริ่มบันทึก ใช้วัดรอบการว่ายน้ำได้ด้วย
  • เซนเซอร์วัดความสูง ระบุได้ว่าเราเดินขึ้นลงกี่ชั้นในแต่ละวัน
  • GPS บันทึกเส้นทางการออกกำลังกาย โดยไม่ต้องอาศัยสมาร์ทโฟน

ติดตามการเต้นของหัวใจในระหว่างออกกำลังกาย แล้วแสดงผลสรุปในแอป Fitbit ให้อ่านเข้าใจง่าย

จากเซนเซอร์สารพัดทำให้ Ionic สามารถบันทึกและวิเคราะห์การใช้ชีวิตของเรา แล้วมานำสรุปให้อ่านในแอป Fitbit ได้หลายอย่าง ทั้งสถิติการเดิน สถิติช่วงเวลาแอคทีฟต่างๆ รวมถึงลักษณะการเต้นของหัวใจ และรูปแบบการนอนหลับได้ โดยตรวจจากการเคลื่อนไหวในขณะนอนหลับและการเต้นของหัวใจ เพื่อดูว่าเรามีช่วงหลับตื้น หลับลึกอย่างไร แล้วยังสามารถวิเคราะห์ความฟิตจากระดับ Cario ของเราได้ด้วย

สรุปข้อมูลการนอนของเรา

รูปแบบการออกกำลังกายพื้นฐานที่ Fitbit Ionic สามารถตรวจจับได้นั้นมีหลายอย่างเช่น การวิ่ง, ปั่นจักรยาน, วิ่งในลู่ออกกำลังกาย, ยกน้ำหนัก หรือสามารถเพิ่มการเล่นโยคะหรือการตีกอล์ฟลงไปด้วยก็ได้ ซึ่งตัว Ionic นั้นกันน้ำได้ลึก 50 เมตร เราทดสอบเอาไปเล่นน้ำทะเลมาเรียบร้อย กันน้ำได้สบายมาก จึงสามารถใช้วัดการว่ายน้ำได้ด้วย

ถ้าออกกำลังกายแบบ Outdoor ก็บันทึกการเคลื่อนที่ลงในแผนที่ได้ เพราะ Ionic มี GPS ในตัว

นอกจากนี้ Fitbit Ionic ยังมี Coach ในตัว สามารถเลือกชุดการออกกำลังกายตามแบบที่เราต้องการได้ด้วย

เทียบกับสมาร์ทวอทช์รุ่นอื่นๆ

ถ้าหากเทียบกับนาฬิกาที่เน้นเรื่องการออกกำลังกายเป็นหลักอย่าง Garmin Fenix 5 (อ่านรีวิว Garmin Fenix 5s ได้เลย) ฟังก์ชั่นเรื่องการออกกำลังกายนั้นยังสู้ฝั่ง Garmin ไม่ได้ ที่ละเอียดหยุบหยับกว่า แต่ถ้าวัดเรื่องการใช้ชีวิตทั่วไปและความคุ้มค่า Fitbit Ionic ทำได้ดีกว่าครับ เป็นนาฬิกาที่สมดุลในการใช้ชีวิตและการออกกำลังกาย แถมราคาของ Ionic ที่ 11,690 ยังถูกกว่า Garmin Fenix 5 มากครับ

ส่วนถ้าเทียบกับ Apple Watch อันนี้ต้องบอกว่าสูสี จุดที่ Apple Watch เด่นกว่าคือแอปหลากหลายกว่า และแสดงข้อความภาษาไทยได้ แต่จุดที่ Fitbit Ionic เด่นกว่าคือมันใช้กับ Android ได้ดีครับ (Apple Watch ใช้กับ iPhone อย่างเดียว) มีหน้าปัดให้เลือกเยอะกว่า และแบตอึดกว่ามากๆ และราคา Ionic อยู่ที่ 11,690 ส่วน Apple Watch Series 3 ก็เริ่มต้นที่ 11,900 บาท ก็ใกล้เคียงกันมากด้วย สรุป ถ้าใช้ Android เจ้า Fitbit Ionic ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ

ตัวเรือนเมื่ออยู่บนข้อมือ

โหมด Workout บนนาฬิกา

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget Review

แกะกล่อง DJI Osmo Pocket [มีคลิป]

Published

on

Fitbit Ionic

฿11690
9.1

คุณภาพวัสดุ

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.5/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

8.5/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

9.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่ทนมาก อยู่ได้นานเกิน 4 วันโดยไม่ต้องชาร์จ
  • นาฬิกาน้ำหนักเบา ใส่สบาย ดีไซน์ให้ดูเหมือนนาฬิกาบางได้ (จริงๆ มันหนานะ แต่ดูบาง)
  • กันน้ำได้ลึก 50 เมตร ทำให้ใส่ว่ายน้ำได้ ใส่วิ่งก็มี GPS ในตัวติดตามระยะทางและความเร็วได้
  • แสดง Notification จากสมาร์ทโฟนได้ ไลน์เด้งก็เตือนที่นาฬิกา
  • ลงเพลงในนาฬิกาแล้วให้นาฬิกาเชื่อมหูฟัง Bluetooth ไว้ฟังเพลงได้

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับภาษาไทย! ทำให้อ่านโนติภาษาไทยไม่ออก
  • หน้าติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาโหลดช้า ติดตั้งช้า
  • จำนวนแอปให้ติดตั้งยังมีน้อย เช่นแอปจาก Spotify ยังไม่มีให้ใช้
  • จัดการเพลงผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำผ่านมือถือไม่ได้ โอนเพลงช้า
  • ต้องใช้สายนาฬิกาของตัวเอง ไม่สามารถใช้สายมาตรฐานในท้องตลาดได้

แค่เห็นกล่องก็ว้าวในความเล็กกะทัดรัด หีบห่อสีขาวขุ่นดูดีมีราคา มีคุณสมบัติกันสั่นขั้นเทพของ DJI เป็นประกัน เพราะเจ้าตลาดในเรื่องโดรนก็ไม่พ้นเค้าหละ ทำโดรนได้ดีติดตลาด อุปกรณ์กันสั่นสำหรับโปรดักชั่นก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย แน่นอนว่าทำโดรนได้ดี แล้วมีหรือที่จะทำรุ่นเล็กได้ไม่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี DJI Osmo ออกมาทำตลาด งวดนี้มารุ่นจิ๋ว พกพาง่าย แถมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถือผ่านช่องต่อ USB TYPE C & LIGHTNING ที่มีแถมให้มาในชุดเลย ไว้ลองใช้งานจริงแล้วจะบอกได้อีกทีว่าโอเคแค่ไหน

อุปกรณ์ในกล่อง

กล้อง DJI Osmo Pocket มีสาย USB TYPE C กล่องใส่กล้อง สายคล้องข้อมือ หัวเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ USB TYPE C & LIGHTNING คู่มือ

ใช้งานร่วมกันได้ดีกับ iPhone 6 ขึ้นไป ดาวน์โหลด App ง่ายๆ โดยการสแกน QR Code บริเวณข้างกล่อง ชื่อโปรแกรมว่า DJI MIMO APP

รายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์อย่างเป็นทางการ https://www.dji.com/osmo-pocket

  • น้ำหนัก 116 กรัม
  • ขนาด 38.4 x 28.6 x 36.9mm
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 140 นาที
  • วีดีโอ 4K 60fps
  • เซ็นเซอร์ 1/2.3”
  • ราคาวางจำหน่ายในไทยโดยประมาณ 13,000 บาท $329

คลิปแกะกล่อง

ขอบคุณอุปกรณ์จากร้าน Lnwgadget Store

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว BOOST↑UP Wireless Charging Stand แท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งจาก Belkin

Published

on

Fitbit Ionic

฿11690
9.1

คุณภาพวัสดุ

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.5/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

8.5/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

9.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่ทนมาก อยู่ได้นานเกิน 4 วันโดยไม่ต้องชาร์จ
  • นาฬิกาน้ำหนักเบา ใส่สบาย ดีไซน์ให้ดูเหมือนนาฬิกาบางได้ (จริงๆ มันหนานะ แต่ดูบาง)
  • กันน้ำได้ลึก 50 เมตร ทำให้ใส่ว่ายน้ำได้ ใส่วิ่งก็มี GPS ในตัวติดตามระยะทางและความเร็วได้
  • แสดง Notification จากสมาร์ทโฟนได้ ไลน์เด้งก็เตือนที่นาฬิกา
  • ลงเพลงในนาฬิกาแล้วให้นาฬิกาเชื่อมหูฟัง Bluetooth ไว้ฟังเพลงได้

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับภาษาไทย! ทำให้อ่านโนติภาษาไทยไม่ออก
  • หน้าติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาโหลดช้า ติดตั้งช้า
  • จำนวนแอปให้ติดตั้งยังมีน้อย เช่นแอปจาก Spotify ยังไม่มีให้ใช้
  • จัดการเพลงผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำผ่านมือถือไม่ได้ โอนเพลงช้า
  • ต้องใช้สายนาฬิกาของตัวเอง ไม่สามารถใช้สายมาตรฐานในท้องตลาดได้

แม้ว่าเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายจะเริ่มใช้มาเป็นสิบปีแล้ว (มาตรฐาน Qi ประกาศเมื่อปี 2008) แต่มันก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มมีอุปกรณ์ใช้ (Nokia 920 เริ่มใช้เป็นรุ่นแรกในปี 2012) และปฏิเสธไม่ได้ว่าการชาร์จไร้สายเพิ่งได้รับความนิยมจริงจัง เมื่อปีที่แล้วนี่เองเมื่อ iPhone X และ iPhone 8 สามารถชาร์จไร้สายกับเค้าได้สักที เมื่อไอโฟนเริ่มชาร์จไร้สายได้ จึงทำให้มีอุปกรณ์เสริมออกมามากขึ้น และปีนี้ Belkin ก็ออกแท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่มาคือ BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand ที่สามารถตั้งโทรศัพท์เพื่อชาร์จได้ด้วย ซึ่งเราจะรีวิวให้ดูกันว่ามันดีแค่ไหน

ว่าด้วยเรื่องพลังในการชาร์จ

จุดเด่นของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันรองรับการชาร์จได้หลายระดับกำลังไฟครับตั้งแต่ 5W สำหรับการชาร์จพื้นฐานของทุกอุปกรณ์, 7.5W สำหรับการใช้อุปกรณ์ในตระกูล Apple, 9W สำหรับการชาร์จสมาร์ทโฟนซัมซุง และ 10W เพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนตัวเทพๆ ที่รองรับกระแสได้สูงอย่างของ Sony หรือ LG ทำให้ผู้ใช้มั่นใจว่าแท่นชาร์จของเบลคินตัวนี้จะสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนที่มีด้วยกำลังไฟสูงสุดที่รองรับได้ ซึ่งแท่นชาร์จระดับพื้นฐานบางตัวจะชาร์จได้แค่ 5W ก็ต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่าแท่นชาร์จตัวนี้

ระยะขนาดนี้ยังชาร์จเข้า

เรื่องหนึ่งที่เราประทับใจเกี่ยวกับแท่นชาร์จตัวนี้คือระยะในการชาร์จของมันครับ คือในสเปคบอกว่า Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand สามารถชาร์จผ่านเคสที่มีความหนา 3 mm ได้ แต่เอาเข้าจริงในสถานการณ์ที่ไม่น่าชาร์จเข้าได้เลยอย่างการชาร์จ iPhone XS ที่ใส่เคสและด้านหลังเครื่องติดที่เกี่ยวนิ้ว (ของ PopSocket ที่เป็นพลาสติกทั้งชิ้นนะ ถ้าเป็นที่เกี่ยวนิ้วแบบโลหะจะใช้กับแท่นชาร์จไร้สายไม่ได้) ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะหนาราวๆ 1 cm ก็ยังชาร์จเข้าครับ ตอนลองก็แอบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ามันชาร์จเข้า เพราะเคยใช้แท่นชาร์จอีกแบบก่อนหน้านี้แล้วมันชาร์จไม่เข้า แต่เนื่องจากมันต้องชาร์จผ่านระยะทางที่กว้างมากขนาดนี้ บางจังหวะก็มีชาร์จไม่เข้าด้วยเหมือนกัน ก็สรุปได้ว่ายิ่งระยะในการชาร์จสูงขึ้น ความเสถียรในการชาร์จก็จะลดลงครับ

ซึ่ง Belkin ก็อธิบายว่าชาร์จไร้สายมีข้อจำกัดดังนี้

  1. มือถือต้องรองรับการชาร์จไร้สาย ในมาตรฐานการชาร์จเดียวกับแท่นชาร์จ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานที่นิยมคือ Qi
  2. ข้อจำกัดเรื่องระยะทาง และอุปกรณ์ที่มาขวางกั้น แนะนำหนาไม่เกิน 3 mm
  3. เรื่องอุณหภูมิ ถ้าร้อนก็จะดึงไฟลดลง เพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์และมือถือ
  4. ชนิดของเคสก็มีผล ถ้าเป็นเคสโลหะ หรืออุปกรณ์ที่เป็นโลหะก็จะมีปัญหาในการชาร์จ

ว่าด้วยเรื่องของดีไซน์และการใช้งาน

ความพิเศษของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันเป็นแท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งเครื่องเพื่อชาร์จ ไม่ต้องวางราบไปกับพื้นโต๊ะเหมือนแบบอื่นๆ ซึ่งก็เหมาะเอาไปวางบนโต๊ะทำงาน หรือข้างที่นอน เพราะเมื่อมีโนติเข้า หรือสายเข้าก็ไม่ต้องลุกไปดูเครื่องที่วางนาบกับพื้นโต๊ะว่ามีใครเรียกมา ซึ่งหน้าเครื่องนี้ก็ทำจากวัสดุคล้ายๆ ยางทำให้มือถือไม่ลื่นตกออกจากแท่นง่ายๆ แต่ถ้าใส่เคสหนาๆ ก็ต้องระวังบางจังหวะ เช่นมีคนโทรเข้าแล้วเครื่องสั่น ก็อาจจะมีโอกาสที่เครื่องจะลื่นตกออกไปครับ

ซึ่งเบลคินก็ออกแบบให้สามารถวางเครื่องได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เผื่อใครจะชาร์จไป ดูหนังในมือถือไปก็วางเครื่องแนวนอนได้ ซึ่งไฟแสดงสถานะการทำงานของแท่นชาร์จก็มี 2 ดวง ให้มองเห็นได้เสมอไม่ว่าจะวางเครื่องแนวตั้งหรือแนวนอนครับ ไฟแสดงสถานะนี้สำคัญนะครับ มันจะแสดงสถานะ 3 แบบคือ

  • ติดเป็นสีขาวเมื่อการชาร์จทำงานถูกต้อง
  • ติดเป็นสีส้มเมื่อการชาร์จมีปัญหา เช่นตรวจพบโลหะอยู่หน้าแท่นชาร์จ หรือมีวัตถุที่ไม่ควรอยู่หน้าเครื่องอย่างบัตร RFID เครื่องก็จะหยุดส่งกระแสไปชาร์จ และขึ้นไฟเตือนเพื่อให้ผู้ใช้รู้จะได้จัดการให้ถูกต้อง
  • ไฟดับ เมื่อเครื่องไม่ทำงาน ไม่มีมือถือวางอยู่ตรงหน้า

ด้านหลังเป็นพลาสติกเงา

ส่วนด้านหลังเครื่องก็เป็นพลาสติกมันเงาโค้งได้รูป และมีช่องเสียบอแดปเตอร์ไฟที่มีสายยาว 1.5 เมตร แต่เป็นหัวเสียบไฟเฉพาะนะ ไม่ได้เป็นหัว USB-C เหมือนอย่างที่หลายๆ รุ่นทำ ก็น่าเสียดายตรงนี้ (อดเอาอแดปเตอร์ไปชาร์จอย่างอื่นเลย)

Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand นั้นมีให้เลือก 2 สีคือสีดำและสีขาวครับ ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 3,490 บาท ก็จัดว่าเป็นราคาที่สูงเลย แต่เรื่องคุณภาพนี่ไว้ใจได้แน่นอน รับประกัน 3 ปี พร้อมมีประกันอุปกรณ์หากเสียหายจากการใช้อุปกรณ์ของเบนคินชาร์จด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100: หูฟัง True Wireless เพื่อคนออกกำลังกาย ใส่สบายเหมือนไม่ได้ใส่!

Published

on

Fitbit Ionic

฿11690
9.1

คุณภาพวัสดุ

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

9.5/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

8.5/10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

9.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่ทนมาก อยู่ได้นานเกิน 4 วันโดยไม่ต้องชาร์จ
  • นาฬิกาน้ำหนักเบา ใส่สบาย ดีไซน์ให้ดูเหมือนนาฬิกาบางได้ (จริงๆ มันหนานะ แต่ดูบาง)
  • กันน้ำได้ลึก 50 เมตร ทำให้ใส่ว่ายน้ำได้ ใส่วิ่งก็มี GPS ในตัวติดตามระยะทางและความเร็วได้
  • แสดง Notification จากสมาร์ทโฟนได้ ไลน์เด้งก็เตือนที่นาฬิกา
  • ลงเพลงในนาฬิกาแล้วให้นาฬิกาเชื่อมหูฟัง Bluetooth ไว้ฟังเพลงได้

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับภาษาไทย! ทำให้อ่านโนติภาษาไทยไม่ออก
  • หน้าติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาโหลดช้า ติดตั้งช้า
  • จำนวนแอปให้ติดตั้งยังมีน้อย เช่นแอปจาก Spotify ยังไม่มีให้ใช้
  • จัดการเพลงผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำผ่านมือถือไม่ได้ โอนเพลงช้า
  • ต้องใช้สายนาฬิกาของตัวเอง ไม่สามารถใช้สายมาตรฐานในท้องตลาดได้

AirPod อาจเป็นผู้นำเทรนด์ของ True Wireless หรือหูฟังไร้สายโดยสมบูรณ์ (ไม่มีสายเชื่อมหูซ้ายหูขวา ฯลฯ) แต่ก็ใช่ว่าหูฟังของทางแอปเปิ้ลนี้ จะเป็นหนึ่งในหล้าของตลาด เพราะในตอนนี้หลากหลายแบรนด์ก็ได้มีโปรดักส์รูปแบบดังกล่าวเป็นของตัวเองที่ก็แน่นอนละว่ามีดีกันคนละแบบจนแอบสงสารผู้บริโภคที่ต้องตัดสินใจเลือกซื้อกันเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ทางแบไต๋ของเราเลยอยากที่จะสร้างความลำบากใจให้กับทุกคนเข้าไปอีกขั้น (ฮา) ด้วยการนำเสนอรีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100 อีกหนึ่งหูฟัง True Wireless อันเด่นชัดด้านการออกกำลังกายที่เจ๋งเอามากๆ แต่จะให้สรุปรวบยอดความดีงามในย่อหน้าเดียวมันทำไม่ได้หรอก ขอเชิญอ่านรายละเอียดทั้งหมดในบทความเลยครับ


ถึงกล่องจะใหญ่ แต่ชาร์จไฟได้เยอะนะ!

เมื่อเราแกะกล่องผลิตภัณฑ์ออกมาเรียบร้อยเสร็จสรรพ เราก็จะเจอกับกล่องใส่หูฟังที่ซ้ำยังไว้ชาร์จไฟไปในตัวที่ใหญ่เอามากๆ โดยในกล่องนั้นจะมีแค่สองสิ่งคือหูฟังทรูไวเลสและสายชาร์จหัว Micro Usb ที่อยู่ในช่องกระเป๋าฝาปิดบน ไม่มีอะไหล่เสริมใดๆ (ตัวเปลี่ยนจุกหูฟัง ฯลฯ) ตอนแรกเราคิดว่าเปิดกล่องมาจะเจออภิมหาสิ่งของละลานตาเสียอีก แต่ช่างเถอะอันนั้นไม่ใช่หลักใหญ่ใจความ เพราะสิ่งที่มันแล่นเข้าในหัวเราเลยเมื่อเห็นกล่อง คือ “ถ้าเอาไปใส่ไว้ในกางเกงกีฬาในขณะที่ออกกำลังกาย มันคงจะดูตุงๆ ใหญ่ๆ เหมือนพกอะไรมากินตอนวิ่งไปพลางๆ แน่เลย” แต่เอาเป็นว่าจุดนี้เราจะไม่เอามาใช้เป็นข้อสังเกตและข้อดีของหูฟังนี้เพราะถึงแม้มันจะมีขนาดใหญ่ก็จริง แต่เราๆ ก็คงจะไม่พกไปใช้ในขณะที่กำลังออกกำลังกายด้วยอยู่แล้วละ

แต่สิ่งที่เรารู้สึกพอใจกับกล่องเก็บที่ซ้ำไว้ชาร์จไปในตัวนี้ก็มีอยู่หลายอย่างเหมือนกันนะ ทั้งเรื่องของแบตเตอรี่ที่เจ้ากล่องเก็บใบนี้สามารถสำรองไว้ได้ถึง 10 ชั่วโมงซึ่งเมื่อรวมกับระยะการใช้งานของหูฟังที่ได้ 5 ชั่วโมง เราก็จะสามารถใช้งานหูฟังได้ถึง 15 ชั่วโมงเลยละ (แต่ต้องแบ่งชาร์จเพิ่มครั้งละ 5 ชั่วโมงนะ) และไหนจะด้านดีไซน์ของกล่องเองที่ภายนอกเป็นรูปทรงวงรีแบบเรียบๆ และช่องเก็บหูฟังข้างในที่ดูสะอาดตาเมื่อเรานำหูฟังกลับเข้าที่ หนำซ้ำเรายังเช็คได้อีกว่าแบตเตอรี่สำรองเหลือเท่าไหร่ด้วยการกดปุ่มตรงกลางระหว่างช่องเก็บหูฟัง

วัสดุคล้องหูแน่นและผ่อนคลาย ใส่เหมือนไม่ได้ใส่

ดีไซน์ภายนอกของตัวหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3100 ไม่ได้สวยงามตามเทรนด์อะไรใครเขาหรอกครับ แต่สิ่งที่เรารู้สึกชอบเอามากๆ ก็คือ “การออกแบบตัวคล้องหูและวัสดุที่ใช้” ที่เข้าใจสรีระของหูและการเคลื่อนไหวเวลาออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกสบายใบหูมากเมื่อสวมใส่ โดยในตอนที่เราเอาไปทดลองใช้วิ่งออกกำลังกาย เราคลำจับหูฟังบ่อยมาก ไม่ใช่เพราะมันไม่แน่นหรือรำคาญหูนะ แต่มันมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่อะไรจนเราพะวงว่ามันจะตกไปตอนไหนหรือเปล่าต่างหาก 

แถมไอความสบายหูที่ว่ามันยังไม่จบแค่ใบหูรอบนอกของเรา แต่ยังรวมไปถึงรูหูข้างใน เพราะ Plantronics BackBeat FIT 3100 เป็นหูฟังประเภท Ear Bud ที่ตัวหูฟังจะสอดเข้าไปแค่ในช่วงต้นของรูหู ไม่ได้เป็นจุกที่สอดเข้าไป มันเลยยิ่งทำให้เราไม่พบเจอความลำคาญใดๆ ในส่วนนี้เลย ซึ่งนี่แหล่ะคือจุดเด่นที่สุดของหูฟังตัวนี้ที่แมทช์กับการใช้ออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกย่านเสียงดีและเคลียร์ แต่เบสเฉยๆ

(อ่านความสำคัญของ Bluetooth Codec ตัวแปรสำคัญกำหนดคุณภาพเสียงได้ที่นี่)

Plantronics BackBeat FIT 3100 ให้ภาพรวมเสียงทั้งหมดได้ดีโดยเฉพาะเสียงแหลมสูง ระยะกลาง และไดนามิกซ์หรือการไต่ระดับเสียง อีกทั้ง Codec หรือฟอร์แมตเสียงที่หูฟังคู่นี้รองรับ ก็เป็น AAC ที่มีคุณดีกว่าฟอร์แมตเสียงหูฟังไวเลสโดยสามัญอย่าง SBC ทั้งๆ ที่ใช้บิตเรตไม่ต่างกันมาก (แต่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อก็ต้องรองรับ AAC ด้วยนะ) แถมเมื่อผนวกกับการที่หูฟังคู่นี้เป็น Bluetooth 5.0 ที่การสตรีมมิ่งสัญญาณเสียงรูปแบบต่างๆ จะถูกลำเลียงออกมาต่อได้เนื่องมากขึ้นที่ก็ได้ส่งผลให้อาการเสียงไม่ตรงกับภาพ (Audio Lag) ในการรับชมวิดีโอนั้นหายไปในหูฟังคู่นี้

แต่จุดที่ดูจะเป็นข้อสังเกตของ Plantronics BackBeat FIT 3100 คือเสียงเบสที่ทำได้ในระดับกลางๆ อีกทั้งด้วยความที่ตัวหูฟังนั้นไม่มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนหรือที่เรียกว่า Noise Cancelling ทั้งในรูปแบบดิจิทัล (Active) และจากวัสดุ (Passive) เลยทำให้เสียงโดยรอบทั้งหลายเข้ามาแทรกอรรถรสในการรับฟังเสียงเพลงของเรา แต่หากวัดจากจุดประสงค์ของหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายเป็นหลัก มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทางแบรนด์คิดมาแล้วว่าเหมาะสมกับการออกกำลังกายที่เรายังพอมีสมาธิคอยระมัดระวังสภาพแวดล้อมโดยรอบ

และในเมื่อเป็นหูฟังประเภทบลูทูธ เราก็ต้องมาทดสอบการใช้คุยโทรศัพท์เสียหน่อย Plantronics BackBeat FIT 3100 สามารถเอาไปใช้ในส่วนนี้ได้ดีในระดับหนึ่งหากไม่มีตัวแปรใดๆ อาทิ คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มีน้อย, คุยอยู่ในบริเวณที่มีคลื่นสัญญาณต่างๆ แทรกเยอะ ฯลฯ แถมหูฟังคู่นี้ก็ยังมีข้อดีตรงที่เราจะได้ยินเสียงของผู้สนทนาจากหูฟังทั้งสองข้าง (ปกติหูฟังไวเลสจะได้ยินข้างเดียว) แต่ยังไงเสีย ถ้ามือไม้สะดวกไม่ได้ขับรถขับราก็คุยแนบหูปกตินั่นแหละดีสุดแล้ว

ส่วนเรื่องของการป้องกันน้ำและกันฝุ่น หูฟังตัวนี้ก็สามารถกันได้ตามมาตรฐาน IP57 คือจมน้ำลึกได้ 1 เมตรและอยู่ได้นาน 10 นาที ส่วนด้านฝุ่นก็กันได้ในระดับหนึ่งแต่ก็มีเล็ดเข้าไปได้อยู่ แต่อย่าเอาไปใส่ว่ายน้ำละ เพราะฟังก์ชั่นกันน้ำมันมีไว้รักษาหูฟังของเราในกรณีเกิดอุบัติเหตุ (ร่วงหล่นลงน้ำ ฯลฯ)

การควบคุมการทำงานเบื้องต้นของหูฟังที่เข้าใจคิดและสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านแอป

เป็นอีกหนึ่งจุดที่ Plantronics BackBeat FIT 3100 เข้าใจคิด แถมยังเข้ากับจุดประสงค์ของตัวหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนออกกำลังกายเป็นหลัก โดยการควบคุมค่าเริ่มเบื้องต้นของหูฟังนั้น การเพิ่มและลดเสียงจะเป็นการแตะ (Tap) ไปที่หูฟังข้างซ้าย การเพิ่มจะเป็นการแตะเพียงหนึ่งครั้งที่จะได้ระดับเสียงขึ้นมาหนึ่งต่อการแตะ ในขณะที่การลดเสียงจะเป็นการแตะค้างให้เสียงลดลงเรื่อยๆ จนกว่าเราจะหยุดแตะ

ตรงจุดนี้เราว่าเข้าใจคิดมากๆ เพราะการปฎิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้างมันควรจะทำได้รวดเร็ว ส่วนการเข้าสู่โลกส่วนตัวในตอนที่ออกกำลังกายเราว่าเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องรีบเอาปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ส่วนการเปิด/ปิดหรือหาสัญญาณ Bluetooth ก็ไม่ได้เด่นอะไร แค่กดค้างที่ตัวหูฟังเฉยๆ ข้างไหนก็ได้

แต่หากใครไม่ถนัดลดเสียงหูฟังฝั่งซ้ายก็สามารถเข้าไปปรับแต่งการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นกลางของทางค่าย Plantronics อย่าง BackBeat ที่ก็เลือกตั้งค่าได้ตั้งแต่ภาษาของเสียงที่แจ้งเตือนการทำงานหูฟังของเรา (ที่มันเจ๋งตรงที่เสียงไทยเป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว!) หรือแสดงแบตเตอรี่คงเหลือเป็นระยะเวลาหรือเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่จุดเด่นจริงๆ ของแอปนี้ คือ My Tap หรือตั้งค่าการแตะหูฟังของเราเพื่อเลือกใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่สอดคล้องและสนับสนุนการออกกำลังกายได้สองคำสั่ง (แตะหนึ่งครั้ง และแต่ะสองครั้ง) ไล่ตั้งแต่ การบอกจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลือ, บอกเวลา ณ ตอนนั้น, จับเวลา, การเลือกเพลย์ลิสใน Spotify ฯลฯ

 

 

 

 

 

แต่กระนั้นในส่วนของแอปนี้ก็ข้อสังเกตอยู่ นั่นคือเราไม่สามารถใช้งานการใช้งานค่าเริ่มต้นของหูฟังอย่างการเพิ่ม/ลดเสียงไปพร้อมกับฟีเจอร์ทั้งหลายที่ตั้งไว้ใน My Tap ได้ ต้องเลือกเอาว่าจะให้การแตะเป็นการทำงานแบบไหน แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวแอปก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำอะไรขนาดนั้น เพราะเราสามารถสลับสับเปลี่ยนเลือกการทำงานได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียวและรอให้แอปสลับโหมดเพียง 2 – 3 วินาที

นี่คือหูฟังเพื่อการออกกำลังกายที่เราแนะนำ!

โดยรวม Plantronics BackBeat FIT 3100 คือหูฟัง True Wireless ที่เหมาะสมกับการใช้ร่วมกับการออกกำลังกายโดยถ่องแท้ ด้วยวัสดุและการออกแบบสายคล้องหูที่ไม่ก่อให้เกิดความอึดอัดหรือลำคาญใดๆ กับใบหูของเรา, คุณภาพเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ดีและซ้ำยังไม่ปิดตายเสียงของโลกภายนอกเพื่อให้เราระแวดระวังรอบข้างได้อยู่ แต่กระนั้นหากใครจะเอาไปใช้รับอรรถรสในเสียงดนตรีอย่างเต็มขั้น หรือนำไปใช้รับสายโทรศัพท์เราไม่แนะนำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!