Connect with us

Gadget

รีวิว Fitbit Ionic นาฬิกาอัจฉริยะ ท้าชิง Apple Watch อย่างสูสี!

Ionic นาฬิกาอัจฉริยะที่ Fitbit บอกว่าเป็นรุ่นแรกที่ทำออกมา ก็มีจิตวิญญาณทั้งของ Fitbit เองและ Pebble ที่ซื้อบริษัทเข้ามา สรุปจะเป็นยังไงเรารีวิวให้อ่านกัน

Published

on

Fitbit Ionic

฿11690
Fitbit Ionic
9.1

คุณภาพวัสดุ

9.0 /10

คุณภาพหน้าจอ

9.5 /10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

8.5 /10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

9.5 /10

ความคุ้มค่า

9.0 /10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่ทนมาก อยู่ได้นานเกิน 4 วันโดยไม่ต้องชาร์จ
  • นาฬิกาน้ำหนักเบา ใส่สบาย ดีไซน์ให้ดูเหมือนนาฬิกาบางได้ (จริงๆ มันหนานะ แต่ดูบาง)
  • กันน้ำได้ลึก 50 เมตร ทำให้ใส่ว่ายน้ำได้ ใส่วิ่งก็มี GPS ในตัวติดตามระยะทางและความเร็วได้
  • แสดง Notification จากสมาร์ทโฟนได้ ไลน์เด้งก็เตือนที่นาฬิกา
  • ลงเพลงในนาฬิกาแล้วให้นาฬิกาเชื่อมหูฟัง Bluetooth ไว้ฟังเพลงได้

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับภาษาไทย! ทำให้อ่านโนติภาษาไทยไม่ออก
  • หน้าติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาโหลดช้า ติดตั้งช้า
  • จำนวนแอปให้ติดตั้งยังมีน้อย เช่นแอปจาก Spotify ยังไม่มีให้ใช้
  • จัดการเพลงผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำผ่านมือถือไม่ได้ โอนเพลงช้า
  • ต้องใช้สายนาฬิกาของตัวเอง ไม่สามารถใช้สายมาตรฐานในท้องตลาดได้

แม้ว่าเราจะเคยเห็นผลิตภัณฑ์ Fitbit หลายตัวที่ทำงานเป็นนาฬิกาได้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ Fitbit ก็ถือว่า Ionic เป็น Smart Watch รุ่นแรกของบริษัทครับ จะถือว่าเป็นตัวแทนทางจิตวิญญาณของ Pebble ที่ Fitbit ซื้อไปในช่วงปลายปี 2016 ก็ได้ (แล้วก็ปิด Pebble เลิกผลิตนาฬิกาทุกอย่างไปเลย จะแอบแค้นก็ตรงนี้) เพราะมีความสามารถลงแอปเพิ่มและเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้ แล้วการใข้งานจริงเป็นยังไง เราใช้ Fitbit Ionic ในชีวิตประจำวันมานับเดือน ก็ขอสรุปให้ฟังครับ

Fitbit Ionic มีสายหลายแบบให้เลือกเปลี่ยน

ดีไซน์และรูปแบบการใช้งาน

  • ดีไซน์ดูดี รู้สึกเป็นของที่มีราคา ดูบาง แม้ว่าจริงๆ แล้วจะหนา
  • หน้าจอทนทาน ใช้มานานก็ยังไม่มีริ้วรอย แสดงภาพได้ชัดเจนแม้แดดจัด
  • เปลี่ยนสายได้ง่าย แต่ต้องใช้สายของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถใช้สายนาฬิกาทั่วไปได้

Fitbit Ionic ใส่แล้วดูบาง เพราะดีไซน์สี่เหลี่ยมคางหมู

ขึ้นชื่อว่าเป็นนาฬิกา สิ่งแรกที่คนสนใจก็หนีไม่พ้นการออกแบบครับ Fitbit Ionic ก็ออกแบบในสไตล์ของอุปกรณ์ Fitbit คือเป็นสี่เหลี่ยมพื้นผ้ามุมเหลี่ยมเลย (ไม่ต้องมาถามหามุมมนๆ จากรุ่นนี้) ดูแข็งแรง หนักแน่น ทำจากวัสดุชั้นดี อลูมิเนียมซีรี่ส์ 6000 หนักแค่ 47 กรัม ที่สำคัญคือใส่แล้วดูนาฬิกาบาง ทั้งที่จริงๆ แล้วนาฬิกามันก็หนาอยู่ เพราะด้านหลังเครื่องทำเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เวลาอยู่บนข้อมือแล้วหลอกตาว่านาฬิกาไม่หนามาก ไม่เหมือนอย่าง Apple Watch ที่เป็นสี่เหลี่ยมทั้งก้อนทำให้ตัวนาฬิกาดูหนาบนข้อมือครับ

Fitbit Ionic นั้นมีด้วยกัน 3 สีคือ รุ่นที่เรามารีวิวคือ ตัวเรือนสีเงิน-สายสีเทาอมน้ำเงิน (White/Blue-Grey) ตัวเรือนสีเทาเข้ม-สายสีถ่านเข้มๆ (Smoke Gray/Charcoal และตัวเรือนสีทอง-สายสีฟ้าอ่อน (Burnt Orange/Slate Blue)

กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass 3 ให้ความแข็งแรงและกันรอยได้ดีมาก ใส่ติดข้อมือทุกวันมาเป็นเดือน หน้าจอยังไม่เป็นรอยเลย และที่ประทับใจคือตัวจอที่ Fitbit เคลมว่าให้ความสว่างสูงถึง 1,000 nit ก็ทำให้ใช้งานกลางแดดได้สบายมากครับ แดดจะแรงแค่ไหนเราก็ยังเห็นข้อมูลจากจอได้ชัดเจน สีสันสดใส

อุปกรณ์ในกล่องของ Fitbit Ionic

ในกล่องของ Fitbit Ionic นั้นมีสายนาฬิกาแบบยางมาให้เลือก 2 ขนาดนะครับ ก็เลือกให้เหมาะสำหรับขนาดข้อมือของตัวเอง เปลี่ยนสายได้ง่ายๆ โดยกดปุ่มที่ด้านหลังของสาย ก็ดึงสายออกมาได้แล้ว ซึ่งตัวสายนี้ทำจากยางชั้นดีครับ แม้เหงื่อจะออกเต็มแขนแต่ไม่รู้สึกคัน ตัวล็อกสายก็มี 2 ชั้น ทั้งแบบเกี่ยวกับรูและเป็นหมุดยึดลงไปกับรู ก็ทำให้มั่นใจว่านาฬิกาจะไม่หลุดออกจากมือง่ายๆ แต่สายที่ใช้กับ Fitbit Ionic จะต้องเป็นสายเฉพาะของมันนะครับ ไม่สามารถหาซื้อสายทั่วไปมาเปลี่ยนได้ ซึ่งในเว็บของ Fitbit เองก็มีสายอีกหลายแบบทั้งสายหนังและสายดีไซน์สปอร์ตให้ซื้อเปลี่ยนครับ

ตัวเรือน Fitbit Ionic และสายที่ถอดออก

Fitbit Ionic นั้นมีปุ่มควบคุม 3 ปุ่มรอบเครื่องทำงานร่วมกับจอสัมผัสนะครับ ก็ถือว่าใช้งานง่ายเลยแหละ ไม่ต้องอ่านคู่มือเยอะแบบ Smart Watch รุ่นอื่นก็ใช้งานพื้นฐานได้เลย

  • ปุ่มซ้ายไว้ถอยหลังหรือปุ่ม Back
  • ปุ่มขวาบนไว้เข้าหน้า Today สรุปว่าวันนี้การใช้ชีวิตของเราเป็นยังไงบ้าง
  • ปุ่มขวาล่างไว้เข้าหน้า Exercise เลือกการออกกำลังกาย

ส่วนหน้าจอสัมผัสก็สามารถลากจากขอบจอทั้ง 4 ด้านเพื่อเข้าหน้าต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

  • ลากจากขอบบน เมนูเล่นเพลง
  • ลากจากขอบขวา เข้าเมนูหลักของนาฬิกา
  • ลากจากขอบล่าง โชว์ Notification จากโทรศัพท์
  • ลากจากขอบซ้าย เข้าหน้า Quick Settings

เซนเซอร์วัดการเต้นของหัวใจ และการเสียบสายชาร์จแบบ Hardcore (ปกติก็ไม่ต้องถอดสายนาฬิกาแบบนี้หรอก)

ด้านหลังตัวเรือนเป็นเซนเซอร์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจที่จะยิงแสง LED ลงมาเพื่อจับการเต้นของหัวใจนะครับ และมีช่องเสียบสายชาร์จแบบแม่เหล็กอยู่ตรงนี้ด้วย

Fitbit Ionic สมาร์ทวอทช์ที่ไม่ต้องเพิ่งสมาร์ทโฟน (มากนัก)

  • ตัวนาฬิกาสามารถทำงานได้ครบถ้วนทั้งการตรวจจับการเต้นของหัวใจ นับก้าวเดิน โดยไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟน
  • สามารถโหลดเพลงลงนาฬิกาได้ราว 300 เพลง และเชื่อมต่อกับหูฟัง Bluetooth ได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟน
  • แต่การโหลดเพลงลงนาฬิกาต้องทำผ่านคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำจากสมาร์ทโฟนได้ และใช้เวลาโหลดเพลงนานมาก

ด้วยความที่นาฬิกาเรือนนี้เป็น Smart Watch การใช้งานจึงต้องใช้ควบคู่กับ Smart Phone แต่ Ionic ก็ไม่ได้ต้องการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนตลอดเวลานะครับ หลังจากเซ็ตอัปครั้งแรกที่ต้องเชื่อมกับสมาร์ทโฟน เราก็สามารถใช้งานมันเดี่ยวๆ ได้ โดยหน่วยความจำในนาฬิกาจะสามารถบันทึกการใช้ชีวิตได้ 7 วัน และบันทึกสรุปรายวันได้ 30 วัน ก่อนนำมาซิงค์บันทึกเข้าระบบของ Fitbit ผ่านสมาร์ทโฟน

นอกจากนี้เรายังสามารถโหลดเพลงลงนาฬิกาเพื่อเชื่อมต่อกับหูฟัง Bluetooth ได้โดยตรง เวลาไปออกกำลังกายก็ไม่ต้องพกสมาร์ทโฟนไป เอาไปแค่ Ionic กับหูฟัง Bluetooth ก็ฟังเพลงพร้อมออกกำลังกายได้แล้ว (หรือถ้ายังรักการฟังเพลงจากสมาร์ทโฟนอยู่ ก็สามารถใช้ตัวนาฬิกาสั่งเล่นเพลงจากสมาร์ทโฟนได้เช่นกัน)

แต่การซิงก์เพลงเข้า Fitbit Ionic แอบยุ่งยากไปนิดครับ เพราะไม่สามารถซิงก์จากสมาร์ทโฟนได้โดยตรง ต้องทำผ่านโปรแกรมในคอมพิวเตอร์เท่านั้น และการซิงก์ก็ใช้เวลานานด้วย การซิงก์เพลงสัก 3 อัลบั้ม อาจจะต้องใช้เวลานานนับชั่วโมง แล้วใน Ionic มีพื้นที่เก็บเพลงอยู่ 2.5 GB สามารถเก็บเพลงได้ราว 300 เพลงครับ ก็ไม่มากไม่น้อยอะไร

ติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาเสริมได้ แต่ตัวเลือกยังน้อย

  • หน้าปัดมีหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบเข็มและดิจิตอล แบบที่แสดงข้อมูลเยอะๆ ก็มีให้เลือก
  • สามารถเลือกแอปเสริมให้นาฬิกาได้ตามความต้องการ
  • แต่จำนวนแอปยังมีไม่เยอะ และการติดตั้งใช้เวลานาน

โหลดหน้าปัดนาฬิกาได้จากสมาร์ทโฟน

Fitbit Ionic สามารถเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้ มีรูปแบบมากมายให้เลือกโหลดผ่านแอป Fitbit ซึ่งเปิดโอกาสให้นักพัฒนาภายนอกได้ทำหน้าปัดนาฬิกาได้ด้วย ทำให้ตัวเลือกหน้าปัดนาฬิกาจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

นอกจากนี้เรายังสามารถลงแอปเพิ่มในนาฬิกาได้ แต่เนื่องจาก Fitbit Ionic ยังเป็นระบบใหม่ แอปที่มีให้เลือกจึงมีไม่เยอะครับ บริการด้านกีฬาดังๆ ก็มีแค่ Strava มีแอปอ่านข่าว Flipboard แต่บริการฟังเพลงอย่าง Spotify ก็ยังไม่มีให้โหลด แผนที่แบบนำทางได้ในตัวนาฬิกาเหมือน Apple Watch ก็ยังไม่มี ก็ต้องรอเวลาเพื่อให้นักพัฒนาทำแอปลงมาเพิ่มนะครับ

หน้าปัดนาฬิกาสวยๆ ของ Ionic

และ Ionic ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่การติดตั้งที่ใช้เวลานาน แม้ว่าตัวแอปและหน้าปัดต่างๆ จะไม่ขนาดไม่ใหญ่เลย แต่ก็ต้องใช้เวลาโหลดลงนาฬิกานานนับนาทีครับ

ใช้งาน Fitbit Ionic ในชีวิตประจำวัน

  • แบตเตอรี่ทนมาก ใช้จนลืมว่าชาร์จครั้งสุดท้ายวันไหน
  • สามารถสั่นและแจ้งเตือนสายเรียกเข้าและแสดงแจ้งเตือนจากทุกแอปในสมาร์ทโฟนได้
  • แต่ไม่สามารถแสดงการแจ้งเตือนเป็นภาษาไทยได้ น่าเสียดายมากตรงนี้

แม้ว่าภาพลักษณ์ของ Fitbit จะเป็นในแนวสุขภาพมาตลอด แต่สำหรับ Ionic กลับเหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมากกว่าผลิตภัณฑ์รุ่นอื่นๆ ของ Fitbit ครับ

เมื่อเริ่มต้น Fitbit Ionic จะแสดงการแจ้งเตือนภาษาไทยเป็นแบบนี้

จุดเด่นที่ใช้ได้จริงคือ Fitbit Ionic สามารถแสดงการแจ้งเตือนหรือ Notification ทุกอย่างได้จากสมาร์ทโฟนที่ทั้งสั่นเตือนและแสดงข้อความการแจ้งเตือนได้แบบไม่ต้องหยิบเอาสมาร์ทโฟนออกมาดู มีสายเรียกเข้าก็แสดงรายละเอียด แต่น่าเสียดาย (มากๆ) ที่ยังไม่สามารถแสดงภาษาไทยได้ครับ ถ้าค่ามาตรฐานของนาฬิกาเลย ฟอนต์ไทยจะแสดงเป็นกล่องสี่เหลี่ยมทั้งหมด แต่ก็สามารถเซ็ทผ่านแอปของ Fitbit ให้ถอดเสียงจากภาษาไทยมาแสดงเป็นภาษาอังกฤษแบบคาราโอเกะได้ ก็ทำให้พออ่านได้แต่ก็ไม่ดีเท่าการแสดงภาษาไทยจริงๆ อยู่ดี

แต่เราสั่งให้ถอดเสียงภาษาไทยเพื่อแสดงแบบคาราโอเกะได้ (อ่านยากหน่อย แต่ก็พอรู้เรื่อง)

อีกเรื่องที่เป็นจุดขายของนาฬิการุ่นนี้เลยแบตเตอรี่ทนมาก ตามสเปกเคลมว่าใช้งานได้ 5 วัน แต่ใช้จริงน่าจะใช้ได้เป็นสัปดาห์ครับ คือลืมไปเลยว่าชาร์จครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีนาฬิกาเตือนว่าแบตอ่อน (หลังจากนาฬิกาเตือนก็ใช้ได้ต่ออีกเป็นวันนะ) ก็ค่อยกลับมาชาร์จ เรื่องนี้น่าประทับใจมากๆ

ส่วน Fitbit Pay นั้นไม่ต้องพูดถึงครับ มันใช้ในเมืองไทยไม่ได้ แล้วดูทรงไม่น่าจะได้ในเร็วๆ นี้ด้วย เพราะสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแบบ QR Code แต่ Fitbit Pay เป็นเทคโนโลยีแบบ NFC ซึ่งไม่ได้แพร่หลายในไทย ถ้าจะทำให้เกิดก็ต้องใช้เวลาและทุนผลักดันมหาศาล จึงไม่น่าเป็นไปได้ในไทยครับ

การใช้งานในเชิงสุขภาพ

ในตัว Fitbit Ionic นั้นมีเซนเซอร์เยอะมากสำหรับการตรวจจับสุขภาพและการออกกำลังกายนะครับ คือ

  • เซนเซอร์ตรวจจับการเต้นของหัวใจที่แม่นยำ (เรียกว่า PUREPULSE) วัดการเต้นของหัวใจตลอดทั้งวัน แล้วนำไปสรุปในแอป Fitbit ให้ดูว่าลักษณะการเต้นของหัวใจเราเป็นอย่างไร มีค่าหัวใจขณะพัก (Resting Heart Rate) เท่าไหร่ ร่างกายเรามีความฟิตเท่าไหร่เมื่อเทียบกับอายุ และระหว่างออกกำลังกายก็แสดงโซนการเต้นของหัวใจได้
  • เซนเซอร์ตรวจการเคลื่อนไหว Accelerometer และ Gyroscope นับก้าวเดินแต่ละวัน เตือนให้ผู้ใส่เคลื่อนไหวในกรณีที่นั่งนิ่งนานๆ และสามารถบันทึกการออกกำลังกายอัตโนมัติได้ ทำงานเองแม้ลืมสั่งให้เริ่มบันทึก ใช้วัดรอบการว่ายน้ำได้ด้วย
  • เซนเซอร์วัดความสูง ระบุได้ว่าเราเดินขึ้นลงกี่ชั้นในแต่ละวัน
  • GPS บันทึกเส้นทางการออกกำลังกาย โดยไม่ต้องอาศัยสมาร์ทโฟน

ติดตามการเต้นของหัวใจในระหว่างออกกำลังกาย แล้วแสดงผลสรุปในแอป Fitbit ให้อ่านเข้าใจง่าย

จากเซนเซอร์สารพัดทำให้ Ionic สามารถบันทึกและวิเคราะห์การใช้ชีวิตของเรา แล้วมานำสรุปให้อ่านในแอป Fitbit ได้หลายอย่าง ทั้งสถิติการเดิน สถิติช่วงเวลาแอคทีฟต่างๆ รวมถึงลักษณะการเต้นของหัวใจ และรูปแบบการนอนหลับได้ โดยตรวจจากการเคลื่อนไหวในขณะนอนหลับและการเต้นของหัวใจ เพื่อดูว่าเรามีช่วงหลับตื้น หลับลึกอย่างไร แล้วยังสามารถวิเคราะห์ความฟิตจากระดับ Cario ของเราได้ด้วย

สรุปข้อมูลการนอนของเรา

รูปแบบการออกกำลังกายพื้นฐานที่ Fitbit Ionic สามารถตรวจจับได้นั้นมีหลายอย่างเช่น การวิ่ง, ปั่นจักรยาน, วิ่งในลู่ออกกำลังกาย, ยกน้ำหนัก หรือสามารถเพิ่มการเล่นโยคะหรือการตีกอล์ฟลงไปด้วยก็ได้ ซึ่งตัว Ionic นั้นกันน้ำได้ลึก 50 เมตร เราทดสอบเอาไปเล่นน้ำทะเลมาเรียบร้อย กันน้ำได้สบายมาก จึงสามารถใช้วัดการว่ายน้ำได้ด้วย

ถ้าออกกำลังกายแบบ Outdoor ก็บันทึกการเคลื่อนที่ลงในแผนที่ได้ เพราะ Ionic มี GPS ในตัว

นอกจากนี้ Fitbit Ionic ยังมี Coach ในตัว สามารถเลือกชุดการออกกำลังกายตามแบบที่เราต้องการได้ด้วย

เทียบกับสมาร์ทวอทช์รุ่นอื่นๆ

ถ้าหากเทียบกับนาฬิกาที่เน้นเรื่องการออกกำลังกายเป็นหลักอย่าง Garmin Fenix 5 (อ่านรีวิว Garmin Fenix 5s ได้เลย) ฟังก์ชั่นเรื่องการออกกำลังกายนั้นยังสู้ฝั่ง Garmin ไม่ได้ ที่ละเอียดหยุบหยับกว่า แต่ถ้าวัดเรื่องการใช้ชีวิตทั่วไปและความคุ้มค่า Fitbit Ionic ทำได้ดีกว่าครับ เป็นนาฬิกาที่สมดุลในการใช้ชีวิตและการออกกำลังกาย แถมราคาของ Ionic ที่ 11,690 ยังถูกกว่า Garmin Fenix 5 มากครับ

ส่วนถ้าเทียบกับ Apple Watch อันนี้ต้องบอกว่าสูสี จุดที่ Apple Watch เด่นกว่าคือแอปหลากหลายกว่า และแสดงข้อความภาษาไทยได้ แต่จุดที่ Fitbit Ionic เด่นกว่าคือมันใช้กับ Android ได้ดีครับ (Apple Watch ใช้กับ iPhone อย่างเดียว) มีหน้าปัดให้เลือกเยอะกว่า และแบตอึดกว่ามากๆ และราคา Ionic อยู่ที่ 11,690 ส่วน Apple Watch Series 3 ก็เริ่มต้นที่ 11,900 บาท ก็ใกล้เคียงกันมากด้วย สรุป ถ้าใช้ Android เจ้า Fitbit Ionic ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ

ตัวเรือนเมื่ออยู่บนข้อมือ

โหมด Workout บนนาฬิกา

แสดงความคิดเห็น

Gadget

รีวิว หลอดไฟ “Philips Hue” แบบควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่น

Published

on

Fitbit Ionic

฿11690
Fitbit Ionic
9.1

คุณภาพวัสดุ

9.0 /10

คุณภาพหน้าจอ

9.5 /10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

8.5 /10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

9.5 /10

ความคุ้มค่า

9.0 /10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่ทนมาก อยู่ได้นานเกิน 4 วันโดยไม่ต้องชาร์จ
  • นาฬิกาน้ำหนักเบา ใส่สบาย ดีไซน์ให้ดูเหมือนนาฬิกาบางได้ (จริงๆ มันหนานะ แต่ดูบาง)
  • กันน้ำได้ลึก 50 เมตร ทำให้ใส่ว่ายน้ำได้ ใส่วิ่งก็มี GPS ในตัวติดตามระยะทางและความเร็วได้
  • แสดง Notification จากสมาร์ทโฟนได้ ไลน์เด้งก็เตือนที่นาฬิกา
  • ลงเพลงในนาฬิกาแล้วให้นาฬิกาเชื่อมหูฟัง Bluetooth ไว้ฟังเพลงได้

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับภาษาไทย! ทำให้อ่านโนติภาษาไทยไม่ออก
  • หน้าติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาโหลดช้า ติดตั้งช้า
  • จำนวนแอปให้ติดตั้งยังมีน้อย เช่นแอปจาก Spotify ยังไม่มีให้ใช้
  • จัดการเพลงผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำผ่านมือถือไม่ได้ โอนเพลงช้า
  • ต้องใช้สายนาฬิกาของตัวเอง ไม่สามารถใช้สายมาตรฐานในท้องตลาดได้

ในที่สุดบริษัท ฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ทำตลาดฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) หลอดไฟอัจฉริยะ อย่างเป็นทางการในไทยสักที หลอดไฟที่สามารถเปลี่ยนเฉดสีได้หลากหลายสี ทำงานได้ด้วยการควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ การสั่งงานด้วยเสียง (Voice control) วันนี้แบไต๋ขอรีวิวให้ดูกันเบื้องต้นกับการควบคุมผ่าน แอปพลิเคชั่น นะคะ

ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ทำมาเพื่อเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่สนใจในการสร้างบรรยากาศให้กับความบันเทิงภายในห้องหรือบริเวณบ้าน พร้อมผนวกเทรนด์ Internet of Things” (IoT) เข้าสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) 

ตัวที่เราจะมีรีวิวให้ดูกันคือ Philips Hue Starter Kit – หลอดไฟเปลี่ยนสีอัจฉริยะ 3 หลอด พร้อม Philips Hue Bridge (ราคา 6,990 บาท)

  • ชุดเริ่มต้น Bridge+Bulbs พร้อมใช้งานได้ทันที
  • หลอดไฟขั้วมาตรฐานแบบ E27
  • ปรับค่าสีได้สูงสุด 16 ล้านสี
  • Sync ได้กับทุก Mood & Tone เช่น หนัง เพลง หรือ เกมส์
  • สั่งงานผ่าน Voice Control บน Smartphone
  • เชื่อมต่อกับ Smartphone ได้สูงสุด 10 เครื่อง
  • รองรับการใช้งานผ่าน Application ทั้งระบบ iOS และ Android

เริ่มต้นด้วยการติดตั้งกันก่อนเลยค่ะ (แอบยากนิดหน่อยสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องติดตั้งเอง T T)

  • ก่อนอื่นเลยคือการต่อหลอดไฟค่ะ (ซึ่งตัว “ฟิลิปส์ ฮิว” มี 3 รูปแบบด้วยกัน ไปตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.beartai.com/news/it-thai-news/227015)
  • จากนั้นคือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ซึ่งภายในกล่องมีอุปกรณ์มาให้ดังนี้
    • ตัวกล่องปล่อยสัญญาณ
    • สายแลน
    • ตัวปลั้กที่ใช้เสียบเพื่อเปิดการทำงาน
    • และก็หลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) แบบหัวเกลียวค่ะ
  • การเชื่อมต่ออุปกรณ์ก็คือ
    • นำตัวกล่องปล่อยสัญญาณมาเชื่อมต่อกับสายแลน (จริง ๆ ใช้สายแลนของที่มีที่บ้านก็ได้นะคะ ไม่ต้องใช้สายที่เขาให้มาก็ได้อ่ะ)
    • จากนั้นก็เชื่อมต่อกับปลั้ก แล้วก็เสียบปลั้กเข้ากับเต้าเสียบภายในห้อง หรือ ภายในบ้าน (สังเกตการทำงานคือ จะมีสัญญาณไฟสีฟ้าขึ้นมา 3 จุดค่ะ)

ต่อมาคือการโหลดตัวแอปพลิเคชั่นเพื่อควบคุมการทำงานของหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue)

  • แอปพลิเคชั่นหลักที่เราต้องโหลดคือ แอปฯที่ชื่อว่า Philips Hue สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android (ไม่มีค่าใช้จ่ายน้า
  • ซึ่งแอป “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) จะสามารถควบคุมการเปิด-ปิด , การลดแสง-เพิ่มแสง , หรือตั้งระยะเวลาการเปิด-ปิดหลอดไฟ ผ่านทางแอปพลิเคชั่นได้เลยด้วย (เหมาะสำหรับคนที่ขี้เกียจลุกขึ้นไปปิดปุ่มสวิตช์ไฟ)

This slideshow requires JavaScript.

  • เราจะต้องโหลดแอปฯย่อยเพื่อให้หลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ทำงานตามกิจกรรมที่เราต้องการด้วย ได้แก่
    • แอปฯ Philips Hue gen 1 : เพื่อช่วยเชื่อมต่อกับแอปฯย่อยอีกที (แอบยุ่งยากนิดหน่อย) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแอปพลิเคชั่นที่เสียค่าใช้จ่ายนะคะ

This slideshow requires JavaScript.

แต่เดี๋ยวก่อนเรามีแอปฯฟรีมาให้ด้วยค่า ^^ นั่นคือ

  • แอปพลิเคชั่น(ฟรี) ที่ใช้เชื่อมต่อคลังเพลงของคุณเพื่อให้หลอดไฟเปลี่ยนสีคือ Musicbox ซึ่งจะมีให้เราเลือกว่าต้องการจะเชื่อมต่อเพลงจากที่ไหนมาฟัง
  • แต่ถ้าไม่อยากเลือกเพลงให้ยุ่งยากก็โหลดแอปฯที่ชื่อว่า HueManic : เป็นแอปฯที่มีดนตรีมาให้เราเลือกเล่นได้เลย

This slideshow requires JavaScript.

  • ส่วนแอปพลิเคชั่น(ฟรี) อีกตัวที่ทำให้หลอดไฟเปลี่ยนสีเมื่อเราดูวิดีโอจาก Youtube คือ Hue Ambilight ค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

สรุป (ตามความสามารถที่เราใช้งานจริง) คือ… เจ้าหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) เขาก็ช่วยสร้างความบันเทิงเพิ่มมากขึ้นไปจากเดิม ช่วยเพิ่มสีสัน เพิ่มบรรยากาศได้โอเคเลยค่ะ ซึ่งหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ก็เปลี่ยนสีตามภาพบรรยากาศในวิดีโอได้ถูกต้องจริง ๆ ตามวิดีโอจาก Youtube หรือดนตรีที่เราเลือกเลย จากที่เราดูวิดีโอหรือฟังเพลงกับบรรยากาศภายในห้อง หรือ ภายในบ้านแบบเดิมๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นบรรยากาศที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในความบันเทิงให้เราตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ ว่าอยากจะมีเจ้าตัวหลอดไฟ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) ไว้ใช้งานรึเปล่า!!

หากสนใจผลิตภัณฑ์หลอดไฟอัจฉริยะ “ฟิลิปส์ ฮิว” (Philips Hue) สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ ร้านขายอุปกรณ์ Gadget ชั้นนำ หรือ เว็บไซต์ www.lazada.co.th ค่ะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

เปลี่ยนบ้านให้อัจฉริยะ สั่งงานผ่านมือถือได้ง่ายๆ ด้วยชุดอุปกรณ์สุดคุ้ม Lamptan Smart Home Solution

Published

on

Fitbit Ionic

฿11690
Fitbit Ionic
9.1

คุณภาพวัสดุ

9.0 /10

คุณภาพหน้าจอ

9.5 /10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

8.5 /10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

9.5 /10

ความคุ้มค่า

9.0 /10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่ทนมาก อยู่ได้นานเกิน 4 วันโดยไม่ต้องชาร์จ
  • นาฬิกาน้ำหนักเบา ใส่สบาย ดีไซน์ให้ดูเหมือนนาฬิกาบางได้ (จริงๆ มันหนานะ แต่ดูบาง)
  • กันน้ำได้ลึก 50 เมตร ทำให้ใส่ว่ายน้ำได้ ใส่วิ่งก็มี GPS ในตัวติดตามระยะทางและความเร็วได้
  • แสดง Notification จากสมาร์ทโฟนได้ ไลน์เด้งก็เตือนที่นาฬิกา
  • ลงเพลงในนาฬิกาแล้วให้นาฬิกาเชื่อมหูฟัง Bluetooth ไว้ฟังเพลงได้

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับภาษาไทย! ทำให้อ่านโนติภาษาไทยไม่ออก
  • หน้าติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาโหลดช้า ติดตั้งช้า
  • จำนวนแอปให้ติดตั้งยังมีน้อย เช่นแอปจาก Spotify ยังไม่มีให้ใช้
  • จัดการเพลงผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำผ่านมือถือไม่ได้ โอนเพลงช้า
  • ต้องใช้สายนาฬิกาของตัวเอง ไม่สามารถใช้สายมาตรฐานในท้องตลาดได้

แนวคิดบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home นั้นย้อนไปกันไกลมาก เอาที่ใกล้ตัวและเห็นภาพกันหน่อยก็ในการ์ตูนโดราเอมอนที่บ้านสามารถสั่งงานผ่านอุปกรณ์ศูนย์กลางได้ สั่งด้วยเสียงได้ มายุคนี้เราสามารถเปลี่ยนบ้านให้เป็นบ้านอัจฉริยะได้ง่ายมากครับ ไม่ต้องปลูกบ้าน ซื้อคอนโดใหม่ หรือเดินระบบใหม่ให้ยุ่งยาก ใช้อุปกรณ์จากแลมป์ตั้นแบรนด์ของคนไทยในชุด Lamptan Smart Home Solution ก็สามารถเปลี่ยนบ้านให้สั่งงานผ่านมือถือได้ง่ายๆ แล้ว

ตัวอย่างการใช้อุปกรณ์ Lamptan Smart Home Solution ในคอนโดแบบห้องนอนเดียว

อุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution นั้นมีมากมายหลายชิ้น เพื่อใช้งานในส่วนต่างๆ ของบ้านนะครับ เช่น เครื่องตรวจก๊าซรั่ว, เครื่องตรวจควันไฟ, เครื่องตรวจน้ำล้น, มอเตอร์ควบคุมผ้าม่าน, สวิซท์ไฟอัจฉริยะ, เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว, เซนเซอร์ตรวจความเคลื่อนไหวของหน้าต่าง, กล้อง WiFi อัจฉริยะ, ลูกบิดประตูอัจฉริยะ, อุปกรณ์ส่งสัญญาณ Zigbee สำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ในมาตรฐาน Zigbee

ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดของแลมป์ตั้นนี้จะทำงานร่วมกับแอป Lamptan Home ที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งใน iOS และ Android ครับ ทำให้เราสามารถประสานการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมดได้ สามารถเซ็ตเป็นสถานการณ์เพื่อให้อุปกรณ์ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ เช่นเมื่อกลับถึงบ้าน ก็สามารถตั้งเวลา หรือเซ็ตปุ่มเดียวเพื่อควบคุมให้ม่านเปิด แอร์เริ่มทำงาน ทีวีติดขึ้นมาก็ทำได้ หรือถ้ามีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยอย่างเซนเซอร์หน้าต่าง หรือเซนเซอร์ตัวจับการเคลื่อนไหว ก็สามารถกำหนดรูปแบบการทำงานของอุปกรณ์ทั้งหมด เช่น เปิดไฟในบ้าน และแจ้งเตือนให้เราทราบ เมื่อมีผู้ประสงค์ร้ายเข้ามาในบ้านได้เช่นกัน

และวันนี้แบไต๋ขอรีวิวอุปกรณ์ 2 ตัวจากชุด Lamptan Smart Home Solution ให้ดูกันก่อนครับ จะได้เป็นแนวทางอัปเกรดบ้านตัวเองเป็นสมาร์ทโฮมกัน

Lamptan Smart Cube กล่องมหัศจรรย์แทนรีโมทได้!

สำหรับอุปกรณ์ที่ควบคุมผ่านรีโมทอินฟราเรดอย่างทีวี, แอร์, เครื่องเสียง, ฯลฯ ก็สามารถใช้เจ้า Smart Cube เป็นตัวแทนรีโมทให้เราสั่งงานผ่านมือถือได้เลยครับ เราจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ สามารถกดมือถือกลับมาเหมือนกดรีโมทอยู่ที่บ้านได้เลย โดยอาศัยหลักการทำงานง่ายๆ คือเมื่อเราสั่งงานจากแอป Lamptan Home ในมือถือ สัญญาณก็จะวิ่งผ่านอินเทอร์เน็ตผ่าน WiFi ไปที่กล่อง Smart Cube แล้วตัวกล่องก็ส่งแสงอินฟราเรดออกไปสั่งอุปกรณ์ที่เรากำหนดไว้ครับ โดย Smart cube ที่สามารถ add ได้ทุกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีรีโมทอินฟราเรด ทำให้เราสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านมือถือได้เลย แถมยังสามารถกำหนดเวลาเป็น Timer เพื่อตั้งเวลาเปิด-ปิดอุปกรณ์ได้ด้วย

สำหรับอุปกรณ์บางตัวอย่างแอร์ สามารถบอกสถานะเปิด-ปิดเครื่องจากในแอปได้เลย

สำหรับขั้นตอนการเซ็ตอัปก็ง่ายๆ คือต่อไฟให้ Lamptan Smart Cube ผ่านพอร์ต MicroUSB แล้วกดตัวเครื่องลง 6 วินาทีเพื่อรีเซ็ตการตั้งค่า และเปิดแอป Lamptan Home มาเชื่อมต่อเจ้ากล่องกับเครือข่าย WiFi ในบ้านครับ

หลังจากตั้งค่าเครือข่ายเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนสำคัญคือระบุว่าจะให้ Smart Cube ควบคุมอุปกรณ์อินฟราเรดตัวไหนบ้าง ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือเลือกหมวดอุปกรณ์เช่น TV, แอร์ แล้วค้นหาตามยี่ห้อ เสร็จแล้วก็ลองกดรีโมทผ่านแอป Lamptan Home ว่าสามารถควบคุมการทำงานได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยนรูปแบบรีโมทไปเรื่อยๆ จนหาแบบที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ของเราเจอครับ

แต่ถ้าอุปกรณ์ของเราเป็นแบบที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลของ Lamptan Home ก็ใช้วิธีที่ 2 ครับ คือเรียนรู้สัญญาณจากรีโมทตัวจริง ทำได้ง่ายๆ แค่เข้าโหมดเรียนรู้ เลือกปุ่มที่ต้องการจะเรียนรู้สัญญาณ เช่นปุ่มเพิ่มอุณหภูมิ แล้วหันรีโมทเข้ากล่อง Smart Cube กดปุ่มเพิ่มอุณหภูมิ เพื่อรับสัญญาณจากรีโมท กล่องก็จะเรียนรู้ว่าถ้าเพิ่มอุณหภูมิจะใช้สัญญาณอินฟราเรดแบบนี้ เสร็จแล้วก็กดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบปุ่มที่ต้องการก็ใช้ได้แล้ว

สามารถจ่อรีโมทแบบนี้เพื่อให้ Smart Cube เรียนรู้รูปแบบสัญญาณได้

จากการทดลองของเรา เราสามารถวาง Lamptan Smart Cube ไว้กลางห้องเพื่อสั่งงานอุปกรณ์หลายชิ้นในระยะที่ไม่มีวัตถุอะไรมาบังระหว่างตัวกล่องกับตัวอุปกรณ์ได้ (เหมือนการสั่งรีโมทปกติที่ต้องไม่มีอะไรขวางระหว่างรีโมทกับอุปกรณ์) แต่ถ้ามีอุปกรณ์หลายห้อง ก็ต้องอาศัย Smart Cube หลายตัววางไว้ในแต่ละห้องนะครับ โดยสั่งงานผ่านแอป Lamptan Home ตัวเดียวนี่แหละ

แต่ข้อสังเกตของเราสำหรับ Lamptan Smart Cube คือในกล่องจะไม่มีตัวหม้อแปลงไฟมาให้นะครับ มีแค่สาย Micro USB สำหรับต่อไฟเข้าอย่างเดียว ก็ต้องหาหัวแปลงสำหรับมือถือแบบที่จ่ายไฟได้ 5V 1A มาใช้

สำหรับ Lamptan Smart Cube นั้นวางราคาขายอยู่ที่ 1,400 บาท ซึ่งโปรโมชั่นตอนนี้จะแถมหลอดไฟ LED ที่สามารถเปลี่ยนอุณหภูมิแสงได้ไปด้วย

Lamptan Smart WiFi Socket ปลั้กไฟควบคุมผ่านเน็ต!

อุปกรณ์ชิ้นพื้นฐานสำหรับเปลี่ยนบ้านให้เป็น Smart Home ก็ขาดปลั้กไฟที่สั่งงานผ่านมือถือไปไม่ได้ครับ ในชุด Lamptan Smart Home Solution ก็มี Lamptan Smart WiFi Socket ที่ทำหน้าที่ในจุดนี้

จุดแรกที่เราชอบเกี่ยวกับปลั้กไฟตัวนี้คือดีไซน์และวัสดุครับ ที่ดูโมเดิร์น ดูแข็งแรง ถ้าอยากติดตั้งแล้วไม่ให้สะดุดตามากนักก็เลือกเป็นสีเทา แต่ถ้าอยากทำให้เป็นเหมือนของตกแต่งบ้าน ก็มีเป็นสีแดงเข้มๆ ให้เลือก เวลาใช้งานก็มีดวงไฟติดขึ้นที่ตัวปลั้กด้วย น่ารักดีครับ แต่จุดสังเกตของดีไซน์อยู่ที่ช่องเสียบปลั้กนั้นเป็นแบบขาแบนอย่างเดียว ถ้าใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นปลั้กขากลมก็ต้องเสียบผ่านตัวแปลงขาอีกที แล้วก็ออกแบบมาสำหรับใช้งานในบ้านอย่างเดียวนะครับ เอาไปตากแดดตากฝนนอกบ้านไม่ได้นะ

เซ็ตอัปปลั้กผ่านแอป Lampton Home

วิธีการใช้งาน Lamptan Smart WiFi Socket นั้นง่ายมาก แค่เอาปลั้กไปเสียบกับไฟบ้าน เสร็จแล้วกดปุ่มที่ตัวปลั้กค้างไว้เพื่อรีเซ็ทการตั้งค่า เสร็จแล้วก็เข้าแอป Lamptan Home ในมือถือ (ดาวน์โหลดมาให้เรียบร้อยก่อนเซ็ตอัปนะ) กดเพิ่มอุปกรณ์ในแอป แล้วหา Smart WiFi Socket ในแเอป เสร็จแล้วตัวแอปจะให้เราเชื่อมไวไฟกับ Smart WiFi Socket เพื่อเข้าไปตั้งค่าให้ตัวปลั้กเข้าใช้ WiFi ของบ้านได้ หลังจากเซ็ตค่าเรียบร้อยก็ใช้งานได้เลยครับ

กดปิด-เปิด Lamptan Smart WiFi Socket ผ่านแอปได้แล้ว! เปิด-ปิดพัดลมผ่านแอปนี่แหละ

วิธีใช้อย่างง่ายที่สุดคือกดปิด-เปิดสวิทซ์ของปลั้กจากในแอป Lamptan Home ได้เลยครับ ซึ่งตราบใดที่ Lamptan Smart WiFi Socket ยังเชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ เราก็สามารถสั่งปิด-เปิดปลั้กไฟจากที่ไหนในโลกก็ได้ครับ เช่นเอาไปเสียบกับปั้มอากาศของตู้ปลา เราก็ควบคุมการปิดเปิดปั้มได้แม้ไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่! หรือจะเอาไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเป็นทีมร่วมกับอุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution หลายตัวก็ได้

นอกจากเปิด-ปิดสวิทซ์ไฟจากระยะไกลได้แล้ว Lamptan Smart WiFi Socket ยังมีความสามารถสุดเจ๋งอีกอย่างคือสามารถรายงานการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ตัวที่กำลังเชื่อมต่อได้ทันที ว่ามันกำลังกินไฟกี่ Watt แถมดูเป็นกราฟแสดงอัตราการใช้ไฟในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ด้วย (นี่เอาไปใช้แทน Watt Meter ได้เลยนะเนี่ย) นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปตั้ง Countdown นับถอยหลังเวลาเปิด-ปิดสวิทซ์ หรือจะกำหนดเวลาเปิด-ปิด เช่นให้เปิด-ปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้ เห็นเรียบง่ายแบบนี้ ความสามารถไม่น้อยเลย

สเปกของ Lamptan Smart WiFi Socket นั้นรองรับกำลังไฟได้สูงสุด 10A ที่ 220V นะครับ ก็เอาไปใช้กับงานทั่วไปได้สบาย ส่วนราคาขาย ในหน้าเว็บของ Lamptan ตั้งราคาไว้ที่ 1,200 บาท พร้อมแถมหลอด LED 5W ให้อีก 2 หลอด ราคานี้ก็คุ้มอยู่นะ

Lamptan Smart Home Solution เปลี่ยนบ้านเป็นสมาร์ทโฮมด้วยราคาคุ้มค่า

เรื่องที่เราประทับใจที่สุดสำหรับอุปกรณ์ชุด Lamptan Smart Home Solution คือราคาที่คุ้มค่ามาก อย่างกล้องวงจรปิด WiFi ตั้งราคาขายไว้ 1,750 บาท หรือตัว Smart SOS สำหรับกดแจ้งเตือนเหตุด่วนเหตุร้าย (เหมาะสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุ) ก็ขาย 1,750 บาทเท่ากัน ซึ่งเมื่อรวมกับระบบที่สามารถจัดการอุปกรณ์ทุกตัวผ่านแอป Lamptan Home จบครบในตัวเดียว ก็ถือเป็นทางเลือกอุปกรณ์แปลงบ้านเป็นบ้านอัจฉริยะที่ราคาไม่แพง แถมได้ระบบจัดการที่เข้าใจง่ายไปใช้ด้วย

แต่ตอนนี้อุปกรณ์ในชุด Lamptan Smart Home Solution ยังไม่สนับสนุน IFTTT (บริการบนเว็บที่ช่วยให้อุปกรณ์ Smart Home หรือ IoT สามารถเชื่อมต่อกับบริการในเว็บอื่นๆ ได้ เช่นถ้าเมลเข้า ให้ไฟติดกระพริบ) ก็หวังว่าในอนาคตจะเพิ่มการรองรับบริการนี้นะครับ ก็จะขยายโอกาสในการใช้ออกไปได้มากทีเดียว

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Gadget

รีวิว Huawei EnVizion 360 กล้องจิ๋ว 360 องศา ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่น!

กล้องถ่าย 360 องศาตัวจิ๋ว ที่เสียบกับสมาร์ทโฟนแล้วถ่ายรูปรอบตัวได้ในแชะเดียว

Published

on

Fitbit Ionic

฿11690
Fitbit Ionic
9.1

คุณภาพวัสดุ

9.0 /10

คุณภาพหน้าจอ

9.5 /10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ออกกำลังกาย

8.5 /10

ความเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

9.5 /10

ความคุ้มค่า

9.0 /10

จุดเด่น

  • แบตเตอรี่ทนมาก อยู่ได้นานเกิน 4 วันโดยไม่ต้องชาร์จ
  • นาฬิกาน้ำหนักเบา ใส่สบาย ดีไซน์ให้ดูเหมือนนาฬิกาบางได้ (จริงๆ มันหนานะ แต่ดูบาง)
  • กันน้ำได้ลึก 50 เมตร ทำให้ใส่ว่ายน้ำได้ ใส่วิ่งก็มี GPS ในตัวติดตามระยะทางและความเร็วได้
  • แสดง Notification จากสมาร์ทโฟนได้ ไลน์เด้งก็เตือนที่นาฬิกา
  • ลงเพลงในนาฬิกาแล้วให้นาฬิกาเชื่อมหูฟัง Bluetooth ไว้ฟังเพลงได้

จุดสังเกต

  • ไม่รองรับภาษาไทย! ทำให้อ่านโนติภาษาไทยไม่ออก
  • หน้าติดตั้งแอปและหน้าปัดนาฬิกาโหลดช้า ติดตั้งช้า
  • จำนวนแอปให้ติดตั้งยังมีน้อย เช่นแอปจาก Spotify ยังไม่มีให้ใช้
  • จัดการเพลงผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำผ่านมือถือไม่ได้ โอนเพลงช้า
  • ต้องใช้สายนาฬิกาของตัวเอง ไม่สามารถใช้สายมาตรฐานในท้องตลาดได้

กล้อง Huawei EnVizion 360 Panoramic VR Camera เป็นหนึ่งในของแถมจาก Huawei P20 Pro ที่คนสนใจกันเยอะมากนะครับ (และคาดว่าหลังจาก P20 Pro วางตลาดเรียบร้อย ก็น่าจะมีคนปล่อยขายของแถมตัวนี้กันพอสมควรเลย) วันนี้แบไต๋จึงขอรีวิวให้ดูกันว่ากล้องถ่าย 360 องศาตัวนี้ ที่ถ่ายภาพครั้งเดียวก็เก็บทุกมุมรอบตัวแบบ 360 องศา ไม่ต้องมายืนหมุนมือถือถ่ายทีละนิดละนิด ให้คุณภาพได้แค่ไหน ควรซื้อหามาใช้ หรือใครที่ได้มาเป็นของแถม ควรเก็บไว้ถ่ายเองไหม

การออกแบบ Huawei EnVizion 360

ตัวกล้อง Huawei EnVizion 360 และถุงสำหรับเก็บกล้อง

Huawei EnVizion 360 นั้นมีขนาดเล็กมากนะครับ หนักแค่ 30 กรัม ขนาดพอๆ กับชุดเลนส์ Fish Eye ที่หลายคนใช้แปะมือถือกันนั้นแหละ เล็กกว่ารุ่นพี่ในวงการอย่าง Ricoh Theta แล้วก็เล็กกว่าคู่แข่งอย่าง Insta360 Air อีกหน่อย ซึ่งความเล็กของมันก็เป็นข้อดีที่พกง่ายมาก สามารถใส่ถุงนิ่มๆ ที่ Huawei แถมมาให้พกติดตัวไปไหนก็ได้ ไม่ลำบากชีวิต!

ดีไซน์ของ EnVizion 360 นั้นเรียบง่ายมากครับ ทุกด้านสมมาตรกันหมด ด้านหน้าและหลังมีกล้อง 13 ล้านพิกเซล f/1.8 ฝั่งละตัว เพื่อถ่ายภาพด้านละ 180 องศามารวมกันเป็นภาพ 360 องศาครับ ตัวกล้องเคลือบมันวาว (ไม่แน่ใจว่าเป็นโลหะหรือพลาสติกเคลือบ) ทำให้ดูดีใช้ได้ แต่เสียอย่างเดียว ด้วยขนาดที่เล็กและตัวกล้องมันๆ ลื่นๆ เวลาถือต้องมีสติตลอดเวลา ทั้งระวังไม่ให้นิ้วไปโดนเลนส์ และระวังไม่ให้ตกครับ

การใช้งาน Huawei EnVizion 360

 

วิธีใช้งาน Huawei EnVizion 360 นั้นง่ายมากครับ แค่เสียบกล้องเข้ากับพอร์ต USB-C แล้วเปิดแอป HUAWEI 360 Camera มาถ่ายเท่านั้น ไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์ Huawei ก็ใช้ถ่ายได้ ข้อจำกัดเดียวของ EnVizion 360 คือต้องใช้กับอุปกรณ์ที่เป็น Android 6.0 และใช้พอร์ต USB-C เท่านั้นครับ ใครใช้ iPhone หรือใช้แอนดรอยด์ที่ยังเป็น Micro USB อยู่ หมดสิทธิ์ใช้กล้องตัวนี้นะจ๊ะ

เราสามารถใช้งาน EnVizion 360 ได้ 3 โหมดคือ

  • ถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายได้ความละเอียด 5K – 5376 x 2688 pixel
  • ถ่ายวิดีโอ ถ่ายได้ความละเอียด Full HD – 1920 x 960 pixel นานสูงสุด 5 นาที
  • ถ่ายทอดสดวิดีโอ 360 องศา ขึ้น Youtube และ Facebook ด้วยความละเอียด HD – 1280 x 640 / 8Mbps

PIC_20180409_124645

คุณภาพของภาพนิ่งในช่วงกลางวันนั้นสีสันคมชัดสดใส

PIC_20180408_190951

ส่วนถ้าเป็นภาพตอนกลางคืน ก็ถือว่าดีกว่ากล้อง 360 องศาหลายรุ่นในตลาด แต่ก็ไม่แนะนำให้ถ่ายในที่แสงน้อย

ในส่วนของภาพนิ่งนั้นเราพอใจกับภาพที่ได้นะครับ ภาพคมชัดรายละเอียดดี แต่สำหรับการถ่ายวิดีโอเราว่าความละเอียดระดับ Full HD นั้นน้อยไปสำหรับงาน 360 องศาที่ต้องเอาภาพมาขยายให้เห็นทุกทิศทาง ถ้าสามารถถ่าย 4K ได้จะดีมาก ส่วนการถ่ายทอดสดนั้นได้ความละเอียดระดับนี้ก็โอเคแล้วครับ ถ้าละเอียดกว่านี้เน็ตน่าจะเร็วไม่พออัปโหลด แต่ติดอยู่นิดเดียว มันยังไลฟ์ขึ้น facebook pages ไม่ได้ ไลฟ์ขึ้นโปรไฟล์ส่วนตัวได้อย่างเดียว แอดงี้อดไลฟ์ขึ้นเพจแบไต๋ให้ดูบรรยากาศงานต่างๆ เลย

ระหว่างถ่ายรูป 360 องศาเราสามารถหมุนภาพ ซูมภาพตัวอย่างที่แสดงเข้าออกได้ด้วยนะครับ สามารถตั้งนับถอยหลังก่อนถ่ายได้ด้วย เพื่อให้เราจัดองค์ประกอบภาพได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถปรับความสว่างก่อนถ่าย (EV) และใส่ฟิลเตอร์ให้ภาพก็ได้ และถ้าเราไม่ต้องการโลโก้ Huawei 360 (ที่อยู่บริเวณที่ตัวกล้องอยู่ในภาพ) ก็สามารถปิดใน Settings ได้ครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีลายน้ำหัวเว่ยทุกรูป

การใช้ไฟล์ 360 องศา

PIC_20180408_184257

ถ้าเป็นแสงยามเย็น Huawei EnVizion 360 ก็ยังเอาอยู่นะครับ

ยุคนี้แพลตฟอร์มต่างๆ รองรับไฟล์ 360 องศามากขึ้นครับ ไม่ต้องอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มเฉพาะที่แชร์ยากเย็นเหมือนเมื่อก่อน เราสามารถใช้ไฟล์รูป 360 องศาจาก Huawei EnVizion 360 ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน อัปโหลดขึ้น Facebook หรือส่งใน LINE ได้ทันที โดยที่คนใช้เฟซบุ๊กหรือไลน์คนอื่นๆ ก็ดูภาพแบบ 360 องศาได้ในแอปเลย ส่วนถ้าเป็นวิดีโอก็สามารถอัปโหลดขึ้น facebook หรือ Youtube ให้เป็นวิดีโอแบบ 360 องศาได้เลยครับ ไม่ต้องไปผ่านกระบวนการพิเศษ ให้ต้องใช้คอมพิวเตอร์ให้วุ่นวาย

Huawei EnVizion 360 สามารถเลือกมุมเซฟภาพออกมาได้ (ภาพนี้เป็นแบบ Little Planet)

ส่วนถ้าเราอยากแชร์แค่ภาพนิ่งที่ปรับมุมสวยๆ อาจจะปรับภาพในแบบ Little Planet ที่เหมือนเรายืนอยู่บนโลกกลมใบเล็กๆ หรือเลือกให้เห็นมุมมองที่ต้องการ ก็สามารถลากบีบมุมภาพที่ต้องการได้ในแอป แล้วกดปุ่ม Screen Shot เพื่อบันทึกภาพนั้นออกมาแชร์ได้เลย หรือจะเซฟออกมาเป็น GIF ก็ได้ โดยถ้าเป็นภาพนิ่ง ไฟล์ GIF ก็จะค่อยๆ หมุนเปลี่ยนมุม ส่วนถ้าเป็นวิดีโอ ไฟล์ GIF ก็จะเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งของวิดีโอออกมาเล่นครับ

ซึ่งการที่ Huawei EnVizion 360 นั้นเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนโดยตรงก็ทำให้การใช้ไฟล์ 360 องศานั้นสะดวกกว่ากล้องอื่นๆ เยอะครับ แทนที่จะถ่ายแล้วต้องมาโอนใส่เครื่อง ต้องเปิด Wifi ต้องเปิด Bluetooth แชร์เข้ามา อันนี้คือไฟล์ 360 องศาอยู่ในคลังภาพ พร้อมใช้ได้เลยแม้ไม่ได้เสียบตัวกล้องอยู่

สรุปแล้ว Huawei EnVizion 360 นั้นคุ้มไหม

อุปกรณ์ในกล่อง Huawei EnVizion 360

Huawei EnVizion 360 วางราคาขายอยู่ที่ 4,490 บาท ก็ถือเป็นราคาที่ไม่แพงสำหรับกล้องความสามารถแบบนี้นะครับ เพราะคู่แข่งอย่าง Ricoh Theta หรือ Insta360 นั้นมักจะมีราคาสูงกว่านี้ ซึ่งถ้าใช้ทั่วไป ใช้ถ่ายภาพตอนไปเที่ยว หรือใช้ในครอบครัว เจ้ากล้องตัวนี้เอาอยู่สบายๆ แต่ถ้าจะใช้จริงจังระดับโปรดักชั่นที่ต้องการไฟล์ชัดมากๆ ต้องการวิดีโอ 4K หรือต้องการเอาไปต่อกับคอมพิวเตอร์เป็น Webcam ก็ต้องดูแบรนด์อื่นที่ความสามารถสูงกว่านี้ครับ

ส่วนใครที่ได้มาพร้อมกับ Huawei P20 Pro แอดมองว่าคุ้มมากนะ มันใช้เสริมความสามารถของกล้อง P20 ได้ดีเลย คือกล้อง P20 จะเทพยังไง มันก็ถ่าย 360 องศาได้ไม่เหมือนที่ Huawei EnVizion 360 ถ่ายได้ ส่วนใครที่ได้กล้องนี้ในราคาปล่อยต่อสักที่ถูกกว่านี้ มันก็ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่ครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!