Connect with us

Gadget Review

รีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100: หูฟัง True Wireless เพื่อคนออกกำลังกาย ใส่สบายเหมือนไม่ได้ใส่!

Plantronics BackBeat Fit 3100

6,290 บาท
8.6

คุณภาพเสียง

7.5/10

คุณภาพวัสดุ

10.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถในการคุยโทรศัพท์

7.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง ชาร์จเพิ่มผ่านกล่องได้อีก 2 ครั้งอีก 10 ชั่วโมง
  • วัสดุคล้องใบหูดี ใส่แล้วสบายจนเหมือนไม่ได้ใส่
  • กันน้ำ (หรือเหงื่อ) ได้อย่างหายห่วง
  • การเพิ่ม/ลดเสียงเข้าใจง่ายและยังสามารถเปลี่ยนเป็นฟีเจอร์อื่นๆ ให้เหมาะกับการออกกำลังกายได้ (บอกเวลา, จับเวลา, เช็คปริมาณแบตเตอรี่ ฯลฯ)
  • ดูวิดีโอเสียงไม่แลค/ดีเลย์

จุดสังเกต

  • ไม่เหมาะกับการใช้คุยโทรศัพท์
  • ไม่มี Noise Cancelling (ทั้งรูปแบบดิจิทัลและวัสดุของตัวหูฟัง)
  • ไม่มีอะไหล่สำรองมาให้
  • ต้องเลือกว่าจะให้การแตะเป็นเพิ่ม/ลดเสียง หรือจะใช้ฟีเจอร์ต่างๆ

AirPod อาจเป็นผู้นำเทรนด์ของ True Wireless หรือหูฟังไร้สายโดยสมบูรณ์ (ไม่มีสายเชื่อมหูซ้ายหูขวา ฯลฯ) แต่ก็ใช่ว่าหูฟังของทางแอปเปิ้ลนี้ จะเป็นหนึ่งในหล้าของตลาด เพราะในตอนนี้หลากหลายแบรนด์ก็ได้มีโปรดักส์รูปแบบดังกล่าวเป็นของตัวเองที่ก็แน่นอนละว่ามีดีกันคนละแบบจนแอบสงสารผู้บริโภคที่ต้องตัดสินใจเลือกซื้อกันเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ทางแบไต๋ของเราเลยอยากที่จะสร้างความลำบากใจให้กับทุกคนเข้าไปอีกขั้น (ฮา) ด้วยการนำเสนอรีวิว Plantronics BackBeat FIT 3100 อีกหนึ่งหูฟัง True Wireless อันเด่นชัดด้านการออกกำลังกายที่เจ๋งเอามากๆ แต่จะให้สรุปรวบยอดความดีงามในย่อหน้าเดียวมันทำไม่ได้หรอก ขอเชิญอ่านรายละเอียดทั้งหมดในบทความเลยครับ


ถึงกล่องจะใหญ่ แต่ชาร์จไฟได้เยอะนะ!

เมื่อเราแกะกล่องผลิตภัณฑ์ออกมาเรียบร้อยเสร็จสรรพ เราก็จะเจอกับกล่องใส่หูฟังที่ซ้ำยังไว้ชาร์จไฟไปในตัวที่ใหญ่เอามากๆ โดยในกล่องนั้นจะมีแค่สองสิ่งคือหูฟังทรูไวเลสและสายชาร์จหัว Micro Usb ที่อยู่ในช่องกระเป๋าฝาปิดบน ไม่มีอะไหล่เสริมใดๆ (ตัวเปลี่ยนจุกหูฟัง ฯลฯ) ตอนแรกเราคิดว่าเปิดกล่องมาจะเจออภิมหาสิ่งของละลานตาเสียอีก แต่ช่างเถอะอันนั้นไม่ใช่หลักใหญ่ใจความ เพราะสิ่งที่มันแล่นเข้าในหัวเราเลยเมื่อเห็นกล่อง คือ “ถ้าเอาไปใส่ไว้ในกางเกงกีฬาในขณะที่ออกกำลังกาย มันคงจะดูตุงๆ ใหญ่ๆ เหมือนพกอะไรมากินตอนวิ่งไปพลางๆ แน่เลย” แต่เอาเป็นว่าจุดนี้เราจะไม่เอามาใช้เป็นข้อสังเกตและข้อดีของหูฟังนี้เพราะถึงแม้มันจะมีขนาดใหญ่ก็จริง แต่เราๆ ก็คงจะไม่พกไปใช้ในขณะที่กำลังออกกำลังกายด้วยอยู่แล้วละ

แต่สิ่งที่เรารู้สึกพอใจกับกล่องเก็บที่ซ้ำไว้ชาร์จไปในตัวนี้ก็มีอยู่หลายอย่างเหมือนกันนะ ทั้งเรื่องของแบตเตอรี่ที่เจ้ากล่องเก็บใบนี้สามารถสำรองไว้ได้ถึง 10 ชั่วโมงซึ่งเมื่อรวมกับระยะการใช้งานของหูฟังที่ได้ 5 ชั่วโมง เราก็จะสามารถใช้งานหูฟังได้ถึง 15 ชั่วโมงเลยละ (แต่ต้องแบ่งชาร์จเพิ่มครั้งละ 5 ชั่วโมงนะ) และไหนจะด้านดีไซน์ของกล่องเองที่ภายนอกเป็นรูปทรงวงรีแบบเรียบๆ และช่องเก็บหูฟังข้างในที่ดูสะอาดตาเมื่อเรานำหูฟังกลับเข้าที่ หนำซ้ำเรายังเช็คได้อีกว่าแบตเตอรี่สำรองเหลือเท่าไหร่ด้วยการกดปุ่มตรงกลางระหว่างช่องเก็บหูฟัง

วัสดุคล้องหูแน่นและผ่อนคลาย ใส่เหมือนไม่ได้ใส่

ดีไซน์ภายนอกของตัวหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 3100 ไม่ได้สวยงามตามเทรนด์อะไรใครเขาหรอกครับ แต่สิ่งที่เรารู้สึกชอบเอามากๆ ก็คือ “การออกแบบตัวคล้องหูและวัสดุที่ใช้” ที่เข้าใจสรีระของหูและการเคลื่อนไหวเวลาออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกสบายใบหูมากเมื่อสวมใส่ โดยในตอนที่เราเอาไปทดลองใช้วิ่งออกกำลังกาย เราคลำจับหูฟังบ่อยมาก ไม่ใช่เพราะมันไม่แน่นหรือรำคาญหูนะ แต่มันมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่อะไรจนเราพะวงว่ามันจะตกไปตอนไหนหรือเปล่าต่างหาก 

แถมไอความสบายหูที่ว่ามันยังไม่จบแค่ใบหูรอบนอกของเรา แต่ยังรวมไปถึงรูหูข้างใน เพราะ Plantronics BackBeat FIT 3100 เป็นหูฟังประเภท Ear Bud ที่ตัวหูฟังจะสอดเข้าไปแค่ในช่วงต้นของรูหู ไม่ได้เป็นจุกที่สอดเข้าไป มันเลยยิ่งทำให้เราไม่พบเจอความลำคาญใดๆ ในส่วนนี้เลย ซึ่งนี่แหล่ะคือจุดเด่นที่สุดของหูฟังตัวนี้ที่แมทช์กับการใช้ออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกย่านเสียงดีและเคลียร์ แต่เบสเฉยๆ

(อ่านความสำคัญของ Bluetooth Codec ตัวแปรสำคัญกำหนดคุณภาพเสียงได้ที่นี่)

Plantronics BackBeat FIT 3100 ให้ภาพรวมเสียงทั้งหมดได้ดีโดยเฉพาะเสียงแหลมสูง ระยะกลาง และไดนามิกซ์หรือการไต่ระดับเสียง อีกทั้ง Codec หรือฟอร์แมตเสียงที่หูฟังคู่นี้รองรับ ก็เป็น AAC ที่มีคุณดีกว่าฟอร์แมตเสียงหูฟังไวเลสโดยสามัญอย่าง SBC ทั้งๆ ที่ใช้บิตเรตไม่ต่างกันมาก (แต่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อก็ต้องรองรับ AAC ด้วยนะ) แถมเมื่อผนวกกับการที่หูฟังคู่นี้เป็น Bluetooth 5.0 ที่การสตรีมมิ่งสัญญาณเสียงรูปแบบต่างๆ จะถูกลำเลียงออกมาต่อได้เนื่องมากขึ้นที่ก็ได้ส่งผลให้อาการเสียงไม่ตรงกับภาพ (Audio Lag) ในการรับชมวิดีโอนั้นหายไปในหูฟังคู่นี้

แต่จุดที่ดูจะเป็นข้อสังเกตของ Plantronics BackBeat FIT 3100 คือเสียงเบสที่ทำได้ในระดับกลางๆ อีกทั้งด้วยความที่ตัวหูฟังนั้นไม่มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนหรือที่เรียกว่า Noise Cancelling ทั้งในรูปแบบดิจิทัล (Active) และจากวัสดุ (Passive) เลยทำให้เสียงโดยรอบทั้งหลายเข้ามาแทรกอรรถรสในการรับฟังเสียงเพลงของเรา แต่หากวัดจากจุดประสงค์ของหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายเป็นหลัก มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทางแบรนด์คิดมาแล้วว่าเหมาะสมกับการออกกำลังกายที่เรายังพอมีสมาธิคอยระมัดระวังสภาพแวดล้อมโดยรอบ

และในเมื่อเป็นหูฟังประเภทบลูทูธ เราก็ต้องมาทดสอบการใช้คุยโทรศัพท์เสียหน่อย Plantronics BackBeat FIT 3100 สามารถเอาไปใช้ในส่วนนี้ได้ดีในระดับหนึ่งหากไม่มีตัวแปรใดๆ อาทิ คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มีน้อย, คุยอยู่ในบริเวณที่มีคลื่นสัญญาณต่างๆ แทรกเยอะ ฯลฯ แถมหูฟังคู่นี้ก็ยังมีข้อดีตรงที่เราจะได้ยินเสียงของผู้สนทนาจากหูฟังทั้งสองข้าง (ปกติหูฟังไวเลสจะได้ยินข้างเดียว) แต่ยังไงเสีย ถ้ามือไม้สะดวกไม่ได้ขับรถขับราก็คุยแนบหูปกตินั่นแหละดีสุดแล้ว

ส่วนเรื่องของการป้องกันน้ำและกันฝุ่น หูฟังตัวนี้ก็สามารถกันได้ตามมาตรฐาน IP57 คือจมน้ำลึกได้ 1 เมตรและอยู่ได้นาน 10 นาที ส่วนด้านฝุ่นก็กันได้ในระดับหนึ่งแต่ก็มีเล็ดเข้าไปได้อยู่ แต่อย่าเอาไปใส่ว่ายน้ำละ เพราะฟังก์ชั่นกันน้ำมันมีไว้รักษาหูฟังของเราในกรณีเกิดอุบัติเหตุ (ร่วงหล่นลงน้ำ ฯลฯ)

การควบคุมการทำงานเบื้องต้นของหูฟังที่เข้าใจคิดและสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านแอป

เป็นอีกหนึ่งจุดที่ Plantronics BackBeat FIT 3100 เข้าใจคิด แถมยังเข้ากับจุดประสงค์ของตัวหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนออกกำลังกายเป็นหลัก โดยการควบคุมค่าเริ่มเบื้องต้นของหูฟังนั้น การเพิ่มและลดเสียงจะเป็นการแตะ (Tap) ไปที่หูฟังข้างซ้าย การเพิ่มจะเป็นการแตะเพียงหนึ่งครั้งที่จะได้ระดับเสียงขึ้นมาหนึ่งต่อการแตะ ในขณะที่การลดเสียงจะเป็นการแตะค้างให้เสียงลดลงเรื่อยๆ จนกว่าเราจะหยุดแตะ

ตรงจุดนี้เราว่าเข้าใจคิดมากๆ เพราะการปฎิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้างมันควรจะทำได้รวดเร็ว ส่วนการเข้าสู่โลกส่วนตัวในตอนที่ออกกำลังกายเราว่าเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องรีบเอาปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ส่วนการเปิด/ปิดหรือหาสัญญาณ Bluetooth ก็ไม่ได้เด่นอะไร แค่กดค้างที่ตัวหูฟังเฉยๆ ข้างไหนก็ได้

แต่หากใครไม่ถนัดลดเสียงหูฟังฝั่งซ้ายก็สามารถเข้าไปปรับแต่งการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นกลางของทางค่าย Plantronics อย่าง BackBeat ที่ก็เลือกตั้งค่าได้ตั้งแต่ภาษาของเสียงที่แจ้งเตือนการทำงานหูฟังของเรา (ที่มันเจ๋งตรงที่เสียงไทยเป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว!) หรือแสดงแบตเตอรี่คงเหลือเป็นระยะเวลาหรือเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่จุดเด่นจริงๆ ของแอปนี้ คือ My Tap หรือตั้งค่าการแตะหูฟังของเราเพื่อเลือกใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่สอดคล้องและสนับสนุนการออกกำลังกายได้สองคำสั่ง (แตะหนึ่งครั้ง และแต่ะสองครั้ง) ไล่ตั้งแต่ การบอกจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลือ, บอกเวลา ณ ตอนนั้น, จับเวลา, การเลือกเพลย์ลิสใน Spotify ฯลฯ

 

 

 

 

 

แต่กระนั้นในส่วนของแอปนี้ก็ข้อสังเกตอยู่ นั่นคือเราไม่สามารถใช้งานการใช้งานค่าเริ่มต้นของหูฟังอย่างการเพิ่ม/ลดเสียงไปพร้อมกับฟีเจอร์ทั้งหลายที่ตั้งไว้ใน My Tap ได้ ต้องเลือกเอาว่าจะให้การแตะเป็นการทำงานแบบไหน แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวแอปก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำอะไรขนาดนั้น เพราะเราสามารถสลับสับเปลี่ยนเลือกการทำงานได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียวและรอให้แอปสลับโหมดเพียง 2 – 3 วินาที

นี่คือหูฟังเพื่อการออกกำลังกายที่เราแนะนำ!

โดยรวม Plantronics BackBeat FIT 3100 คือหูฟัง True Wireless ที่เหมาะสมกับการใช้ร่วมกับการออกกำลังกายโดยถ่องแท้ ด้วยวัสดุและการออกแบบสายคล้องหูที่ไม่ก่อให้เกิดความอึดอัดหรือลำคาญใดๆ กับใบหูของเรา, คุณภาพเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ดีและซ้ำยังไม่ปิดตายเสียงของโลกภายนอกเพื่อให้เราระแวดระวังรอบข้างได้อยู่ แต่กระนั้นหากใครจะเอาไปใช้รับอรรถรสในเสียงดนตรีอย่างเต็มขั้น หรือนำไปใช้รับสายโทรศัพท์เราไม่แนะนำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Gadget Review

แกะกล่อง DJI Osmo Pocket [มีคลิป]

Published

on

Plantronics BackBeat Fit 3100

6,290 บาท
8.6

คุณภาพเสียง

7.5/10

คุณภาพวัสดุ

10.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถในการคุยโทรศัพท์

7.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง ชาร์จเพิ่มผ่านกล่องได้อีก 2 ครั้งอีก 10 ชั่วโมง
  • วัสดุคล้องใบหูดี ใส่แล้วสบายจนเหมือนไม่ได้ใส่
  • กันน้ำ (หรือเหงื่อ) ได้อย่างหายห่วง
  • การเพิ่ม/ลดเสียงเข้าใจง่ายและยังสามารถเปลี่ยนเป็นฟีเจอร์อื่นๆ ให้เหมาะกับการออกกำลังกายได้ (บอกเวลา, จับเวลา, เช็คปริมาณแบตเตอรี่ ฯลฯ)
  • ดูวิดีโอเสียงไม่แลค/ดีเลย์

จุดสังเกต

  • ไม่เหมาะกับการใช้คุยโทรศัพท์
  • ไม่มี Noise Cancelling (ทั้งรูปแบบดิจิทัลและวัสดุของตัวหูฟัง)
  • ไม่มีอะไหล่สำรองมาให้
  • ต้องเลือกว่าจะให้การแตะเป็นเพิ่ม/ลดเสียง หรือจะใช้ฟีเจอร์ต่างๆ

แค่เห็นกล่องก็ว้าวในความเล็กกะทัดรัด หีบห่อสีขาวขุ่นดูดีมีราคา มีคุณสมบัติกันสั่นขั้นเทพของ DJI เป็นประกัน เพราะเจ้าตลาดในเรื่องโดรนก็ไม่พ้นเค้าหละ ทำโดรนได้ดีติดตลาด อุปกรณ์กันสั่นสำหรับโปรดักชั่นก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย แน่นอนว่าทำโดรนได้ดี แล้วมีหรือที่จะทำรุ่นเล็กได้ไม่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี DJI Osmo ออกมาทำตลาด งวดนี้มารุ่นจิ๋ว พกพาง่าย แถมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถือผ่านช่องต่อ USB TYPE C & LIGHTNING ที่มีแถมให้มาในชุดเลย ไว้ลองใช้งานจริงแล้วจะบอกได้อีกทีว่าโอเคแค่ไหน

อุปกรณ์ในกล่อง

กล้อง DJI Osmo Pocket มีสาย USB TYPE C กล่องใส่กล้อง สายคล้องข้อมือ หัวเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ USB TYPE C & LIGHTNING คู่มือ

ใช้งานร่วมกันได้ดีกับ iPhone 6 ขึ้นไป ดาวน์โหลด App ง่ายๆ โดยการสแกน QR Code บริเวณข้างกล่อง ชื่อโปรแกรมว่า DJI MIMO APP

รายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซด์อย่างเป็นทางการ https://www.dji.com/osmo-pocket

  • น้ำหนัก 116 กรัม
  • ขนาด 38.4 x 28.6 x 36.9mm
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 140 นาที
  • วีดีโอ 4K 60fps
  • เซ็นเซอร์ 1/2.3”
  • ราคาวางจำหน่ายในไทยโดยประมาณ 13,000 บาท $329

คลิปแกะกล่อง

ขอบคุณอุปกรณ์จากร้าน Lnwgadget Store

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิว BOOST↑UP Wireless Charging Stand แท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งจาก Belkin

Published

on

Plantronics BackBeat Fit 3100

6,290 บาท
8.6

คุณภาพเสียง

7.5/10

คุณภาพวัสดุ

10.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถในการคุยโทรศัพท์

7.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง ชาร์จเพิ่มผ่านกล่องได้อีก 2 ครั้งอีก 10 ชั่วโมง
  • วัสดุคล้องใบหูดี ใส่แล้วสบายจนเหมือนไม่ได้ใส่
  • กันน้ำ (หรือเหงื่อ) ได้อย่างหายห่วง
  • การเพิ่ม/ลดเสียงเข้าใจง่ายและยังสามารถเปลี่ยนเป็นฟีเจอร์อื่นๆ ให้เหมาะกับการออกกำลังกายได้ (บอกเวลา, จับเวลา, เช็คปริมาณแบตเตอรี่ ฯลฯ)
  • ดูวิดีโอเสียงไม่แลค/ดีเลย์

จุดสังเกต

  • ไม่เหมาะกับการใช้คุยโทรศัพท์
  • ไม่มี Noise Cancelling (ทั้งรูปแบบดิจิทัลและวัสดุของตัวหูฟัง)
  • ไม่มีอะไหล่สำรองมาให้
  • ต้องเลือกว่าจะให้การแตะเป็นเพิ่ม/ลดเสียง หรือจะใช้ฟีเจอร์ต่างๆ

แม้ว่าเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายจะเริ่มใช้มาเป็นสิบปีแล้ว (มาตรฐาน Qi ประกาศเมื่อปี 2008) แต่มันก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มมีอุปกรณ์ใช้ (Nokia 920 เริ่มใช้เป็นรุ่นแรกในปี 2012) และปฏิเสธไม่ได้ว่าการชาร์จไร้สายเพิ่งได้รับความนิยมจริงจัง เมื่อปีที่แล้วนี่เองเมื่อ iPhone X และ iPhone 8 สามารถชาร์จไร้สายกับเค้าได้สักที เมื่อไอโฟนเริ่มชาร์จไร้สายได้ จึงทำให้มีอุปกรณ์เสริมออกมามากขึ้น และปีนี้ Belkin ก็ออกแท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่มาคือ BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand ที่สามารถตั้งโทรศัพท์เพื่อชาร์จได้ด้วย ซึ่งเราจะรีวิวให้ดูกันว่ามันดีแค่ไหน

ว่าด้วยเรื่องพลังในการชาร์จ

จุดเด่นของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันรองรับการชาร์จได้หลายระดับกำลังไฟครับตั้งแต่ 5W สำหรับการชาร์จพื้นฐานของทุกอุปกรณ์, 7.5W สำหรับการใช้อุปกรณ์ในตระกูล Apple, 9W สำหรับการชาร์จสมาร์ทโฟนซัมซุง และ 10W เพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนตัวเทพๆ ที่รองรับกระแสได้สูงอย่างของ Sony หรือ LG ทำให้ผู้ใช้มั่นใจว่าแท่นชาร์จของเบลคินตัวนี้จะสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนที่มีด้วยกำลังไฟสูงสุดที่รองรับได้ ซึ่งแท่นชาร์จระดับพื้นฐานบางตัวจะชาร์จได้แค่ 5W ก็ต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่าแท่นชาร์จตัวนี้

ระยะขนาดนี้ยังชาร์จเข้า

เรื่องหนึ่งที่เราประทับใจเกี่ยวกับแท่นชาร์จตัวนี้คือระยะในการชาร์จของมันครับ คือในสเปคบอกว่า Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand สามารถชาร์จผ่านเคสที่มีความหนา 3 mm ได้ แต่เอาเข้าจริงในสถานการณ์ที่ไม่น่าชาร์จเข้าได้เลยอย่างการชาร์จ iPhone XS ที่ใส่เคสและด้านหลังเครื่องติดที่เกี่ยวนิ้ว (ของ PopSocket ที่เป็นพลาสติกทั้งชิ้นนะ ถ้าเป็นที่เกี่ยวนิ้วแบบโลหะจะใช้กับแท่นชาร์จไร้สายไม่ได้) ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะหนาราวๆ 1 cm ก็ยังชาร์จเข้าครับ ตอนลองก็แอบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ามันชาร์จเข้า เพราะเคยใช้แท่นชาร์จอีกแบบก่อนหน้านี้แล้วมันชาร์จไม่เข้า แต่เนื่องจากมันต้องชาร์จผ่านระยะทางที่กว้างมากขนาดนี้ บางจังหวะก็มีชาร์จไม่เข้าด้วยเหมือนกัน ก็สรุปได้ว่ายิ่งระยะในการชาร์จสูงขึ้น ความเสถียรในการชาร์จก็จะลดลงครับ

ซึ่ง Belkin ก็อธิบายว่าชาร์จไร้สายมีข้อจำกัดดังนี้

  1. มือถือต้องรองรับการชาร์จไร้สาย ในมาตรฐานการชาร์จเดียวกับแท่นชาร์จ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานที่นิยมคือ Qi
  2. ข้อจำกัดเรื่องระยะทาง และอุปกรณ์ที่มาขวางกั้น แนะนำหนาไม่เกิน 3 mm
  3. เรื่องอุณหภูมิ ถ้าร้อนก็จะดึงไฟลดลง เพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์และมือถือ
  4. ชนิดของเคสก็มีผล ถ้าเป็นเคสโลหะ หรืออุปกรณ์ที่เป็นโลหะก็จะมีปัญหาในการชาร์จ

ว่าด้วยเรื่องของดีไซน์และการใช้งาน

ความพิเศษของ Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand คือมันเป็นแท่นชาร์จไร้สายแบบตั้งเครื่องเพื่อชาร์จ ไม่ต้องวางราบไปกับพื้นโต๊ะเหมือนแบบอื่นๆ ซึ่งก็เหมาะเอาไปวางบนโต๊ะทำงาน หรือข้างที่นอน เพราะเมื่อมีโนติเข้า หรือสายเข้าก็ไม่ต้องลุกไปดูเครื่องที่วางนาบกับพื้นโต๊ะว่ามีใครเรียกมา ซึ่งหน้าเครื่องนี้ก็ทำจากวัสดุคล้ายๆ ยางทำให้มือถือไม่ลื่นตกออกจากแท่นง่ายๆ แต่ถ้าใส่เคสหนาๆ ก็ต้องระวังบางจังหวะ เช่นมีคนโทรเข้าแล้วเครื่องสั่น ก็อาจจะมีโอกาสที่เครื่องจะลื่นตกออกไปครับ

ซึ่งเบลคินก็ออกแบบให้สามารถวางเครื่องได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เผื่อใครจะชาร์จไป ดูหนังในมือถือไปก็วางเครื่องแนวนอนได้ ซึ่งไฟแสดงสถานะการทำงานของแท่นชาร์จก็มี 2 ดวง ให้มองเห็นได้เสมอไม่ว่าจะวางเครื่องแนวตั้งหรือแนวนอนครับ ไฟแสดงสถานะนี้สำคัญนะครับ มันจะแสดงสถานะ 3 แบบคือ

  • ติดเป็นสีขาวเมื่อการชาร์จทำงานถูกต้อง
  • ติดเป็นสีส้มเมื่อการชาร์จมีปัญหา เช่นตรวจพบโลหะอยู่หน้าแท่นชาร์จ หรือมีวัตถุที่ไม่ควรอยู่หน้าเครื่องอย่างบัตร RFID เครื่องก็จะหยุดส่งกระแสไปชาร์จ และขึ้นไฟเตือนเพื่อให้ผู้ใช้รู้จะได้จัดการให้ถูกต้อง
  • ไฟดับ เมื่อเครื่องไม่ทำงาน ไม่มีมือถือวางอยู่ตรงหน้า

ด้านหลังเป็นพลาสติกเงา

ส่วนด้านหลังเครื่องก็เป็นพลาสติกมันเงาโค้งได้รูป และมีช่องเสียบอแดปเตอร์ไฟที่มีสายยาว 1.5 เมตร แต่เป็นหัวเสียบไฟเฉพาะนะ ไม่ได้เป็นหัว USB-C เหมือนอย่างที่หลายๆ รุ่นทำ ก็น่าเสียดายตรงนี้ (อดเอาอแดปเตอร์ไปชาร์จอย่างอื่นเลย)

Belkin BOOST↑UP™ Wireless Charging Stand นั้นมีให้เลือก 2 สีคือสีดำและสีขาวครับ ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 3,490 บาท ก็จัดว่าเป็นราคาที่สูงเลย แต่เรื่องคุณภาพนี่ไว้ใจได้แน่นอน รับประกัน 3 ปี พร้อมมีประกันอุปกรณ์หากเสียหายจากการใช้อุปกรณ์ของเบนคินชาร์จด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

รีวิวแท็บเล็ต Huawei MediaPad M5 Pro จะใช้แทนโน้ตบุ๊กได้แค่ไหน?

Published

on

Plantronics BackBeat Fit 3100

6,290 บาท
8.6

คุณภาพเสียง

7.5/10

คุณภาพวัสดุ

10.0/10

ความคล่องตัวในการใช้

10.0/10

ความสามารถในการคุยโทรศัพท์

7.5/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง ชาร์จเพิ่มผ่านกล่องได้อีก 2 ครั้งอีก 10 ชั่วโมง
  • วัสดุคล้องใบหูดี ใส่แล้วสบายจนเหมือนไม่ได้ใส่
  • กันน้ำ (หรือเหงื่อ) ได้อย่างหายห่วง
  • การเพิ่ม/ลดเสียงเข้าใจง่ายและยังสามารถเปลี่ยนเป็นฟีเจอร์อื่นๆ ให้เหมาะกับการออกกำลังกายได้ (บอกเวลา, จับเวลา, เช็คปริมาณแบตเตอรี่ ฯลฯ)
  • ดูวิดีโอเสียงไม่แลค/ดีเลย์

จุดสังเกต

  • ไม่เหมาะกับการใช้คุยโทรศัพท์
  • ไม่มี Noise Cancelling (ทั้งรูปแบบดิจิทัลและวัสดุของตัวหูฟัง)
  • ไม่มีอะไหล่สำรองมาให้
  • ต้องเลือกว่าจะให้การแตะเป็นเพิ่ม/ลดเสียง หรือจะใช้ฟีเจอร์ต่างๆ

Huawei MediaPad M5 Pro เป็นแท็บเล็ตรุ่นที่น่าสนใจที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้นะครับ เพราะเป็นแท็บเล็ตที่ครบเครื่อง ใช้ปากกาได้ ใส่ซิมได้ในราคาไม่แพง แถมยังมีเคสคีย์บอร์ดเสริมการใช้งานอีก

Huawei MediaPad M5 นั้นมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ MediaPad M5 รุ่นเล็กที่มีจอ 8.4 นิ้ว ไม่มีปากกา ใช้สำหรับความบันเทิงหรือใช้อ่านเนื้อหาเป็นหลัก ราคา 13,990 บาท และ MediaPad M5 Pro รุ่นใหญ่ที่เรารีวิวในวันนี้ มีจอขนาด 10.8 นิ้ว และใช้ปากกาได้ มีพอร์ตพิเศษสำหรับเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดด้วย ราคา 18,990 บาท ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้มีความละเอียดหน้าจอ 2560 x 1600 pixel หรือ 2K เหมือนกันครับ ก็ทำให้ภาพสวยแจ่มเหมือนกัน

การใช้งาน Huawei MediaPad M5 Pro แบบกองบก. แบไต๋

ความสามารถพิเศษของ Huawei MediaPad M5 Pro คือด้านหลังเครื่องมีพอร์ต 3 พินอยู่เพื่อเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ดได้ ซึ่งเราแนะนำเลยว่าถ้าคุณซื้อ MediaPad M5 Pro มา เคสคีย์บอร์ดคือสิ่งจำเป็นครับ ของเค้าดีย์มากๆ มันต้องมี ไม่งั้นใช้ความสามารถของ M5 Pro ไม่คุ้ม

ว่าด้วยเรื่องการพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro กันก่อน

  • เคสคีย์บอร์ดให้ตัวคีย์บอร์ดที่ดีมาก การันตีโดยทีมงานแบไต๋ที่พิมพ์บทความนี้ด้วยแป้นคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro
  • Android รองรับการพิมพ์ภาษาไทยผ่านคีย์บอร์ดภายนอกได้แย่มาก แต่ไม่เป็นไรเรามีแอปที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ สามารถใช้ปุ่มตัวหนอนเปลี่ยนภาษาได้
  • เคสคีย์บอร์ดเป็นแบบใช้ขาตั้งยันด้านหลังจอ วางบนโต๊ะพิมพ์สบาย แต่ถ้าจะวางบนตักต้องเกร็งขาดีๆ เดี๋ยวจอล้ม

แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ หลับตาพิมพ์ได้!
เราใช้ MediaPad M5 Pro พิมพ์บทความรีวิวอย่างยาวที่คุณได้อ่านกันอยู่บทความนี้ เราจึงบอกได้ว่าคีย์บอร์ดของเคสตัวนี้เป็นคีย์บอร์ดที่ดีครับ แป้นพิมพ์ได้มาตรฐานทั้งขนาดปุ่มและระยะต่างๆ ทำให้ถ้าเราพิมพ์คีย์บอร์ดทั่วไปคล่องอยู่แล้ว ก็จะพิมพ์คีย์บอร์ดตัวนี้คล่องทันทีโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์ แป้นลัดอย่าง Ctrl + C ก็อปปี๊ หรือ Ctrl + Z เพื่อ Undo ก็กดได้เหมือนกับบนคอมพิวเตอร์ แล้วใช้ Alt + <- เพื่อแทนปุ่ม Home และ Alt + -> เพื่อแทนปุ่ม End แค่นี้สำหรับนักเขียนก็ฟินแล้ว

นอกจากนี้ คีย์บอร์ดที่เคสของ M5 Pro ยังมี Trackpad มาด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสิ่งบนหน้าจอด้วยการเลือกเคอร์เซอร์แบบเมาส์ หรือจะจิ้มที่จอโดยตรงก็ได้ ซึ่งก็เป็นการทำงานที่ลื่นไหลดี เหมือนใช้โน้ตบุ๊กจอสัมผัสอยู่เลย และที่คีย์บอร์ดยังมีแป้นที่ใช้งานบ่อยๆ ครบ เช่น Back, Home, Recent เพิ่มเสียง, ลดเสียง เร่ง-ลดแสงหน้าจอ รวมถึงปุ่มบันทึกหน้าจอด้วย ครบสำหรับการใช้งานจริงๆ

ปัญหาโลกแตกของการพิมพ์ภาษาไทยนั้นอยู่ที่ระบบปฏิบัติการ Android ครับ ถ้าไม่ทำอะไรเลย การใช้คีย์บอร์ดจริงพิมพ์ภาษาไทยนั้นเหนื่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ดที่เสียบตรงกับแท็บเล็ตอย่างเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro หรือจะต่อคีย์บอร์ด Bluetooth เราจะงงงวยก่อนเลยว่ามันเปลี่ยนภาษายังไง อาจจะต้องกดเปลี่ยนภาษาด้วยแป้นลูกโลกบนหน้าจอ หรือกดปุ่มค้นหาด้วยเสียงร่วมกับ space bar เพื่อเปลี่ยนภาษา ซึ่งก็แล้วแต่แอปคีย์บอร์ดที่เราใช้ด้วย แต่สำหรับนักเขียนที่พิมพ์งานเร็วๆ แล้วนี้คือฝันร้ายที่ทำให้เกลียดการพิมพ์ภาษาไทยบนแท็บเล็ตไปเลย เพราะต้องเสียพลังงานกับการเปลี่ยนภาษาในแป้นแปลกๆ

วิธีแก้ไขให้พิมพ์คีย์บอร์ดไทยลื่น!
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางออกครับ โชคดีที่มีนักพัฒนาไทยได้สร้างแอป Thai HW Keyboard ที่พัฒนาโดย sukoom2001 เท่าที่เราทดสอบดูแอปตัวนี้เป็นแอปคีย์บอร์ดไทยสำหรับเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดภายนอกที่ดีที่สุดแล้ว (และอีกตัวที่เห็นบางเว็บแนะนำก็ Hardware Thai Keyboard ของ Gadgetdoor ครับ ลองใช้กันดูนะ) คือสามารถใช้แป้นตัวหนอนตรงมุมเพื่อเปลี่ยนภาษาได้เหมือนบนคอมพิวเตอร์เลย ทำให้การพิมพ์ไหลลื่นมาก แต่แอปตัวนี้ก็มีบักอยู่บ้างเวลาพิมพ์ภาษาไทยบนแอปของ Google บางตัวเช่น Chrome ที่จะกลายเป็นพิมพ์จากขวามาซ้ายแทน ก็ต้องคอยสลับไปใช้แอปอื่นๆ แทน อย่างเบราว์เซอร์ก็เปลี่ยนมาใช้ Firefox แทน ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ (เสียจัย มันเกือบดีแล้ว)

และต้องเข้าใจว่าเคสคีย์บอร์ดของ MediaPad M5 Pro นั้นเป็นแบบมีขาเพื่อยันจอให้ตั้งขึ้นนะครับ ไม่ใช่แบบโน้ตบุ๊กที่จอสามารถตั้งได้ด้วยแรงฝืดจากบานพับจอ เพราะฉะนั้นมันจึงเหมาะกับการตั้งพิมพ์บนโต๊ะมากกว่าวางพิมพ์บนตักครับ

ปากกา M-Pen ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ขนาดและน้ำหนักของปากกา M-Pen เหมือนกับปากกาจริง ทำให้การจับถือถนัดมือ
  • ปากกา M-Pen สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถกดหนัก-เบาเพื่อให้เส้นต่างกันได้ มีปุ่ม Shortcut บนปากกา 2 ปุ่ม วางมือบนหน้าจอเขียนได้เลย (ในแอปที่รองรับปากกา) ตอบสนองรวดเร็วไม่มีแลค
  • แต่ที่ตัว Huawei MediaPad M5 Pro ไม่มีที่เก็บปากกา ต้องมีเคสคีย์บอร์ดถึงจะมีหูเสียบเก็บปากกา

จุดเด่นอีกอย่างของ Huawei MediaPad M5 Pro คือมีปากกา M-Pen แถมมาด้วยในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อแยกเหมือนหลายๆ ค่าย ซึ่งปากกา M-Pen ตัวนี้สามารถตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ สามารถใช้กับแอปวาดรูปหรือแอปจดบันทึกที่รองรับแล้วเส้นจะหนาบางตามแรงกดได้ (เราเทสกับแอป Squid ก็ใช้ดีเลยทีเดียว) นอกจากนี้ที่ปากกายังมีปุ่ม Shortcut ให้กด 2 ปุ่มสำหรับเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วย โดยรวมเราชอบปากกา M-Pen ตัวนี้นะครับ ขนาดและน้ำหนักไม่ต่างจากปากกาจริงๆ ที่เราใช้เลย แถมเวลาใช้งานในแอปที่รองรับก็สามารถวางมือลงไปบนจอได้เหมือนเขียนบนกระดาษเลย ก็ทำให้อารมณ์ความรู้สึกในการใช้นั้นเหมือนเขียนลงบนกระดาษครับ ซึ่งสำหรับนักเรียน นักศึกษาก็สามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF แล้วใช้แอปเปิดไฟล์มาเขียนเน้นทับได้เลย ซึ่งก็ทำงานรวดเร็วใช้ได้

ปากกา M-Pen ชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ครับ โดยมีช่องชาร์จซ่อนอยู่หลังคลิปหนีบปากกา ก็บิดคลิปหนีบออกแล้วชาร์จได้เลย หัวเว่ยว่าชาร์จครั้งหนึ่งอยู่ได้ 2 เดือน เราก็ไม่เคยใช้จนหมด แต่น่าเสียดายนิดหนึ่งที่ตัวเครื่องนั้นไม่มีวิธีเก็บปากกาเลย ไม่สามารถแปะด้วยแม่เหล็กข้างเครื่อง หรือเก็บไว้ในเครื่อง หรือเก็บด้วยวิธีใดๆ ได้ ก็ต้องเก็บปากกาตัวนี้ในถุงดินสอ หรือซื้อเคสคีย์บอร์ดครับ จะมีห่วงเก็บปากกาอยู่ข้างๆ คีย์บอร์ดให้แทน

Desktop Mode ของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • โหมด Desktop นั้นมีหน้าตาเหมือน Windows ทำให้เข้าใจง่าย ใช้งานได้ทันทึ
  • สามารถใช้หลายๆ แอปพร้อมกันในรูปแบบหน้าต่างซ้อนกันไปมาได้จริงเหมือนใช้คอมพิวเตอร์อยู่
  • แต่การเข้า-ออก Desktop Mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมด และบางแอปก็ไม่สามารถใช้งานในโหมด Desktop ได้

ความสามารถหนึ่งที่น่าสนใจของ Huawei MediaPad M5 Pro คือ Desktop Mode ครับ สามารถเปลี่ยน Android ให้มีหน้าตาเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ คือสามารถเปิดหลายๆ แอปได้ในรูปแบบหน้าต่างแล้วใช้งานได้พร้อมกัน

หน้าตาของ Desktop Mode นั้นเหมือนกับการใช้งาน Windows ครับ มุมล่างซ้ายเป็นปุ่มเริ่มต้นสำหรับหาแอปต่างๆ ด้านล่างก็เป็น Task Bar สำหรับกดเปลี่ยนแอปไปมา ถัดมาหน่อยก็จะเป็นบริเวณโชว์สถานะต่างๆ ของเครื่องเช่นความดังเสียง ความแรงของ WiFi ระดับแบตเตอรี่ ซึ่งถ้ากดบริเวณนี้ก็จะโชว์ Notification และปุ่มเปิดปิดฟังก์ชั่นต่างๆ อย่าง WiFi หรือ Bluetooth ส่วนตรงมุมล่างขวาจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม Back, Home, Recent

ในโหมด Desktop กดเปิดดู Notification จากบาร์ด้านล่าง

สิ่งที่เราประทับใจกับ Desktop Mode ของ MediaPad M5 Pro คือมันสามารถเปิดแอปหลายๆ แอปเพื่อสลับไปสลับมาทำงานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ ครับ แต่การใช้งานจริงต้องบอกว่า Android มีข้อจำกัดมากกว่าที่คิดครับ คือไม่ใช่ทุกแอปจะสามารถเปิดใช้งานใน Desktop Mode ได้ เช่น Youtube, Netflix, Facebook, Facebook Messenger หาไอคอนเปิดในโหมด Desktop ไม่เจอเลย อย่าง facebook นี่ยังสามารถบังคับเรียกขึ้นมาผ่านการกด Notification แต่บางแอปก็เปิดไม่ขึ้นเลย ซึ่งก็เข้าใจว่าแอปที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับ Desktop Mode นั้นมีไม่เยอะ อย่าง Microsoft Word ก็ไม่สามารถปรับขนาดหน้าต่างใน Desktop Mode ได้ ก็จะเป็นแอปขนาดเท่าหน้าจอสมาร์ทโฟน เพราะงั้นถ้าจะทำงานบนโหมด Desktop เราแนะนำให้ใช้ WPS ที่แถมมากับเครื่องจะทำงานได้ดีกว่าครับ

โหมดแท็บเล็ตก็สามารถแบ่งครึ่ง 2 จอ ทำงานได้พร้อมกัน

ถ้าต้องการใช้งานแอปพร้อมกันแค่ 2 ตัว แนะนำโหมดแท็บเล็ตธรรมดาแล้วแบ่งครึ่งจอเอาดีกว่า

นอกจากนี้การเข้า Desktop mode จะต้องปิดแอปที่เปิดค้างไว้ทั้งหมดนะครับ ทำงานอะไรค้างอยู่ก็เซฟให้หมดก่อนเข้าโหมด Desktop ด้วยนะ เราจึงแนะนำว่าถ้าไม่ต้องเปิดแอปใช้งานพร้อมกันเยอะๆ ให้ใช้งานในโหมดแท็บเล็ตแล้วใช้ความสามารถแบ่ง 2 จอของ Android ในการทำงานพร้อมกัน 2 แอปแทนจะดีกว่า (เข้าโหมดนี้ได้โดยกดปุ่มสลับแอปค้างไว้) เพราะมันสามารถเปิดแอปใช้งานได้หมดทุกตัวด้วย

ความบันเทิงกับ Huawei MediaPad M5 Pro

  • หน้าจอดีมาก สว่างสดใส ขนาดใหญ่ ดูหนังเรื่องไหนก็ฟิน ลำโพงที่จูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงดังและดีมากกว่าแท็บเล็ตรุ่นไหนๆ
  • เป็นอีกครั้งที่เคสคีย์บอร์ดโชว์พาว เมื่อเสียบ MediaPad M5 Pro กับเคสปรากฎว่าให้เสียงดังว่าถอดเครื่องมาถือเพียวๆ อีก
  • แต่อ้าววว ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm ซะงั้นอ่ะ ต้องใช้หัวแปลง USB-C เป็น 3.5 mm ที่แถมมาในกล่องแทน

พูดถึงเรื่องการใช้งานแท็บเล็ตตัวนี้เพื่อการทำงานไปเสียมาก แต่นี่คือ MediaPad นะ มันต้องเหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อความบันเทิงด้วยสิ! ก็ต้องบอกว่าความสามารถด้านนี้ของมันนั้นเด่นไม่แพ้เรื่องการใช้เพื่อการทำงานเลย ด้วยจอ 10.8 นิ้วความละเอียด 2K พร้อมเทคโนโลยี Enhanced ClariVu ทำให้คุณภาพภาพจากจอตัวนี้จัดว่าดีเลย ให้ภาพสว่างและสีสันสดใส เทียบกับแท็บเล็ตราคาใกล้ๆ กันจะรู้สึกเลยว่าจอของหัวเว่ยมันให้ความสว่างดีมาก และเป็นจอแบบยาวเหมาะสำหรับการชมภาพยนตร์ด้วย

ลำโพงดังระดับที่เรียกได้ว่าลั่นห้อง
Huawei MediaPad M5 Pro มาพร้อมลำโพง 4 ตัวที่ติดตั้งอยู่ด้านบนและด้านล่างของเครื่อง (เมื่อวางเครื่องแบบแนวนอน) ซึ่งลำโพงชุดนี้ได้รับการจูนโดย Harman/Kardon ก็ให้เสียงที่ดังและมีคุณภาพมากกว่าลำโพงในแท็บเล็ตทั่วไปมากครับ ดังระดับสามารถเปิดในห้องแล้วเร่งเสียงให้ดังทั้งห้องได้สบายๆ และที่แปลกคือเมื่อเสียบแท็บเล็ตเข้ากับเคสคีย์บอร์ด กลายเป็นเสียงดังขึ้นกว่าถอดแท็บเล็ตแล้วถืออีก เพราะเคสช่วยสะท้อนเสียงจากลำโพงด้านล่างให้เข้ามาหาคนฟังมากขึ้นนั่นเอง แต่คำว่าเสียงดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเบสเป็นลูกๆ แบบลำโพงใหญ่นะครับ เอาเป็นว่าฟังแล้วไม่ง้องแง้งหูแบบที่เคยได้ยินกับลำโพงแท็บเล็ตทั่วไปแน่นอน

ช่องลำโพงด้านหลังเครื่องใหญ่มาก

แต่เรื่องหนึ่งที่ต้องเอ๊ะดังๆ กับซีรี่ส์ MediaPad M5 คือมันไม่มีช่องหูฟัง ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนเราอาจจะให้เหตุผลได้ว่าต้องการพื้นที่ไปติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม แต่นี่เป็นแท็บเล็ตขนาดใหญ่ มันก็ควรมีพื้นที่เหลือให้ติดตั้งช่องหูฟังบ้างสิ เอาเป็นว่าถ้าจะฟังเพลงผ่านสายก็ต้องใช้หัวแปลง USB-C to 3.5 mm ที่แถมมาให้ในกล่องครับ ซึ่ง Huawei ก็เคลมว่า MediaPad M5 Pro นั้นรองรับเสียงระดับ Hi-Res Audio ด้วยนะ (แต่ดันไม่มีช่องหูฟัง โถ่ชีวิตมาก)

ถ้าถามว่า Huawei MediaPad M5 Pro ใช้อ่านการ์ตูนเป็นยังไงบ้าง ก็ตามรูปนี้ครับ จอใหญ่เหมือนอ่าน Boom อยู่ แต่เครื่องหนักไปนิดสำหรับการถืออ่านมือเดียว

การถ่ายภาพด้วย MediaPad M5 Pro

  • กล้องดีกว่าแท็บเล็ตทั่วไป แถมได้ซอฟต์แวร์กล้องที่เก่งรอบด้านของหัวเว่ย ถ่ายกลางคืน ถ่ายไฟรถวิ่ง ถ่าย RAW ได้หมดเลย ลองดูตัวอย่างภาพกันเลย
  • กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ 4K ได้ด้วย!
  • กล้องหน้าเหมาะสำหรับใช้ทำ Video Call มากกว่าเอาไป Selfie นะ แต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นทำหน้าชัดหลังเบลอด้วย

แท็บเล็ตทั่วไปเราจะไม่เน้นเรื่องการถ่ายภาพสักเท่าไหร่นะครับ เพราะขนาดมันใหญ่ ก็ไม่ค่อยมีใครใช้ถ่ายภาพจริงๆ จังๆ แล้ว Huawei MediaPad M5 Pro ก็ไม่ได้โปรโมทเรื่องถ่ายภาพเท่าไหร่ แต่พอเอาไปใช้ถ่ายจริงปรากฎว่ามันก็เก่งเอาเรื่องอยู่นะ

สเปคของกล้อง MediaPad M5 Pro คือ

  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล f/2.2 โฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF ไม่มีแฟลช
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.2 ฟิกซ์โฟกัส

เมื่อเอา MediaPad M5 Pro ตั้งขาตั้งของเคส แล้วถ่ายโหมด Night Shot ก็จะได้ภาพแบบนี้ครับ

ถ่ายภาพกลางวันบ้าง

ภาพสวนตอนกลางวัน

แต่ส่วนที่ทำให้กล้องของแท็บเล็ตตัวนี้เก่งขึ้นมาได้จริงๆ คือซอฟต์แวร์กล้องครับ ที่หัวเว่ยก็ยกชุดซอฟต์แวร์กล้องมาตรฐานที่ติดตั้งในสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ มาใช้เลย ทำให้มีความสามารถอย่างโหมดโปรที่ปรับ ISO หรือความเร็วชัตเตอร์ได้ แถมในโหมดโปรถ่ายแบบ RAW ได้ด้วย รวมถึงโหมดถ่ายแสงไฟให้เป็นเส้น หรือโหมดถ่ายภาพกลางคืน (แบบต้องใช้ขาตั้งนะ) ก็ทำให้ภาพที่ได้ดูน่าทึ่งไม่น้อยว่านี่เหรอเป็นภาพที่ออกจากแท็บเล็ต

ถ่าย Selfie ด้วยกล้องหน้า ทำหลังเบลอด้วยนะ

กล้องหน้าก็สามารถถ่าย Selfie ได้ดีระดับหนึ่งครับ สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยนะ แต่เทียบคุณภาพกับสมาร์ทโฟนไม่ได้นะครับ ก็เน้นเอาไว้ใช้ Video Call กันมากกว่า

ส่วนวิดีโอก็แปลกใจเลยแหละที่กล้องหลังสามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้ด้วย เรียกว่าจัดมาให้เต็มๆ ก่อนแบบไม่มีกั้ก ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากัน ส่วนกล้องหน้าจะได้แค่ 720P นะครับ

ประสิทธิภาพของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • ประสิทธิภาพดีเกินพอสำหรับงานทั่วๆ ไป และการที่เครื่องมีแรมมาให้ 4 GB ก็ทำให้เปิดแอป-เปิดเว็บพร้อมกันได้มากกว่าแท็บเล็ตทั่วไป
  • เล่นเกมอย่าง Asphalt 9 ได้ลื่นไหลดี ทำให้กลายเป็นเครื่องจอใหญ่ที่เหมาะสำหรับการเล่นเกมเหมือนกันนะ และในอนาคตได้น่าจะอัปเดท GPU-Turbo ทำให้ประสิทธิภาพกับเกมดีขึ้นไปอีก
  • จอใหญ่แบบนี้ ต้องหาซื้อจอยเกมมาเล่นด้วยกันแล้วแหละ

แม้ว่า MediaPad M5 Pro จะใช้หน่วยประมวลผลรุ่นท็อปของปีที่แล้วคือ Kirin 960 แต่ประสิทธิภาพของมันก็แรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปเลยแหละครับ โดยเฉพาะแรมที่มีมาให้ 4 GB ก็ทำให้สลับแอปหรือเปิดหน้าเว็บได้พร้อมกันได้มากกว่าฝั่ง iPad ที่มีแรมน้อยนิดจริงๆ ในส่วนของหน่วยความจำมีมาให้ 64 GB สามารถเพิ่มผ่าน MicroSD ได้อีก 256 GB ก็น่าจะพอสำหรับการใช้งานทั่วไป

เล่น Asphalt 9 ได้อย่างลื่นไหล

แล้วถ้าเอา Huawei MediaPad M5 Pro ไปเล่นเกมจะเป็นยังไง เราเทสกับเกมกราฟิกหนักๆ อย่าง Asphalt 9 โดยปรับกราฟิกเป็นระดับ High ผลที่ได้ก็ออกมาดีครับ ยังสามารถขับรถได้อย่างลื่นไหลแม้ว่าหน้าจอจะมีความละเอียดมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ส่วนทดสอบจากแอปออกมาว่า Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,454 คะแนน ก็เป็นคะแนนระดับเดียวกับ Samsung Galaxy S8 เลยนะ ส่วน 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนนไป 2,236 คะแนน ก็เป็นคะแนนในระดับกลางๆ ครับ เล่นเกมทั่วไปได้ แต่ในอนาคตน่าจะมีการอัปเดท GPU-Turbo ให้ MediaPad M5 Pro ด้วย ก็น่าจะเล่นเกมได้ดีขึ้นไปอีก

สรุปประสบการณ์ Huawei MediaPad M5 Pro ในประเด็นอื่นๆ

เนื่องจากว่าเราไม่มีเวลาเทส MediaPad M5 Pro นานนัก เราจึงขอสรุปประสบการณ์ที่ได้ใช้แท็บเล็ตตัวนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาดังนี้ครับ

  • MediaPad M5 Pro ใส่ซิมได้ 1 ซิม รองรับ 4G แถมยังโทรออกรับสายได้ด้วย! แต่ไม่ใช่เอาไปแนบหูโทรนะ จะเป็นการโทรแบบ Speakphone ซึ่งถือเป็นความสามารถที่โอเคมากๆ สำหรับแท็บเล็ตราคาแค่นี้ ต่อเน็ตผ่านซิมได้ตลอดเวลาเนี่ย
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านขวาของจอ (ถ้าวางเครื่องแนวนอน) ก็เป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้รวดเร็วตามสไตล์หัวเว่ย
  • หัวเว่ยเคลมว่าใช้เวลาชาร์จ 2.9 ชั่วโมงในการชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 7,500 mAh ให้เต็มด้วยหัวชาร์จ Huawei Fast Charge (9V 2A) ที่แถมมาให้ในกล่อง ส่วนความอึดของแบตเตอรี่ไม่ต้องพูดถึง ใช้งานได้ยาวๆ ตั้งแต่ใช้มายังไม่เคยหมดระหว่างวันเลย แม้ว่าจะกางเครื่องเพื่อใช้พิมพ์งานนานหลายชั่วโมง
  • เราทดสอบเอาภาพต่อออกจอผ่านหัวแปลง USB-C เป็น HDMI ของหัวเว่ยนะครับ (Huawei MateDock 2) พบว่า MediaPad M5 Pro ไม่สามารถต่อภาพแบบมีสายออกจอได้ แต่สามารถเสียบอุปกรณ์ USB ได้ตามปกติครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าสายรุ่นอื่นๆ จะต่อภาพออกได้ไหมนะครับ

พอร์ต USB-C ของ MediaPad M5 Pro สามารถเสียบหัวแปลงแบบนี้เพื่ออ่าน SD Card หรือ USB ได้ แต่ไม่สามารถแปลงเป็น HDMI เพื่อเอาภาพออกจอใหญ่ได้

  • LINE เป็นแอปเจ้าปัญหาสำหรับ Android เพราะไลน์ไม่ได้พัฒนาเป็นแอปรุ่นแท็บเล็ตเหมือนที่พัฒนาให้ iPad ทำให้เราไม่สามารถใช้ล็อกอินเดียวกับในสมาร์ทโฟนบน MediaPad M5 Pro ได้ ถ้าล็อกอินเข้าไป ไลน์ในสมาร์ทโฟนจะหลุด แล้วประวัติการสนทนาที่ไม่ได้ backup ไว้จะหายไป
  • เนื่องการสัดส่วนการใช้ Android เพื่อเป็นแท็บเล็ตนั้นน้อยกว่าฝั่งสมาร์ทโฟนมาก ทำให้แอปจำนวนมากไม่รองรับการทำงานในรูปแบบแท็บเล็ต คือเป็นการใช้งานแอปโดยเอารุ่นสมาร์ทโฟนมาขยายให้ใหญ่ขึ้น เช่นแอป Twitter บางแอปไม่พลิกเป็นจอแนวนอนด้วยซะงั้น

เทียบน้ำหนักของ Huawei MediaPad M5 Pro กัน

Huawei MediaPad M5 Pro ตัวเครื่องอย่างเดียวหนัก 507 กรัม

เคสคีย์บอร์ดพร้อมปากกาหนัก 399 กรัม

รวมทั้งชุดเคสคีย์บอร์ดพร้อมเครื่องหนัก 905 กรัม ถือว่าเบามากสำหรับเครื่องจอ 10.8 นิ้ว พร้อมทำงาน

เทียบให้เห็นภาพ MacBook 12 นิ้ว ราคาเกือบห้าหมื่น ยังหนักกว่าเลย

สเปคของ Huawei MediaPad M5 Pro

  • CPU Processor : Kirin 960
  • RAM : 4 GB
  • หน่วยความจำ 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 256 GB
  • หน้าจอ : 10.8 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1600 (280 PPI)
  • กล้องหลัง : 13 MP (F2.2+PDAF) ไม่มีไฟแฟลช
  • กล้องหน้า : 8 MP (F2.2+Fixed focus)
  • ลำโพง : สเตอริโอ 4 ตัว Tuned by Harman/Kardon
  • Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย EMUI 8.0
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ ผ่านปุ่มโฮมด้านหน้าจอ
  • รองรับปากกา M-PEN, เคสคีย์บอร์ดและ PC Mode
  • Battery : 7,500 mAh รองรับ Quick Charge at 9V/2A ผ่านพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type C
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm

สรุป Huawei MediaPad M5 Pro พร้อมเคสคีย์บอร์ด น่าจะเป็นชุดแท็บเล็ตฝั่ง Android ที่ใช้ทำงานได้ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมาครับ ในฐานะนักเขียน เราฟินกับคีย์บอร์ดตัวนี้ ในฐานะผู้ชมภาพยนตร์ เราชอบจอที่ใหญ่ สว่าง สดใสตัวนี้ แถมได้ลำโพงเสียงดีที่ดังอีกด้วย ก็ให้ป้ายทอง แบไต๋การันตี “น่าซื้อมาก” ไปเลย!

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!