Connect with us

บทความเทคโนโลยี

ทำไมคนรักเสียงดนตรีถึงควรใช้หูฟังแบบมีสาย ในยุคที่เค้าไร้สายกัน

Published

on

ในช่วงปีที่ผ่านมานี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงหนึ่งเกิดขึ้นกับวงการสมาร์ทโฟน คือตั้งแต่ iPhone 7 นั้นเอาช่องต่อหูฟัง 3.5 mm ออกจากเครื่อง ก็ทำให้สมาร์ทโฟน Android อีกหลายรุ่นดำเนินรอยตามแนวคิดนี้ ปัจจุบันสมาร์ทโฟนจำนวนมากโดยเฉพาะรุ่นเรือธงจึงมีแค่ช่องชาร์จอย่างเดียว ผลักดันให้ผู้ใช้ต้องหันไปใช้หูฟังไร้สายมากขึ้น เพราะการจะใช้หูฟังมีสายแบบเดิมมันกลายเป็นเรื่องลำบากในการเสียบหัวแปลงสาย แถมฟังไปชาร์จไปก็ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษให้เหนื่อย แต่ถ้าคุณเป็นคนรักเสียงดนตรี เรายังแนะนำให้คุณฟังผ่านสายเหมือนเดิม และนี่คือเหตุผลจากเราครับ

เพราะการฟังเพลงจาก Bluetooth ก็เหมือนฟังเพลงคุณภาพ MP3

ไม่ว่าคุณจะมีไฟล์เพลงที่ดีแค่ไหน จะเป็นไฟล์ FLAC ที่ริปจากแผ่น CD โดยตรงแบบไม่สูญเสียรายละเอียด หรือซื้อเพลง Hi-Res คุณภาพสูงราคาแพงมา แต่ความดีงามทั้งหมดทั้งมวลนี้จะมลายหายไปเมื่อคุณฟังเพลงผ่าน Bluetooth เพราะเสียงเพลงที่ผ่านสัญญาณ Bluetooth จะถูกบีบอัดซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ส่งไร้สายได้ ซึ่งการบีบอัดนี้ก็จะทำให้ความสดใส และรายละเอียดของเสียงเพลงนั้นหายไป พูดให้เห็นภาพคือฟังเพลง FLAC แต่เสียงออกมาเป็น MP3 นั้นแหละ

มาตรฐานการบีบอัดเสียงพื้นฐานของ Bluetooth นั้นเรียกว่า SBC หรือ Subband Codec นะครับ ซึ่งรองรับคุณภาพเสียงในระดับ CD เท่านั้น ไม่รองรับเสียงในระดับ Hi-Res โดยอุปกรณ์ Bluetooth ที่เกี่ยวกับเสียงทั้งโลกจะต้องถอดรหัสเสียงในรูปแบบ SBC ออกมาได้ ซึ่ง SBC Codec จะใช้ Bitrate สำหรับเสียงสเตอริโอที่ 328 kbps เทียบกับเสียงจาก CD ต้นฉบับที่ใช้บิตเรท 1411 kbps หรือไฟล์ FLAC ทั่วไปจาก CD ที่ให้บิตเรทประมาณ 1000 kbps จะเห็นได้ว่าปริมาณข้อมูลต่างกันเยอะ ทำให้เสียงจากหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่สูญเสียความเจ๋งจากต้นฉบับไปเยอะ

เปรียบเทียบโค้ดเสียง SBC กับ LDAC

แล้วเรามีทางเลือกที่ดีกว่า SBC Codec ไหม แน่นอนเรามีทางเลือกการบีบอัดเสียงอื่นๆ ที่ให้คุณภาพดีกว่า เช่น AAC ที่ใช้ในอุปกรณ์ของแอปเปิ้ล, aptX ที่ใช้ในหูฟังจำนวนมาก หรือ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony ที่เคลมว่าสามารถให้เสียงเท่าคุณภาพ CD หรือเทียบเท่าเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งลำโพงและหูฟังส่วนใหญ่ของ Sony ในปัจจุบันรองรับ LDAC อยู่แล้ว

เงื่อนไขของการใช้โค้ดเสียงที่ดีกว่า SBC คือว่าอุปกรณ์ทั้งตัวรับและตัวส่งก็ต้องรองรับ Codec นั้นด้วย ถ้าอุปกรณ์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่รองรับ ก็จะกลับไปใช้ SBC Codec ทันที เช่น

  • iPhone รองรับรูปแบบเสียง AAC หูฟังหรือลำโพงก็ต้องรองรับ AAC ด้วย ถึงจะให้เสียงได้ดีกว่า SBC
  • อุปกรณ์ Android 8 รองรับรูปแบบเสียงผ่าน Bluetooth ทั้ง AAC, aptX HD, LDAC อันนี้เป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าฝั่งแอปเปิ้ล เพราะไม่ว่าหูฟังหรือลำโพง Bluetooth จะรองรับรูปแบบเสียงพิเศษอะไร Android 8 ก็ส่งสัญญาณไปหาได้

ใน Android 8 นั้นรองรับโค้ดเสียงมากมาย จนใช้กับหูฟังหรือลำโพงได้หลายรุ่น

แต่ปัญหาคือหูฟังและลำโพงจำนวนมาก บางรุ่นก็ขายแพงราคาหลายพัน แต่ไม่รองรับ Codec เสียงอื่นๆ นอกจาก SBC ซะงั้น ก็ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่กากต่อไป (ถ้าใครใช้ Android 8 อยู่ สามารถเข้า Developer Option ไปตรวจสอบได้เลยว่าอุปกรณ์ Bluetooth ที่เราเชื่อมต่ออยู่นั้นกำลัง Codec อะไรอยู่)

ฟังผ่าน Bluetooth ไม่ได้ใช้ DAC เทพหรือซอฟต์แวร์เทพในสมาร์ทโฟน

LG V30 มาพร้อมฟีเจอร์ Quad DAC ใช้ชิปพิเศษจาก ESS ทำให้ได้เสียงดี แต่ต้องฟังผ่านช่อง 3.5 mm เท่านั้นนะ

สมาร์ทโฟนหลายตัวในปัจจุบัน โดยเฉพาะรุ่นที่โฆษณาเรื่องคุณภาพเสียงนั้นจะมีชิป DAC แยกที่ให้เสียงดีกว่าวงจร DAC ทั่วไป (ตัวแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อกสำหรับส่งต่อไปที่หูฟัง) ซึ่งเจ้าชิปตัวนี้จะทำงานเมื่อเสียบสายหูฟังเข้ากับเครื่องเท่านั้น ถ้าฟังเพลงไร้สายผ่าน Bluetooth เสียงจะถูกส่งแบบดิจิตอลไปแปลงเป็นอนาล็อกที่ตัวหูฟังหรือลำโพง ซึ่งก็ถือว่าเสียของสำหรับคนที่ใช้สมาร์ทโฟนเสียงดีๆ นะครับ (แต่ถ้าใครเชื่อมั่นว่าหูฟังหรือลำโพงของเรามีความสามารถแปลงสัญญาณที่ดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร)

สมาร์ทโฟน Asus มักจะมาพร้อมระบบปรับแต่งเสียง dts headphone

นอกจากนี้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็จะมีซอฟต์แวร์พิเศษเพื่อช่วยประมวลผลเสียงให้ออกมาดีขึ้น อย่าง Sony จะมี DSEE HX และ ClearAudio+ หรือ Oppo มี Real Sound HD หรือ Huawei มี Histen หรือ Asus มี DTS Headphone ซึ่งปกติซอฟต์แวร์ปรับแต่งเสียงเหล่านี้จะไม่ทำงานเมื่อฟังเพลงไร้สายครับ ถ้าใครลองแล้วชอบระบบปรับแต่งเสียงของมือถือตัวเอง ก็ต้องฟังผ่านสายนะจ๊ะ

เรื่องของ Latency ความหน่วงเสียงก็เป็นอีกเรื่องใหญ่

เรื่อง Latency หรือความหน่วงเสียงก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่ใช้หูฟังเพื่อการดูหนังหรือเล่นเกมนะครับ แน่นอนว่าการฟังเสียงผ่านระบบ Bluetooth นั้นจะมีความหน่วงเสียงมากกว่าการต่อสายอยู่แล้ว เพราะกว่าเสียงจะออกมาได้ต้องผ่านกระบวนการดังนี้

เกิดสัญญาณเสียง -> ใช้เวลาแปลงเป็นรหัสเสียงเช่น SBC -> ส่งไร้สาย -> ฝั่งรับก็ต้องใช้เวลาถอดรหัสเสียง -> ได้เสียงออกมาฟัง

ในขณะที่การฟังเสียงผ่านสายมี Latency ไม่ถึง 10 ms (1 millisecond = 1/1000 วินาที) แต่การฟังเพลงผ่าน Bluetooth ด้วย SBC Codec อาจจะมีความหน่วงเสียงถึง 200 ms คือถ้ายิงปืนในเกม เสียงปืนในหูฟังจะหน่วงจากเหตุการณ์ในเกมไป 0.2 วินาที ทำให้เกิดความรำคาญในการใช้งานได้เพราะเสียงมันไม่ตรงภาพไง

แล้วเรามีทางแก้ให้การส่งเสียงผ่าน Bluetooth ทำได้รวดเร็วขึ้นไหม มีครับ ก็ต้องใช้ codec ตัวพิเศษอย่าง aptX LL (Low Latency) ที่ออกแบบให้ทำงานเร็วมาก ก็จะเหลือความหน่วงเสียงประมาณ 30 ms เท่านั้นเอง แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขเดิมคืออุปกรณ์ทั้งตัวส่งและตัวรับต้องรองรับ aptX LL ด้วยนะครับ

สรุป ใส่ใจรายละเอียดเสียงต้องฟังผ่านสาย เน้นสะดวกก็ฟังไร้สายด้วยอุปกรณ์ดีๆ

จากที่เขียนมาทั้งหมด ยังไงการฟังเพลงให้เสียงดี รายละเอียดครบก็ต้องฟังโดยเสียบสายตรงจากอุปกรณ์เล่นนะครับ เพื่อหลีกเลี่ยงการบีบอัดเสียงจากกระบวนการส่ง Bluetooth แต่ถ้าต้องการความสะดวกสบายจริงๆ ก็สามารถหาหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่รองรับ Codec เสียงดีๆ มาใช้แทนได้ สังเกตง่ายหน่อยก็ดูข้างกล่องว่ารองรับ aptX หรือ LDAC หรือไม่ ก็จะใช้กับสมาร์ทโฟน Android 8 ได้เนียนและเสียงดี

ส่วน iPhone อันนี้จำกัดเยอะหน่อยเพราะรองรับแค่โค้ดเสียง AAC เท่านั้น แถมไม่รองรับการเล่นเพลงแบบ Hi-res ด้วย (คนรักเสียงเพลงที่ใช้ iPhone ควรมีเครื่องเล่นเพลงแยกนะ iPhone มันตอบสนองเราไม่ได้) ก็ต้องหาหูฟังที่รองรับโค้ดเสียง AAC มาใช้เท่านั้นครับ ถ้ารองรับ aptX หรือ LDAC แต่ไม่รองรับ AAC เวลาใช้กับ iPhone ก็จะดีดกลับไปใช้โค้ดเสียงตัวที่แย่ที่สุดอย่าง SBC ทันที

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

มุมมองป๋าเต็ด-ยุทธนา กับอนาคตของวงการเพลงในโลกไฮเทคโนโลยี

Published

on

เรื่องราวของเทคโนโลยีนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรื่องกีกๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟนอย่างเดียว แต่โลกดนตรีก็เปลี่ยนไปเยอะมากตามเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัว ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีกว่า ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ผู้คร่ำหวอดในวงตรีเพลง ดีเจ และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเสียงเพลงมายาวนาน ซึ่งให้ความเห็นภายในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ไว้อย่างน่าสนใจครับ

สถานที่ที่ฟังเพลง มันเปลี่ยนวงการเพลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

  • ยุคเพลงคลาสสิก ทำเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า เครื่องดนตรีเลยต้องดัง และเสียงยาวๆ เลยกลายเป็นออแกนเป็นพระเอก
  • ต่อมาคนรวยอย่างฟังเพลงที่บ้าน ซึ่งห้องที่ฟังก็เปลี่ยนไป เสียงไม่ได้ก้องอย่างห้องใหญ่ ดนตรีเลยเปลี่ยนเป็นวงเล็กลง
  • ดนตรีแจ๊ส เกิดในผับ ต้องต่อสู้กับเสียงคนที่คุยกัน ทำให้เสียงดนตรีต้องดัง และมีจังหวะที่จะแทรกเข้าไประหว่างผู้คนได้
  • ปัจจุบัน สถานที่จัดคอนเสิร์ตของวงดังๆ กลายเป็นสถานที่ใหญ่มาก เช่นสนามกีฬา ซึ่งคนที่มาฟังก็แมสมากๆ เพลงจึงต้องมีท่อนที่จำง่ายๆ ให้คนร้องตามได้

เทคโนโลยีการบันทึกเสียง ก็เปลี่ยนรูปแบบเพลง

  • ยุคแผ่นเสียงต้องทำให้เพลงสั้นลง เพราะหน้าแผ่นเสียงมีจำกัด จะเพลงยาวแบบเพลงคลาสสิกที่มีหลาย Movement ก็ไม่ไหว
  • ยุควิทยุต้องเปิดทีละเพลง เพลงเลยสั้นลงเหลือราว 3.30 นาที เพราะนานไปเดี๋ยวคนหมุนหนี ทำให้สถานีวิทยุไม่เปิด
  • ยุคเทปมีหน้า B ก็เอาไว้ลงเพลงแปลกๆ ที่ไม่ฮิต เลยมีศัพท์เรียกว่า B side
  • ยุคหนึ่ง ringtone ฮิตมาก การแต่งเพลงก็ต้องดีไซน์ฮุคหนึ่ง ความยาวสัก 30 วิเพื่อไปอยู่ใน ringtone ได้เพราะๆ
  • ยุคโซเซียล อันนี้น่าสนใจมาก เมื่อ Tierra Whack ออกเพลง 1 นาทีทั้งอัลบั้ม เพื่อออกใน instragram ได้

เทรนด์วงการเพลงในอนาคตจะเป็นยังไง

  • ศิลปิน noname จะดังเร็วขึ้น ถ้าทำเพลงฮิตจริงๆ เพราะตอนนี้กระจายได้เร็วมากผ่าน Social Media (ลองดูตัวอย่างในบทความนี้นะครับ “10 ที่สุดของเนื้อร้องเพลงไทยในปี 2018” )
  • ธุรกิจคอนเสิร์ตเติบโตอย่างรุนแรง บัตรก็แพงขึ้น เพราะคนออกมาร่วมมากขึ้น
  • ตอนนี้ AI สามารถช่วยแต่งเพลงได้ โดยเฉพาะช่วยแต่งทำนอง แต่ง Beat ที่คนน่าจะติดหู
  • เพลงสำหรับผู้สูงอายุ คนแก่เริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้นแล้ว
  • ไวนิลจะเริ่มกลับมา เทปก็กลับมาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มซื้อความทรงจำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

สรุปเทรนด์เทคโนโลยี 2019 โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Techsauce

Published

on

เนื่องจากว่าเว็บแบไต๋นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งหัวข้อในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 (CTC 2019) คือเรื่องราวเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดในปี 2019 ครับ ซึ่งในหัวข้อนี้ได้คุณมาร์ค-อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Brand Inside พร้อมคุณมิมี่-อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Techsauce ขึ้นให้ข้อมูลครับ

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 คือ ABC

ความเห็นจากคุณมาร์ค เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปมากในปี 2019 คือ ABC ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

AI – Artificial Intelligence

ซึ่งความหมายของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปี 2019 AI คือระบบ Automation หรือระบบช่วยทำงานต่างๆ นะครับ ยังไม่ใช่ AI แบบที่เป็นหุ่นยนต์แทนมนุษย์ได้เหมือน Terminator ตัวอย่างของ AI ในยุคปี 2019 เช่นการคัดแยกรูป ซึ่งถ้าไม่ใช้ AI จะต้องใช้แรงคนถึกแยกเอง ซึ่งลักษณะ AI แบบนี้จะเติบโตและหลากหลายขึ้นในปี 2019

แต่คุณมาร์คก็ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นฐานของ AI คือมันพัฒนายากอยู่แล้ว ต้องใช้นักวิจัยเก่งๆ อ้างอิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ระดับสูงถึงจะทำได้ ซึ่งทำให้การสร้าง AI แบบเฉพาะทางสักชุดหนึ่งทำยาก ถ้าบริษัทไม่มีทรัพยากรเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานทั่วไปที่คนทั่วไปใช้ เช่นแยกรูป แยกเสียง ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ก็วิจัยและทำผลิตภัณฑ์ออกมาให้ใช้บริการแล้ว

BLOCKCHAIN

คุณมาร์คคาดว่าปี 2019 เทคโนโลยี Blockchain กำลังจะตายลง เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับทุกอย่าง อย่างที่เราเห็นหลายๆ บริษัทประกาศว่าจะนำ Blockchain มาใช้ แต่สุดท้ายก็ออกสู่ตลาดจริงไม่ได้ ทำให้ทิศทางของ Blockchain ไปในกลุ่มเฉพาะมากขึ้น เพราะมันเหมาะสำหรับงานที่เป็นลำดับ หรือ sequential และยกตัวอย่างไปที่ BitTorrent ที่ออกแบบมาสำหรับยุคที่เน็ตช้าๆ พอเน็ตเร็วขึ้นก็ทำให้ BitTorrent เลื่อมความนิยมลงไป เพราะกด Steaming ก็ดูได้เลย

CLOUD

คลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่เกิดมานานแล้ว แต่ก็ยังมีความสำคัญอยู่ตลอด ตอนนี้เกิดกระแสในธุรกิจคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้รายใหญ่กินรวบในตลาด รายเล็กๆ สู้ไม่ได้ทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้รายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น

ความคิดเห็นด้านเทรนด์เทคโนโลยีจาก Techsauce

คุณมิมี่จาก Techsauce มองว่า AI จะมาคู่กับ Data เสมอ ทำให้องค์กรต้องเอาคนมาทำงานกับข้อมูลมากขึ้น แต่ปัญหาของทุกองค์กรคือหาคนไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยที่หายากมาก ทำให้ต้องไปดึงมาจากต่างประเทศ

และบริษัทไทยเริ่มถูกคุกคามมากขึ้น จากคู่แข่งที่เมื่อก่อนอยู่นอกวงการกัน กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่รู้ข้อมูลดีที่สุดกลับเป็นบริษัท Technology แม้ว่าบริษัทเราจะอยู่ในธุรกิจมานาน เช่น แบงค์ หรือการสื่อสาร แต่ข้อมูลไปอยู่กับ facebook, google ที่รู้จักลูกค้าเรามากกว่า ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นว่าแบงค์เข้าไปจับมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ และเก็บข้อมูลเองมากขึ้น

ถ้าเป็นนักธุรกิจ ตอนนี้เราต้องรู้เรื่องอะไร

  • มาร์ค Blognone – เทคโนโลยีภาพรวมของ 2019 เทียบกับ 2018, 2017 นั้นต่างไปไม่มาก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนกันโหดมาก เช่นดูสมาร์ตโฟนตอนนี้ ไม่ได้ต่างกันมากแล้วในแต่ละปี เทรนด์ความก้าวหน้าตอนนี้คือใครต่อยอดได้เจ๋งกว่า ดีกว่า ก็จะชนะ ซึ่งคุณมาร์คยกตัวอย่างอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันมีแคมเปญการตลาดเจ๋งๆ มากมายที่เล่นกับเทคโนโลยี แต่สุดท้ายผลแพ้ชนะของแคมเปญวัดกันที่ Operation หน้างานว่าใครจะจัดการได้ดีกว่า ถ้าสื่อสารออกไปดี ทั่วถึง แต่หน้างานไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ มีข้อผิดพลาดในการทำงาน สุดท้ายพังไปก็มีมาก
  • มิมี่ Techsauce – คือการปรับความคิดของคนที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี มองว่า People กับ Process เป็นกระบวนการสำคัญ ซึ่งต้องเริ่มจากคนที่เป็นหัวก่อน ต้องให้ความสำคัญ และเข้าใจภาพรวมว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป กระทบกับธุรกิจเรายังไง ตอนนี้อาจจะตื่นตัว กลัวโดน Disrupt แต่โฟกัสออกมาว่าจะทำอะไร แก้อะไร ต้องทำออกมาเป็น Action ให้ได้ แล้วจะหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหาของเรา สรุปคือ ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของเราคืออะไรกันแน่ แล้วค่อยหาเครื่องมือ
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

บก. The STANDARD เล่าให้ฟัง อนาคตสื่อเป็นยังไง คนทำสื่อควรทำอย่างไรบ้าง?

Published

on

เป็นอีกหนึ่ง Session ในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ที่น่าสนใจ เมื่อ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ Editor-in-Chief ของสื่อยุคใหม่ที่เติบโตเร็วอย่าง THE STANDARD พูดในหัวข้อ “The Future of Content Creation” ซึ่งในฐานะของคนทำสื่อยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในไทย เราก็ต้องอยากฟังอยู่แล้วว่าคุณเคนมีแนวคิดอย่างไรบ้าง

ปัญหาของการสื่อสารใน Social Media ตอนนี้คือสารพัดสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอด

เรื่องแรกที่คุณเคนพูดถึงคือเรื่อง Disruption ที่มาเป็นระลอกๆ กลุ่มแรกที่โดนคือเพลงที่โดนไปก่อนหน้านี้แล้วหลายปี ส่วนปี 2018 คือสื่อหรือแบงค์ และปี 2019 น่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่มา Disrupt คือ Platform ซึ่งแพลทฟอร์มหมายถึงตัวกลางที่แลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกัน เมื่อก่อนผู้ผลิตกับผู้บริโภคเนื้อหาแยกกันอย่างชัดเจน ผู้อ่านก็ไม่สามารถเป็นผู้ผลิตได้ง่ายนัก แต่ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด มีโอกาสแสดงตัวให้คนอื่นได้ไถผ่านอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ทุกคนเป็นสื่อได้หมด

ตอนนี้บรรณาธิการกลายเป็นหุ่นยนต์ (อัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก) ข่าวที่ผ่านตาเราใช้หุ่นยนต์เลือกทั้งหมด

การจะสร้างเนื้อหาที่ดีได้ต้องเข้าใจ 3 อย่างคือ

  1. เข้าใจตัวเองว่าตัวเองเด่นเรื่องอะไร เช่น The Standard ทำนิตยสารมาก่อน ก็เก่งเรื่องการทำให้สวย หรือใส่ความคิดสร้างสรรค์ เราก็มุ่งทางนี้
  2. ต้องเข้าใจกลุ่มผู้อ่าน หรือกลุ่มที่อ่านสื่อของคุณเป็นใคร เราทำกำลังทำเนื้อหาให้ใครเสพ
  3. เข้าใจโลก เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ เข้าใจอัลกอริทึมว่าคิดยังไง

มองภาพ Social Media แทนอะไรในไทยตอนนี้

  • facebook คือสังคมเสมือนของไทย ทุกอย่างรวมอยู่ในนี้หมด เหมือนโลกเสมือนออนไลน์
  • Twitter คือเทรนด์ตอนนี้ เป็นตัวจุดกระแส กระแสหลายอย่างมาจาก # ทวิตเตอร์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไปร่วมกับประเด็นนั้นๆ แตกต่างจาก facebook ที่คนจะบอกเรื่องของตัวเองออกมา
  • Instagram คือ Lifestyle Magazine
  • Youtube คือทีวี อย่างในต่างจังหวัดเปิดค้างไปเรื่อยๆ เลย วิ่งไปทั้งวันแทนช่องทีวีไปแล้ว
  • LINE Today เป็นหนังสือพิมพ์

ซึ่งเนื้อหาของเราก็เหมือนเป็นไข่ ที่เอาไปทำได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นการจะไปอยู่กับแพลทฟอร์มไหนก็ต้องปรุงให้เหมาะกับแพลทฟอร์มนั้นๆ ไม่ใช่เนื้อหาเดียวกันไปอยู่ในทุกแพลทฟอร์ม ได้รับการปรุงแบบเดียว มันก็ไม่เกิด

สื่อระดับโลกจึงมี Social Media Editor เพื่อปรุงเนื้อหาเดียวกันให้แตกต่างกัน

พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน สื่อยุคเก่าคือ Lean back คนดูเหมือนนั่งชิวๆ พิงไปกับเบาะ แล้วรับสิ่งที่สื่อจะนำเสนอออกมาอย่างเดียว ส่วนปัจจุบันคนเสพสื่อเป็นแบบ Lean forward คือผู้บริโภคเป็นคนเลือกเนื้อหาได้ทันที และมีสิทธิโวยวายเมื่อทำเนื้อหาไม่ถูกใจ และเปลี่ยนได้ทันที

ทำให้คนทำสื่อไม่ใช่ผู้เลือกนำเสนอเนื้อหาอีกต่อไป คนทำสื่อเป็นผู้ถูกเลือกโดยผู้เสพสื่อ คนทำสื่อต้องถ่อมตัว เพราะเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น ทำให้โฆษณาใน social น่ารำคาญมาก ในขณะที่โฆษณาทีวีไม่น่ารำคาญเท่า ซึ่งเรามีเวลาเพียง 1.7 วินาทีในการดึงคนให้สนใจ

เนื้อหาที่ดีคืออะไร

  1. มันน่าสนใจรึเปล่า เช่นข่าวดารา แมว พวกนี้น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ผู้เสพก็ไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม
  2. เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่มันจะน่าเบื่อๆ หน่อย
  3. แต่ถ้าทำข้อมูลที่มีประโยชน์และน่าสนใจไปด้วย ก็จะได้ดียิ่งกว่า คือ เรื่องดี และ เล่าดี
    1. เรื่องดี มันเป็นเหมือนสูตรสำเร็จว่า เรื่องที่มีประโยชน์คืออะไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ เรื่องดี เนื้อหาดี มันก็มีรูปแบบตายตัวของมัน
    2. แต่เล่าดีมันเปลี่ยนไปตามสื่อที่ไปอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช้เครื่องมือที่มีทั้งหมด เพื่อให้เล่าดี ตื่นตาตื่นใจ

สรุปพฤติกรรมผู้ใช้ตอนนี้

  1. ทุกอย่างต้องตอนนี้ Generation Now ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
  2. ไม่สนใจว่าจะฉายเมื่อไหร่ ตอนไหน เพราะคนดูจะดูย้อนหลังเอาในเวลาที่เหมาะ Anywhere anytime
  3. รูปภาพและวิดีโอจู่โจมได้มากกว่าตัวอักษรอย่างเดียว
  4. คนแชร์เพราะเนื้อหาบอกตัวตนของตัวเอง

“ทางที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต คือสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!