Tags
| สุขภาพจิต
23/07/2024
กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 808 days ago
อัปเดต 10 แอปสุขภาพดี ๆ ที่ควรมีติดตัว
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ต่างหันมาห่วงใยและใส่ใจในสุขภาพกันมากขึ้น และในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกล แอปพลิเคชันก็กลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในการดูแลสุขภาพของใครหลายคน วันนี้เรามาอัปเดตกันว่ามีแอปอะไรบ้างที่น่าสนใจ และช่วยให้ชีวิตของเราสมดุลและแข็งแรงขึ้นได้อย่างไรบ้าง 1. MyFitnessPal - ผู้ช่วยนับแคลอรีสุดฉลาด เริ่มต้นกันที่แอปยอดนิยมอย่าง MyFitnessPal แอปนี้จะเป็นเหมือน “ไดอารี่อาหารดิจิทัล” ที่คอยติดตามการกินอาหารของคุณในแต่ละวัน และด้วยฐานข้อมูลอาหารขนาดใหญ่ (มาก) ทำให้สามารถค้นหาและบันทึกอาหารที่กินไปได้แทบจะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารฝรั่ง หรือแม้แต่เมนูจากร้านอาหารดัง ที่น่าสนใจคือแอป MyFitnessPal นี้ยังมีฟีเจอร์สแกนบาร์โค้ดบนบรรจุภัณฑ์อาหาร ที่จะทำให้การบันทึกข้อมูลโภชนาการของคุณเป็นเรื่องง่าย แค่สแกนก็รู้แล้วว่าอาหารชิ้นนั้นมีแคลอรีเท่าไหร่ มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันเท่าไหร่บ้าง สำหรับคนที่อยากจะควบคุมน้ำหนัก แอปนี้ก็มีฟังก์ชันตั้งเป้าหมายน้ำหนักและคำนวณปริมาณแคลอรีที่ควรบริโภคต่อวันได้ ทำให้เราสามารถวางแผนการกินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ MyFitnessPal ยังสามารถเชื่อมต่อกับแอปออกกำลังกายและอุปกรณ์สวมใส่ต่าง ๆ ได้ด้วย ทำให้เราสามารถติดตามการเผาผลาญพลังงานได้อย่างแม่นยำ ถือเป็นแอปที่ครบเครื่องทั้งเรื่องการควบคุมอาหารและคุมน้ำหนักได้ในแอปเดียว 2. Calm - สงบจิต พิชิตความเครียด ในยุคที่ความเครียดกลายเป็นเรื่องปกติของคนทำงาน แอป Calm สามารถเป็นตัวช่วยในการจัดการความเครียดและความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี โดยแอปนี้จะนำเสนอเนื้อหาด้านการทำสมาธิ การฝึกหายใจ และเสียงธรรมชาติที่ช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ ฟีเจอร์เด่นของ Calm ก็คือ "Sleep…20/05/2024
Internalized Misogyny เมื่อผู้หญิงเกลียดความเป็นผู้หญิง สิ่งนี้คืออะไรกันนะ?
Internalized Misogyny คือปรากฏการณ์ “ผู้หญิงเกลียดผู้หญิงด้วยกันเอง” เมื่อมีการ “หมั่นไส้” กันเกิดขึ้น ก็จะมีการแสดงออกด้วยการพูดเหน็บแนม หรือการยกตัวเองให้สูงกว่าคนที่ตัวเองเกลียด ทั้งนี้ก็เพื่อลดทอน “คุณค่า” ของความเป็นหญิงด้วยกันเอง ผู้หญิงที่จะตกเป็นเหยื่อ ของการเหยียดแบบ Internalized Misogyny คือผู้หญิงที่มีความอ่อนหวาน มีความเป็นผู้หญิงแบบสุด ๆ หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า “แอ๊บแบ๊ว” หรือผู้หญิงที่มีความสวยตามหลักการ Beauty standard และชอบแต่งตัว Sexy มี Sex appeal สูง ก็อาจจะถูกเหยียดว่า ที่แต่งตัวสวยเพราะจะไปยั่วผู้ชาย เป็นต้น การเหยียดแบบ Internalized Misogyny ที่พบเห็นได้บ่อย เช่น นอกจากนี้ยังมีการเหยียดอีกประเภทหนึ่ง ที่กำลังมาแรงในโลกออนไลน์ เรียกว่า “Pick Me Girl” เป็นคำที่ใช้ในการแสดงออกว่า “ฉันไม่เหมือนผู้หญิงทั่ว ๆ ไป” หรือ “I'm not like the…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 872 days ago
Read More20/05/2024
เทคนิคการสื่อสารระหว่างคู่รัก เพื่อความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน คุยยังไงให้ไม่ทะเลาะ ?!
เพราะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จัดเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ถ้าวันนี้คุณกำลังมีปัญหากังวลใจ อยากคุยเปิดอกกับแฟน แต่ก็กลัวจะกลายเป็นการกระตุ้นทำให้เกิดการทะเลาะกัน ซึ่งปัญหาก็อาจจะเลวร้ายลงมากขึ้นเข้าไปอีก วันนี้เราก็มีเคล็ดลับในการสื่อสารดี ๆ มาฝาก 1. เพิ่มการสื่อสารเชิงบวก และลดพฤติกรรมเชิงลบ สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารไปในทางบวก อย่าใช้คำพูดที่คนฟังแล้วจะรู้สึกไม่ดีอย่างเด็ดขาด ! และแทนที่จะกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้ว ให้พยายามเน้นพูดคุยไปในเรื่องของวิธีการแก้ปัญหาจะดีกว่า 2. มีการใช้ภาษากายที่เหมาะสม เช่น จับมือของแฟนเอาไว้เบา ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบเยือกเย็น ไม่ใส่อารมณ์ เน้นโทนเสียงราบเรียบ และไม่ใช่คำพูดที่ไม่สุภาพ ส่วนภาษากายที่ไม่ควรทำ เช่น เอามือเท้าสะเอว กอดอก หรือการชี้หน้าใส่กัน 3. ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความเห็นเหมือนกันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่สนิทกันมากขนาดไหน ก็ไม่ได้หมายความว่า คนเราทุกคนจะต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ดังนั้นถ้าแฟนของคุณกำลังอธิบายเรื่องที่คุณไม่เห็นด้วย คุณก็ควรวางตัวนิ่งสงบ ไม่พูดแทรก และพยายามทำความเข้าใจในมุมมองที่แฟนคุณกำลังสื่อออกมา เพื่อพยายามหาทางแก้ปัญหาให้มีความสมดุลกับทั้ง 2 ฝ่าย การสื่อสารระหว่างคู่รักที่ดี เพื่อทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน หัวใจหลักก็คือ การหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่การที่จ้องจะตำหนิ หรือเอาชนะอีกฝ่าย เป็นการพูดเพื่อปรับตัวเข้าหากันให้ดีขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายแล้วเราเชื่อว่าถ้าคุณทำทุกอย่างโดยมี “ความรักเป็นที่ตั้ง” อีกฝ่ายก็จะเปิดใจรับฟังคุณอย่างแน่นอนภูษิต เรืองอุดมกิจ | 872 days ago
Read More15/05/2024
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ปัญหาที่คนในครอบครัวไม่ควรมองข้าม
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ มักเกิดกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ และอีกแบบคือภาวะซึมเศร้าที่เกิดในช่วงที่เข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว ภาวะซึมเศร้า จัดเป็นอาการเจ็บป่วยทางจิตใจชนิดหนึ่ง โดยที่ผู้ป่วยมักจะแสดงอาการเหล่านี้ และจากภาวะอาการทั้งหมดนี้ก็อาจจะส่งผลทำให้ ผู้สูงอายุ นอนไม่หลับ หรือบางรายนอนมากเกินปกติ ชอบพูดเรื่องชวนหดหู่ และถ้าภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับที่รุนแรงก็อาจจะส่งผล ทำให้มีการทำร้ายตัวเองได้ ปัจจัยการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาทางร่างกาย เช่นผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเพิ่มขึ้นมาก็อาจจะทำให้จิตใจแย่ลงได้ หรือปัจจัยทางสังคม เช่นไม่สามารถปรับตัวเข้ากับครอบครัว หรือโลกยุคใหม่ได้ หรือผู้สูงอายุอาจจะเป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองที่ผิดเพี้ยนไป ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าผู้สูงอายุในบ้านกำลังมีภาวะซึมเศร้า ควรที่จะรีบพาไปหาคุณหมอเพื่อตรวจเช็กโดยละเอียด เพื่อเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า คุณหมอจะได้นำมาวางแผนในการจ่ายยา หรือวางแผนวิธีการบำบัดรักษาในด้านอื่น ๆ ต่อไป และสิ่งที่คนในครอบครัวทำได้ ก็คือ การมอบความเข้าใจ ความรัก และความใส่ใจให้กับผู้สูงอายุในบ้าน เพื่อที่จะทำให้ผู้ป่วยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น และมีอาการที่ดีขึ้นตามลำดับภูษิต เรืองอุดมกิจ | 877 days ago
Read More17/07/2023
มีจริงหรือ ? อาถรรพ์รัก 7 ปี กับคำอธิบายทางจิตวิทยา
หนึ่งในความเชื่อที่เกี่ยวกับความรัก คือ อาถรรพ์รัก 7 ปี ที่หลาย ๆ คนเชื่อว่า เมื่อคู่รักคบกันจนถึงปีที่ 7 ในปีนี้ความรักจะเริ่มสั่นคลอน หรือมีอุปสรรคขนานใหญ่ที่จะเข้ามาทำให้เลิกรากันไป หลาย ๆ คนเชื่อว่าสิ่งนี้คือ “อาถรรพ์” และเริ่มหวาดกลัว มีความกังวล ไม่มีความสุขกับความรักที่อยู่ตรงหน้า แต่คำแนะนำของเราคืออย่าปล่อยให้ อาถรรพ์รัก 7 ทำลายความสัมพันธ์ดี ๆ ของคุณไปเลย ดังนั้นมาทำความรู้จักกับคำอธิบายที่เกี่ยวกับเรื่องราวนี้ในรูปแบบจิตวิทยากันดีกว่า อาถรรพ์รัก 7 ปี มีจริงหรือ ? ในทางจิตวิทยามีการวิจัยน้อยมาก โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า อาถรรพ์รัก 7 ปี นั้นมีอยู่จริงหรือไม่? แต่จากการวิเคราะห์ในเบื้องต้นทำให้เกิดข้อมูลที่น่าสนใจขึ้นมาว่า เมื่อคุณตกหลุมรักครั้งแรก สมองของคุณจะอาบไปด้วยสารสื่อประสาทที่ทำให้คุณรู้สึกดี สารสื่อประสาทเหล่านี้สร้างความตื่นเต้นให้แก่คุณอย่างมาก และทำหน้าที่เป็นแว่นตาปรับเปลี่ยนมุมมอง ทำให้คุณไม่เห็นข้อบกพร่องของแฟนของคุณ และมองว่าทำอะไรก็ดีไปหมด แต่เมื่อสารสื่อประสาทเหล่านี้หมดฤทธิ์ มุมมองที่คุณมีต่อแฟนก็จะเริ่มตรงกับความจริงมากขึ้น คุณจะเริ่มสังเกตเห็นข้อบกพร่องและจุดอ่อนของคนรักมากขึ้น คุณจะเริ่มมองเห็นข้อดี – ข้อเสีย ของคนรักมากขึ้น หลังจากคบกันไประยะหนึ่ง สารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้คุณแฮปปี้กับคนรัก จะระเหยไปอย่างมากในช่วงปีที่ 2…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1180 days ago
Read More17/07/2023
5 เหตุผลที่ทำให้คุณเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจและวิธีรับมือ
ในทุกก้าวของการดำเนินชีวิต มนุษย์ทุกคนล้วนเจอกับทางแยกแห่งการตัดสินใจแทบจะวินาทีต่อวินาที แต่ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ในการใช้ชีวิต สถานการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน สมองเราสามารถประมวลผลและตัดสินใจได้แบบอัตโนมัติในทันที แต่พอถึงสถานการณ์สำคัญในชีวิตที่เหมือนทางแยกใหญ่ในการเดินทาง หลายคนอาจตัดสินใจไม่ได้ ไม่กล้าตัดสินใจ หรือตัดสินใจได้ไม่เด็ดขาด อย่างในช่วงที่ต้องเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่อ การตัดสินใจแต่งงาน ลาออกจากงาน ซื้อบ้าน เลิกกับแฟน และอื่น ๆ เหตุผลในการทำให้คนเราไม่สามารถตัดสินใจมีหลายเหตุผลด้วยกัน แต่ละคนอาจมีเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจต่างกันหรือประกอบกันหลายเหตุผล Hack for Health จะพาคุณไปรู้จักกับเหตุผลที่พบได้บ่อย ซึ่งส่งผลให้คุณไม่กล้าที่เลือกเส้นทางเดินของชีวิตกัน เหตุผลที่ทำให้คนผู้คนไม่กล้าตัดสินใจและวิธีรับมือ การรับรู้เหตุผลต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณเข้าใจปัญหาและสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญมากขึ้น และช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น 1. ความไม่รู้และไม่มั่นใจในตัวเอง ข้อมูลและประสบการณ์มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจ หากคุณต้องตัดสินใจในเรื่องที่ไม่รู้ ร่วมกับการที่คุณเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยรอบคอบ ระมัดระวัง หรือขี้กังวลเป็นทุนเดิม การต้องตัดสินใจในเรื่องที่ไม่รู้จึงเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับคุณ บางคนอาจมีข้อมูลและประสบการณ์ที่มากพอ แต่กลับขาดความมั่นใจที่จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หรือรู้สึกไม่แน่ใจในการตัดสิน ซึ่งคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองหรือเคยมีประสบการณ์การตัดสินใจที่ผิดพลาดในอดีตอาจส่งผลให้ไม่กล้าตัดสินใจ วิธีรับมือ: สำหรับความไม่รู้หรือขาดข้อมูลในการตัดสินใจ คุณอาจจะต้องขวนขวายหาข้อมูลให้มากขึ้น หรือเลือกปรึกษาคนที่น่าจะมีความรู้ในเรื่องนี้ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน หากคุณกำลังจะตัดสินใจซื้อบ้าน ปรึกษาหัวหน้าที่เคยทำโปรเจกต์ในลักษณะเดียวกันมาก่อน เมื่อคุณต้องเริ่มโปรเจกต์ใหม่ ในเรื่องของความมั่นใจ คุณสามารถเริ่มจากการตัดสินใจในเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ต้องเครียดกับมันมากเกินไปเพื่อสร้างความกล้าในการตัดสินใจให้กับตัวเอง แล้วค่อย ๆ ขยายเรื่องที่ต้องตัดสินใจให้ใหญ่ขึ้นเมื่อคุณพร้อม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1180 days ago
Read More13/07/2023
ปล่อยใจไปกับทะเล ดำน้ำชมประติมากรรมดอกไม้ ณ ก้นทะเลจากศิลปินชาวญี่ปุ่น
หากคุณบังเอิญเป็นคนชอบงานศิลปะแนวประติมากรรม บังเอิญชอบดำน้ำ และบังเอิญว่าคุณกำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่น Hack for Health ขอแนะนำจุดดำน้ำที่คุณอาจไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนกับผลงานประติมากรรมดอกไม้ใต้ทะเล โดยศิลปินนักจัดดอกไม้ชาวญี่ปุ่น ‘อะซึมะ มาโกโต’ (Azuma Makoto) การท่องเที่ยวต่างประเทศ การดำน้ำ และการชมงานศิลปะเป็นกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายสมองและยกระดับความคิดและจิตใจของผู้คนได้ และผลงานศิลปะของ อะซึมา มาโกโต อาจให้คุณได้ทุกอย่าง ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานการจัดดอกไม้ใต้ทะเลชิ้นที่ 3 ในซีรีส์ ‘Bloom’ หรือ ‘ผลิบาน’ ซึ่งเป็นการจัดแสดงในส่วนที่ทะเลส่วนที่ลึกกว่าชิ้นก่อน ๆ ดอกไม้นานาชนิดที่มีสีสัน รูปร่าง รูปทรง และสัมผัสที่แตกต่างกัน ถูกตีความใหม่ใต้ผืนน้ำอันไม่มีที่สิ้นสุด สร้างความประสบการณ์ที่สวยงามให้เหล่านักดำน้ำที่ได้ดำน้ำลงมาชมภาพดอกไม้และใบไม้หลากชนิดลื่นไหลไปกระแสของคลื่นใต้ทะเลอย่างไม่หยุดพัก มวลน้ำทะเลที่โอบรัดรอบตัว และเสียงฟองจากคลื่นทะเล ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ในการผสานงานศิลปะเข้ากับความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ของตัวศิลปิน มาโกโตสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่พึ่งพิงกัน แต่ก็ล้วนแต่เปราะบางและไม่จีรัง ซึ่งชวนให้คุณดื่มด่ำกับความสวยงามของดอกไม้ที่พลิ้วไหวใต้ท้องทะเลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่มา: Designboom พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1184 days ago
Read More12/07/2023
ทำอย่างไรเมื่องานที่ชอบ กลายเป็นงานที่ไม่ใช่!
มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คุณเกลียดงานของคุณ แม้งานที่คุณกำลังทำอยู่นี้จะเป็นงานที่อาจทำให้คุณมีความสุขมาก ๆ มาก่อน หรือเป็นงานที่คุณอยากทำมาก ๆ แต่เมื่อได้ลงสนามจริงไปสักระยะหนึ่งกลับพบว่า งานที่คุณเคยรักนี้กลับทำให้คุณมีความทุกข์แทนเสียอย่างนั้น ซึ่งต้นตอของปัญหานี้ก็มาจากปัจจัยที่หลากหลาย โดยอาจจะมาจากความสัมพันธ์ของคุณกับเจ้านาย ความสมดุลในชีวิตการทำงานที่ไม่ดี วัฒนธรรมของบริษัทที่มีค่านิยมไม่ตรงกัน หรืออาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ Toxic ซึ่งไม่ว่าต้นตอของปัญหาจะมาจากที่ไหนก็ตาม สัญญาณแรกที่ทุกคนมักพบเหมือน ๆ กัน ก็คือมักมีอาการ “เหนื่อยหน่าย” คุณไม่ได้มีความรู้สึกนี้เพียงคนเดียว และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้คุณเกลียดงานของคุณ เราขอบอกเลยว่า ประมาณการของคนทั่วไปได้ใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการทำงาน ซึ่งหมายถึง คุณใช้เวลาไปกับการทำงานประมาณ 90,000 ชั่วโมงตลอดช่วงชีวิตของคุณ ผู้คนใช้เวลามากเกินไปในการทำงาน มากกว่าที่ใช้เวลากับครอบครัวหรือคนที่คุณรักด้วยซ้ำ เริ่มต้นหาทางสงบศึกกับงาน “หยุดคิดและไตร่ตรอง” ขั้นตอนแรกซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่ง นั่นก็คือให้คุณ “หยุดคิดและไตร่ตรอง” เพราะบ่อยครั้งเมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา อาจทำให้คุณมองไม่เห็นทางออก เริ่มจากให้คุณตั้งสตินั่งนิ่ง ๆ และหยิบปากกาพร้อมกับกระดาษออกมา แล้วเขียนคุณสมบัติและลักษณะของงานที่ชอบและไม่ชอบลงไป สิ่งนี้จะช่วยทำให้คุณมองเห็นความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น เพราะหลาย ๆ คนเมื่อลองเขียนออกมาแล้ว กลับพบว่าไม่ได้เกลียดงาน แต่เกลียดสภาพแวดล้อมในการทำงานและภาระงานมากกว่า ทำให้คุณนำข้อมูลที่ได้มาจากจุดนี้ไปใช้ในการหาทางแก้ไขต่อไปได้ อย่าเพิ่งลาออก! อย่าเพิ่งลาออกจากงานเด็ดขาด…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1185 days ago
Read More10/07/2023
สูตรเปลี่ยนนิสัยและพัฒนาตัวเองด้วยกฎการทำซ้ำ 21 วัน
วันนี้เราจะชวนคุณมาเปลี่ยนนิสัยกัน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะละทิ้งนิสัยที่ไม่ดีบางอย่าง และในขณะเดียวกันก็อยากฝังนิสัยที่ดีใหม่ ๆ ลงไปในจิตใต้สำนึก หรือระบบการทำงานร่างกายของคุณ วันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณได้ทำความรู้จักกับ “กฎการทำซ้ำ 21 วัน” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกฎที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันนี้ ที่มาของกฎการทำซ้ำ 21 วัน แนวคิดของ “กฎการทำซ้ำ 21 วัน” มาจาก Dr. Maxwell Maltz ศัลยแพทย์พลาสติกและนักเขียนเรื่อง Self-Help ในปี 1960 โดยดร. Maltz สังเกตเห็นว่าผู้ป่วยของเขาใช้เวลาประมาณ 21 วัน ในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของพวกเขาหลังการทำศัลยกรรมพลาสติก นอกจากนี้เขายังสังเกตเห็นว่า มีการใช้เวลาประมาณ 21 วันในการสร้างนิสัยใหม่และปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมใหม่ ซึ่งการสังเกตนี้ก็มาจากตัวเขาเอง และผู้ป่วยคนอื่น ๆ ของเขา ดร. Maltz เขียนสิ่งที่เขาพบนี้ลงในหนังสือ “Psycho-Cybernetics” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1960 หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางและมีอิทธิพลต่อ ผู้ที่การพัฒนาตนเองเป็นอย่างมาก และกฎนี้ยังคงได้รับการแนะนำและบอกต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และได้รับการแปลและแนะนำไปทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงตัวเองในเวลา 21 วัน เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็เป็นไปได้ที่ถ้าคุณวางแผนในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1187 days ago
Read More06/07/2023
Halo Effect หลักจิตวิทยาว่าด้วยเรื่อง ‘แค่ดูดีก็ได้ดี’ เมื่อคุณเทิดทูนคนหล่อสวยจนไม่เห็นข้อบกพร่อง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การพบเจอผู้คนหรือการมองหาเพื่อนหรือแฟนสักคน เรามักจะมองที่รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างแรก จนลืมในเรื่องนิสัยใจคอ หรือทัศนคติของบุคคลนั้น ๆ ไปโดยปริยาย เพราะเมื่อไหร่ที่เราเจออะไรที่ดูดี หน้าตาดี หรือมีผิวพรรณที่ดี เรามักจะใช้เหตุผลในการตัดสินใจน้อยลง และคิดว่าคนนั้นจะต้องเป็นคนดีโดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ซึ่งตามหลักจิตวิทยาจะเรียกว่า “Halo Effect” รู้จักกับ Halo Effect คืออะไร สำหรับคนว่า Halo Effect จะหมายถึง แสงสว่างที่เป็นวงกลมอยู่เหนือศีรษะของนักบุญในคริสต์ศาสนา หรือบางคนอาจจะคุ้นเคยกับวงกลมเหนือหัวเทวดาในการ์ตูนหลาย ๆ เรื่อง ที่จะเป็นตัวสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นคนดี หรือความน่าชื่นชม เป็นต้น โดยคำนี้ได้ถูกนำมาใช้โดย เอ็ดเวิร์ด ธอนไดค์ (Edward Thorndike) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เขาเป็นผู้บัญญัติคำนี้ขึ้นมาด้วยการทดสอบโดยใช้นายทหาร 2 คน ประเมินทหารผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งในด้านกายภาพ ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นระเบียบ เสียง รูปร่าง หน้าตา และความแข็งขัน รวมทั้งด้านความฉลาด ทักษะความเป็นผู้นำ และคุณลักษณะส่วนตัว และผลที่ออกมามีความน่าสนใจมากที่สุด เพราะเขาได้พบว่าลักษณะข้างต้นมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจสูงเป็นอย่างมาก เพราะคนที่ดูดีมักจะทำให้คนเชื่อว่าบุคคลนี้ดี และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1191 days ago
Read More04/07/2023
สัญญาณของ PTSD เมื่อความโหดร้ายในอดีตตามหลอกหลอน
หากเราพบเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน จนอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง แต่รู้หรือไม่ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่การเจ็บปวดทางร่างกายอย่างเดียวเท่านั้น เพราะจะก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงได้เช่นเดียวกัน และเหตุนี้เองจึงเป็นสาเหตุสำคัญของโรค PTSD หรือทางการแพทย์เรียกกันว่า “โรคความผิดปกติทางจิตใจภายหลังภัยยันตราย” ซึ่งจะถือเป็นโรคที่มีความอันตรายในด้านจิตใจเป็นอย่างมาก และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในด้านอื่น ๆ ตามมาอีกมากมายได้เช่นกัน รู้จักกับโรค PTSD หรือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือโรคความเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง จะเป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติทางจิตใจอย่างร้ายแรง ที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่าง ๆ อย่างเช่น ประสบอุบัติเหตุ การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง หรือประสบภัยพิบัติ เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยจะเป็นผู้ที่ประสบเหตุการณ์โดยตรง หรือเป็นผู้ที่ได้รับการสูญเสียจากเหตุการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ ได้เช่นกัน จนทำให้ผู้ป่วยอาจจะเห็นภาพเหตุการณ์จากอดีตในหัว ฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ๆ รู้สึกวิตกกังวลจนไม่สามารถควบคุมได้ และอาจจะก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับ หรือไม่มีสมาธิ เป็นต้น โดยโรคนี้จะเป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรง และยังเกิดขึ้นได้อย่างสม่ำเสมอ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เลยทีเดียว รู้จักกับอาการของโรค “PTSD” แสดงอาการในลักษณะไหนบ้าง ? รู้หรือไม่ว่าโรค PTSD จะเป็นความผิดปกติทางจิตใจที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคมักจะแสดงในช่วงเดือนแรกหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง แต่ในบางกรณีก็อาจจะเกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นหลายเดือนไปจนถึงปีได้เช่นกัน ในส่วนของอาการที่แสดงออกมาในแต่ละบุคคล จะมีการแสดงอาการที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักจะแสดงอาการดังต่อไปนี้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1193 days ago
Read More29/06/2023
การร้องไห้ออกมาดีกับสุขภาพจิตกว่าที่คิด
การร้องไห้มักถูกคนเข้าใจผิดว่าเป็นผลลัพธ์ของคนอ่อนแอ ขี้แพ้ ขี้แย แต่ทั้งที่จริง ๆ แล้วการร้องไห้เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายหรือกระทบกระเทือนจิตใจกลับเป็นกลไกในการดูแลสุขภาพจิตที่สำคัญ ในช่วงท้ายของบทความอยากให้เสริมวิธีสังเกตว่าจะจัดการกับการร้องไห้อย่างไรดี หรือการร้องไห้แบบไหนอาจเป็นสัญญาณของภาวะทางอารมณ์ การร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอเสมอไป เพราะในบางครั้งเราร้องไห้เพราะมีความสุข ตื้นตันประทับใจ หรือเกิดจากความเศร้าได้เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีหลายคนที่คิดว่าคนร้องไห้บ่อย ๆ เป็นคนอ่อนแอ หรือขี้แย แต่จริง ๆ แล้วการร้องไห้เป็นเพียงการแสดงความรู้สึกที่อยู่ภายในจิตใจออกมา และเราเคยสงสัยหรือไม่ว่า หลังจากเราได้ร้องไห้แล้ว จะทำให้เรามีความรู้สึกดีมากยิ่งขึ้น ด้วยความที่การร้องไห้มีประโยชน์ในด้านสุขภาพทางจิตใจมากกว่าที่เราคิดนั่นเอง การร้องไห้เป็นเรื่องปกติจริงหรือไม่ ? โดยปกติแล้วคนเรามักจะไม่ชอบร้องไห้เท่าไหร่นัก เพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอ หรือเป็นคนขี้แง จึงทำให้หลายคนเลือกที่จะทำตัวเข้มแข็ง แม้ในใจจะแตกสลายมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่าการร้องไห้จะเป็นสัญชาตญาณธรรมชาติของเรา และเป็นสิ่งแรกที่เราทำกันมาตั้งแต่เกิด ในชีวิตช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องมีช่วงที่เราอยากร้องไห้ออกมา เพราะการร้องไห้จะเป็นสิ่งที่สามารถบอกความรู้สึกต่าง ๆ ของเราไปยังผู้อื่นได้ นอกจากนี้การร้องไห้ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีตอบสนองทางอารมณ์ และพฤติกรรมต่อบางสิ่งบางอย่างที่เราเห็น ได้ยิน หรือคิด จนในบางครั้งเราต้องการอยู่คนเดียวและร้องไห้ออกมาให้ได้มากที่สุด ดังนั้นจะต้องกล่าวว่า การร้องไห้เป็นเรื่องธรรมชาติ หรือเป็นเรื่องปกติที่เราสามารถร้องไห้ได้ทุกคน เพราะถือเป็นการระบายความรู้สึกที่อยู่ในใจได้เป็นอย่างดี แต่หากใครที่ร้องไห้อย่างรุนแรง หรือร้องไห้มากเกินไป อาจจะทำให้ร่างกายตึงเครียด และไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการหายใจให้สูงขึ้นได้เช่นกัน ร้องไห้ให้ประโยชน์ได้มากกว่าที่เราคิด ตั้งแต่เด็กจนโตของหลาย ๆ คน มักจะได้รับการสอนเสมอว่า…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1198 days ago
Read More29/06/2023
การเลี้ยงน้องหมาช่วยพัฒนาสุขภาพจิตได้
ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเลยว่า หลายคนหันมาเลี้ยงสัตว์กันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว กระต่าย หรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะนอกจากสัตว์เหล่านี้จะมีความน่ารักสดใสแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของเราได้อีกด้วย เนื่องจากบางคนที่อยู่บ้าน หรืออยู่หอเพียงคนเดียว หากมีสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วยจะเป็นอีกหนึ่งเพื่อนช่วยยามเหงาได้เป็นอย่างดี จนทำให้ในปัจจุบันมีบริการสัตว์เลี้ยงบำบัดเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาสุขภาพจิตได้มากขึ้นกว่าเดิม เลี้ยงสุนัข ช่วยพัฒนาสุขภาพจิตได้อย่างไร รู้หรือไม่ว่าในปัจจุบันมีหลักฐานยืนยันว่าการเลี้ยงสุนัข หรือการเลี้ยงสัตว์ จะช่วยให้ผู้เลี้ยงมีสุขภาพจิตดีมากยิ่งขึ้น เพราะสัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะให้ความรู้สึกว่าเรามีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ แถมยังสามารถรักษาความเครียดได้อีกด้วย อย่างเช่น การเลี้ยงสุนัขจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยของผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าให้กลับมามีสุขภาพจิตที่ดีมากยิ่งขึ้น ด้วยการพาสุนัขไปเดินเล่นหรือวิ่งเล่น จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยกระตุ้นให้เจ้าของได้ออกกำลังกาย เพิ่มความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้เราได้มีโอกาสพบเจอกับผู้คนใหม่ ๆ และหากเราได้เข้าสังคมใหม่ ๆ จะช่วยคลายความรู้สึกโดดเดี่ยวได้มากกว่าเดิม และยังมีข้อมูลที่ระบุอีกว่า การเล่นกับสุนัขหรือแมว จะส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารความสุข อย่างเช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และโดปามีน (Dopamine) ออกมามากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เจ้าของรู้สึกมีความสุข และรู้สึกสงบได้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ยังมีหลักฐานที่ชี้ชัดว่า การเลี้ยงสัตว์จะสร้างผลบวกต่อกลุ่มเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น ช่วยให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง และในขณะเดียวกันผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ยังสามารถบำบัดได้ด้วยการเลี้ยงสัตว์ เพราะจะช่วยคลายกังวลลงได้ดีที่สุด เลี้ยงสุนัขช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตในด้านใดบ้าง การเลี้ยงสุนัข หรือการเลี้ยงสัตว์จะเป็นทางเลือกที่ดี ที่จะเป็นตัวช่วยลดความวิตกกังวล และความเครียดในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1198 days ago
Read More28/06/2023
AI Anxiety ความกังวลที่จะตกงานด้วยการมาของ AI ส่งผลต่อสุขภาพจิตแค่ไหนและรับมืออย่างไรดี?
AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์อาจเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งทศวรรษนี้เลยก็ว่าได้ เพราะปัญญาประดิษฐ์นั้นเริ่มมีความคิดความอ่านและการประมวลผลที่เฉียบคมมากขึ้นแบบก้าวกระโดดด้วยอินเทอร์เน็ตและข้อมูลมหัตหรือ Big Data ที่จะเสกเนื้อหาบทความหรือเขียน Essay โดย ChatGPT หรือ Google Bard ทำสไลด์นำเสนอโดย AI จาก Canva หรือสร้างภาพเสมือนจริงด้วย Midjourney ก็ทำได้ การอุบัติขึ้นของ AI ในยุคใหม่นี้ทำให้เกิดกระแส AI Anxiety หรือความหวาดกลัวที่เหล่าบรรดาปัญญาประดิษฐ์ที่แสนจะฉลาดล้ำ ซึ่งถูกสร้างโดยมนุษย์กำลังจะก้าวข้ามขึ้นไปอยู่เหนือมนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญหลายสายเริ่มพูดถึงว่า AI จะเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ในบางตำแหน่งและอาจทำให้คนหลายล้านคนทั่วโลกต้องตกงาน รายงานในปี 2017 ของสถาบันแมคคินซีโกลบอล (McKinsey Global Institute: MGI) บอกว่าคน 75–375 ล้านคน คิดเป็น 3–14 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั่วโลกที่อาจต้องเปลี่ยนอาชีพและพัฒนาทักษะเพราะการมาของ AI หรือ รายงานประจำเดือนมีนาคมปี 2023 ของ Goldman Sachs ธนาคารใหญ่ในสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่า AI สามารถเข้าไปแทนที่ตำแหน่งงานกว่า 300…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1199 days ago
Read More26/06/2023
ฟินแลนด์ผุดแคมเปญ ‘เกาะออฟไลน์ที่แรกของโลก’ หวังให้ผู้คนได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
ทุกวันนี้สมาร์ตโฟนไม่ต่างอะไรกับอวัยวะที่ 33 แทบจะจำเป็นกว่ากุญแจบ้านหรือกระเป๋าสตางค์ด้วยซ้ำ หลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มากเกินพอดีส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ เช่น อาการออฟฟิศซินโดรม อาการด้านดวงตา ภาวะความเครียด และภาวะซึมเศร้า ซึ่งแคมเปญที่ Hack for Health เอามาฝากน่าจะพอช่วยคุณได้ หน่วยงานการท่องเที่ยวในประเทศฟินแลนด์ได้สร้างแคมเปญการท่องเที่ยวแบบปลอดมือถือขึ้นที่เกาะ Ulko-Tammio ตั้งอยู่ในทะเลบอลติก (Baltic sea) นอกชายฝั่ง Hemina ทางตะวันออกของอ่าวฟินแลนด์ ซึ่งเกาะแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความสวยงาม คุณสามารถดื่มด่ำกับทะเลและป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ภายในเกาะได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ เกาะ Ulko-Tammio ยังมีหมู่บ้านชาวประมงอยู่ด้วย เรียกได้ว่าสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ได้เห็นทั้งความสวยงามของธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยแคมเปญ ‘เกาะออฟไลน์’ หรือ ‘เกาะปลอดมือถือ’ เริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนของประเทศฟินแลนด์ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ของเกาะจะเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวปิดมือถือหรืองดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตลอดเวลาที่พักผ่อนอยู่บนเกาะ หรือถ้าใครห้ามใจไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่ก็มีสติกเกอร์สำหรับแปะที่หน้าจอมือถือเพื่อช่วยให้คุณไม่สามารถเห็นหรือรับรู้เรื่องราวบนโลกโซเชียลมีเดียผ่านสมาร์ตโฟนได้ โดยเหตุผลที่แคมเปญเกาะออฟไลน์แห่งนี้เกิดขึ้นก็เพื่อให้ผู้คนได้ลดการใช้มือถือ ได้สัมผัสและโฟกัสกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น ซึ่งช่วยให้คุณได้พักผ่อนทั้งกายและใจอย่างแท้จริง โดยกิจกรรมบนเกาะมีตั้งแต่การเดินชมเส้นทางธรรมชาติ ว่ายน้ำ และไปส่องนก จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันพบว่าการใช้โซเชียลมีเดียสัมพันธ์กับโรคทางอารมณ์ อย่างความเครียด ภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล โรคการกินผิดปกติ และปัญหาอื่นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งการหยุดใช้โซเชียลมีเดียจึงอาจเป็นหนึ่งวิธีที่จะช่วยผ่อนคลายสมองและจิตใจจากข่าวหรือข้อมูลที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ที่มา:…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1201 days ago
Read More21/06/2023
วิจัยเผย! ความเหงาและโดดเดี่ยวสัมพันธ์กับการตายก่อนวัยอันควร
อย่างที่ บริตนีย์ สเปียร์ บอกไว้ในเพลง Baby One More Time ว่า ‘My loneliness is killing me’ หรือ ‘ความเหงากำลังฆ่าฉัน’ การเปรียบเปรยถึงความทุกข์ทรมานจากความเหงาหรือความโดดเดี่ยวจนกลายมาเป็นเพลงสุดไอคอนิกของยุค 90s แต่การศึกษาในปี 2023 อาจทำให้การเปรียบเปรยนี้กลายเป็นความจริงและมีความหมายแบบตรงตัว เพราะผลลัพธ์ทางการศึกษาพบว่าคนที่ต้องเผชิญกับความเหงาและสภาวะโดดเดี่ยวทางสังคมมีโอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คนเหงามีแค่ไหนในโลกยุคดิจิทัล? หากจั่วหัวว่าโลกยุคดิจิทัล หลายคนคงคิดว่าคนเหงาอาจมีไม่เท่าไหร่ เพราะโซเชียลมีเดียนั้นเชื่อมต่อผู้คนเอาไว้ แต่นั่นไม่เป็นความจริง เพราะการสำรวจจากหลายประเทศพบว่าประชากรเกินกว่าครึ่งนั้นรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว อย่างสหรัฐอเมริกามีคนที่ให้ความเห็นว่าตัวเองเป็นคนเหงา 52 เปอร์เซ็นต์ และ 55 เปอร์เซ็นต์จากการสำรวจในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผลสำรวจเก่าตั้งแต่ปี 2019 พบว่าคนไทยที่รู้สึกว่าตัวเองเหงาถึง 26 ล้านคน โดยกลุ่มคนวัยทำงานมากที่สุด ตามมาด้วยวัยเรียน นิยามความเหงา: ความรู้สึกด้านลบที่เกิดจากความไม่สอดคล้องของความสัมพันธ์ทางสังคมที่ตนเองได้รับกับที่ตนเองต้องการ หรือปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ณ เวลานั้นไม่สามารถเติมเต็มความพึงพอใจได้ แล้วการแยกตัวจากสังคมหรือสภาวะโดดเดี่ยวทางสังคมล่ะ? (Social Isolation) คุณอาจไม่คุณกับคำนี้สักเท่าไหร่ ผู้เชี่ยวชาญนิยามการแยกตัวจากสังคมเป็นการที่ใครคนหนึ่งขาดการเข้าสังคมหรือติดต่อกับคนอื่นเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม รวมถึงการเลือกที่จะอาศัยอยู่ตัวคนเดียวด้วย จากผลสำรวจในยุโรป…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1206 days ago
Read More21/06/2023
คอสเพลย์ ศาสตร์การก้าวข้ามตัวตนที่มากกว่างานอดิเรกและพัฒนาสุขภาพจิตของคุณได้
คอสเพลย์ (Cosplay) หนึ่งใน Soft Power อันทรงพลังจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่สร้างปรากฎการณ์ไปทั่วโลก ไล่ตามติดไปกับการ์ตูนญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นมังงะหรือแอนิเมชัน โดยทั่วไปการคอสเพลย์หมายถึงการเปลี่ยนแปลงตัวตนให้กลายไปเป็นตัวละครต่าง ๆ ทั้งการแต่งหน้า แต่งตัว หรือแม้แต่การสวมคาแรกเตอร์ของตัวละครนั้น แต่แค่ความชื่นชอบอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะการแต่งคอสเพลย์ต้องมีแพสชัน คนแต่งคอสเพลย์หรือคอสเพลเยอร์นั้นต้องใช้ทักษะทางด้านศิลปะและงานฝีมือมากมายเพื่อที่จะเข้าถึงการเป็นตัวละครนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าเป็นงานที่ใช้ทักษะและสมอง ซึ่งการแต่งคอสเพลย์ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของคุณได้ด้วย สุขภาพจิตที่ดีขึ้นผ่านการก้าวข้ามตัวตนด้วยการคอสเพลย์ บรรเทาความเครียด โดยปกติแล้ว เวลาที่คนเราได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่ชอบสามารถช่วยลดระดับความเครียดได้ ซึ่งการแต่งตัวเป็นตัวละครที่ตัวเองชื่นชอบนั้นไม่ต่างกับการแต่งตัวดี ๆ ออกไปนอกบ้านที่ช่วยสร้างความมั่นใจและสร้างความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง หรือจะเป็นการออกไปช้อปปิ้งเพื่อซื้อพรอป (พรอปเพอร์ตี: Property) หรืออุปกรณ์ประกอบในการแต่งตัวก็จะช่วยให้คุณเปลี่ยนบรรยากาศจากสถานที่เดิม ๆ นอกจากนี้ การสวมบทบาทตัวของตัวละครเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยคุณสลัดความเครียดที่ติดอยู่กับตัวตนเดิมของคุณออกและไปโฟกัสกับคาแรกเตอร์ของตัวละครที่คุณคอสเพลย์แทน ซึ่งอาจทำให้คุณได้ทำอะไรสนุก ๆ ที่ต่างไปจากชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผ่อนคลายและมีเวลาคิดเพื่อที่จัดการกับความเครียดหรือปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น ฝึกสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ การคอสเพลย์ไม่ใช่แค่การแต่งตัวด้วยชุดสำเร็จรูปเท่านั้น คอสเพลเยอร์หลายคนใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการแต่งหน้าเพื่อให้เหมือนกับตัวละครมากที่สุด โดยต้องอาศัยสมาธิและทักษะในการแต่งหน้าอย่างมหาศาล เพราะตัวละครส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะจากฝั่งญี่ปุ่นหรือฝั่งตะวันตกมีความแฟนซีและรายละเอียดมากกว่าการแต่งหน้าทั่วไปจึงต้องใช้เวลาในการแต่งและการฝึกฝนในระยะยาว ชุดในการคอสเพลย์ก็ไม่ใช่ว่าใส่แล้วจะเหมือนเลย คอสเพลเยอร์หลายคนทำชุดด้วยตัวเอง ตั้งแต่การออกแบบ เลือกสี เลือกลาย การใส่รายละเอียดในแต่ละจุด รวมถึงการตัดเย็บ การจะทำชุดให้เหมือนกับตัวละครที่อยู่แอนิเมชันนั้นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และการคิดพลิกแพลงอย่างมากเพื่อที่จะหาวัสดุที่เหมือนมาใช้ทำชุด คอสเพลเยอร์ไม่ได้คอสเพลย์เป็นตัวละครที่เป็นคนเพียงอย่างเดียว บางคนคอสเป็นหุ่นยนต์ก็ต้องมีการประกอบหรือสร้างพร็อพขึ้นมาใหม่ต้องใช้ทักษะในการประดิษฐ์ บางคนอาจต้องต่อวงจรไฟเพื่อให้ชุดเรืองแสงได้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อสวมชุดก็ต้องเคลื่อนไหวได้คล่องตัวด้วย การแต่งคอสเพลย์จึงต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในหลายด้านควบคู่กัน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1206 days ago
Read More20/06/2023
ลุกนั่ง-สก็อตจัมป์ บทลงโทษโรงเรียนไทยที่ผู้ใหญ่หลายคนไม่เคยจำ ทำไมถึงอันตราย?
ในแต่ละปี ประเทศไทยมักจะมีข่าวการบาดเจ็บหรือแม้แต่การเสียชีวิตจากการถูกทำโทษในสถานศึกษา ไม่ว่าจะโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ หนึ่งในบทลงโทษที่แสนเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยอันตรายหากไม่ได้ผ่านการคิดไตร่ตรองก่อน คือ การทำโทษด้วยการลุกนั่งหรือสก็อตจัมป์เป็นจำนวนหลายครั้ง โดย Hack for Health จะพามาทำความรู้จักกับบทลงโทษนี้กัน FYI: ลุกนั่ง = สควอท (Squat) ต่างจาก สก็อตจัมป์ หรือ สควอทจัมป์ (Squat jump) ที่ทำท่าลุกนั่งคล้ายกัน แต่จะเพิ่มการกระโดดเข้ามาในช่วงลุกขึ้น รู้จักกับการลุกนั่ง/สก็อตจัมป์ให้มากขึ้น ท่าลุกนั่งเป็นท่าการออกกำลังกายแบบบอดีเวท (Bodyweight training) ซึ่งช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลายส่วน ตั้งแต่กล้ามเนื้อสะโพก อุ้งเชิงกราน ต้นขาด้านหน้า น่อง และกล้ามเนื้อลำตัวด้านข้าง หากทำอย่างเหมาะสมจะสามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ ดีต่อสุขภาพ กระชับสัดส่วน และช่วยเพิ่มการเผาผลาญ พอท่านี้ได้ชื่อว่าเป็นท่าของการออกกำลังกาย เราจึงเห็นการทำโทษของสถาบันการศึกษาไทยในหลายแห่งตามข่าว ทั้งในอดีตและปัจจุบันใช้การลุกนั่งเป็นการทำโทษ โดยบอกหรืออ้างว่าเป็นการออกกำลังกาย เพราะเมื่อทำติดต่อกันมักจะทำให้รู้สึกเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า และสร้างความทรมานให้กับคนที่ทำได้ ทำไมการทำโทษด้วยการลุกนั่ง-สก็อตจัมป์ถึงอันตราย? การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างที่รู้กันว่าอะไรที่มากเกินหรือทำอย่างไม่ถูกต้องย่อมส่งผลเสียได้ การลุกนั่ง-สก็อตจัมป์ก็เช่นเดียวกัน การทำท่าลุกนั่งอย่างไม่ถูกต้อง การออกกำลังกายอย่างถูกต้องนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนที่ตาเห็น แม้ภาพการลุกนั่งของหลายคนก็เป็นแค่การย่อขาและยืนขึ้น แต่ในการทำจริงนั้นมีรายละเอียดที่ไม่ควรมองข้าม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1207 days ago
Read More16/06/2023
การศึกษาชี้! การกินของทอดเยอะ เสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล โดยเฉพาะในผู้ชายอายุน้อย
ของทอดเป็นรูปแบบอาหารที่อร่อยและเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ ลูกชิ้นทอด ไข่เจียว และอื่น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นคนส่วนใหญ่ก็รู้กันดีว่าอาหารประเภทนี้ให้พลังงานสูง การกินมากเกินไปอาจสามารถทำให้น้ำหนักขึ้น เกิดโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และโรคอื่น ๆ ตามมาได้ แต่นอกจากปัญหาสุขภาพทางกายแล้ว การศึกษาล่าสุดยังพบว่าการบริโภคของทอดอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลที่เป็นอาการทางจิตเวชด้วย โรคทางจิตเวชเหล่านี้เป็นโรคที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะสามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รวมถึงคนรอบข้างได้ อีกทั้งการรักษาส่วนใหญ่มักเป็นการรักษาระยะยาวและอาจมีความเฉพาะในการรักษาที่แตกต่างกันในแต่ละเคส การศึกษาชี้ การกินของทอดเพิ่มความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล การศึกษาชิ้นนี้เป็นการศึกษาจากประเทศจีน โดยทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากคนกว่า 140,728 คนในช่วง 11.3 ปี ทีมวิจัยพบว่ามีคนที่ได้รับการวินิฉัยภาวะซึมเศร้า 12,735 คนและภาวะวิตกกังวล 8,294 คน จุดร่วมกันของคนเหล่านี้คือการกินของทอด ในคนที่กินของทอดมากกว่า 1 ครั้ง/วันมีความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าสูงกว่า 12 เปอร์เซ็นต์และความเสี่ยงของภาวะวิตกกังวล 7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กินของทอดเลย โดยกลุ่มผู้ชายอายุน้อยเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะกินของทอดมากกว่า 1 เสิร์ฟ/ครั้ง คนกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่ต้องเจอกับภาวะดังกล่าวมากกว่า การศึกษานี้ยังบอกด้วยว่าการกินเมนูยอดฮิต อย่างเฟรนช์ฟรายส์เสี่ยงต่อภาวะทางอารมณ์เหล่านี้ได้มากกว่าการกินเนื้อสัตว์ทอดในกลุ่มเนื้อขาว อย่างไก่ทอดหรือปลาทอดราว 2 เปอร์เซ็นต์ ดร.เดวิด แคตซ์ (Dr. David Katz)…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1211 days ago
Read More14/06/2023
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า: สัญญาณ อาการ และทางเลือกในการรักษา
ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยตั้งแต่ปัจจัยทางชีวภาพ ปัจจัยทางจิตวิทยา ไปจนถึงปัจจัยทางสังคมที่อาศัยอยู่ แต่หากมองในมุมของการแพทย์ภาวะซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่เรียกว่าเซโรโทนิน ที่มีปริมาณลดลงจนทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความคิด โดยมีหลายปัจจัยเป็นตัวกระตุ้น เช่น สภาพจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดู ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความเสี่ยงทางด้านพันธุกรรม การสูญเสียครั้งใหญ่ หรือความเครียดสะสม แต่ลักษณะอาการและสัญญาณเตือนจะเป็นยังไงหรือมีแนวทางรักษาอย่างไรไปดู สัญญาณบ่งบอกอาการ หากคิดว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าแต่ยังไม่แน่ใจลองเช็กอาการต่อไปนี้เบื้องต้นดู อย่างไรก็ตามหากพบสัญญาณข้างต้นถือว่าเข้าข่ายการเป็นโรคซึมเศร้าแต่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แบบ 100% ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ ดังนั้นไปดูอาการเพิ่มเติมที่พบเห็นได้ ดังนี้ โดยผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการดังกล่าวมากจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม รู้สึกเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุ กลัวการอยู่กับคนเยอะ ๆ เป็นต้น แนวทางการรักษา สำหรับแนวทางในการรักษาภาวะซึมเศร้านั้นมีหลายวิธี คนไข้แต่ละคนจำเป็นต้องปรับการรักษาให้เหมาะสมกับระยะอาการ ดังนี้ 1. จิตบำบัด มีหลายรูปแบบ ดังนี้ 2. รักษาโดยใช้ยา ส่วนใหญ่การรักษาภาวะซึมเศร้าจะรักษาด้วยยา 2 กลุ่ม ดังนี้ 3. การรักษาด้วยไฟฟ้า TMS ใช้รักษาผู้มีภาวะซึมเศร้าที่มีอาการเรื้อรังมานาน รักษาไม่หาย และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาหรือวิธีอื่น ๆ วิธีการรักษา คือ ผู้ป่วยต้องได้รับการกระตุ้นด้วย TMS…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1213 days ago
Read MorePR Partners
See All09/10/2026
อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 2 hours ago
“กระทิง พูนผล” กลั่นบทเรียนจากความล้มเหลวตลอดเส้นทางชีวิต สู่หนังสือ “Unbeatable”
"กระทิง" เรืองโรจน์ พูนผล เปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ "Unbeatable วิธีบ่มเพาะตัวตนและจิตใจของ ‘ผู้ไม่ยอมแพ้’ ในทุกสถานการณ์" จากสำนักพิมพ์ KOOB ภายใต้แนวคิด "ต่อให้โลกโหดร้ายแค่ไหน ฉันจะไม่พ่ายแพ้" ต่อยอดจากหนังสือเล่มแรก "Move Heaven and Earth" ด้วยการกลั่นบทเรียนจากความล้มเหลว ตลอดเส้นทางการทำงานมาเป็นคู่มือลงมือทำที่วางระบบคิดเป็นพีระมิด 3 ระดับ ตั้งแต่การจัดการปัญหาและอารมณ์รายวัน การเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านตัวตน พร้อมต่อยอดทักษะ "Unbeatable" ผ่านชุมชนออนไลน์ ให้เป็นทักษะที่จำเป็นในปี 257008/10/2026
เครือซีพี เตรียมจัดงาน CP Innovation Exposition 2026 แสดงนวัตกรรมองค์กรและเวทีเสวนาเทคโนโลยี
บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ประกาศเตรียมจัดงาน "CP Innovation Exposition 2026" (งานมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน ครั้งที่ 9) ระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ภายใต้แนวคิด “RISE TOGETHER INNOVATE BEYOND” โดยเป็นการเปิดพื้นที่จัดแสดงผลงานวิจัย เทคโนโลยีเชิงอุตสาหกรรม และเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากวิทยากรในอุตสาหกรรมต่างๆ โครงสร้างกิจกรรมและ 8 หัวข้อการเสวนาเชิงเทคโนโลยี การจัดงานในปีนี้แบ่งออกเป็นกิจกรรมจัดแสดงผลงานและการบรรยายเชิงวิชาการ โดยกำหนดหัวข้อเสวนาหลัก 8 มิติ ได้แก่: การจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและการแข่งขัน HealthyLicious ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมจำนวน 90 รายการ จากหน่วยธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ใน 10 ประเทศ ครอบคลุมการปรับปรุงกระบวนการผลิต การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงบริหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยผลงานทั้งหมดจะเข้าร่วมการประเมินเพื่อรับรางวัล Chairman Awards ประจำปี นอกจากนี้ ยังมีการจัดการประกวดโครงการ "HealthyLicious"…เอกพล ชูเชิด | 1 days ago
Read More07/10/2026
มูลนิธิถันยรักษ์ฯ ร่วม ทรูปลูกปัญญา เปิดตัวแคมเปญ “เต้า ต้อง ตรวจ” เนื่องในวันมะเร็งเต้านมโลก พร้อมใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลคัดกรอง
มูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยโครงการทรูปลูกปัญญา จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันมะเร็งเต้านมโลก (7 ตุลาคม 2569) ภายใต้แนวคิด “เต้า ต้อง ตรวจ” เพื่อกระตุ้นการรับรู้เรื่องการตรวจคัดกรองโรคในระยะเริ่มต้น โดยเปิดตัวสื่อประชาสัมพันธ์ชุดใหม่ที่ได้ สุชาตา ช่วงศรี (Miss World 2025) มาร่วมถ่ายทอดข้อความรณรงค์ให้ผู้หญิงและประชาชนทั่วไปสังเกตความผิดปกติของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ สถานการณ์โรคมะเร็งเต้านมในปัจจุบันยังคงเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มผู้หญิงทั้งระดับสากลและประเทศไทย โดยข้อมูลสถิติระบุว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ราว 21,061 รายต่อปี คิดเป็น 23.5% ของผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในเพศหญิง ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติทางการแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชระบุว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะที่ 1 มีอัตราการรอดชีวิตที่ระยะเวลา 10 ปี สูงถึง 95% ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจพบในระยะแรกเริ่ม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการขยายเครือข่ายความร่วมมือ ในมิติของการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนงานสาธารณสุข โครงการนี้ได้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในการกระจายข้อมูล ดังนี้: ร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังในการส่งต่อโอกาสให้ผู้หญิงไทยเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้อย่างทั่วถึง ด้วยการบริจาคสมทบทุนมูลนิธิถันยรักษ์ฯ เพื่อสนับสนุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น โดยเงินบริจาคสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์ถันยรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช…เอกพล ชูเชิด | 2 days ago
Read More07/10/2026
เครือซีพีเปิดเวที Dolphin Tank ภายใต้หลักสูตร CP-CoEX AI Business Accelerator ทดสอบ 7 โครงการ AI ร่วมกับ 11 พันธมิตรเทคโนโลยี ตั้งเป้าสร้างผลกระทบทางธุรกิจ 10 เท่า
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จัดการนำเสนอผลงานรอบแรก Dolphin Tank ภายใต้หลักสูตรบ่มเพาะธุรกิจ CP-CoEX AI Business Accelerator รุ่นที่ 1 หลังผ่านการพัฒนาร่วมกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ จากระยะเวลาหลักสูตรทั้งหมด 12 สัปดาห์ โดยดึงบุคลากรจากบริษัทในเครือจับคู่กับ 11 พันธมิตรเทคโนโลยีและองค์กรชั้นนำ เพื่อพัฒนาโซลูชันปัญญาประดิษฐ์ (AI) บนโจทย์การดำเนินงานจริง มุ่งเป้าสร้างผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact) ในระดับ 10 เท่า ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า วัตถุประสงค์หลักของโครงการมุ่งเน้นการสร้างบุคลากรที่มีความเข้าใจทั้งบริบทธุรกิจและขีดความสามารถทางเทคโนโลยี โดยใช้กรอบแนวคิด “Dolphin” ที่สะท้อนคุณสมบัติ 4 ด้าน ได้แก่ ความเร็ว (Speed), ความฉลาด (Intelligence), ความยืดหยุ่นคล่องตัว (Agility) และการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ซึ่งเวที Dolphin Tank ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดสอบสมมติฐาน ความเป็นไปได้…ทีมคอนเทนต์ BT | 2 days ago
Read More































