Tags
| โลกร้อน
27/07/2026
Worawalan | 71 days ago
เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในอนาคตมนุษย์จะอยู่อย่างไร ?
ทุกวันนี้ โลกกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงมากกว่าเดิม ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า รวมถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป มนุษย์จะใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างไรในอนาคต รายงานล่าสุดจาก IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ได้ระบุว่า ถึงเราจะยังสามารถลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ แต่ผลกระทบบางส่วนได้เกิดขึ้นแล้วและหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้น นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว มนุษย์ยังต้องเร่ง "ปรับตัว" เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงต่อไปได้ เมืองอาจต้องถูกออกแบบใหม่ ถ้าหากในอนาคตอุณหภูมิยังคงที่สูงขึ้น เมืองต่าง ๆ อาจต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อให้ผู้คนยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดความร้อน สร้างระบบกักเก็บน้ำเพื่อรับมือน้ำท่วม ใช้วัสดุสะท้อนความร้อนกับอาคาร รวมถึงออกแบบบ้านและสิ่งปลูกสร้างให้รองรับคลื่นความร้อนและสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น IPCC ได้มองว่า การลงทุนเพื่อการปรับตัวเหล่านี้ไม่ใช่เพียง "ทางเลือก" แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศจำเป็นต้องทำ หากต้องการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว วิธีทำงานและการใช้ชีวิตอาจเปลี่ยนไป เมื่อวันที่อากาศร้อนจัดเกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม หลายประเทศอาจต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น เปลี่ยนเวลาทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน พัฒนาระบบเตือนภัยคลื่นความร้อน เพิ่มพื้นที่สาธารณะที่มีร่มเงาหรือเครื่องปรับอากาศ รวมถึงนำเทคโนโลยีมาช่วยลดการใช้พลังงานในบ้านและอาคารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาหารและน้ำจะยิ่งมีความสำคัญ สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้การเพาะปลูกทำได้ยากขึ้น หลายพื้นที่อาจต้องปลูกพืชที่ทนแล้งมากกว่าเดิม เพื่อช่วยให้สามารถใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้มากขึ้น…04/06/2025
นักวิจัยชี้ ! ปลูกป่าช่วยโลกเย็นลงได้จริง แต่ยังไม่พอที่จะชดเชยผลกระทบจากฝีมือมนุษย์
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ (UC Riverside) ชี้ว่าการฟื้นฟูป่าที่สูญหายตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมอาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงราว 0.34 °C หรือประมาณหนึ่งในสี่ของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นแล้ว ตามแบบจำลองที่ตีพิมพ์ในวารสาร Communications Earth & Environment แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากฝีมือมนุษย์ ในปัจจุบัน เชื่อกันว่าโลกของเราได้สูญเสียต้นไม้ไปเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 3 ล้านล้านต้น นับตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งทีมนักวิจัยได้สร้างแบบจำลองสมมุติให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าราว 12 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเกือบ 1.35 เท่าของสหรัฐฯ ใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้ 1 ล้านล้านต้น หากฟื้นฟูป่าได้ตามสมมุติฐานนี้ อุณหภูมิโลกจะลดลง 0.34 °C ซึ่งอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลบล้างความร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยฝีมือของมนุษย์ บ็อบ อัลเลน (Bob Allen) นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและหัวหน้าทีมวิจัย UC Riverside ให้ความเห็นว่า การปลูกป่าไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่ก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง ประโยชน์ของต้นไม้ที่มากกว่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นไม้ยังปล่อยสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้ตามธรรมชาติ (BVOCs) ที่ไปจับกับก๊าซอื่น ๆ ในบรรยากาศ ก่อตัวเป็นละอองขนาดเล็ก ซึ่งช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์และกระตุ้นการก่อตัวของเมฆ สองกระบวนการนี้ช่วยลดความร้อนของโลกได้ ซึ่งโมเดลในการคำนวณสภาพอากาศส่วนใหญ่ไม่ได้รวมทั้งสองคุณสมบัตินี้เข้าไป หากรวมเข้าไปจะทำให้ผลลัพธ์ของการเพิ่มพื้นที่ป่าในการลดอุณหภูมิโลกชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ แบบจำลองสมมุติในงานวิจัยนี้ยังพบด้วยว่าการปลูกป่าสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองภายในชั้นบรรยากาศในภูมิภาคซีกโลกเหนือได้ 2.5 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยยอมรับว่าสถานการณ์จำลองในงานวิจัยนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 488 days ago
Read More11/03/2025
MIT เตือน ! ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียม และอาจทำให้มันชนกันแบบไม่สิ้นสุด
เมื่อพูดถึงก๊าซเรือนกระจก เรามักจะนึกถึงโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรืออากาศแปรปรวน ซึ่งเกิดขึ้นบนพื้นโลก หรือบรรยากาศที่เราสัมผัสได้ แต่ใครจะไปคิดว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียมได้ด้วย ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ทั้งในแง่การสื่อสาร นำทาง พยากรณ์อากาศ หรือแม้กระทั่งในระบบการเงินและการธนาคาร งานวิจัยล่าสุดจาก MIT ได้เปิดเผยการค้นพบผ่านวารสาร Nature Sustainability ว่า ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อชั้นบรรยากาศ “เทอร์โมสเฟียร์” (Thermosphere) ซึ่งเป็นชั้นที่ดาวเทียมส่วนใหญ่โคจรอยู่ และอาจทำให้เกิดการชนกันของดาวเทียม ปรากฏการณ์เรือนกระจกอาจทำให้ดาวเทียมชนกัน อย่างที่เรารู้กันว่าก๊าซเรือนกระจกนั้นถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้น ในลักษณะคล้ายกับโดมที่ครอบโลกของเราไว้ สร้างผลกระทบในแง่ของอุณหภูมิและความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ซึ่งการสะสมของก๊าซเรือนกระจกทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์ลดลง ชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์มีระดับความสูง 90–800 กิโลเมตรเหนือโลกของเรา และมีความหนาแน่นสูง ซึ่งนอกจากที่เราจะใช้ชั้นบรรยากาศนี้ในการสร้างวงโคจรของดาวเทียมแล้ว เมื่อดาวเทียมสิ้นอายุการใช้งานและตกลงสู่พื้นโลก เศษซากดาวเทียมเก่าจะถูกเผาไหม้ผ่านความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ลดความเสี่ยงการชนกันของวัตถุในวงโคจรเดียวกัน ดังนั้น เมื่อก๊าซเรือนกระจกสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศในชั้นเทอร์โมสเฟียร์ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ดาวเทียมที่ปลดระวางจะคงเหลือเศษซากอยู่ในวงโคจร จนอาจเกิดการชนกันของดาวเทียม ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกได้ ภัยคุกคามจากการสะสมของเศษซากในอวกาศ ปัจจุบันมีดาวเทียมมากกว่า 10,000 ดวงที่โคจรรอบโลกในวงโคจรระดับต่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้บริการอินเทอร์เน็ต การนำทาง และการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม แม้ท้องฟ้าที่เรามองเห็นว่าช่างแสนกว้างใหญ่นั้นอาจกำลังถูกถมด้วยการเพิ่มดาวเทียมเข้าไปในวงโคจรอีกมหาศาล จากธุรกิจที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาลที่เรียกกันว่า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 573 days ago
Read More02/09/2024
นักวิจัยสิงคโปร์คิดค้นสีที่ทำให้เมืองเย็นลง 1.5 องศาเซลเซียส
เราน่าจะเคยได้ยินเรื่องสีทาบ้านที่ทาแล้วช่วยลดความร้อนกันมาบ้าง แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถทำให้เมืองทั้งเมืองเย็นลงได้ด้วยการทาสี ยิ่งในเขตร้อนชื้น อย่างประเทศไทย และกรุงเทพฯ งานวิจัยนี้ได้ทดลองนำสีชนิดใหม่ที่คิดค้นขึ้นไปทาตามจุดต่าง ๆ ของเมือง อย่างกำแพง หลังคา ถนน และทางเท้า ซึ่งทีมนักวิจัยได้เก็บข้อมูลการไหลเวียนอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และรังสียูวีเป็นเวลากว่า 2 เดือน เปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ที่ทาสีชนิดใหม่ และพื้นที่ที่ไม่ได้ทา จากการสรุปข้อมูลพบว่าพื้นที่ที่ทาสีระบายความร้อนจากสิ่งก่อสร้างได้ดีกว่าพื้นที่ที่ไม่ทาสีถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และสามารถลดอุณหภูมิได้มากสุด 2 องศาเซลเซียสในช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน เมื่อเทียบหลังคาปกติ กับหลังคาที่ทาสีชนิดนี้ พบว่าหลังคาที่ทาสีชนิดนี้สามารถสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ และสะสมความร้อนลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน โดยสิ่งที่ทีมนักวิจัยได้ใส่เข้าไปในสีชนิดนี้ คือสารเคมีที่ช่วยสะท้อนความร้อน ซึ่งช่วยให้พื้นที่เมืองเหมาะกับการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตมากขึ้น งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยชิ้นแรกในโลกที่มีการทดสอบให้เห็นชัดเจน ว่าสีทาภายนอกสามารถช่วยลดอุณหภูมิของอาคารและพื้นที่ต่าง ๆ ได้จริง ซึ่งการใช้สีกลุ่มนี้ก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่อาจช่วยให้ที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่ต่าง ๆ ภายในเมืองน่าอยู่มากขึ้น ท่ามกลางภาวะโลกเดือดที่รุนแรงมากขึ้นทุกวันภูษิต เรืองอุดมกิจ | 763 days ago
Read More29/04/2019
โลกร้อนทำพิษ! เพนกวินจักรพรรดิกว่า 1,000 ตัวต้องอพยพเพราะน้ำแข็งละลาย
ภาวะโลกร้อน และ สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปไม่เพียงแต่ทำให้อุณหภูมิในประเทศต่างๆ นั้นพุ่งสูงขึ้น หรือหนาวมากกว่าเดิมเท่านั้น แต่สำหรับ Antarctica ทวีปที่อยู่ใต้สุดของโลก ก็ได้รับผลกระทบส่งผลให้น้ำแข็งละลายลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย ปัญหาน้ำแข็งละลายในเขต Antarctica นั้นมีมานานตั้งแต่ปี 2016 และยังคงทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากสภาพอากาศที่เลวร้ายมากขึ้นในทุกๆวัน ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แต่มันยังส่งผลต่อ 'เพนกวินจักรพรรดิ' ที่อาศัยอยู่ในเขต Brunt Ice Shelf นั้นอีกด้วย สำนักข่าว British Antarctic Survey (BAS) รายงานว่า เนื่องจากน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่อยู่ของเพนกวินเหล่านี้ถูกทำลายลง ทำให้อัตราการให้กำเนิดเพนกวินใหม่ลดน้อยลงตาม จากการสำรวจภาพจากดาวเทียมการสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งไปทำให้ Drs Peter Fretwell และ Phil Trathan พบว่า Halley Bay colony พื้นที่ที่เคยพบสัตว์ได้หลากหลายสายพันธุ์นั้นมีค่าเฉลี่ยลดลงเพียงชั่วข้ามคืน เพนกวินจักรพรรดิ เป็นเพนกวินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และ หนักมากที่สุดในตระกูลเพนกวิน พวกมันจำเป็นต้องอาศัยแผ่นน้ำแข็งในการสืบพันธุ์และวางไข่ จนลูกเพนกวินออกจากไข่และสามารถว่ายน้ำได้ พวกมันจะใช้ช่วงสืบพันธุ์จนลูกนกพร้อมสู่โลกกว้างตั้งแต่เดือนเมษายน - ธันวาคม แต่หากน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นกว่าเดิม นั่นหมายความว่านอกจากเพนกวินจะไม่มีที่สำหรับการสีบพันธุ์แล้ว แต่มันหมายถึงการบังคับให้ลูกนกเพนกวินออกไปสู่โลกกว้างเร็วขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม ซึ่งเพิ่มอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่าเดิม Dr…Natnaree TK | 2716 days ago
Read More07/04/2019
เข้าขั้นวิกฤติ! ปริมาณ CO2 ในขั้นบรรยากาศมากเกินไป จนต้นไม้ช่วยเราไม่ได้อีกแล้ว
ในปัจจุบันมนุษย์เป็นตัวการหลักที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ 30-40 ตัน/ปี และหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันจะย้อนกลับมาทำลายวิถีชีวิตของเรา และสิ่งที่เราควรทำคือลด Carbon dioxide ในชั้นบรรยากาศลง อีกหนึ่งทางทีดีไม่แพ้การลดการปล่อยก๊าซดังกล่าว คือการช่วยกันปลูกต้นไม้ ต้นไม้ใช้ Carbon dioxice ส่วนเราก็ได้ Oxygen จากต้นไม้ Win-Win ทั้งคู่ แต่ตอนนี้มันไม่ง่ายอย่างนั้นเสียแล้ว งานวิจัยล่าสุดพบว่าโลกของเราแทบไม่มีพื้นที่เหลือไว้สำหรับปลูกต้นไม้ให้เพียงพอต่อการลดปริมาณ Carbon Dioxide ให้ลงมาอยู่ตามเกณฑ์แล้ว เพราะหากว่ากันจริงๆ เราต้องปลูกต้นไม้ให้เต็มพื้นที่ของประเทศอเมริกา ถึงจะเพียงพอต่อการลด Carbon Dioxide 10% จากปริมาณที่เราปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศทุกๆ ปี และหากเรานำพื้นที่อื่นไปปลูกต้นไม้ ก็อาจทำให้คนอีกหลายล้านคนประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารได้เช่นกัน ตอนนี้โลกของเรากำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ สิ่งใดที่สามารถช่วยกันดูแลโลกของเราได้ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือนะคะ อ้างอิงNatnaree TK | 2738 days ago
Read MorePR Partners
See All05/10/2026
รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 17 hours ago
ปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ระดับโลก สยามพิวรรธน์ เปิดตัว “ไอคอนภูเก็ต” อภิมหาโครงการ 10,000 ล้านบาท สานฝันสัญลักษณ์แดนใต้
มงลงภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อย สำหรับไอคอนแห่งที่สอง หลังกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้สร้างปรากฏการณ์พลิกโฉมวงการรีเทลและอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกเจ้าของผลงานความสำเร็จอย่าง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ รวมถึงการร่วมสร้างไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ เดินหน้าประกาศแผนยุทธศาสตร์ครั้งประวัติศาสตร์ นำศักยภาพและความเชี่ยวชาญก้าวออกนอกกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก สู่การเนรมิต “ไอคอนภูเก็ต” (ICONPHUKET) อภิมหาโครงการเมืองแห่งความรุ่งเรือง มูลค่าการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท บนทำเลยุทธศาสตร์อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572 ตลอดระยะเวลากว่า 67 ปี สยามพิวรรธน์พิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์โครงการต้นแบบที่ครองใจผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะความสำเร็จของ05/10/2026
INSIGNIA ร่วมกับ สยามพิวรรธน์ เปิดประสบการณ์ “A Taste of INSIGNIA” พร้อมมอบไลฟ์สไตล์สุดพรีเมียมระดับโลกสู่ประเทศไทย
อินซิกเนีย (Insignia) ผู้นำระดับโลกด้านการบริหารจัดการไลฟ์สไตล์แบบเฉพาะบุคคล และโซลูชันการชำระเงินระดับอัลตราพรีเมียม ประกาศรุกตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญกับ สยามพิวรรธน์ ผู้นำธุรกิจลักเชอรีรีเทลระดับโลก เพื่อส่งมอบประสบการณ์และเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สูง (HNW) ในประเทศไทย การเปิดตัวภายใต้แนวคิด “A Taste of Insignia” หรือปฐมบทแห่งประสบการณ์สุดเอกซ์คลูซิฟ (Unlock the World of Insignia) นี้ เป็นการนำเสนอบริการ โซลูชันทางการเงิน และเครือข่ายระดับสากลอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งรวมถึงการเผยโฉม Billionaire Jewellery Card บัตรชำระเงินระดับอัลตราพรีเมียมในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมถ่ายทอดห้าองค์ประกอบสำคัญ (5 Pillars) ที่สะท้อนความเป็น Insignia ได้แก่ อิสรภาพ (Freedom) ความพิถีพิถัน (Craftsmanship) ความทุ่มเท (Dedication) การเข้าถึง (Access) และความเป็นไปได้ (Possibility) การนำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษของ Insignia ณ กรุงเทพมหานครครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกับ สยามพิวรรธน์ ผู้นำ เจ้าของ…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 17 hours ago
Read More05/10/2026
สธ. ร่วมกับ ทรู ทดสอบระบบ Medical Drone ในพื้นที่แม่แจ่ม ขยายผลจากปัวโมเดลสู่แพลตฟอร์มการส่งมอบยาและเวชภัณฑ์ทางอากาศ
กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดกิจกรรมทดสอบการใช้อากาศยานไร้คนขับสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ (Medical Drone) ณ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเป็นการพัฒนาและขยายผลจาก “ปัวโมเดล” ในจังหวัดน่าน เพื่อประเมินประสิทธิภาพการขนส่งยา เวชภัณฑ์ และสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงยาก การพัฒนาระบบและการทดสอบในพื้นที่จริง โครงการดังกล่าวเป็นการยกระดับระบบ True SkyBridge สู่การเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการขนส่งทางอากาศยานไร้คนขับที่ทำงานร่วมกับระบบติดตามภารกิจและข้อมูลแผนที่ภูมิประเทศ โดยมีการทดสอบในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มผ่าน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่: แผนการดำเนินงานและการประเมินในระยะถัดไป นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม ของทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุตรงกันว่า เป้าหมายของการทดสอบครั้งนี้คือการเก็บข้อมูลเชิงประเมิน ทั้งด้านความปลอดภัย ระยะเวลาการบิน…เอกพล ชูเชิด | 23 hours ago
Read More02/10/2026
ทรูพร้อมเคียงข้างคนไทยในยามวิกฤต รวมพลังผู้บริหารและพนักงานส่งน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องและอุทกภัยในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงและการเดินทางที่ไม่สะดวก ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงเดินหน้าภารกิจ “ทรูเพื่อคนไทย” อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน และอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลาของวิกฤต ล่าสุด เครือเจริญโภคภัณฑ์ นำโดย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมด้วยผู้บริหารนำโดย คุณมนัสส์ มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านประสบการณ์ลูกค้าและธุรกิจรีเทล, คุณชารัด เมห์โรทรา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจลูกค้าบุคคล และคุณฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ พร้อมด้วยทีมงานทรูลงพื้นที่เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อส่งมอบความห่วงใยโดยมอบถุงกำลังใจ ตั้งจุดชาร์จไฟที่ 7-11 และมอบซิมทรู ดีแทค แก่พี่น้องประชาชนและชุมชนผู้ประสบอุทกภัย การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ “ทรูเพื่อคนไทย” ที่มุ่งดูแลประชาชนในช่วงสถานการณ์วิกฤตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันและการดูแลด้านการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อกับครอบครัว เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และประสานความช่วยเหลือได้ พร้อมเดินหน้าเคียงข้างชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้ผ่านสถานการณ์ไปด้วยกัน เคียงข้างชุมชน ดูแลการสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วม ควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชน ทรูยังระดมทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ภาคสนามดูแลโครงข่ายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 3 days ago
Read More















