Tags
| สุขภาพจิต
18/07/2024
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 569 days ago
การเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดบ่งบอกบุคลิกภาพของเจ้าของ
การเลี้ยงสัตว์เป็นสิ่งที่หลายคนเลือกทำเพื่อเพิ่มความสุขและสีสันในชีวิต สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดไม่เพียงแค่เป็นเพื่อนที่ดี แต่ยังสะท้อนถึงบุคลิกภาพและลักษณะเฉพาะตัวของเจ้าของด้วย การเลือกเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ นอกจากจะบ่งบอกถึงความชื่นชอบส่วนตัวแล้ว ยังสามารถบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเจ้าของได้เช่นกัน การเลี้ยงสัตว์เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้ฝึกฝนความรับผิดชอบ ความอดทน และการดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของเรา ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงยังสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเราอีกด้วย มาดูกันว่า การเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับบุคลิกภาพของเจ้าของได้บ้าง 1. สุนัข บุคลิกภาพ: ผู้ที่เลี้ยงสุนัขมักจะเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ชอบเข้าสังคม และมีความอดทน สุนัขเป็นสัตว์ที่ต้องการการดูแลและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของมีความรับผิดชอบและใส่ใจในสุขภาพของสัตว์เลี้ยง 2. แมว บุคลิกภาพ: คนที่เลี้ยงแมวมักจะเป็นคนที่มีความเป็นอิสระ ชอบความสงบ และมีความคิดสร้างสรรค์ แมวเป็นสัตว์ที่ดูแลตัวเองได้ดี และต้องการพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของมีความเข้าใจและเคารพในความเป็นอิสระของผู้อื่น 3. นก บุคลิกภาพ: เจ้าของนกมักจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ รักความสวยงาม และมีความสงบ นกเป็นสัตว์ที่มีสีสันและเสียงร้องที่ไพเราะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของชื่นชอบความงามและความรื่นรมย์ในชีวิต 4. ปลา บุคลิกภาพ: คนที่เลี้ยงปลามักจะเป็นคนที่มีความใจเย็น ใส่ใจในรายละเอียด และมีความสงบ การดูแลตู้ปลาให้สะอาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับปลา ต้องการความอดทนและการดูแลอย่างต่อเนื่อง 5. หนูแฮมสเตอร์ หรือหนูตะเภา บุคลิกภาพ: เจ้าของหนูแฮมสเตอร์หรือหนูตะเภามักจะเป็นคนที่ชอบความน่ารัก ความสนุกสนาน และมีความเป็นเด็กในใจ หนูเหล่านี้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและชอบเล่น ซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของมีความใส่ใจและชื่นชอบความสนุกสนานในชีวิต…23/05/2024
Digital Wellbeing: สมดุลชีวิตดิจิทัลเพื่อสุขภาวะที่ดีของวัยทำงาน
“ทุกวันนี้ เรากำลังควบคุมเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีกำลังควบคุมเรา ?” ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนเป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน รวมทั้งการติดต่อสื่อสาร การหาข้อมูลความรู้ และความบันเทิงต่าง ๆ จนบางครั้งเราอาจละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า การใช้เทคโนโลยีที่มากจนเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตาพร่ามัว นอนหลับยาก เครียด วิตกกังวล เป็นต้น การมี Digital Wellbeing หรือ สุขภาวะดิจิทัล จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับวัยทำงาน รวมไปถึงพลเมืองดิจิทัลทุกคน บทความนี้จะนำเสนอเทคนิคการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเพื่อให้วัยทำงานสามารถสร้างสมดุลชีวิตดิจิทัลแบบง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน และแนะนำการใช้แอปพลิเคชันเพื่อสร้าง Digital Wellbeing ผ่านอุปกรณ์ที่คุณมี Digital Wellbeing หรือ สุขภาวะดิจิทัล หมายถึง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในเชิงบวก เพื่อส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความเป็นอยู่ที่ดี โดยไม่ให้ส่งผลเสียต่อชีวิตประจำวันและมีสุขภาพที่ดี ทำไม Digital Wellbeing จึงสำคัญสำหรับวัยทำงาน? วิธีสร้าง Digital Wellbeing การใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราทั้งร่างกายและจิตใจ จึงควรจำกัดเวลาการใช้หน้าจอ โดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 8…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 625 days ago
Read More20/05/2024
Internalized Misogyny เมื่อผู้หญิงเกลียดความเป็นผู้หญิง สิ่งนี้คืออะไรกันนะ?
Internalized Misogyny คือปรากฏการณ์ “ผู้หญิงเกลียดผู้หญิงด้วยกันเอง” เมื่อมีการ “หมั่นไส้” กันเกิดขึ้น ก็จะมีการแสดงออกด้วยการพูดเหน็บแนม หรือการยกตัวเองให้สูงกว่าคนที่ตัวเองเกลียด ทั้งนี้ก็เพื่อลดทอน “คุณค่า” ของความเป็นหญิงด้วยกันเอง ผู้หญิงที่จะตกเป็นเหยื่อ ของการเหยียดแบบ Internalized Misogyny คือผู้หญิงที่มีความอ่อนหวาน มีความเป็นผู้หญิงแบบสุด ๆ หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า “แอ๊บแบ๊ว” หรือผู้หญิงที่มีความสวยตามหลักการ Beauty standard และชอบแต่งตัว Sexy มี Sex appeal สูง ก็อาจจะถูกเหยียดว่า ที่แต่งตัวสวยเพราะจะไปยั่วผู้ชาย เป็นต้น การเหยียดแบบ Internalized Misogyny ที่พบเห็นได้บ่อย เช่น นอกจากนี้ยังมีการเหยียดอีกประเภทหนึ่ง ที่กำลังมาแรงในโลกออนไลน์ เรียกว่า “Pick Me Girl” เป็นคำที่ใช้ในการแสดงออกว่า “ฉันไม่เหมือนผู้หญิงทั่ว ๆ ไป” หรือ “I'm not like the…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 628 days ago
Read More20/05/2024
เทคนิคการสื่อสารระหว่างคู่รัก เพื่อความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน คุยยังไงให้ไม่ทะเลาะ ?!
เพราะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จัดเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ถ้าวันนี้คุณกำลังมีปัญหากังวลใจ อยากคุยเปิดอกกับแฟน แต่ก็กลัวจะกลายเป็นการกระตุ้นทำให้เกิดการทะเลาะกัน ซึ่งปัญหาก็อาจจะเลวร้ายลงมากขึ้นเข้าไปอีก วันนี้เราก็มีเคล็ดลับในการสื่อสารดี ๆ มาฝาก 1. เพิ่มการสื่อสารเชิงบวก และลดพฤติกรรมเชิงลบ สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารไปในทางบวก อย่าใช้คำพูดที่คนฟังแล้วจะรู้สึกไม่ดีอย่างเด็ดขาด ! และแทนที่จะกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้ว ให้พยายามเน้นพูดคุยไปในเรื่องของวิธีการแก้ปัญหาจะดีกว่า 2. มีการใช้ภาษากายที่เหมาะสม เช่น จับมือของแฟนเอาไว้เบา ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบเยือกเย็น ไม่ใส่อารมณ์ เน้นโทนเสียงราบเรียบ และไม่ใช่คำพูดที่ไม่สุภาพ ส่วนภาษากายที่ไม่ควรทำ เช่น เอามือเท้าสะเอว กอดอก หรือการชี้หน้าใส่กัน 3. ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความเห็นเหมือนกันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่สนิทกันมากขนาดไหน ก็ไม่ได้หมายความว่า คนเราทุกคนจะต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ดังนั้นถ้าแฟนของคุณกำลังอธิบายเรื่องที่คุณไม่เห็นด้วย คุณก็ควรวางตัวนิ่งสงบ ไม่พูดแทรก และพยายามทำความเข้าใจในมุมมองที่แฟนคุณกำลังสื่อออกมา เพื่อพยายามหาทางแก้ปัญหาให้มีความสมดุลกับทั้ง 2 ฝ่าย การสื่อสารระหว่างคู่รักที่ดี เพื่อทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน หัวใจหลักก็คือ การหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่การที่จ้องจะตำหนิ หรือเอาชนะอีกฝ่าย เป็นการพูดเพื่อปรับตัวเข้าหากันให้ดีขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายแล้วเราเชื่อว่าถ้าคุณทำทุกอย่างโดยมี “ความรักเป็นที่ตั้ง” อีกฝ่ายก็จะเปิดใจรับฟังคุณอย่างแน่นอนภูษิต เรืองอุดมกิจ | 628 days ago
Read More11/08/2023
อยากได้ อยากมี เหมือนคนอื่น เพราะเสพโซเชียลมากไป!
พฤติกรรมเสพติดของผู้ใช้โซเชียลมีเดียอาจแตกต่างกันไป แต่อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้มากที่สุด และมักจะทำให้ผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียขาดความพอดีในการใช้ชีวิต คือ มีความรู้สึกเครียด หรือมีความวิตกกังวลเมื่อเห็นความสำเร็จ ทรัพย์สมบัติ หรือความสุขของผู้อื่น สิ่งนี้จะนำไปสู่การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเลียนแบบความสำเร็จ หรืออยากได้อย่างมีสิ่งของตามผู้อื่น และถ้าสิ่งของเหล่านั้นมีราคาสูงเกินกว่าที่จะซื้อไหว หรือคุณรู้สึกยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าผู้อื่น ก็จะนำไปสู่ความรู้สึกไม่คู่ควร มีความนับถือตนเองต่ำ และมีความยากลำบากในการยอมรับตนเอง ซึ่งสิ่งนี้สามารถสร้างผลกระทบทางจิตได้อย่างมาก ผลกระทบของการเสพติดโซเชียล ร้ายกว่าที่คิด ผลของการเสพติดโซเชียลมีเดีย และทำให้เกิดความรู้สึกอยากได้อยากมี มีความรู้สึกอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น เป็นการจัดการอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่มีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพตนเอง และสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่โดยรวมของคุณได้อย่างมาก โดยเฉพาะ สื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความอิจฉา หรือทำให้เกิดความนับถือในตัวเองต่ำ ได้อย่างไร? จากข้อมูลของ Afridi พบว่า อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย ทำให้เราเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น และรับรู้ถึงสิ่งที่คนอื่นกำลังทำได้แบบ Real Time และสิ่งนี้สามารถนำไปสู่พฤติกรรมเปรียบเทียบได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดการฟูมฟักความอิจฉาได้อีกด้วย การวิจัยพบว่าในบางคน ความรู้สึกอิจฉา อยากได้อยากมี รู้สึกด้อยค่าในตัวเองเพิ่มขึ้นจากการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งก่อนที่จะมีสื่อสังคมออนไลน์ มนุษย์เราก็มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับวงสังคมใกล้เคียงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนบ้าน เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือคนอื่น ๆ ที่เรารู้จัก…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 911 days ago
Read More04/08/2023
ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ในวันที่โลกไม่ได้ใจดีกับคุณ
ชีวิตคนเราไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเสมอไป เมื่อความท้าทายที่คุณเผชิญอยู่ยากเกินกว่าที่จะรับมือ อาจทำให้สุขภาพทางอารมณ์ของคุณต้องเสียไปอย่างง่ายดาย อาจต้องถึงเวลาที่คุณควรจะหันมาดูแลร่างกายและจิตใจของตนเองเสียที วิธีการดูแลตนเองนั้นไม่เหมือนกันทุกคน เพราะทุกคนต่างมีความชอบ และความต้องการที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องคิดถึงความต้องการในปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และการดูแลตนเองที่เหมาะกับกิจวัตรประจำวัน ทำความเข้าใจตัวเอง หากคุณอยากหันมาให้เวลาใส่ใจร่างกายและจิตใจของตัวเองมากขึ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สิ่งแรกให้คุณลองตั้งคำถามกับตัวเอง ดังต่อไปนี้ 1.ฉันเห็นด้วยกับวิธีที่คนอื่นใช้หรือไม่ ? แผนการดูแลตัวเองของคุณจะไม่มีประโยชน์มากนัก หากคุณไม่นำไปปฏิบัติ บางทีคุณอาจได้อ่านเกี่ยวกับประโยชน์ของการทำสวนและต้องการเริ่มทำสวน แต่คุณไม่ชอบดิน ด้วง และหนอน แม้ว่าคุณจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่คุณไม่ชอบ โปรดจำไว้ว่าคุณมีตัวเลือกอื่นมากมายที่เหมาะสมสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อบำบัดจิตใจตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามวิธีของคนอื่น 2.การเงินเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ ? สมมุติว่าคุณตัดสินใจจ่ายค่าฟิตเนส หรือโรงยิมราคาแพง โดยมีเป้าหมายเพื่อออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่หากคุณหยุดออกกำลังกายไปเพียงสัปดาห์ละครั้ง แล้วคุณรู้สึกเครียดจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป มากกว่าการเติมพลังจากกิจกรรมนี้ แปลว่าสิ่งนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะใช้เงินกับสิ่งที่ได้ผลจริง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารกลับบ้านในคืนที่ทำงานอย่างหนัก แทนที่จะพยายามทำอาหารกินเอง จะเรียกว่าเป็นการใช้เงินแก้ปัญหาที่แลกมาด้วยความคุ้มค่า คือ ให้ร่างกายของคุณได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าบ้าง 3.ฉันพยายามทำเกินไปหรือเปล่า ? คุณสามารถทำลายตัวเอง ทั้งที่คุณตั้งใจจะดูแลตนเองแท้ ๆ การมีตารางกิจกรรมมากเกินไปเพื่อเสริมสร้างสุขภาพอาจทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ แต่ขณะเดียวกันอะไรที่มากเกินไปก็อาจเป็นภาระได้เช่นกัน แม้กระทั่งเรื่องสนุก ๆ ก็อาจจะเพิ่มความเครียดให้คุณได้ เนื่องจากสิ่งนี้ทำให้คุณไม่มีเวลามานั่งคิดทบทวนความคิดของตัวเอง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 918 days ago
Read More04/08/2023
จัดการกับความรู้สึกวิตกกังวลในความสัมพันธ์กับคนรัก
ความรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก หมายถึง ความกังวล ความไม่มั่นคง และความสงสัยในสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ได้ แม้ว่าในความสัมพันธ์ครั้งนี้ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดีก็ตาม สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากคุณกำลังมีความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญที่คุณรัก คุณจะได้พัฒนาความไว้วางใจ ใกล้ชิดกันมากขึ้น และเรียนรู้รูปแบบการสื่อสารของกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน คุณอาจพบว่าตัวเองกำลังตั้งคำถามกับคู่ของคุณ และความสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา ความวิตกกังวลเหล่านี้บางครั้งอาจหายไปเป็นครั้งคราว แต่สุดท้ายก็อาจกลับมาได้อีกจนกลายเป็นทำร้ายความสัมพันธ์ของคุณกับคนรักอย่างที่ไม่ควรจะเป็น คิดมากเรื่องความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ? คำตอบคือ ใช่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก บางคนอาจประสบกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในช่วงเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าคู่ของตนเองไม่ได้มีเรื่องอย่างที่กังวลไป ในบางคนอาจมีความคิดว่าแท้จริงแล้วตัวเองอาจไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ระยะยาวที่มีความมั่นคงเช่นกัน และเมื่อเวลาผ่านไป ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์อาจนำไปสู่ปัญหาหลายด้าน เช่น อะไรคือสัญญาณของความวิตกกังวลในความสัมพันธ์ ? ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์สามารถแสดงออกได้หลายวิธี คนส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในบางจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการออกเดทและการสร้างพันธะสัญญาต่าง ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่บางครั้งความคิดวิตกกังวลเหล่านี้ก็เติบโตและเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตประจำวันของคุณได้เช่นกัน โดยมีสัญญาณดังนี้ 1.สงสัยว่าตัวเองมีความสำคัญสำหรับคนรักหรือไม่ ? การแสดงออกของความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุด คือ คำถามที่ว่า 'ฉันสำคัญไหม' หรือ 'คุณจะอยู่ตรงนี้เพื่อฉันไหม’ สิ่งนี้พูดถึงความต้องการขั้นพื้นฐานในการเชื่อมต่อความเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในชีวิตคู่ คุณอาจมีความคิด หรือเกิดความสงสัย ดังนี้ แม้ว่าคนรักของคุณดูมีความสุขเสมอที่ได้พบคุณและทำท่าทางใจดี แต่คุณยังคงไม่สามารถสลัดความคิดที่ว่า…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 918 days ago
Read More04/08/2023
ควรทำอย่างไรกับช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน
หนึ่งในพื้นที่ที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุดนั่นก็คือ “พื้นที่ของการทำงาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสังคมที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับอาวุโส พนักงานระดับช่วงกลาง หรือแม้แต่พนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ และยังมีผู้คนจากหลากหลายตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นที่อีกพื้นที่หนึ่ง ที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย เกิดความแตกต่าง ทั้งทางด้านความคิด และทัศนคติที่แตกต่างกันไปได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ด้วยกันก็คือ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีจัดการบริหารช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน ให้มีความเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น มีความเข้าใจในเรื่องของทัศนคติที่แตกต่างกัน ทำให้ก่อเกิดสังคมการทำงานที่มีคุณภาพ นอกเหนือไปจากการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ก็ยังเป็นอีกหนึ่งการปรับตัวและทำความเข้าใจ ที่จะทำให้คุณไปทำงานอย่างมีความสุขในทุก ๆ วันอีกด้วย 1. อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว การทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว จะนำไปสู่การปิดกั้นทางความคิดและทำให้เกิดความหมางใจกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสกระทำต่อผู้ที่มีอายุน้อยกว่า หรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า ทำตัวเป็นคนน้ำเต็มแก้วใส่ผู้อาวุโส ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำในที่ทำงานทั้งนั้นเพราะบุคคลในแต่ละช่วงวัยต่างก็มีความรู้มีประสบการณ์ แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีความรู้ดี ๆ ให้เรานำมาปรับใช้กับชีวิต และทำงานอยู่เสมอ 2. เปิดพื้นที่ให้คนต่างวัยได้ศึกษา และแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ที่ทำงานอยู่ในวงการหรือธุรกิจนั้น ๆ มาอย่างยาวนาน จะมีประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่สามารถสอนได้ในห้องเรียน ในทางกลับกัน คนรุ่นมิลเลนเนียลได้เติบโตขึ้นมาในโลกที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านและทำให้ก่อเกิดการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งบุคคลทั้ง 2 วัยนี้ต่างก็มีเรื่องที่ตนเองถนัดและเรื่องที่ตนเองไม่ถนัด การแชร์ประสบการณ์ และแชร์ความรู้กัน นอกจากจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้แล้ว ก็ยังเป็นการช่วยสร้างความสัมพันธ์…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 918 days ago
Read More04/08/2023
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ! หลักจิตวิทยาว่าด้วยการยิ่งห้ามก็ยิ่งทำ
ทำไมถึงห้ามใจไม่ค่อยได้จริงจริ๊ง! ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากทำ คุณเคยรู้สึกเช่นนี้หรือไม่? วันนี้เราจะมาพูดถึงหลักจิตวิทยาว่าทำไมเมื่อคนเราถูกห้ามมักจะยิ่งอยากทำ ยกตัวอย่างเช่น เช่น บางครอบครัวห้ามลูกเที่ยวกลางคืน แต่ลูกก็ยิ่งหนีเที่ยว หรือคุณเจอป้ายที่เขียนในสถานที่ท่องเที่ยวหรือพิพิธภัณฑ์ ที่เขียนว่า “Don't touch” ยิ่งทำให้อยากสัมผัสเข้าไปอีก หรือเจอป้ายที่เขียนว่า “อย่าเดินลัดสนาม” เท้าเจ้ากรรมยิ่งอยากเดินไปสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าแบบเต็ม ๆ เสียเหลือเกิน วันนี้เรามีคำตอบของเรื่องนี้มาฝากกัน ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Reactance” ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า รีแอกแตนซ์ (Reactance) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าเสรีภาพหรือความเป็นอิสระของตนกำลังถูกคุกคามหรือถูกจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ความปรารถนาที่ทำพฤติกรรมต้องห้ามมากขึ้น เมื่อมีคำสั่งต้องห้าม สิ่งนี้มักจะกระตุ้นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาที่ทำให้บุคคลต้องการยืนยันเสรีภาพของตนเอง และทำสิ่งต้องห้าม ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นจากความต้องการโดยธรรมชาติของเรา เพราะมนุษย์ต้องการความเป็นอิสระและต้องการควบคุมชีวิตของเราเอง และเมื่อเรารับรู้ว่าเสรีภาพของเราถูกจำกัด ทำให้มักเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากต่อต้านข้อจำกัดนั้น ยิ่งห้ามยิ่งเร้าใจ อยากท้าทายสุด ๆ ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์แห่งหนึ่งมีการประกาศเตือน ด้วยป้าย POP UP ห้ามผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกดคลิกเข้าไปใช้งานเว็บเด็ดขาด! และจากการประกาศเตือนเช่นนี้ บางคนก็อาจรู้สึกอยากไปดูมากขึ้น เนื่องจากความอยากรู้อยากเห็นหรือความปรารถนาที่จะท้าทายอำนาจในการสั่งห้าม ในทำนองเดียวกัน เมื่อพ่อแม่สั่งห้ามไม่ให้ลูก ๆ ออกไปเที่ยวกลางคืน ก็อาจทำให้ลูกเกิดความรู้สึกถูกจำกัด และเด็กบางคนอาจลงมือฝ่าฝืนกฎของพ่อแม่เพื่อยืนยันความเป็นอิสระของตนเอง ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีปรากฏการณ์ รีแอกแตนซ์…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 918 days ago
Read More27/07/2023
‘เขาว่าฝนมันทำให้คนเหงา’ ความเหงาตอนฝนตก เรื่องจริงหรือคิดไปเอง?
เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยเมื่อสัมผัสถึงความชื้นในอากาศที่เปลี่ยนไป อุณหภูมิที่ลดลง และเห็นภาพเมฆทะมึนด้านหน้า จู่ ๆ ก็พลันเกิด ‘ความเหงา’ และ ‘ความหม่นหมอง’ ขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว แต่สิ่งนี้เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเฉย ๆ หรือฝนทำให้เกิดความเหงาได้จริง? หน้าฝนเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน คนไทยจึงมักใช้ชีวิตท่ามกลางช่วงเวลาที่ฝนโปรยปรายอยู่เสมอ โดยเฉพาะตอนไปทำงานและเลิกงาน ซึ่งอาจทำให้หลายคนรู้สึกเซ็งและหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าหากคุณนั่ง Work From Home แล้วมองเห็นก้อนเมฆหนาอึมครึมและสายฝนที่เริ่มโปรยปราย คุณรู้สึกอย่างไร ณ ขณะนั้น? โดยการศึกษาเรื่องราวของผลกระทบจากสภาพอากาศต่อสภาพจิตใจในเชิงวิทยาศาสตร์และจิตวิทยามีอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งช่วยให้สรุปได้ว่าฝนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลต่ออารมณ์ของมนุษย์ได้จริง ทำไมฝนตกแล้วต้องเหงา? ในช่วงที่ฝนตก สภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น อุณหภูมิที่ลดต่ำลง และแสงสว่างที่ลดน้อยลง แต่สิ่งที่ดูจะหยิบเอามาอธิบายได้ง่ายและเห็นภาพที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของแสงสว่างที่ลดน้อยลงในวันที่ฝนตก เพราะร่างกายของมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า ‘นาฬิกาชีวภาพ’ (Circadian Rhythm) ที่คอยกำหนดการทำงานของสมองและร่างกายในแต่ละช่วงของวัน ซึ่งแสงก็ส่งผลได้อย่างชัดเจน คุณนึกถึงอารมณ์เวลาที่คุณตื่นมาในวันที่มีแสงแดดจ้า ท้องฟ้าสดใส และไม่ร้อนจนเกินไป กับวันที่ตื่นมาแล้วท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆครึ้ม อารมณ์ความรู้สึกในวันนั้นก็แตกต่างกันไม่น้อย ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล เพราะการได้รับแสงแดดที่ไม่เพียงพอหรือน้อยลงในตอนเช้าส่งผลต่อการทำงานของนาฬิกาชีวภาพ ต่อเนื่องไปยังสมอง ทำให้สมองผลิตเซโรโทนิน (Serotonin) ที่ได้ชื่อว่าเป็นสารแห่งอารมณ์ได้น้อยลง จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคุณไม่ค่อยกระฉับกระเฉง รู้สึกหม่น ๆ หมอง…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 926 days ago
Read More27/07/2023
การออกกำลังกายช่วยให้หายเศร้า นักวิจัยพบการออกกำลังกายรักษาโรคซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลมากกว่าการใช้ยา
โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นโรคความผิดปกติทางอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกด้านลบที่รุนแรง โดยที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นได้ กลไกของโรคนี้เป็นผลมาจากสารเคมีในสมองมีผลต่ออารมณ์ผิดปกติไปจนเกิดเป็นอาการทางอารมณ์ และนำไปสู่อาการทางด้านร่างกาย รวมถึงพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของคนป่วยด้วย ซึ่งปัจจัยหลายอย่างส่งผลร่วมกัน โดยประชากรโลกกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งผู้ป่วยต้องใช้ยาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยแต่ละคนอาจถูกกับยาคนละชนิด ยาบางชนิดอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นด้วย นอกเหนือจากยาแล้ว การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดีต่อสุขภาพ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายให้มากขึ้นก็เป็นวิธีที่แพทย์แนะนำ ล่าสุดมีการศึกษาขนาดใหญ่ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาแบบรีวิว 97 ชิ้นที่มาจากงานวิจัยกว่า 1,039 งาน โดยมีกลุ่มตัวอย่างถึง 128,119 คน แก่นของการศึกษาที่ได้หยิบมาคือประสิทธิภาพของการออกกำลังกายต่อสุขภาพและการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ ซึ่งงานวิจัยเป็นพันชิ้นที่ผ่านการรีวิวนั้นมีตั้งแต่คนทั่วไปที่ไม่มีโรค คนสุขภาพดี คนที่มีโรคซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และป่วยด้วยโรคต่าง ๆ อีกมากมาย การศึกษาชิ้นนี้พบว่าการออกกำลังกายนั้นมีประสิทธิภาพสูงที่สุดหรือส่งผลดีอย่างมากในกลุ่มตัวอย่างที่มีโรคซึมเศร้า ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคไต คนท้อง ผู้หญิงหลังคลอด และคนทั่วไป การศึกษาชิ้นนี้ยังบอกด้วยว่าการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงหรือหนักขึ้นให้ผลลัพธ์ที่มากขึ้นด้วย สำหรับโรคซึมเศร้า ข้อมูลจากงานวิจัยชี้ว่าการออกกำลังกายอาจส่งผลดีต่ออาการของโรคถึง 43 เปอร์เซ็นต์ โดยระยะเวลาออกกำลังกายที่ดีที่สุดอยู่ที่ 150 นาที/สัปดาห์ ครั้งละ 30…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 926 days ago
Read More25/07/2023
กฎของแรงดึงดูด ยิ่งนึกถึงสิ่งดี ๆ ยิ่งได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับมา
กฎของแรงดึงดูด (Law Of Attraction) เป็นหนึ่งในศาสตร์ที่ใช้ในการดูแลจิตใจตัวเอง และเป็นศาสตร์แห่งการฝึกจิตเพื่อดึงดูดเรื่องราวในแง่บวกที่มีการเผยแพร่มาอย่างยาวนานแล้ว แต่เรื่องราวของกฎแห่งแรงดึงดูด มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น จากการถือกำเนิดของ หนังสือ How -To ชื่อดังอย่าง “The Secret” ผู้แต่ง Rhonda Byrne ซึ่งวันนี้เราจะนำเนื้อหาที่เกี่ยวกับ กฎของแรงดึงดูด มาย่อให้สั้นลง และนำเสนอวิธีใช้กฎนี้แบบง่ายดายที่สุด ให้คุณได้ทำความรู้จักกัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงมาจากสิ่งที่เราคิด แนวคิดของกฎนี้มีอยู่ว่า เมื่อคุณจดจ่อจิตอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนส่งผลทำให้เกิดอารมณ์อย่างเข้มข้นต่อเรื่องนั้น สิ่งนี้จะสร้างแรงดึงดูดที่ดึงดูดสิ่งที่คุณคิดเข้ามาหาคุณ ซึ่งจะมีการดึงดูดทั้งสิ่งดีและสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีการเลือกปฏิบัติใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ข่าวดีก็คือ คุณสามารถเลือกเรื่องที่คุณคิดถึงและมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่คุณคิดได้ ดังนั้นหัวใจหลักของกฎนี้จึงเน้นย้ำให้คุณนึกถึงแต่สิ่งที่คุณต้องการ และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่คิดถึงสิ่งที่คุณไม่ต้องการ เท่านั้น กฎของแรงดึงดูด (Law Of Attraction) ใช้กับเรื่องอะไรได้บ้าง? กฎนี้เป็นกฎที่ใช้ได้กับทุกเรื่องราวของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความรัก การงาน การเงิน ครอบครัว ความสัมพันธ์คู่รัก ความสัมพันธ์กับเพื่อน การปรับปรุงดูแลสุขภาพใจ ปรับปรุงดูแลรูปร่างของตนเอง การเป็นนิสัยให้เป็นคนที่ดีขึ้นในเรื่องที่คุณต้องการการเป็น เช่น มีความขยัน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 928 days ago
Read More24/07/2023
ฮีลใจตัวเองด้วยการ “เขียน” วิธีนี้ใช้ได้ผลจริงหรือ ?
อย่าปล่อยให้ตัวเองเก็บกดสะสมเพื่อรอวันระเบิด ระบายมันออกมาด้วยการเขียนดีกว่า กับเทคนิค “Writing to heal” การเขียนที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้จากประสบการณ์เชิงลบ และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่จิตใจ สำหรับการเขียนเพื่อฮีลใจนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการบำบัด เพราะเป็นเทคนิคที่ทำให้ผู้คนหายจากความเครียดและความบอบช้ำได้จริง ๆ ระบายความเครียดด้วยการเขียน ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการเขียนเพื่อแสดงออกทางอารมณ์ จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับโรคระยะสุดท้าย หรือผู้ที่เป็นโรคร้ายที่คุกคามชีวิต การศึกษานี้เกิดขึ้นจากนักจิตวิทยาระดับแนวหน้า James Pennebaker, PhD, จาก University of Texas at Austin และ Joshua Smyth, PhD, จาก Syracuse University โดยเขาพบว่า การเขียนเพื่อระบายอารมณ์และความเครียดสามารถกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ได้ เช่น HIV/AIDS, โรคหอบหืด และโรคข้ออักเสบ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับสุขภาพ และการศึกษาที่เผยแพร่ใน Journal of the American Medical Association (Vol. 281, No. 14) ซึ่งเป็นการศึกษาที่นำเสนอโดย Smyth…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 929 days ago
Read More20/07/2023
ส่องแท็ก TikTok ต่างประเทศ ‘Bed Rotting’ หรือ ‘การนอนเน่าอยู่บนเตียง’ กับผลกระทบต่อสุขภาพ
'Bed Rotting' แปลเป็นไทยแบบตรงตัวว่า 'การเน่าอยู่บนเตียง' เป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมในบรรดา TikToker ต่างประเทศ แม้ว่าแปลมาแบบตรงตัวแล้วจะดูแปลก แต่จริง ๆ ก็คล้ายกับที่คนไทยชอบพูดว่า ‘ขอนอนตายอยู่บนเตียง’ หรือการนอนพักผ่อน ไม่ว่าจะหลับจริงหรือนอนเล่นอยู่บนเตียงทั้งวัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยทำบ่อย ๆ ซึ่งเทรนด์นี้เริ่มต้นจากการที่มีคนมาแชร์ว่าในวันที่คุณเหนื่อยล้ากับอะไรมาก ๆ การนอนนิ่ง ๆ อยู่บนเตียงทั้งวันสามารถช่วยฟื้นฟูคุณจากความเหนื่อยล้านั้นได้ คนบนโลก TikTok เลยแชร์คลิปการนอนบนเตียง พร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้ผ้าห่มหลายผืนที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่น (Cozy) พร้อมติด #BedRotting และ #InBedRotting แต่หลังจากเทรนด์นี้ถูกพูดถึงมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหลายสาขาได้ออกมาให้ความเห็นในเชิงเป็นกังวลกับเรื่องนี้มากขึ้น เจสซี โกลด์ (Jessi Gold) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวชจากโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้โพสต์คลิปลง TikTok พร้อมให้ความรู้ว่า ‘มันเป็นเรื่องปกติที่จะนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน ตราบใดที่คุณรู้ตัวว่าทำมันไปเพื่ออะไร และควรหาวิธีรับมือกับความเหนื่อยล้าในรูปแบบอื่นด้วย’ โดยสาเหตุที่ผู้เชี่ยวชาญรู้สึกกังวลกับเทรนด์นี้เพราะว่า การนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวจนติดเป็นนิสัยหรือพฤติกรรม เป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และสัมพันธ์กับโรคบางอย่างได้ด้วย การนอนนิ่งหรือการอยู่กับที่เดิมนาน ๆ มักถูกเรียกว่า ภาวะเนือยนิ่ง…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 933 days ago
Read More17/07/2023
วิธีเช็กว่าตัวเองเป็นคนเฮงซวยแค่ไหน ?
คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า มนุษย์ส่วนใหญ่มีอีโก้ที่มองว่า มุมมอง ความคิด หรือการกระทำตัวเองนั้นถูกต้องแบบไม่มีความด่างพร้อย จนบางครั้งมีการแสดงออกด้วยพฤติกรรมและคำพูดที่เฮงซวยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้คุณสามารถเช็กนิสัยของตัวเองได้ว่า Toxic ไหม จะได้เป็นการดูแลพฤติกรรมของตัวเองไม่ทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างได้รับผลกระทบมากจนเกินไป และยังเป็นการปรับตัวให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขได้อีกด้วย พฤติกรรมเฮงซวย หรือพฤติกรรม Toxic คืออะไร ? พฤติกรรมที่เป็นพิษ หรือพฤติกรรมเฮงซวย เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลทำให้คนรอบข้างไม่พอใจ เช่น การเผลอเล่าเรื่องตลกที่ทำร้ายความรู้สึกของใครบางคน การบูลลี่ ไปจนถึงการใช้คำพูดหรือการกระทำเชิงลบและโหดร้าย กระทำต่อผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง กล่าวอีกนัยหนึ่ง พฤติกรรมเฮงซวยก็คือพฤติกรรมที่เป็นการนำเรื่องในแง่ลบมาสู่ตนเองและผู้อื่น 5 ลักษณะพฤติกรรมเฮงซวย ที่พบได้มากที่สุด พฤติกรรมเฮงซวย สามารถแสดงออกได้หลายวิธี แต่ถ้าหากคุณกำลังกังวลอยู่ว่าคุณกำลังแสดงลักษณะนิสัยเหล่านี้ออกมาอยู่เรื่อย ๆ รึเปล่านะ ให้ถามตัวเองว่า คุณมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 ประการต่อไปนี้หรือไม่ 1. ไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น: ผู้ที่มีพฤติกรรมเฮงซวยประการแรก คือ ผู้ที่ทำผิด และแทนที่จะยอมรับความผิดนั้น แต่กลับแสดงความไม่พอใจหรือความก้าวร้าวออกมา และพยายามโน้มน้าวตัวเองว่าเหตุผลที่ต้องประพฤติตนเช่นนี้ ก็เพราะมาจากผู้คนรอบตัวนั่นแหละ ที่ทำให้ต้องเป็นแบบนี้ คราวนี้ลองถามตัวเองว่าคุณกล้าที่จะยอมรับความผิดที่ตัวเองก่อหรือไม่ หรือโทษคนอื่นก่อนเป็นอันดับแรก 2. การควบคุมพฤติกรรม: และการบงการในรูปแบบอื่น ๆ จัดเป็นสัญญาณสำคัญของคนที่มีพฤติกรรมเฮงซวย…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 935 days ago
Read More17/07/2023
สุดล้ำ! SmokeMon สร้อยคออัจฉริยะเพื่อการเลิกบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะสารพิษในบุหรี่สามารถทำลายเซลล์ของอวัยวะได้หลายระบบ การสูบต่อเนื่องกันหลายปีสามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอด โรคมะเร็งหลายชนิดไม่ใช่แค่มะเร็งปอด การไม่สูบและหยุดสูบบุหรี่จึงเป็นวิธีในการดูแลสุขภาพที่ช่วยความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพเหล่านี้ สร้อยคออัจฉริยะช่วยเลิกบุหรี่ หรือ SmokeMon จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกาอาจช่วยคุณได้ ทีมนักวิจัยที่นำโดยนาบิล อัลชูราฟา (Nabil Alshurafa) จากโรงเรียนแพทย์ฟีนเบิร์ก (Feinberg medical school) แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นได้สร้างรุ่นต้นแบบ (Prototype) ของสร้อยคอช่วยเลิกบุหรี่นี้ขึ้น กลไกของ SmokeMon สร้อยคออัจฉริยะช่วยเลิกบุหรี่ สร้อยคอ SmokeMon ถูกออกแบบมาให้มีกลไกในการตรวจจับความร้อน โดยจะเก็บข้อมูลทุกครั้งที่ผู้สวมใส่สูบบุหรี่ นาบิล อัลชูราฟาบอกว่าข้อมูลที่เก็บได้จากสร้อยคออัจฉริยะนี้มีความแม่นยำและเชื่อถือได้ ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปประมวลผลเพื่อหารูปแบบของพฤติกรรมการสูบของผู้สวมใส่ ตั้งแต่ระยะเวลาการสูบแต่ละครั้ง จำนวนครั้งในการสูบและพ่นออก ระยะเวลาของความลึกในการสูบ ระยะห่างของการสูบแต่ละครั้งในการสูบแต่ละมวน และเวลาการสูบบุหรี่ทั้งหมด ในแต่ละครั้งที่สร้อยคอนี้ตรวจกับความร้อนที่เป็นผลจากการสูบบุหรี่ได้จะมีข้อความหรือวิดีโอให้กำลังใจแก่ผู้สวมใส่ว่า ‘การสูบครั้งนี้เป็นความพ่ายแพ้ชั่วคราวเท่านั้นและช่วยป้องกันอาการไม่ให้กำเริบ’ เพราะในรายที่ติดบุหรี่ที่อยู่ระหว่างเลิกบุหรี่อาจพบอาการถอนบุหรี่ เช่น หงุดหงิด วิตกกังวล ซึมเศร้า เบลอ และไม่มีสมาธิ คนที่เลิกบุหรี่จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากและต้องได้รับกำลังใจจากคนใกล้ตัว นอกจากนี้ ยังมีอาการทางด้านร่างกาย อย่างอยากอาหาร กินเยอะ ไอ ปวดหัว เวียนหัว…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 936 days ago
Read More17/07/2023
มีจริงหรือ ? อาถรรพ์รัก 7 ปี กับคำอธิบายทางจิตวิทยา
หนึ่งในความเชื่อที่เกี่ยวกับความรัก คือ อาถรรพ์รัก 7 ปี ที่หลาย ๆ คนเชื่อว่า เมื่อคู่รักคบกันจนถึงปีที่ 7 ในปีนี้ความรักจะเริ่มสั่นคลอน หรือมีอุปสรรคขนานใหญ่ที่จะเข้ามาทำให้เลิกรากันไป หลาย ๆ คนเชื่อว่าสิ่งนี้คือ “อาถรรพ์” และเริ่มหวาดกลัว มีความกังวล ไม่มีความสุขกับความรักที่อยู่ตรงหน้า แต่คำแนะนำของเราคืออย่าปล่อยให้ อาถรรพ์รัก 7 ทำลายความสัมพันธ์ดี ๆ ของคุณไปเลย ดังนั้นมาทำความรู้จักกับคำอธิบายที่เกี่ยวกับเรื่องราวนี้ในรูปแบบจิตวิทยากันดีกว่า อาถรรพ์รัก 7 ปี มีจริงหรือ ? ในทางจิตวิทยามีการวิจัยน้อยมาก โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า อาถรรพ์รัก 7 ปี นั้นมีอยู่จริงหรือไม่? แต่จากการวิเคราะห์ในเบื้องต้นทำให้เกิดข้อมูลที่น่าสนใจขึ้นมาว่า เมื่อคุณตกหลุมรักครั้งแรก สมองของคุณจะอาบไปด้วยสารสื่อประสาทที่ทำให้คุณรู้สึกดี สารสื่อประสาทเหล่านี้สร้างความตื่นเต้นให้แก่คุณอย่างมาก และทำหน้าที่เป็นแว่นตาปรับเปลี่ยนมุมมอง ทำให้คุณไม่เห็นข้อบกพร่องของแฟนของคุณ และมองว่าทำอะไรก็ดีไปหมด แต่เมื่อสารสื่อประสาทเหล่านี้หมดฤทธิ์ มุมมองที่คุณมีต่อแฟนก็จะเริ่มตรงกับความจริงมากขึ้น คุณจะเริ่มสังเกตเห็นข้อบกพร่องและจุดอ่อนของคนรักมากขึ้น คุณจะเริ่มมองเห็นข้อดี – ข้อเสีย ของคนรักมากขึ้น หลังจากคบกันไประยะหนึ่ง สารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้คุณแฮปปี้กับคนรัก จะระเหยไปอย่างมากในช่วงปีที่ 2…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 936 days ago
Read More17/07/2023
5 เหตุผลที่ทำให้คุณเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจและวิธีรับมือ
ในทุกก้าวของการดำเนินชีวิต มนุษย์ทุกคนล้วนเจอกับทางแยกแห่งการตัดสินใจแทบจะวินาทีต่อวินาที แต่ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ในการใช้ชีวิต สถานการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน สมองเราสามารถประมวลผลและตัดสินใจได้แบบอัตโนมัติในทันที แต่พอถึงสถานการณ์สำคัญในชีวิตที่เหมือนทางแยกใหญ่ในการเดินทาง หลายคนอาจตัดสินใจไม่ได้ ไม่กล้าตัดสินใจ หรือตัดสินใจได้ไม่เด็ดขาด อย่างในช่วงที่ต้องเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่อ การตัดสินใจแต่งงาน ลาออกจากงาน ซื้อบ้าน เลิกกับแฟน และอื่น ๆ เหตุผลในการทำให้คนเราไม่สามารถตัดสินใจมีหลายเหตุผลด้วยกัน แต่ละคนอาจมีเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจต่างกันหรือประกอบกันหลายเหตุผล Hack for Health จะพาคุณไปรู้จักกับเหตุผลที่พบได้บ่อย ซึ่งส่งผลให้คุณไม่กล้าที่เลือกเส้นทางเดินของชีวิตกัน เหตุผลที่ทำให้คนผู้คนไม่กล้าตัดสินใจและวิธีรับมือ การรับรู้เหตุผลต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณเข้าใจปัญหาและสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญมากขึ้น และช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น 1. ความไม่รู้และไม่มั่นใจในตัวเอง ข้อมูลและประสบการณ์มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจ หากคุณต้องตัดสินใจในเรื่องที่ไม่รู้ ร่วมกับการที่คุณเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยรอบคอบ ระมัดระวัง หรือขี้กังวลเป็นทุนเดิม การต้องตัดสินใจในเรื่องที่ไม่รู้จึงเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับคุณ บางคนอาจมีข้อมูลและประสบการณ์ที่มากพอ แต่กลับขาดความมั่นใจที่จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หรือรู้สึกไม่แน่ใจในการตัดสิน ซึ่งคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองหรือเคยมีประสบการณ์การตัดสินใจที่ผิดพลาดในอดีตอาจส่งผลให้ไม่กล้าตัดสินใจ วิธีรับมือ: สำหรับความไม่รู้หรือขาดข้อมูลในการตัดสินใจ คุณอาจจะต้องขวนขวายหาข้อมูลให้มากขึ้น หรือเลือกปรึกษาคนที่น่าจะมีความรู้ในเรื่องนี้ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน หากคุณกำลังจะตัดสินใจซื้อบ้าน ปรึกษาหัวหน้าที่เคยทำโปรเจกต์ในลักษณะเดียวกันมาก่อน เมื่อคุณต้องเริ่มโปรเจกต์ใหม่ ในเรื่องของความมั่นใจ คุณสามารถเริ่มจากการตัดสินใจในเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ต้องเครียดกับมันมากเกินไปเพื่อสร้างความกล้าในการตัดสินใจให้กับตัวเอง แล้วค่อย ๆ ขยายเรื่องที่ต้องตัดสินใจให้ใหญ่ขึ้นเมื่อคุณพร้อม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 936 days ago
Read MorePR Partners
See All06/02/2026
วัทนวิภา ทานะวงศ์ | 1 days ago
Techsauce ผนึกพันธมิตรเปิดตัว “Healthspan Festival 2026” ดันไทยสู่ Hub นวัตกรรมสุขภาพระดับโลก
Techsauce ผู้นำด้านการขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีและนวัตกรรม เดินหน้าจัดงานใหญ่รับเทรนด์โลก “Techsauce Healthspan Festival 2026” มหกรรมสร้างอนาคตสุขภาพดีแบบครบวงจรครั้งแรกในไทยมาไว้ในที่เดียว ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากแค่การมีอายุยืน (Lifespan) สู่การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Healthspan) เตรียมพบกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกและการรวมตัวของบุคลากรทางการแพทย์ ภาคธุรกิจ และนวัตกร ระหว่างวันที่ 27-28 มีนาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน มากกว่าแค่ "อายุยืน" คือการ "แข็งแรงนาน" คุณอรนุช05/02/2026
ทรู คอร์ปอเรชั่น ชูเทคโนโลยี AI คุมเข้มโครงข่าย 5G ทั่วไทย รับมือเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. นี้ !
กรุงเทพฯ 5 กุมภาพันธ์ 2025 – เพราะทุกคะแนนเสียงคืออนาคต ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงประกาศความพร้อมสูงสุด เตรียมส่งมอบประสบการณ์การสื่อสารที่ลื่นไหลระดับ 5G เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มั่นใจประชาชนเข้าถึงข้อมูลและรายงานผลได้อย่างฉับไวไร้รอยต่อ ถอดรหัสข้อมูล...สู่การวางแผนที่แม่นยำ ทรูไม่ได้มาพร้อมความพร้อมเพียงอย่างเดียว แต่มาพร้อม "Data" ที่แม่นยำ โดยนำพฤติกรรมการใช้งานจริงจากการเลือกตั้งล่วงหน้า (1 ก.พ.) มาเป็นบทเรียนสำคัญ เพื่อเตรียมรับมือกับช่วงเวลา Peak Hours จัดเต็ม "กองทัพเครือข่าย" เพื่อคนไทย นายคูรัม อัชฟาค และ นายจิระชัย คุณากร สองแม่ทัพใหญ่ด้านเครือข่าย นำทีมวิศวกรลงพื้นที่เช็กสัญญาณด้วยตัวเอง พร้อมมาตรการเสริมทัพที่แข็งแกร่ง ครั้งแรกกับ "เครือข่ายอัจฉริยะ" มาตรฐานโลก ทรูยกระดับการจัดการด้วย Autonomous Network Level 4.0 (จาก TM Forum) โดยใช้เทคโนโลยี Intent-Based Operation…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 2 days ago
Read More03/02/2026
กลับมาอีกครั้ง ! กับงานสัมมนาแห่งปี ‘Future Trends Ahead Summit 2026’
กลับมาสร้างความคึกคักให้กับวงการธุรกิจและการตลาดกันอีกครั้งครับ สำหรับงานสัมมนาที่หลายคนรอคอยอย่าง ‘Future Trends Ahead Summit 2026’ ซึ่งปีนี้กลับมาพร้อมกับโจทย์ที่ท้าทายกว่าเดิม ภายใต้ธีม ‘Thriving Beyond The Storm’ หรือการเตรียมความพร้อมเพื่อพาธุรกิจฝ่าฟันพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังก่อตัวขึ้นรอบทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี AI หรือแม้แต่การตลาดที่พลิกผันไปทุกวินาที ความพิเศษของงานในปีนี้คือการถอดรหัสเนื้อหาอันเข้มข้นมาจากหนังสือ ‘Future Trends Ahead 2026 Presented by FutureSkill’ มาขยายความบนเวทีจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นภาพอนาคตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของสถาบันวิจัยชั้นนำระดับประเทศและระดับโลกกว่า 14 แห่ง ได้แก่ หอการค้าไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, Accenture, InnovestX, Ipsos, TrendWatching และโรงพยาบาลศิริราช ที่มาร่วมกันกลั่นกรองข้อมูลจนได้ออกมาเป็น 12 เทรนด์ประเทศไทย และ 12 เทรนด์ธุรกิจ ที่จะเป็นกุญแจสำคัญให้เรานำไปปรับใช้กับองค์กรได้ทันที ภายในงานวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ณ Paragon Hall ชั้น 5…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 4 days ago
Read More03/02/2026
แจ้งเหตุฉุกเฉิน ! หน่วยกู้ภัย Canva บุก Bangkok Design Week 2026 ปั๊มหัวใจงานดีไซน์ให้ฟื้นคืนชีพ
ใครที่งานออกแบบกำลังเข้าขั้นโคม่า หรือไอเดียกำลังหมดลมหายใจ โปรดทราบ ! "หน่วย Canva กู้ภัยดีไซน์ฉุกเฉิน" (Canva Design Rescue) ได้มาปักหลักกลางงาน Bangkok Design Week 2026 แล้ว ภายใต้ภารกิจสุดเร่งด่วนที่จะเปลี่ยนวิกฤตงานดีไซน์ให้กลายเป็นโอกาส ตามธีมงานปีนี้อย่าง Design S/O/S ลืมภาพบูทแสดงงานทั่วไปไปได้เลย เพราะ Canva ยกขบวนรถกู้ภัยสีสันสะดุดตามาจอดเทียบท่า พร้อมทีมกู้ชีพที่ไม่ได้มาแค่โชว์ แต่มาเพื่อช่วยจริง ๆ ไม่ว่าจะพรีเซนเทชันป่วยใกล้เดดไลน์, เรซูเม่ที่ชีพจรแผ่วเบาเล่าตัวตนไม่ชัด หรือโปสเตอร์ที่ยังขาดความโดดเด่น ทีมงานจะไม่ใช่แค่คนรับจ้างทำ แต่เป็นโคชที่จะแนะวิธีใช้เครื่องมือลับและ AI บน Canva ให้คุณลงมือกู้ชีพงานด้วยตัวเอง จากไฟล์งานที่นอนแน่นิ่ง จะกลับมามีชีวิตชีวา พร้อมคืนความมั่นใจให้เจ้าของงานอีกครั้ง ปฏิบัติการนี้ไม่ได้อยู่แค่ในบูท แต่ Canva จับมือกับ ริทัศน์บางกอก (RTUS-Bangkok) ลงพื้นที่จริง ณ ซอยพระยาสิงหเสนี ย่านหัวลำโพง ด้วยการใช้พลังแห่งดีไซน์พลิกโฉมร้านค้าเก่าแก่กว่า 10 แห่ง ให้กลับมาโมเดิร์นน่าแวะเวียน โดยไม่ทิ้งเสน่ห์ดั้งเดิม เปลี่ยนตรอกที่เคยเงียบเหงา…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 4 days ago
Read More































