หลังจากที่ Edward Snowden อดีตเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลของ CIA และ NSA ได้เปิดเผยข้อมูลโครงการดักฟังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกอย่าง PRISM ที่สามารถดักจับข้อมูลการติดต่อได้แทบทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ต

i

ถึงแม้ว่าตอนนี้ชะตากรรมของ Snowden จะกลายเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในรัสเซียได้ 1 ปี แต่สำหรับบริการเพื่อความปลอดภัยอื่นๆ โดยเฉพาะบริการที่ตั้งอยู่ในอเมริกา ต่างถูกกดดันจนต้องปิดไปแล้ว 2 บริการ

Edward-Snowden-2

บริการแรกคือ Lavabit บริการเมลที่เก็บรักษาความลับของลูกค้าซึ่ง Snowden ใช้ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกพร้อมปิดบริการ  โดย Ladar Levison ผู้ก่อตั้ง Lavabit ได้แถลงว่าช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมาเขาได้เจอกับแรงกดดันมากมายจากรัฐ ซึ่งถึงเขาอยากจะเล่าให้ฟังแต่ก็ไม่สามารถเล่าได้เพราะมีกฏหมายค้ำคออยู่    มันจึงเป็นการตัดสินที่ยากมากของเขาที่จะปิดบริการเมลที่พยายามสร้างมานานกว่า 10 ปี แต่เขาก็ต้องเลือกทางนี้เพราะไม่ต้องการเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลสหรัฐเข้ามาล้วงข้อมูลลับจากลูกค้าของเขาออกไป

Ladar-Levison-Facebook-245x300

Levison ได้เขียนในตอนท้ายของแถลงการณ์ว่า ถ้าไม่มีการรับรองอย่างหนักแน่นจากรัฐหรือศาล ก็อย่าใช้เก็บข้อมูลที่เป็นส่วนตัวมากๆ บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ เพราะด้วยอำนาจแล้ว หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้   ซึ่ง Lavabit ก็ยังต้องต่อสู้ในศาลต่อไปเพื่อให้สามารถกลับมาเปิดบริการในสหรัฐได้ และเปิดให้บริจาคช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในศาล

Lavabit-shut-down

ที่มา  lavabit

     บริการต่อมาที่ต้องปิดตาม Lavabit ไปคือ Silent Circle ที่เปิดให้บริการเกี่ยวกับความปลอดภัยหลายอย่าง เช่นการโทรระหว่างประเทศ การแซต หรือวิดีโอแซตที่รับรองเรื่องความเป็นส่วนตัว   แต่ก็จำเป็นต้องปิด Silent Mail บริการเมลส่วนตัวของบริษัทไป ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กับ Lavabit ที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลเมลของลูกค้าได้ ถ้าจะยอมให้เข้าถึงบ้างก็สู้ปิดไปเลยดีกว่า

โดย Silent Circle ให้เหตุผลว่ายังสามารถบริการแซต วิดีโอคอลหรืออื่นๆ ได้เพราะข้อมูลถูกเข้ารหัสที่เครื่องผู้ใช้ จึงไม่มีอะไรเก็บไว้ที่ Slient Circle แต่สำหรับเมลซึ่งเป็นโปรโตคอลมาตรฐานกลางแล้ว ทำให้ข้อมูลลูกค้าต้องเก็บที่เซิร์ฟเวอร์ของ Silent Circle ในอเมริกา ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตรวจค้น เลยขอปิดดีกว่า

 SILENT CIRCLE LOGO

ที่มา silentcircle ,  gigaom

ประเด็นเรื่องการสอดแนมบนอินเทอร์เน็ตจึงเป็นเรื่องที่ผู้ใช้ต้องคิดต่อไปว่า เราจะยอมเสียความเป็นส่วนตัวส่วนหนึ่ง เพื่อให้รัฐสามารถหาข้อมูลอันตรายจนสามารถชี้ตัวภัยร้าย ผู้ก่อการร้าย อย่างที่รัฐอ้างประโยชน์ของโครงการ PRISM มาตลอดหรือไม่ หรือเราจะไม่ยอมเสียความเป็นส่วนตัว และเลือกใช้บริการนอกอเมริกา ที่รับรองความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้น  และอีกเรื่องที่พึงระลึกเสมอจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้คือ ไม่ใช่จะทำอะไรบนอินเทอร์เน็ตแล้วไม่มีใครรู้ ถ้าต้องการจะรู้ หน่วยงานต่างๆ ก็รู้ได้เสมอ