ฟังดูแล้วอาจจะน่าแปลกใจนะครับ สองบริษัทใหญ่ระดับโลก ที่มีผลงาน และ นวัตกรรมมากมาย ๆ ใคร ๆ ก็รัก สาวกก็เยอะ แต่ทำไมถึงมีเมืองต่อต้าน ไม่อยากให้มีบริษัทพวกนี้อยู่ในเมือง ทั้งที่การมีธุรกิจใหญ่ ๆ เข้ามาอยู่ในเมือง น่าจะมีการเพิ่มเงินหมุนเวียนให้กับธุรกิจและการท่องเที่ยวนะ

 

 

กลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านนี้ อยูที่เมือง san francisco ครับ ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนในท้องที่ อยู่กันมาอย่างน้อยสองรุ่นขึ้นไป เรียกได้ว่า ได้รับและสัมผัสวัฒนธรรม กับ พฤติกรรม แบบท้องถิ่นมาอย่างเต็มที่ คือถ้าพูดแบบนี้ อาจจะนึกไม่ออก ให้ลองนึกถึง ไข่เจียวดูครับ บ้านใครแต่ละคนนก็ไม่เหมือนกัน บางบ้านกับ พริกน้ำปลา บางบ้างกับซอสพริ บางบ้านกับซอสมะเขือเทศ

 

San Francisco นี่ถ้าพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ดัง ๆ ก็จะมี NFL, Golden Gate, Lincoln Park, Alcatraz

เรื่องดัง ๆ อื่น ๆ ก็จะเป็น San Francisco มีภูมิประเทศเป็นเนินเขาเยอะ หลายคนจากที่นั่นใช้นามสกุล ว่า Hill

แต่สำหรับสาย IT แล้วที่ดัง ๆ ก็จะมี

  • สำนักงาน Google San Francisco

  • งาน google I/O ก็จัดที่นี่

  • งาน WWDC ของ apple ก็จัดที่นี่

  • ที่นี่มี Apple Retail Store ซึ่ง Apple Retail Store มีแค่ 14 ประเทศทั่วโลก ประเทศที่มีน้อยที่สุดคืน้อยที่สุดคือ Netherland มีแค่สองสาขาเท่านั้น อย่างญี่ปุ่นยังมีแค่ 7 สาขาเอง

จะเห็นได้ว่า Google, Apple เข้ามาตั้งรกรากใน เมืองนี้ไม่น้อย ยิ่งถึงช่วงแถลงข่าว และ ยิ่งทำให้มวลมหานักข่าว เข้ามาในเมือง

การเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน เหมือนฟองสบู่แบบนี้ ทำให้ชีวิตคนในท้องที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ที่ดินแพงขึ้น ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น คนในท้องที่เริ่มย้ายออกไป เพราะกลายเป็นพนักงาน หรือ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับสองบริษัทเข้ามาอยู่แทน และ เข้ามาใช้ สาธารณะประโยชน์ของเมือง

เพราะเหตุนี้แหละทำให้ Google กับ Apple เริ่มปฏิสัมพันธ์ที่ถูกต่อต้านจากคนพื้นที่ จนเกิดกลุ่มคนที่รวมตัวกันในชื่อ Heart of the City และ ใช้ web ชื่อเดียวกันคือ http://www.heart-of-the-city.org/

เป้าหมายของชาวเมืองเหล่านี้คือ “ปกป้องเมืองของเรา และ ลงมือทำอย่างจริงจัง”

หลาย ๆ เรื่องที่คนกลุ่มนี้ออกมาต่อต้านนั้น ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลนะครับ แต่สมควรทำด้วยซ้ำ อย่างเช่น

 

 

ประท้วงต่อต้านรถรับส่งพนักงานของ google และ apple

รถบัสรับส่งพนักงานของ google และ apple นั้น วางโครงการเพื่อพนักงานของ google ใช้รถส่วนตัวกันน้อยลง หันมาใช้รถฟรีของ บริษัทแทน แต่ที่มันไม่ดีเพราะว่าดันไปใช้ป้ายเมล์ของเมืองร่วมกับรถสาธารณะ

ด้วยความที่ รถคันนี้ วิ่งยาวและเยอะ จึงจอดตามป้ายรถเมล์ 200 ป้าย วันหนึ่ง 7100 ครั้ง

ส่งผลให้มีพนักงานของ ทั้งสองบริษัท ไปยืนแออัดตามป้ายรถเมล์ และ ทำให้คนทั่วไปใช้งานน้อยลง พอใช้งานน้อยลง รถสาธารณะก็จะลดน้อยตาม

ไม่เพียงเท่านั้น เส้นทางที่รถเหล่านี้วิ่งผ่าน จะมีค่าที่อยู่อาศัยแพงขึ้นอีก 20%

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้าน เพราะว่า google และ apple เอา ทรัพยากรของเมืองไปใช้ส่วนตัวนั่นเอง

ผลคือ google ต้องเสียค่าปรับ และ ค่าปรับย้อนหลัง รวมกว่า 1,000 ล้าน $ เลยทีเดียว แถมต้องยกเลิกโครงการอีก

 


ทำ campaign ระดมเงินปกป้องร้านหนังสือในท้องถิ่นทีชื่อ Marcus Book Store

ร้านหนังสือ Marcus book เป็นร้านหนึ่งที่อยู่กับเมือง San Francisco และชาวเมืองมากว่า 50 ปี แล้วก็โดนพิษเศรษฐกิจไล่ที่เหมือนกัน

ทั้งนี้เพราะว่า ค่าที่ดินสูงขึ้น เจ้าของที่ ที่ให้ Marcus Book เช่าที่มาตลอด จึงตัดสินใจที่จะ “ขาย” ที่ทิ้ง แทนการขึ้นค่าเช่า ทำให้ Marcus Book ต้องไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง

หลังจากมีการเจรจาหาข้อสรุปหลายครั้ง ก็ได้ข้อตกลงร่วมกันว่า ทางเจ้าของที่ดิน จะขายให้กับเมืองแทน ในราคา 2.6 ล้าน $

ปัญหาคือ ตัว Marcus Book เอง มีสินทรัพย์รวมกันหมดตระกูลแล้วได้อย่างมากก็แค่ 1 ล้าน $ ทางเมืองรับรอง credit ให้อีก 600,000 $ เพราะ Marcus Book จะมีรายได้ราว ๆ 200,000 $ ยังขาดอีก 1$ โดยที่เจ้าของที่ให้เวลาอีกแค่ 3 เดือนเท่านั้น

ทาง Heart of the City จึงเข้ามาจัด campaign รวบรวมเงินให้ได้ครบ 1 ล้าน $ ในเวลาที่กำหนด

ผลก็คือ สามารถรักษา Marcus Book ไว้ได้

ถ้าเรามองว่าความเจริญเข้ามาเป็นเรื่องของโอกาส เป็นเรื่องของ เศรษฐกิจ มันก็ใช่นะครับ ถ้าเรามองด้านเดียวแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กก็จะเหมือนกับว่า ทุนนิยมทำได้ทุกอย่าง มีเงินทำอะไรก็ได้ คนไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่สักทีเดียวนัก

หลาย ๆ ครั้งความเจริญ ที่คนเมืองเรียก ก็เข้าไปทำลายวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของเมืองต่าง ๆ ไปเสียหมด ตลาดเรือพาย กลายเป็นว่ามีแต่เรือเครื่องมาวิ่ง เพราะต้องการวนรอบเพื่อนักท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุด หรือ ทางเดินเท้าชมธรรมชาติกลายเป็น ว่าโดนถางทำถนน เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้ง่าย ชาวบ้านที่เช่าบ้านและที่ดินอยู่กันมาหลายรุ่น ราคาก็ค่อย ๆ ขยับตัวขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่จู่ ๆ ก็กระโดดขึ้นปุปปับ มาหนึ่งในสามใครจะไปอยู่ได้

คิดง่าย ๆ ครับ ถ้าคุณอยู่ condo เช่าประมาณเดือนละ 3000 บาท สมรับกับรายได้เดือนละ 1,000 บาท จู่ ๆ วันหนึ่ง เจ้าของห้องเช่าบอก “ขึ้นค่าเช่าเป็น 4000” ด้วยเหตุผลว่าค่าที่แพงขึ้น แล้วคุณจะอยู่ยังไง? เพราะ เงินเดือนคุณไม่ได้เพิ่มตามค่าที่สักหน่อย

สำหรับคนที่อื่น หรือ บริษัท มองว่านี่คือโอกาส นี่คือการลงทุน แต่สำหรับคนท้องที่แล้ว เขาคิดว่า ความเป็น San francisco จะถูกทำลาย คนท้องที่จะไม่มีที่อยู่ เข้าจึงต้องออกมาปกป้อง

จริง ๆ แล้วบ้านเราก็ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรทำนองนี้นะครับ

อย่างเช่นชาวถ้องถิ่นจังหวัดต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ที่บ้านตัวเองจังหวัดตัวเอง แต่ต้องเขามาขุดทองในกรุงเทพ

เมืองท่องเที่ยว อย่างเชียงใหม่ หรือ พัทยา บางแสน กลายเป็นว่า มี condo ผูดขึ้นมา แล้วก็มีคนจากกรุงเทพไปอยู่อาศัยเป็นที่ตากอากาศแทน คนในท้องที่ไม่มีโอกาสได้อยู่เพราะราคาแพงเกินไป