หลังจากที่ลือกันมารัว ๆ กับ Samsung Galaxy S24 Series พร้อมกับการเปรยคำว่า AI Phone และ Galaxy AI ล่าสุดในงาน Samsung Unpacked ที่คราวนี้จัดขึ้นที่ ซานโฮเซ่ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ก็ได้เปิดตัว Samsung Galaxy S24, S24 Plus และ S24 Ultra อย่างเป็นทางการ พร้อมกับการประกาศเข้าสู่ยุคใหม่ ที่จะนำ AI เข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องต่าง ๆ ในการใช้งานมากขึ้น ทำให้เราทำงานได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น พร้อมคราวนี้ สัญญาว่าจะอัปเดต Android ได้ยาวถึง 7 ปี!

Samsung Galaxy S24 และ S24 Plus

Samsung Galaxy S24 และ S24 Plus น่าจะเป็นรุ่นที่เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์มากที่สุด มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเฟรมรอบเครื่องให้เหลี่ยม แต่ยังคงใช้วัสดุ Armor Aluminum เช่นเดียวกับ S23 Series หน้าจอทั้งสองรุ่นเป็น AMOLED 120Hz ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย จากขอบที่บางลง ตัว S24 Plus เพิ่มความละเอียดจอเป็น QHD และอีกส่วนที่เปลี่ยนแปลงหลัก ๆ คือชิปเซต ที่หันมาใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 8 gen 3 ในบางทวีป และ Exynos 2400 ในบางทวีป ชิปที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปีก่อน พร้อม GPU แบบ Xclipse 940 สถาปัตยกรรม RDNA 3 ตัวแรงของ AMD (ของไทยรอประกาศอีกครั้งนะ)

ในส่วนอื่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปก็อีกก็คือในส่วนของแบตเตอรี่ S24เพิ่มขึ้นกว่าเดิมเป็น 4,000 mAh และ S24 Plus เพิ่มเป็น 4,900 mAh โดยทั้งยังมีฟีเจอร์ Galaxy AI เช่นเดียวกับรุ่นใหญ่ S24 Ultra ทั้งหมดเลยด้วย

Samsung Galaxy S24 และ S24 Plus มาพร้อมด้วยกัน 4 สีคือสี Onyx Black, Marble Grey, Cobalt Violet และ Amber Yellow

Samsung Galaxy S24 Ultra

“ไทเทเนียมมาแล้ว” Samsung Galaxy S24 Ultra มาพร้อมกับเฟรมเครื่องใหม่ ใช้วัสดุอย่างไทเทเนียม พร้อมกับดีไฟน์เครื่องใหม่ เช่นหน้าจอที่ไม่โค้งมนเหมือน S23 Ultra แล้ว จอใหญ่ขึ้นนิดหน่อย ยังเป็นจอแบบ AMOLED ความละเอียด QHD 120Hz ช่องสปีกเกอร์ที่ปรับเปลี่ยนเป็นช่องยาวแทนเป็นช่อง ๆ ในรุ่นเก่า และ S-Pen ถูกปรับที่ตรงก้นให้แบนไปเลยแทน แน่นอนว่านอกจากดีไซน์ที่ถูกปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ก็ยังมาพร้อมกับของใหม่อีก

Samsung Galaxy S24 Ultra มาพร้อมกับชิป Qualcomm Snapdragon 8 Gen 3 จุดอัปเกรดที่น่าสนใจคือ ตัวระบายความร้อนอย่าง Vapor Chamber ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึงเกือบ 2 เท่า ช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่าเดิม และในทุกรุ่นของ S24 Ultra จะมาพร้อมกับแรม 12GB หมดทุกตัวแล้ว มีความจุเริ่มต้นที่ 256GB และ มากสุดที่ 1TB ความจุแบต 5,000 mAh ชาร์จไว 45W ไร้สายได้ 15W

ในส่วนของกล้องก็ได้ถูกปรับปรุงด้วยเช่นกัน เลนส์ Periscope หรือเลนส์ Tele เพิ่มความละเอียดจาก 10MP เป็น 50MP แต่ปรับระยะ Optical เป็น 5X จาก 10X ในตัวเก่า โดยที่ยังได้คุณภาพภาพที่ดีขึ้น ซึ่งก็ทำให้ในโหมด Portrait จะมีเลนส์ 5X ให้ใช้ด้วยแล้ว จากเดิมมีเพียง 1X, 2X และ 3X นอกนั้นยังมาพร้อมกับเลนส์หลัก 200MP เลนส์ Tele 10MP (3x) และเลนส์ Ultrawide 10MP รวมถึงกล้องหน้า 12MP เช่นเดิม

จุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คงจะเป็น Galaxy AI ที่ Samsung จับมือ Google และ Microsoft ในการช่วยพัฒนา Generative AI ที่อยู่ในเครื่อง อย่าง Samsung Gauss ซึ่งเครื่องมือของ Galaxy AI จะแอบซ่อนอยู่ในฟีเจอร์ที่เราใช้กันทุกวันทั่วไป เช่น Samsung Keyboard, แอปบันทึกเสียง, แอป Gallery, แอป Note, แอปโทรศัพท์ หรือแม้แต่ใน Notification Bar ช่วยงานเราต่าง ๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ก็เป็นผลมาจากการที่ LLMs ในยุคนี้เก่งวันเก่งคืน และผู้ผลิตชิปเซตที่ทำ NPU ออกมาประมวลผล AI โดยเ​ฉพาะให้แรงขึ้นเรื่อยมา ซึ่งก็คาดว่า AI จะเข้ามาช่วยเราใน Task ง่าย ๆ ให้ง่ายมากขึ้นไปอีกมากขึ้นในอนาคต

Samsung Galaxy S24 Ultra มาพร้อมด้วยกันทั้งหมด 4 สี คือสี Titanium Black, Titanium Gray, Titanium Violet, และ Titanium Yellow นอกจากนั้นยังมีสี Online Exclusive อีก 3 สี คือสี Titanium Green, Titanium Blue, และ Titanium Orange

ราคาไทยอย่างเป็นทางการ

Samsung Galaxy S24 เริ่มต้นที่รุ่น 8GB + 256GB ราคา 33,900 บาท ส่วน S24 Plus เริ่มต้นที่รุ่น 12GB + 256GB ราคา 38,900 บาท และ S24 Ultra เริ่มที่รุ่น 12GB + 256GB ราคา 62,900 บาท เริ่มจอง 18 มกราคมนี้พร้อมโปรโมชันจาก Samsung พร้อมราคาทุกรุ่นด้านล่าง

Pre-order รับโปรแรง 3 ต่อ ฟรี เพิ่มความจุเป็น 2 เท่า มูลค่าสูงสุด 10,000 ลด เพื่มสูงสุด 6,000.- เมื่อนำเครื่องเก่ามาแลกใหม่ ลด 30% สำหรับซื้อ Galaxy Watch6/ Buds 18 ม.ค. 67 – 30 ม.ค. 67 ที่ Samsung Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ

Hands-On สัมผัสแรกจับเครื่องจริง

S24 และ S24 Plus ตัวเครื่องเปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัด ตัวเครื่องเหลี่ยมเข้ามือมาก ดูสวยขึ้น และแปลกตาไปกว่าเดิม ตัวขอบจอบางลง ส่วนตัวเครื่อง S24 Ultra รวม ๆ คล้ายเดิม เปลี่ยนไปแค่บางจุด ณ ทุกเครื่องเป็นสีไทเทเนียม สัมผัสจับแล้วมีความพรีเมียมมากกว่าเดิม ตัวจอแบนแล้วไม่มีโค้งมน โดยรวมยังเหมือนเดิม

ของทีเด็ดคือด้านใน Galaxy AI ที่มีฟีเจอร์โหด ๆ มากมายที่ช่วยให้ผมทำงานเสร็จเร็วขึ้น และทุ่นแรงขึ้น ที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็น Samsung Keyboard ตัวใหม่ที่มีฟีเจอร์ AI ช่วยเราเปลี่ยนบริบทการพิมพ์ให้เป็นทางการ หรือคิดคำสำหรับโพสต์ลงโลกโซเชียลนี่แหละ แถมแปลภาษา และเปลี่ยนน้ำหนักของภาษาตามที่เราอยากได้ได้อีก

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส