[บทความ] เนื้อเรื่องในเกม ‘The Legend of Zelda’ ภาคไหนควรเอามาสร้างเป็นหนังมากที่สุด

หลังจาก Nintendo ประกาศว่าได้ทำการร่วมมือ Sony Pictures สร้างภาพยนตร์คนแสดงจากเกม ‘The Legend of Zelda’ แถมยังได้ เวส บอล (Wes Ball) จากแฟรนไชส์ ‘Maze Runner’ มากำกับทำให้มีการคาดหวังว่ามันจะเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับมหากาพย์ ที่เชื่อว่าแฟน ๆ ซีรีส์ ‘Zelda’ ต้องรอลุ้นว่าจะออกมายิ่งใหญ่สมกับฟอร์มของเกมหรือไม่

โดยสิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองคือเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ ‘The Legend of Zelda’ จะหยิบยกเอาของภาคไหนมาสร้าง เพราะเป็นที่รู้กันว่าสิ่งที่จุดเด่นของซีรีส์นี้คือเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ซึ่งในแต่ละภาคมีความโดดเด่นและแตกต่างกันมีความเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละภาค ทำให้ทีมงาน Beartai ได้ทำการคาดเดาว่าผู้สร้างควรจะหยิบเอาภาคไหนมาทำเป็นหนัง (บทความนี้ไม่ใช่การจัดอันดับ)

‘The Legend of Zelda ภาคแรก’

จะเริ่มต้นสร้างทั้งทีการคืนสู่ต้นฉบับภาคแรกของซีรีส์อาจจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะว่ามันง่ายในการสร้างเนื่องจากเนื้อเรื่องใน ‘The Legend of Zelda ภาคแรก’ ที่ออกบน Famicom Disk System ในยุค 80S ไม่มีความซับซ้อนมากนัก แค่ไปรวบรวม Triforce ให้ครบแล้วไปต่อสู้กับ Ganon แล้วช่วยเจ้าหญิง Zelda เพื่อคืนความสงบสุขให้กับอาณาจักร Hyrule ทำให้ง่ายในการดัดแปลงและใส่สิ่งใหม่ ๆ เข้าไปอาจจะคล้ายกับหนัง Mario ที่ประเด็นหลักคือต่อสู้อับบอสใหญ่แต่เสริมความแปลกใหม่เข้าไปด้วย

_____________________________________________________________________________________

อีกภาคที่ออกวางขายบน Super Famicom ในยุค 90S ส่วนเหตุผลที่มันน่าสนใจเอามาสร้างเพราะเนื้อเรื่องเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการพูดถึงโลกต่างมิติไม่ได้แค่เดินทางรวบรวมของแล้วช่วยเจ้าหญิง Zelda ทำให้ตัวเอกอย่าง Link ต้องออกเดินทางไปทั้ง 2 โลกพร้อมกับการแก้ปริศนา รวมทั้งต้องช่วยปลดปล่อยทายาทของนักปราชญ์ทั้ง 7 ที่อยู่ในโลกแห่งความมืด แม้จะดูซับซ้อนขึ้นแต่หากผู้กำกับสามารถดึงเอาจุดเด่นและสร้างโลกที่เหมาะสมมันก็น่าจะเป็นหนึ่งเรื่องราวที่น่าจะลองหยิบมาสร้างเป็นหนัง

_____________________________________________________________________________________

‘The Legend of Zelda: Ocarina of Time’

ภาคในตำนานที่มีความโดดเด่นทั้งกราฟิกที่เป็น 3 มิติครั้งแรกของซีรีส์ และยังมาพร้อมกับเนื้อเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น แถมยังมีตัวละครที่มีมิติมากกว่าเดิมแถมยังมีการใส่บทตัวละครผู้ช่วยสุดป่วนอย่าง Navi ที่เป็นตัว Fairy ส่วนเนื้อเรื่องที่โดดเด่นมากคือการย้อนเวลาไปสู่อดีต และยังมี Link 2 ช่วงอายุคือวัยผู้ใหญ่กับตอนเป็นเด็ก ทำให้หากนำมาสร้างเป็นหนังจริง ๆ ผู้สร้างต้องหานักแสดงมารับบทเป็น Link 2 คน

แน่นอนว่านักแสดงที่จะมารับบทเจ้าหญิง Zelda ก็ต้องหามา 2 คนด้วย แถมด้วยตัวร้ายของภาคนี้คือ Ganondorf ที่ดูน่ากลัวและเท่กว่าบอสหลักของภาคก่อน แถมยังมาพร้อมความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง และฉากหลังของเกมที่นำมาเป็นภาพยนตร์ได้จริงจะน่าดูมากเช่นวิหารแห่งน้ำที่ในเกมดูดีมาก แถมในภาคนี้ยังมีระบบการใช้เครื่องดนตรีเพื่อร่วมแก้ปริศนา ที่เมื่อถูกสร้างเป็นหนังมันจะทำให้มีมิติกว่าเดิมแน่และเชื่อว่าแฟนเกมอยากให้นำภาค ‘The Legend of Zelda: Ocarina of Time’ มาสร้างเป็นหนังแน่เพราะมันเป็นภาคที่ดีที่สุดตลอดกาลของซีรีส์

_____________________________________________________________________________________

‘The Legend of Zelda: The Wind Waker’

หนึ่งในเกม ‘The Legend of Zelda’ ภาคที่มาแปลกในตอนที่เปิดตัวครั้งแรกเพราะมันได้เปลี่ยนกราฟิกใหม่หมด โดยใช้แบบการ์ตูนเซลเฉดที่ดูน่ารักมาก Link ของเราก็เปลี่ยนกลายเป็นตัวละครหัวโตตาโตที่ดูน่ารัก แต่เกมเพลย์ยังคงสนุกเหมือนเดิม ความโดดเด่นของเนื้อเรื่องในภาคนี้คือโลกในเกมที่เปลี่ยนจากขี่ม้าตะลุยทุ่งหญ้า เปลี่ยนมาเป็นล่องเรือไปในท่องทะเลที่สวยงาม

ส่วนอาณาจักร Hyrule ในภาคนี้ก็จมอยู่ใต้น้ำ แม้อาจจะดูแปลก ๆ แต่หากผู้สร้างอยากสร้างสิ่งแปลกใหม่ จะลองหยิบภาคที่ฉีกจากอะไรเดิม ๆ ของซีรีส์ ‘The Legend of Zelda’ มาสร้างเป็นหนังก็ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หรือไม่ก็หยิบแค่ส่วนหนึ่งของเกมไปใส่ในเวอร์ชันภาพยนตร์ก็ได้ เช่นการเสริมฉากล่องเรือหรือฉากที่เกี่ยวกับการต่อสู้ด้วยเรือรบใส่เข้าไปในหนังแค่บางฉาก

_____________________________________________________________________________________

‘The Legend of Zelda: Twilight Princess’

อีกหนึ่งใน ‘The Legend of Zelda’ ที่มีความโดดเด่นในความ Dark ของเนื้อเรื่องที่มีความมืดมนไล่ตั้งแต่กราฟิกที่ดูมืดกว่าภาคอื่น และเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับโลก Twilight กับโลกหลักในเกม ในภาคนี้ Link ของเราจะโดนสาปให้มีอีกร่างเป็น “หมาป่า” ที่มีความสามารถในการต่อสู้และดมกลิ่น พร้อมกับตัวละครผู้ช่วยอย่าง Midna ที่มีความโดดเด่นและมีมิติที่น่าสนใจรวมทั้งความลึกลับของโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งที่สร้างความประหลาดใจตลอดตั้งแต่ต้นไปจนจบ ซึ่งหากผู้กำกับตีความดี ๆ หรือหยิบเอาบางส่วนไปใช้จะออกมาดีมากแน่

_____________________________________________________________________________________

‘The Legend of Zelda: Skyward Sword’

‘The Legend of Zelda’ ภาคที่มีเนื้อเรื่องเหมือนเป็นจุดกำเนิดของซีรีส์ เพราะเล่าเรื่องราวย้อนไปถึงยุคที่ดาบ Master ยังไม่ถูกสร้าง และเรื่องราวเกิดบนดินแดนลอยฟ้าและ Link ต้องลงไปทำภารกิจหลักที่ดินแดนด้านล่างโดยมีนกยักษ์เป็นยานพาหนะ ซึ่งหากจะดัดแปลงเป็นหนังคนแสดงถือว่ามีข้อดี เพราะจะได้เริ่มต้นกับจุดกำเนิดเรื่องราว รวมทั้งตัวละครที่จะค่อย ๆ พัฒนากลายเป็นสิ่งที่พบเจอได้ในภาคอื่น และโลกบนท้องฟ้าหากผู้สร้างตีความได้ถูกต้องมันจะดูดีมากบนจอภาพยนตร์

_____________________________________________________________________________________

‘Breath of the Wild และ Tears of the Kingdom’

ภาคล่าสุดที่หากหยิบเอาเรื่องราวมาดัดแปลงก็น่าจะเหมาะสม เพราะว่ามันเป็นภาคที่ขายดีที่สุดและยังมีเนื้อเรื่องที่โดดเด่นแถมยังมาพร้อมกับการเล่าเรื่องที่พัฒนามากกว่าเดิมเพราะมีเสียงพากย์แล้ว รวมทั้งคัตซีนก็ทำออกมาดี ส่วนเนื้อเรื่องจะเริ่มที่ Link ตื่นขึ้นมาและต้องออกไปค้นหาความจริง ที่เรื่องราวจะค่อย ๆ เล่าผ่านการพัฒนาตัวละคร ทำให้มีช่องว่างที่ใส่สิ่งใหม่ ๆ เข้าไปได้มากมาย

รวมทั้งเนื้อเรื่องใน ‘Breath of the Wild’ มีส่วนของ Hyrule ในอดีตที่ล่มสลายจากการรุกรานของ Calamity Ganon ที่ได้ปรากฏตัวและคุกคาม Hyrule ซึ่งในเวอร์ชันเกมมีตัวละครที่โดดเด่นมากมายเช่นเหล่าฮีโร Champions ทั้ง 4 หรือสัตว์จักรกล Divine Beasts ขนาดยักษ์ที่เชื่อว่าต้องมีคนอยากเห็นในเวอร์ชันภาพยนตร์แน่นอน

และหากมันประสบความสำเร็จการสร้างภาคต่อก็ง่ายดายเพราะผู้สร้างสามารถหยิบเอาภาค ‘Tears of the Kingdom’ มาสานต่อได้เลย หรือจะเล่าเนื้อเรื่องในอดีตในภาค ‘Hyrule Warriors: Age of Calamity’ ก็ได้เรียกว่าเป็นภาคที่เหมาะมากในการสร้างเป็นหนังมหากาพย์ แต่อาจจะมีข้อเสียที่ความซับซ้อนและตัวละครเยอะไปหน่อย แต่หากเขียนบทดี ๆ มันอาจจะเป็นหนังจากเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดได้ไม่ยาก

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส