Connect with us

บทความ

สรุปเนื้อเรื่องเกม Persona 5 ตอนที่ 4 : บทสรุปของเกมแห่งชะตากรรม

บทสรุปเนื้อเรื่องนี้จะเขียนให้รูปแบบ Chronologically คือเรียงตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จากลำดับการเล่นในเกมหรือสิ่งที่ตัวละครรับรู้นะครับ เนื่องจากเชื่อว่าการเขียนลักษณะนี้จะครอบคลุมเนื้อหาและรายละเอียดได้มากกว่า และแน่นอนว่าสปอยล์หนักหน่วงมาก ใครที่ยังไม่ได้เล่นหรืออยากเสพย์เนื้อเรื่องของเกมซีรี่ส์นี้ด้วยตัวเองก่อนก็ระวังกันด้วยนะครับ

สำหรับสรุปนี้จะเป็นตอนที่ 4 ของซีรี่ส์ สรุปเนื้อเรื่องเกม Persona 5 นะครับ โดยจะเล่าในเหตุการณ์หลักของเกม นับจากจุดพลิกผันหลังคดีคุนิคาสุจนถึงจุดจบของเกม โดยผมจะข้ามคำอธิบายถึงกฏเกณฑ์และเหตุการณ์ในอดีตที่เป็นที่มาที่ไปต่างๆซึ่งได้ถูกกล่าวถึงในตอนก่อนหน้า แล้วเน้นที่เหตุการณ์กับตัวละครในปัจจุบันนะครับ ใครที่สนใจปูพื้นฐานจากตอนที่แล้วสามารถเข้าไปดูได้ที่นี่เลยครับ

ตอนที่ 1 : โซ่ตรวนแห่งมนุษยชาติ

ตอนที่ 2 : เหล่าจอมโจรผู้ทวงคืนความยุติธรรม

ตอนที่ 3 : หลุมพรางของความสำเร็จ

เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย

หลังเหตุการณ์เสียชีวิตของคุนิคาสุขณะถ่ายทอดสดการสารภาพของเขา กระแสสังคมที่มีต่อ Phantom Thieves ก็เปลี่ยนไปอย่างรุ่นแรง จากฮีโร่ผู้เป็นความหวังของคนทั่วประเทศ กลับกลายเป็นอาชญากรที่ถูกเกลียดชังในชั่วข้ามคืน พวกเรา Phantom Thieves ที่รู้ตัวแล้วว่าได้เข้ามาติดกับดักของคนร้ายตัวจริงเข้าอย่างจัง จึงต้องหาทางพลิกสถานการณ์กลับคืนมา…

เป้าหมายที่หก : ซาเอะ นิจิมะ

เราได้นัดอาเคจิให้มาพบกัน และตอบตกลงรับข้อเสนอของเขา

อาเคจิจะระบุว่าการร่วมมือที่เขาต้องการให้เราช่วย คือการขโมยหัวใจของซาเอะที่กำลังออกตามจับพวกเราอย่างบ้าคลั่งอยู่ ตอนนี้ซาเอะไม่สนวิธีการใดๆทั้งนั้น เธอต้องการที่จะจับตัวเราให้ได้เร็วที่สุดเพื่อจะได้รับเครดิตไป เธอสามารถที่จะสร้างหลักฐานปลอมๆขึ้นมาเพื่อจับกุมพวกเราได้หากเธอรู้ว่าพวกเราคือ Phantom Thieves แม้จะไม่มีหลักฐานที่เป็นของจริงเลยก็ตาม ซึ่งจะไม่ใช่เพียงแค่คดีก่อนๆที่พวกเราทำจริงๆเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อกล่าวหาในคดี Mental Shutdown และ Psychotic Breakdown ที่พวกเราไม่ได้เป็นคนก่อด้วย และนั่นก็เท่ากับเป็นการปล่อยให้คนร้ายตัวจริงลอยนวล ซึ่งเป็นสิ่งที่อาเคจิยอมไม่ได้ 

ดังนั้นพวกเราจะทำการขโมยหัวใจของซาเอะกัน อาเคจิได้เช็คผ่าน Metaverse Nav มาแล้วว่าซาเอะมี Palace ของตัวเองอยู่ เขามั่นใจว่าหากเราทำให้ซาเอะได้สติกลับมาแล้ว ความยุติธรรมในตัวซาเอะจะต้องทำให้เธอไม่ทำเรื่องอย่างการสร้างหลักฐานปลอมแน่ๆ และนี่ยังจะเป็นการเตือนให้ทางตำรวจอย่ายุ่งกับเรามากไปกว่านี้ เพราะไม่งั้นก็จะเป็นพวกเขาเองนั่นแหละที่ถูกเปิดโปง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว อาเคจิก็จะสามารถสืบหาตัวคนร้ายตัวจริงได้อย่างสะดวก ก่อนที่จะให้พวกเราประกาศยุบกลุ่ม Phantom Thieves นับจากนั้น ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจของทุกฝ่าย

แม้มาโคโตะที่เป็นน้องสาวของซาเอะจะลำบากใจ แต่พวกเราในตอนนั้นที่ไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องตอบตกลงที่จะร่วมมือกับอาเคจิไป โดยพวกเราจะเริ่มสำรวจ Palace ของซาเอะกันในวันรุ่งขึ้น หลังจากแยกย้ายกันแล้ว เรากับมอร์กาน่าจะเรียกฟูตาบะมาประชุมกัน พวกเราจะบอกเธอเรื่องความน่าสงสัยของอาเคจิและไหว้วานให้เธอหาข้อมูลให้หน่อย ฟุตาบะจึงคิดแผนที่จะทำให้ได้ข้อมูลแบบเต็มๆมา

ในวันรุ่งขึ้น ที่หน้าอาคารศาลอันเป็นสถานที่ที่ถูกบิดเบี้ยวใน Palace ของซาเอะ พวกเราก็ได้มารวมตัวกัน อาเคจิจะอัพเดทให้เราฟังว่าจากข้อมูลที่เขามี เขาคาดเดาว่าซาเอะจะดำเนินการสืบสวนอย่างเต็มกำลังที่โรงเรียนชูจินและบ้านของโซจิโร่ในวันที่ 20 พฤษจิกายน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น พวกเราไม่มีทางรอดไปได้แน่ ดังนั้นนั่นจะเป็นเส้นตายของภารกิจขโมยหัวใจของซาเอะ ก่อนที่เมื่ออาเคจิหยิบมือถือขึ้นมา ฟุตาบะจะกระโดดแย่งเอามาเล่นด้วยว่าเป็นรุ่นนที่เธออยากได้มานานแล้ว จากนั้นพวกเราก็จะมาวิเคราะห์รูปแบบ Palace ของซาเอะที่บิดเบี้ยวไปกัน โดยมาโคโตะจะนึกถึงเรื่องที่ซาเอะเคยบอกกับเธอว่าที่นี่เป็นสถานที่แห่งการแข่งขันที่เธอจะต้องชนะเสมอ และนั่นจึงทำให้เราพบคีย์เวิร์ดสุดท้าย “คาสิโน”

พวกเราบุกเข้าไปในคาสิโนที่เป็น Palace ของซาเอะจนได้พบกับชาโดว์ของเธอ เธอจะท้าทายพวกเราด้วยการบอกตำแหน่งของสมบัติซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของคาสิโนแห่งนี้ โดยการที่จะขึ้นไปได้นั้น พวกเราก็จะต้องเล่นตามเกมของเธอและเอาชนะไปให้ได้เรื่อยๆเพื่อที่จะเลื่อนระดับสมาชิกของคาสิโนนี้ให้สูงขึ้นไป ซึ่งแม้ว่าเธอจะอ้างว่าเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรมก็ตาม พวกเราก็รู้ดีว่าเธอตั้งใจจะโกงพวกเราเต็มที่อยู่แล้ว ทั้งหมดนี้จึงเป็นการยืนยันกับพวกเราและมาโคโตะถึงแรงปราถนาอันบิดเบี้ยวที่ต้องการเพียงชัยชนะโดยไม่สนวิธีการของซาเอะ

ด้วยความฉลาดแหลมคมของอาเคจิ ทำให้พวกเราสามารถมองแผนการโกงของชาโดว์ซาเอะได้อย่างทะลุปรุโปล่งและช่วยหาทางให้โกงกลับจนพวกเรามุ่งหน้าขึ้นไปยังชั้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆได้ และในที่สุดเราก็มาถึงห้องสมบัติ

อาเคจิจำแนะนำให้พวกเราทำการส่ง Calling Card และขโมยสมบัติในวันที่ 19 พฤศจิกายน อันเป็นวันสุดท้ายของเส้นตายของภารกิจ ทั้งนี้เพราะเขาคิดว่าหากซาเอะได้รับ Calling Card ในขณะที่เธอยังใจเย็นอยู่ ซาเอะที่น่าจะเตรียมใจที่จะตกเป็นเป้าหมายของ Phantom Thieves อย่างดีอาจจะไม่รับรู้ถึงอันตรายมากพอที่สมบัติของเธอจะแปรสภาพเป็นวัตถุได้ ดังนั้นพวกเราจึงควรจะส่ง Calling Card ไปให้เธอในจังหวะที่ต่างฝ่ายต่างก็เหลือเวลาไม่มากแล้ว เพื่อบีบให้เธอเกิดอาการร้อนรน ซึ่งน่าจะทำให้มั่นใจได้ว่าสมบัติของเธอจะต้องปรากฏเป็นวัตถุขึ้นมาแน่ๆ พวกเราที่ได้ยินดังนั้นก็ตอบตกลง

ซึ่งนั่นก็คือแผนการของอาเคจินั่นเอง 

อาเคจิตั้งใจจะหลอกจับพวกเราโดยมุ่งเป้ามาที่เราผู้เป็นหัวหน้าของกลุ่มแต่เพียงผู้เดียว ที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพราะเขาต้องการจะกำจัดพวกเราอย่างเงียบๆโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวจริงของพวกเรา ด้วยจะเสี่ยงทำให้ตัวตนของ Metaverse ถูกเปิดเผยไปด้วยหากพวกเราได้มีโอกาสให้การในคดี ซึ่งก็จะทำให้ทั้งอาเคจิและชิโดะไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก Metaverse ได้อีกต่อไป ดังนั้นสิ่งที่อาเคจิจะทำ ก็คือการหลอกให้พวกเราร่วมมือกับเขาทำในภารกิจขโมยหัวใจของซาเอะนี้ โดยในวันที่ 19 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันปฏิบัติการณ์ เขาจะให้กองตำรวจเข้ามาใน Palace เพื่อดักจับพวกเราขณะกำลังหนีออกมา โดยจะจัดแจงให้เราผู้เป็นหัวหน้าของกลุ่มถูกจับแต่เพียงผู้เดียว แล้วเขาก็จะลงมือสังหารเราในห้องสืบสวน จากนั้นก็ใช้เส้นสายในกรมตำรวจของชิโดะ จัดแจงให้ผลการสืบสวนระบุว่าเราขโมยปืนจากผู้คุมมายิงตัวตายเพื่อหนีความผิด แล้วก็จัดการทำลายศพของเราทิ้งซะ เพียงเท่านี้ข่าวการถูกจับกุมและฆ่าตัวตายของหัวหน้ากลุ่มอาชญากร Phantom Thieves ก็จะถูกประกาศออกไปโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนของเราให้ยุ่งยาก อาเคจิผู้เป็นคนดักจับเราได้ก็จะได้รับเครดิตจากเรื่องนี้ไปเต็มๆ พร้อมกับชิโดะผู้กำลังหาเสียงเลือกตั้งซึ่งต่อต้าน Phantom Thieves มาตลอดก็จะได้เป็นฮีโร่ผู้ชี้ทางสว่างให้กับประชาชน ส่วนสมาชิกของ Phantom Thieves ที่เหลือก็ต้องมีชีวิตอยู่ในความหวาดกลัว ก่อนที่อาเคจิจะค่อยๆไล่กำจัดพวกเขาทีละคนๆหลังจากเรื่องทุกอย่างสงบ

แต่น่าเสียดาย ที่พวกเรารู้ทันเขาซะก่อน

การเดิมพันเพื่อพลิกสถานการณ์

ย้อนกลับไปในวันที่พวกเราสำรวจ Palace ของซาเอะเป็นครั้งแรก ตอนที่ฟุตาบะเอามือถือของอาเคจิมาเล่นนั้น แท้จริงแล้วเธอกำลังติดตั้งแอพสำหรับดักฟังมือถือของอาเคจิอยู่ต่างหาก ซึ่งนั่นก็ทำให้เราได้ดักฟังบทสนทนาผ่านโทรศัพท์ของอาเคจิและชิโดะที่กำลังวางแผนหลอกจับพวกเราในข้างต้นพอดี เป็นอันมั่นใจได้แล้วว่าอาเคจิคิดไม่ซื่อกับพวกเราจริงๆ

ในตอนนั้นเองพวกเราจึงได้คิดหาทางซ้อนแผนของอาเคจิกัน เนื่องจากในตอนนี้ที่พวกเรารู้แล้วว่าอาเคจิเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของผู้ร้ายตัวจริงที่มีอำนาจในกรมตำรวจมากพอที่จะสนับสนุนแผนการของอาเคจิได้ เหตุผลเดียวที่คนที่มีอำนาจขนาดนั้นกลับยังไม่ฆ่าปิดปากพวกเราโดยตรงก็เป็นเพราะพวกเรายังวิ่งอยู่ในกำมือของเขานั่นเอง ดังนั้น เพื่อที่พวกเราจะยังเคลื่อนไหวต่อไปได้ เราจึงต้องเล่นไปตามเกมของอาเคจิเท่านั้น

สิ่งที่พวกเราจะทำ คือการปล่อยให้อาเคจิ ฆ่า “เรา” ที่อยู่ใน Palace

จากข้อมูลที่ได้มาจากคอมของซาเอะก่อนหน้านี้ ทำให้พวกเราทราบว่าหากกลุ่ม Phantom Thieves ถูกจับกุมได้สำเร็จ พวกเราจะถูกจับไปสอบปากคำที่ห้องสอบปากคำพิเศษของกรมตำรวจ และซาเอะที่เป็นผู้ดูแลคดีนี้อยู่ก็จะได้มีโอกาสในการสอบปากคำเราด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นจะเกิดขึ้นก่อนที่อาเคจิจะมาสังหารเรา เมื่อสามารถระบุสถานที่ ตัวละคร และลำดับเวลาของสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว พวกเราก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่จากธรรมชาติของ Palace ได้

เราจะให้ฟุตาบะติดตั้งแอพสำหรับเปิดใช้งาน Metaverse Nav จากทางไกลลงบนมือถือของเรา จากนั้นพวกเราก็จะเล่นตามแผนของอาเคจิไปจนถึงขั้นตอนการขโมยสมบัติของซาเอะ โดยเราจะให้ริวจิและยูสุเกะแสร้งทำเป็นไปหยิบสมบัติมา แต่จริงๆแล้วเป็นกล่องเอกสารเปล่าๆที่พวกเราได้เตรียมเอาไว้ก่อนหน้าเพื่อหลอกอาเคจิ จากนั้นพวกเราจะทำเป็นไม่รู้เรื่องที่ตำรวจมาดักจับพวกเรา ส่งเราไปเป็นเหยื่อล่อและยอมถูกตำรวจที่อาเคจิพามาจับกุมแต่โดยดี จากนั้นเราที่ถูกพาตัวไปไว้ในห้องสอบปากคำพิเศษ ก็จะต้องเจอกับซาเอะที่มาสอบปากคำเรา เราจะต้องโน้มน้าวซาเอะให้เชื่อใจเราให้ได้ ก่อนจะไหว้วานให้เธอนำมือถือของเราที่น่าจะถูกใช้เป็นหลักฐานสำหรับการสืบสวน โชว์ให้กับอาเคจิที่จะลงมาหาเราหลังจากซาเอะออกไปจากห้อง หากทำได้สำเร็จ ฟุตาบะจะทำการเปิดการทำงานของ Metaverse Nav จากระยะไกลเพื่อทำให้อาเคจิถูกดึงเข้ามาใน Palace ของซาเอะโดยไม่รู้ตัว และเนื่องจากพื้นที่นี้อยู่นอกเหนือจากเขตคาสิโนซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดการบิดเบี้ยว สภาพแวดล้อมจึงจะเหมือนกับในโลกความเป็นจริงทุกอย่าง อาเคจิที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองได้เข้ามาอยู่ใน Palace แล้ว ก็จะเข้าไปสังหาร “เรา” ตัวปลอมที่เป็นเพียงภาพสะท้อนความทรงจำของซาเอะที่พึ่งเห็น “เรา” อยู่ในห้องสอบปากคำเมื่อไม่กี่นาทีก่อนเท่านั้น ในขณะที่ “เรา” ตัวจริงนั่งอยู่เฉยๆอยู่ในห้องสอบปากคำในโลกแห่งความเป็นจริง

แน่นอนว่ามันเป็นแผนการที่มีความเสี่ยงมาก ทั้งจากเรื่องที่ไม่รู้ว่าเราจะโดนตำรวจทำอะไรบ้างก่อนที่ซาเอะจะมา เรื่องที่ไม่รู้ว่าซาเอะจะยอมเชื่อใจและทำตามคำไหว้วานของเราหรือไม่ หรือหากอาเคจิไหวตัวทันขึ้นมาจะเป็นยังไง ทำให้แผนการนี้เป็นการเดิมพันหมดหน้าตักที่มีตัวแปรไม่แน่นอนเต็มไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับพวกเราแล้ว นี่ก็เป็นทางเดียวที่จะพลิกสถานการณ์และถือไพ่เหนือกว่าอาเคจิได้

วันที่ 19 พฤศจิกายน

ได้แต่เวลาส่ง Calling Card ให้ซาเอะและเริ่มปฏิบัติการณ์

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเราด้วยดี พวกเราสามารถเอาชนะชาโดว์ซาเอะที่แปลงร่างเป็น Leviathan ปีศาจแห่งความริษยาได้ และแสร้งทำเป็นชิงสมบัติมา มาโคโตะที่ได้เห็นความหลงใหลในชัยชนะซาเอะที่บิดเบี้ยวไปในตอนนี้ก็ได้พูดเตือนสติชาโดว์ซาเอะให้คิดได้และเชื่อมันว่าซาเอะจะทวงคืนตัวเธอที่เชื่อมั่นในความยุติธรรมกลับมาได้ ก่อนที่ทุกคนจะตกลงกันให้เราเป็นเหยื่อล่อพวกชาโดว์ที่พากันปรากฏตัวขึ้นมา เพื่อให้ที่สุดแล้ว เราจะโดนตำรวจที่อาเคจิพามาเข้าจับกุมแต่เพียงผู้เดียว

แต่ตัวแปรไม่คาดฝันก็เปิดขึ้น เมื่อในการสอบปากคำโดยตำรวจนั้น พวกเขาได้ใช้ยากดประสาทกับเราเพื่อให้เรายอมสารภาพออกมา ฤทธิ์ของยาจำให้ความทรงจำของเราเลือนรางและไม่ปะติดปะต่อ เมื่อซาเอะเข้ามาสอบปากคำเราที่ได้คาดการไว้ ตัวเราในตอนนั้นก็กลับไม่มีสติพอจะนึกเรื่องของแผนการออกได้ในทันที ซาเอะที่รู้ว่าเราถูกพิษยาเล่นงานอยู่ จึงค่อยๆพูดให้เราสารภาพและเล่าเรื่องราวทั้งหมดมาตั้งแต่ที่เราได้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนชูจินแห่งนี้

หลักจากที่เราเล่าเรื่องทั้งหมดให้ซาเอะฟังมาจนถึงปัจจบัน ฤทธิ์ยาจะใกล้หมดพอดี แต่ซาเอะก็จะหมดเวลาสอบปากคำเราแล้วเช่นกัน ตรงนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดฉากจบของเกม โดยซาเอะจะยื่นเสนอกับเรา หากเราให้การยืนยันว่าใครบ้างที่เป็นสมาชิกและผู้ให้การช่วยเหลือกลุ่ม Phantom Thieves เธอสัญญาว่าจะช่วยให้เราได้รับโทษทัณฑ์จากคดีน้อยที่สุด แต่หากเรายังยืนยันที่จะไม่ขายเพื่อนของเรา เธอก็ไม่อาจช่วยอะไรเราได้อีก

หากเราเลือกที่จะรับข้อเสนอของซาเอะและขายเพื่อนของเราตัวเกมจะเข้าสู่ Bad End ทันที ซาเอะที่ได้รับคำสารภาพของเราไปแล้วจะออกจากห้องไป ก่อนที่อาเคจิจะเข้ามาสังหารเราได้สำเร็จ

แต่หากเราเลือกที่จะไม่ขายเพื่อน ความทรงจำเกี่ยวกับแผนการของพวกเราจะปะติดปะต่อขึ้นมาทันเวลา เราจะสามารถทำให้ซาเอะเชื่อใจเราและสงสัยในตัวอาเคจิได้สำเร็จ ก่อนที่เธอจะรับปากที่จะโชว์มือถือของเราที่ถูกวางเป็นหลักฐานอยู่ในห้องให้อาเคจิได้เห็น

ขณะเดินอยู่ในห้องโถง ซาเอะจะพบกับอาเคจิที่เดินสวนมาพอดีและตกใจมากที่อาเคจิมาที่นี่ อาเคจิจะอธิบายว่าเขามาเพื่อช่วยทีมสอบปากคำของตำรวจ เนื่องจากเขาได้เครดิตในฐานะผู้ที่จับพวกเราได้ด้วยการแสร้งเป็นมิตรกับพวกเราให้ตายใจ จากนั้นซาเอะจะยื่นมือถือของเราให้อาเคจิดูและถามว่าต้องการใช้มันในการสอบปากคำรึเปล่า เขาจะบอกปฏิเสธและขอตัวไปทำหน้าที่ต่อ โดยไม่มีรู้เลยว่าเขาได้เข้าไปใน Palace เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นอาเคจิก็จะเข้าไปฆ่าเราตัวปลอมที่อยู่ใน Palace ของซาเอะ และออกมาติดต่อกับรายงานความสำเร็จของแผนการให้กับชิโดะ รวมถึงทำการ Mental Shutdown ใส่ผู้กำกับกองสอบสวนพิเศษผู้เป็นหัวหน้าของซาเอะที่ตอนนี้หมดประโยชน์แล้วอีกด้วย

เย็นวันนั้นจะมีข่าวประกาศการเสียชีวิตของเด็กหนุ่มนิรนามผู้เป็นผู้นำกลุ่ม Phantom Thieves ด้วยการฆ่าตัตายขณะอยู่ในห้องสอบปากคำ ประชาชนทั่วๆไปที่เชื่อว่าเราเป็นอาชญากรก็จะฮือฮากันใหญ่ ในขณะที่เพื่อนๆของเราต่างก็ยินดีที่แผนของพวกเราประสบความสำเร็จ

“เสร็จพวกเราล่ะ”

เปิดฉากตอบโต้

ทางด้านซาเอะนั้น หลังจากที่เดินออกมาจนกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ฟุตาบะก็จะติดต่อเข้ามาผ่านมือถือของเราด้วยชื่อ Alibaba แบบที่เธอเคยใช้ เธอจะเปิดคลิปเสียงที่อาเคจิพูดเรื่องแผนการของเขากับชิโดะให้ซาเอะฟังเพื่อยืนยันความชั่วของอาเคจิ แล้วจะขอให้ซาเอะย้อนกลับไปช่วยพาเราที่อยู่ในโลกของความเป็นจริงไปส่งที่ปลอดภัยให้หน่อย ซึ่งซาเอะที่พอจะรู้เรื่องแผนของอาเคจิแล้ว จะพูดเกลี้ยกล่อมผู้คุมที่เป็นพวกเดียวกับอาเคจิให้เชื่อว่าเธอมาทำหน้าที่แทนเขาได้สำเร็จ ก่อนที่เธอจะแอบพาเราออกมาส่งที่ Leblanc ได้อย่างปลอดภัย

วันถัดมา พวกเราก็ได้มารวมตัวกันอีกครั้งที่ Leblanc พร้อมกับการรอดกลับมาแบบครบ 32 ของเรา โดยมีโซจิโร่และซาเอะร่วมพูดคุยด้วย

พวกเราจะอธิบายเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ซาเอะและโซจิโร่ฟัง ในตอนนี้ที่ฝั่งอาเคจิคิดว่าเราตายไปแล้ว พวกเราก็สามารถเคลื่อนไหวกันได้ง่ายขึ้นและยังไม่ต้องกลัวจะถูกลอบสังหารไปอีกพักใหญ่ๆ ส่วนทางเรานั้น โซจิโร่ได้ประสานไปทางครูคาวาคามิเพื่ออ้างว่าเราต้องกลับไปทำธุระที่บ้านที่ต่างจังหวัดชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทางอาเคจิรู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ สำหรับเรื่องศพของเรานั้น ซาเอะจะเล่าว่าดูเหมือนทางเจ้าหน้าที่ชันสูตรจะไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ามีศพอยู่จริงรึเปล่า เขาแค่ทำตามคำสั่งที่ได้รับมาว่าให้ระบุสาเหตุของการตายเป็นการฆ่าตัวตายแล้วก็ทำแค่นั้นเลยจริงๆ ซึ่งก็ถือว่าช่วยทางเราได้มากทีเดียว

จากนั้นพวกเราจะปรึกษากันถึงเบาะแสเกี่ยวกับผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังอาเคจิ จากบทสนทนาทางโทรศัพท์ของอาเคจิที่โทรไปรายงานชิโดะเรื่องการสังหารเรานั้น อาเคจิจะหลุดปากเรียกชื่อชิโดะไป พอโซจิโร่ได้ยินชื่อนั้นก็สงสัยว่าจะเป็นมาซาโยชิ ชิโดะ ที่เป็นนักการเมืองและกำลังลงสมัครเลือกตั้งอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทางซาเอะก็จะเห็นด้วยเพราะว่าชิโดะนั้นวางตัวต่อต้าน Phantom Thieves มาตลอดการหาเสียง ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเป็นคนที่ได้ประโยชน์จากการที่สุดท้ายพวกเรากลายมาเป็นอาชญากรมากที่สุด ก่อนที่โซจิโร่จะเสริมเรื่องที่เขาสงสัยความเกี่ยวข้องของชิโดะกับการตายของวากาบะขึ้นมาอีก เมื่อรู้ดังนั้น พวกเราจะลองค้นชื่อของเขาลงใน Metaverse Nav ซึ่งก็พบว่ามี Palace อย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนที่จะพบสถานที่อันเป็นศูนย์กลางแห่งความบิดเบี้ยวของเขา นั่นก็คือ “อาคารรัฐสภา” (National Diet Building) นั่นเอง

เหลือเพียงคียเวิร์ดสุดท้าย รูปแบบของความบิดเบี้ยวของชิโดะ ที่ไม่ว่าจะคาดเดาเท่าไหร่ก็หาไม่พบสักที

วันที่ 23 พฤศจิกายน

ขณะที่ทุกคนที่มาสุมหัวกันที่ Leblanc กำลังหมดไอเดียกันหมด พวกเราจะได้ยินคำปราศรัยของชิโดะที่จัดขึ้นบริเวณถนนใหญ่อยู่พอดี ริวจิเห็นดังนั้นจึงคิดว่าถ้าเราไปพบและคุยกับชิโดะตรงๆน่าจะรู้อะไรเพิ่มได้บ้าง เรา ริวจิ และฮารุจึงอาสาออกไปลองดู

เมื่อเราได้ยินเสียงและได้เห็นหน้าตาชัดๆของชิโดะอีกครั้ง ในที่สุดเราก็จะจำได้แล้วว่าชิโดะนี่แหละคือนักการเมืองคนนั้นเมื่อครึ่งปีที่แล้ว คนที่ฟ้องเราจนทำให้เขาต้องถูกทัณฑ์บนและส่งมาเรียนที่นี่ เมื่อทุกคนได้ฟังเรื่องของเราแล้วก็จะตกใจมาก วายร้ายผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่างกลับเป็นคนๆเดียวกับที่ทำให้เราได้มาอยู่ที่นี่ แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ทุกคนแน่วแน่ที่จะจัดการชิโดะมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อความยุติธรรมของสังคมเท่านั้น แต่ยังเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่เราอีกด้วย

เราจะนึกถึงคำพูดของชิโดะในคืนที่เกิดเหตุการณ์เมื่อครึ่งปีก่อน ชิโดะจะเคยพูดถึงเรื่องที่เขาจะเป็นผู้ “คุมทิศทางเรือ” ชี้นำประเทศนี้เอง ซึ่งนั่นก็นำไปสู่คีย์เวิร์ดของเขา “เรือ”

เป้าหมายที่เจ็ด : ชิโดะ มาซาโยชิ

ภายใน Palace ของชิโดะ เราจะพบว่าพื้นที่อาคารรัฐสภาทั้งหมดได้กลายเป็นเรือสำราญขนาดยักษ์ ล่องลอยอยู่เหนือซากปรักหักพังของประเทศญี่ปุ่นที่จมอยู่ในทะเลแห่งความพังพินาศ อันสะท้อนให้เห็นว่านี่แหละคือสภาพของญี่ปุ่นในสายตาของชิโดะ ท่ามกลางบ้านเมืองที่จมอยู่ภายใต้ความล้มเหลวและการล่มสลาย มีเพียงเขาและผู้ที่สนับสนุนเขาเท่านั้นที่จะมีสิทธได้ชี้นำและขับเคลื่อนประเทศนี้บนเรือของเขา ซึ่งนั่นหมายความว่าขอบเขตความบิดเบี้ยวของชิโดะนั้นไม่ใช่เพียงอาคารรัฐสภา แต่เป็นทั้งประเทศญี่ปุ่นเลยต่างหาก

พวกเราจะแทรกซึมเข้าไปจนพบกับประตูทางเข้าห้องห้องรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร นั่นหมายความว่าผ่านห้องนี้ไปจะต้องเป็นห้องประชุมใหญ่ของรัฐสภาเป็นแน่ ซึ่งก็คงไม่แปลกหากสมบัติอันเป็นจุดเริ่มต้นของแรงปราถนาอันบิดเบี้ยวของชิโดะ จะตั้งอยู่ ณ ห้องประชุมอันเป็นสถานที่กำหนดทิศทางของประเทศแห่งนี้

หลังจากที่เราเก็บรวบรวมข้อมูลภายใน Palace มาได้ เราจะได้ทราบว่าการจะเข้าไปยังห้องรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรได้จำเป็นต้องใช้จดหมายแนะนำจากผู้สนับสนุนกิตติมศักดิ์ทั้ง 5 ของชิโดะจากบนเรือแห่งนี้ ซึ่งพวกเขาก็จะเป็นเพียงตัวตนปลอมๆที่เกิดจากความทรงจำและการรับรู้ของชิโดะต่อคนพวกนั้นในโลกของความเป็นจริงเท่านั้น ประกอบไปด้วย

– นักการเมืองที่ชื่อ โอเอะ ลูกค้าของคดี Mental Shutdown วิศวกรของการรถไฟใต้ดินเพื่อกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน
– อดีตชนชั้นสูงนายหนึ่ง ผู้เป็นลูกค้าในคดี Mental Shutdown แลกกับการที่เขาได้แนะนำชิโดะให้มีเส้นสายในแวดวงชนชั้นสูง
– ประธานของสถานีโทรทัศน์ที่คอยควบคุมกระแสของสื่อไม่ให้สาวมาถึงชิโดะและเครือข่ายของเขาได้
– ประธานบริษัทไอทีแห่งหนึ่ง ผู้ที่เป็นคนช่วยอาเคจิในการแฮค MedJed และ Phan-Site เพื่อล่อพวกเราให้ติดกับดักของพวกเรา รวมทั้งยังเป็นผู้จัดการชิงข้อมูลวิจัยเรื่อง Cognitive Pscience ของวากาบะมาให้กับชิโดะและจัดการลบข้อมูลต้นฉบับอีกด้วย
– หัวหน้ากลุ่มยากูซ่ากลุ่มหนึ่ง ผู้ที่คอยเก็บกวาดปัญหาในเงามืดให้ชิโดะ

พวกเราแทรกซึมไปทางพื้นที่ต่างๆของ Palace เพื่อเข้าพบกับผู้สนับสนุนกิตติมศักดิ์แต่ละคนและชิงเอาจดหมายแนะนำมาได้ทีละคนๆ การบุกรุกของพวกเราทำให้ชิโดะที่เป็นเจ้าของ Palace รู้สึกไม่สงบ แม้เขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นใน Palace แต่มันก็มากพอที่จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาให้รู้สึกกระวนกระวาย ชิโดะที่อยากจะขจัดความรู้สึกเหล่านั้นจึงได้สั่งอาเคจิให้รีบๆกำจัดพวกลูกค้าที่ใช้บริการ Mental Shutdown ได้แล้ว เขาอยากที่จะกำจัดเสนียดต่อภาพลักษณ์ของเขาในอนาคตออกไปให้เร็วที่สุดก่อนที่เขาจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี อาเคจิจึงรู้ทันทีว่าม้นผิดปกติ เพราะตามแผน พวกเขาควรจะรอให้สถานการณ์สงบกว่านี้ก่อนชิโดะจึงจะสั่งให้จัดการเรื่องนี้ เขาจึงตัดสินใจเข้ามาใน Palace ของชิโดะเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยของเขา

หลังจากที่พวกเราจัดการผู้สนับสนุนกิตติมศักดิ์คนสุดท้ายและได้รับจดหมายมาจนครบแล้ว เราจะได้พบกับอาเคจิที่มาดักรออยู่

อาเคจิที่เห็นพวกว่าเรายังมีชีวิตอยู่จะเข้าใจแผนการทั้งหมดของเราได้ทันที เขาจะประทับใจในความกล้าและจิตใจที่เป็นอิสระจากอดีตของเราที่ทำให้เรายังคงยืนหยัดสู้อยู่ได้ มันช่างตรงข้ามกับเขาผู้ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความแค้นในอดีตเสียเหลือเกิน จากนั้นเขาจึงจะเล่าอดีตทั้งหมดของเขาให้ฟัง ทั้งเรื่องที่เขาเป็นลูกแท้ๆของชิโดะ วัยเด็กอันเลวร้ายที่ทำให้เขาเกลียดชังพ่อของตน การได้พบกับพลังของ Metaverse ตลอดจนแผนการล้างแค้นของเขาที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเสร็จสมบูรณ์เมื่อชิโดะได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และในตอนนี้เขาก็จะกำจัดพวกเราที่เป็นเสี้ยนหนามในแผนการของเขาซะ

อาเคจิจะเรียกชาโดว์ออกมา แล้วใช้พลังของ Loki เพื่อทำให้พวกมันคลุ้มคลั่งด้วยภาวะ Psychotic Breakdown ในตอนนี้แองที่พวกเราจะได้รู้ว่านอกจากภาวะ Mental Shutdown แล้ว อาเคจิยังเป็นคนทำให้เกิดภาวะ Psychotic Breakdown อีกด้วย

เมื่อเราเอาชนะชาโดว์เหล่านี้และตัวอาเคจิเองได้แล้ว พวกเราจะช่วยกันพูดเตือนสติให้กับเขา พวกเราต่างก็มีเป้าหมายที่จะโค่นชิโดะเหมือนๆกัน ไม่มีความจำเป็นจะต้องมาห้ำหั่นอย่างนี้เลย แต่คำพูดเหล่านั้นกลับยิ่งยั่วยุอาเคจิให้ถลำลึกลง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาที่พยายามอย่างหนักและทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงไม่มีผู้คนที่รักและมองเขาในสิ่งที่เขาเป็นเหมือนอย่างเรา ทำไมคนธรรมดาๆที่อาศัยอยู่ในห้องใต้หลังคาผุๆแบบนั้นถึงได้มีสิ่งที่เขาเพรียกหามาตลอดชีวิต ในตอนนี้เขาไม่สนใจเรื่องของชิโดะอีกต่อไปแล้ว เขาแค่อยากจะทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อสังหารเราและพิสูจน์ว่าตัวเองเหนือกว่าเท่านั้น

“อย่าทำให้ขำไปหน่อยเลยน่า”
“ความถูกต้อง? ความยุติธรรม? ของพรรค์นั้นน่ะเก็บเอาลงหลุมไปเหอะ”
“แกกับเพื่อนของแกมันทำให้ชั้นหงุดหงิดว้อย”
“พวกแกจะต้องสยบ พวกแกจะต้องถูกทำลาย”
“มาลงนรกไปด้วยกันเถอะ”

อาเคจิไม่เพียงแต่ใช้เรียกพลังของ Loki จนชุดจอมโจรสีขาวของเขากลายเป็นชุดสีดำเท่านั้น แต่เขายังใช้พลังของ Loki ใส่ตัวเอง ทำให้เกิดภาวะ Psychotic Breakdown ขึ้นกับตัวเองอีกด้วย

พวกเราสามารถเอาชนะอาเคจิที่บ้าคลั่งได้สำเร็จ อาเคจิจะยตัดพ้อในโชคชะตาของตน เมื่อพวกเราขโมยหัวใจของชิโดะเสร็จ พวกเราก็จะเป็นฮีโร่ ส่วนเขาที่จะถูกเปิดโปงทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะสูญเสียทั้งชื่อเสียงและความเชื่อใจไป สุดท้าย เขาก็ไม่อาจเป็นคนพิเศษได้

แต่ไม่ใช่เลย พวกเราทุกคนกลับยอมรับและชื่นชมในความสามารถของเขา พวกเราที่เคยทั้งร่วมมือและต่อกรกับอาเคจิ โกโร่ต่างก็รู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของเขาดี และพวกเราที่ต่างก็เป็นเหยื่อความยุติธรรมก็ย่อมเข้าใจดีถึงความรู้สึกอยากแก้แค้นที่อาเคจิรู้สึก แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราแตกต่างกันไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นทางเลือกต่างหาก เพราะอาเคจิเลือกที่จะใช้พลังได้รับมาเพียงเพื่อตนเอง เพื่อเอาความเกลียดชังไปลงใส่ผู้อื่น เขาถึงได้โดดเดี่ยว และเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาพ่ายแพ้

ทันใดนั้นเอง ที่อาเคจิอีกคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขาคืออาเคจิตัวปลอมที่เกิดจากการรับรู้ของชิโดะนั่นเอง อาเคจิตัวปลอมจะเรียกฝูงชาโดว์ออกมาและเตรียมสังหารอาเคจิตัวจริง เนื่องจากเขาที่ไม่สามารถฆ่าพวกเราได้ก็หมดประโยชน์กับชิโดะแล้ว ก่อนที่จะเปิดเผยว่าชิโดะนั้นตั้งใจจะกำจัดอาเคจิไปหลังจากที่ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่แรกแล้ว เขาพอจะรู้ตั้งแต่แรกว่าอาเคจิอยากจะได้รับการยอมรับจากเขา ชิโดะจึงใช้สิ่งนั้นหลอกใช้อาเคจิราวกับหุ่นเชิดมาตลอด ทั้งคำขอบคุณ คำพูดชมเชย ทั้งหมดนั่นก็แค่เพื่อชักเชิดอาเคจิให้วิ่งเต้นทำทุกอย่างให้กับเขาก็เท่านั้น อาเคจิตัวจริงที่ได้ฟังดังนั้นจะตัดพ้อในความโง่ของตัวเอง ก่อนที่จะฉวยโอกาสยิงปืนสะกัดอาเคจิตัวปลอม แล้วยิงปืนอีกนัดไปที่สวิตซ์ปิดผนังกั้นน้ำ กั้นพวกเราออกจากเขาและอาเคจิตัวปลอมกับพวกชาโดว์

อาเคจิรู้ดีว่าเขาในตอนนี้คงเป็นได้แค่ตัวถ่วงหากพวกเราคิดจะต่อสู้กับชาโดว์เหล่านี้ ดังนั้นเขาจะขอให้เราสัญญากับเขาว่าจะขโมยหัวใจของชิโดะและยุติความชั่วร้ายของเขาให้ที ก่อนที่จะเกิดเสียงยิงปืนขึ้นสนั่นหวั่นไหวถึงสองนัด พร้อมๆกับสัญญาณของอาเคจิทั้งตัวจริงและตัวปลอม ที่หายไปจากเรดาห์ของฟุตาบะ 

แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่พวกเราในตอนนี้ก็มีแต่ต้องมุ่งหน้าต่อไปเท่านั้น โดยเมื่อพวกเรานำจดหมายแนะนำทั้ง 5 ไปใช้เปิดทางเข้าสู่ห้องประชุมใหญ่ของรัฐสภา ที่ซึ่งสมบัติของชิโดะตั้งอยู่ได้แล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือส่ง Calling Card ให้กับชิโดะ

จุดจบของอุดมการณ์อันบิดเบี้ยว

Calling Card ในครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงเพื่อส่งสาส์นท้าชิโดะเท่านั้น แต่จะเป็นการประกาศการกลับมาของเราที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วอีกด้วย เพื่อให้กระแสสังคมต้องตีกลับอีกครั้ง คราวนี้พวกเราจึงจะเอิกเกริกกันหน่อย

ฟุตาบะจะทำการแฮคสัญญาณโทรทัศน์ทั่วทั้งญี่ปุ่น ตั้งแต่ทีวีตามบานเรือน ยันจอภาพสาธารณะที่ย่านต่างๆ เพื่อฉายรายการเฉพาะกิจของพวกเรา Phantom Thieves ที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผู้อยู่เบื้องหลังคดีทั้งหมดและโยนความผิดมาให้พวกเรา นั่นคือ มาซาโยชิ ชิโดะ ชายผู้ซึ่งทุกคนกำลังต้องการให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั่นเอง ก่อนที่จะเปิดโปงคำโป้ปดแรกของชิโดะ ด้วยการกลับมาของเรา ผู้นำกลุ่ม Phantom Thieves ที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว และในคืนนี้ พวกเราก็จะขโมยหัวใจอันบิดเบี้ยวของชิโดะมา

รายการของพวกเราถูกเผยแพร่ไปทั่วทั้งญี่ปุ่น ชิโดะที่ได้เห็นดังนั้นจึงรีบออกแถลงการณ์ทันที ผู้คนต่างก็ตื่นเต้นและสับสนในเวลาเดียวกัน พวกเขาในตอนนี้ไม่รู้จะเชื่อใครดี ชิโดะผู้ที่พวกเขาอยากจะฝากความหวังของประเทศไว้จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและโยนความผิดมาให้พวกเราจริงๆ หรือทั้งหมดนี้จะเป็นการหลอกลวงของพวกเราผู้เป็นอาชญากรอย่างที่พวกเขาเคยเชื่อ

พวกเราได้เข้าไปถึงห้องประชุมรัฐสภา ที่นั่นเองที่เราได้พบกับชาโดว์ชิโดะเป็นครั้งแรก เมื่อเราบอกเรื่องที่อาเคจิเป็นลูกแท้ๆของเขา เขากลับจะเดาได้อยู่แล้ว และมันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่อาคเจิเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับชิโดะเท่านั้น รวมทั้งการตายของวากาบะ การตายของคุนิคาสุ และทุกๆชีวิตที่เขาทำลายไปด้วย ทั้งหมดนั่นคือการเสียสละที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เขาขึ้นเป็นผู้นำแห่งประเทศนี้และชี้นำมันให้ก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่

แล้วชาโดว์ชิโดะจะเปลี่ยนร่างเป็นปีศาจในนาม Samael มาสู้กับเรา

ระหว่างการต่อสู้ ชาโดว์ชิโดะจะจำเราได้ว่าเราคือเด็กที่โดนเขาฟ้องไปเมื่อคราวนั้น และเพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นโชคชะตาจึงชักนำให้เรามาขัดขวางเขาอีกครั้ง พอเราโค่นชาโดว์ชิโดะลงไปได้แล้ว เขาก็จะยอมรับความพ่ายแพ้ และขอโทษพวกเราให้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาไปแต่โดยดี

ตอนนั้นเอง ที่ชิโดะตัวจริงในโลกภายนอกรู้สึกได้ เขารับรู้ได้ทันทีว่าชาโดว์ภายใน Palace ของเขาได้พ่ายแพ้แล้ว และเขากำลังจะโดนช่วงชิงสมบัติไป ชิโดะจึงสั่งให้ทีมวิจัยนำตัวยาที่มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายของมนุษย์หยุดการทำงานลงชั่วคราวมาให้เขาทาน ฤทธิ์ของยาจะทำให้เขาอยู่ในสภาพเสมือนตายเป็นเวลาชั่วคราวซึ่งจะส่งผลให้ชาโดว์และPalace ของเขาสลายไปทันทีจนกว่าที่เขาจะได้สติกลับมา เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราที่ตอนนี้อยู่ในภายใน Palace ของเขาก็ต้องตายไปพร้อมๆการสลายไปของ Palace แม้จะมีความเสี่ยงมาก แต่นี่ก็เป็นหนทางสุดท้ายที่ชิโดะจะใช้จัดการพวกเราได้ แล้วชิโดะก็ทานยานี้เข้าไป

ระหว่างที่พวกเรากำลังจะเก็บสมบัติของชิโดะซึ่งเป็นพวงมาลัยเรือมานั่นเอง ชาโดว์ชิโดะก็จะสลายไปต่อหน้าต่อตาพวกเรา พร้อมกับ Palace ที่กำลังพังลงมาอย่างรวดเร็วผิดปกติ

ขณะกำลังหลบหนีจากเรือที่กำลังจะล่มนั้น ริวจิจะอาสาวิ่งเสี่ยงตายเข้าไปปลดสวิตซ์เรือชูชีพออกมาเพื่อให้พวกเราที่เหลือใช้ ก่อนที่แรงระเบิดจะเล่นงานริวจิที่ยังเกาะอยู่บนเรือ

พวกเราที่หนีออกมาได้จะนึกว่าต้องเสียริวจิไปเสียแล้ว ก่อนที่ริวจิจะโผล่มาดื้อๆตอนที่ทุกคนกำลังร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า ดูเหมือนว่าแรงระเบิดจะส่งเขาปลิวกระเด็นออกจาก Palace มาได้อย่างปลอดภัยราวปฏิหารย์ ทุกคนที่เสียใจเก้อจึงได้จัดการกระทืบเขาเป็นการลงโทษซะชุดใหญ่

ชิโดะตื่นขึ้นมาจากสภาวะที่ร่างกายหยุดทำงานจากฤทธิ์ของตัวยา ด้วยความที่เขาโดนขโมยแรงปราถนาอันบิดเบี้ยวไปเรียบร้อยแล้ว เขาจะเอาแต่พูดเรื่องการไถ่บาปให้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้ทำลงไป ทำให้ในตอนนี้พวกลูกน้องของเขาต้องปกปิดอาการของชิโดะจากสาธารณะชนไปก่อน

วันที่ 18 ธันวาคม

วันเลือกตั้งมาถึง แม้จะเกิดเรื่องทุกอย่างขึ้น แต่กระแสสังคมที่ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในการเปิดโปงชิโดะผ่าน Calling Card ของเราก็ยังคงเลือกโหวตให้กับชิโดะอยู่ดี ชิโดะที่ได้รับเลือกตั้งจึงออกมาแถลงการณ์ขอบคุณทุกเสียงสนับสนุน ตอนนั้นเองที่เขาสารภาพความผิดทุกอย่างออกมา และกล่าวขอขมาประชาชนชาวญี่ปุ่นสำหรับทุกสิ่งที่เขาทำเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเขา ก่อนที่การถ่ายทอดสดจะถูกตัดลง ซึ่งนั่นก็สร้างความแตกตื่นไปทั่ว 

พวกเราที่ได้เห็นดังนั้นจึงได้ฉลองชัยชนะกันได้อย่างสบายใจเสียที ซาเอะจะสัญญาว่าเธอจะทำทุกอย่างเพื่อเอาผิดชิโดะและปกป้องพวกเราจากเครือข่ายของเขาให้ได้

วันที่ 23 ธันวาคม

พวกเราจะนัดเจอกันเพื่ออัพเดตสถานการณ์ของคดีกับซาเอะ ตอนนั้นเองที่พวกเราพบความผิดปกติในกระแสตอบรับของสังคม ผู้คนทั่วประเทศต่างไม่มีใครเชื่อว่าคำสารภาพของชิโดะเป็นฝีมือของ Phantom Thieves ไม่แม้กระทั่งจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงด้วยซ้ำ พวกเชื่อต่างก็เชื่อคำสัมภาษณ์ของผู้เชียวชาญทางการแพทย์ ที่ให้ความเห็นว่าพฤติกรรมของชิโดะนั้นเกิดจากอาการทางจิต ไม่เกี่ยวข้องกับการขโมยหัวใจของ Phantom Thieves ใดๆ กลับกัน พวกเราต่างหากที่ฉวยโอกาสจากอาการของชิโดะในการสร้างกระแสและป้ายความผิดให้กับเขา ในตอนนี้ประชาชนทั่วประเทศต่างก็คาดหวังให้ชิโดะกลับมาบริหารประเทศ พวกเขาคิดว่าภายใต้การชี้นำของชิโดะเท่านั้นที่จะช่วยเหลือประเทศนี้ได้

ไม่เพียงแค่นั้น ทางซาเอะเองก็ถูกปฏิเสธจากผู้กำกับหน่วยสืบสวนพิเศษคนใหม่ในการสอบปากคำและนำชิโดะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พวกเขาอ้างว่าชิโดะในตอนนี้อยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคงจากอาการทางจิตและอาจจะต้องเข้ารับการบำบัด ที่สำคัญ ต่อให้ชิโดะอยู่เบื้องหลังทุกอย่างจริงพวกเขาก็ไม่อยากจะให้เอาผิดคนที่กำลังจะขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ก่อนจะสั่งปลดซาเอะออกจากคดีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งตัวผู้กำกับหน่วยสืบสวนพิเศษและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่ออกมาปกป้องชิโดะทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่เป็นลูกน้องในเครือข่ายของชิโดะทั้งนั้น แม้จะขาดซึ่งผู้นำอย่างชิโดะไปแล้ว แต่พวกเขาและผู้สนับสนุนคนอื่นๆที่จะเสียประโยชน์หากชิโดะโดนเอาผิดก็ยังไม่คิดจะยุติแผนการของชิโดะ พวกเขาจะดำเนินการทุกอย่างต่อไป ทำทุกอย่างเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของชิโดะและชี้นำประเทศนี้ด้วยตัวของพวกเขาเอง

ในตอนนี้สถานการณ์จึงย่ำแย่สุดขีดและไม่ต่างอะไรกับก่อนที่เราจะแย่งชิงหัวใจอันบิดเบี้ยวของชิโดะมาได้เลย Phantom Thieves ยังคงเป็นอาชญากร ในขณะที่ชิโดะที่ออกมาสารภาพผิดกลับยังคงเป็นฮีโร่ของทุกคน แถมเมื่อการดำเนินคดีถูกขัดขวางแบบนี้ ชิโดะก็จะลอยนวลไปอย่างไร้มลทิน เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราที่รู้ความจริงก็จะตกเป้าหมาย เครือข่ายของชิโดะจะจัดการกับพวกเราเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

วิธีเดียวที่จะพลิกสถานการณในตอนนี้ได้คือเปลี่ยนแปลงกระแสสังคมให้เรียกร้องให้เกิดการดำเนินคดีเพื่อค้นหาความจริง ตอนนั้นเองที่มอร์กาน่าเสนอหนทางสุดท้าย…Mementos

เป็นที่ชัดเจนว่าเสียงตอบรับของสังคมในตอนนี้มันผิดปกติมากจนเกินไป แม้จะมีเรื่องที่เครือข่ายของชิโดะพยายามควบคุมกระแสสังคมให้เชื่อในตัวชิโดะอยู่ แต่จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะพร้อมใจกันเบือนหน้าหนีจากความจริงได้ง่ายถึงเพียงนี้ นั่นความหมายว่าจะต้องมีความปกติบางอย่างเกิดขึ้นในจิตใจของผู้คน และสถานที่ที่จะกุมความลับของสิ่งนั้นอยู่ก็คือ Mementos ที่เปรียบดั่ง Palace ของผู้คนทั่วโลกนั่นเอง

มอร์กาน่าจะเสนอให้เราไปตามหาสมบัติอันเป็นต้นกำเนิดความบิดเบี้ยวของผู้คนภายใน Mementos กัน หากเราสามารถแย่งชิงมันมาได้ ก็อาจจะสามารถทำให้ผู้คนตาสว่าง แต่ในทางกลับกัน Mementos เองก็น่าจะเป็นที่ที่กุมความลับของพลังในการเข้า Metaverse และการเกิด Palace ขึ้นมาอยู่ จึงมีความเป็นไปได้มากที่ภารกิจในครั้งนี้จะทำให้พวกเราไม่สามารถเข้าไปใน Metaverse ได้อีก นั่นเท่ากับว่า หน้าที่ของพวกเรา Phantom Thieves ก็จะต้องยุติลงเพียงเท่านี้

แม้จะเป็นเรื่องน่าใจหายสำหรับทุกคน แต่นี่เป็นเพียงทางออกเดียวในตอนนี้ที่พวกเรามี เมื่อตัดสินใจได้แล้ว พวกเราก็จะเริ่มภารกิจขโมยหัวใจของสังคมกัน

สู่จุดเริ่มต้นแห่งความชั่วร้าย

วันที่ 24 ธันวาคม

พวกเรามุ่งเข้าสู่ใจกลางของ Mementos ระหว่างทางก็จะได้พบกับชาโดว์ของผู้คนทั้วญี่ปุ่นที่ต่างก็เดินทางเพื่อมายังที่แห่งนี้ ที่นั่นเองที่พวกเราได้พบกับคุกแห่งความเสื่อมถอย และชาโดว์ของผู้คนที่ยินยอมขังตัวเองไว้เพราะเหน็ดเหนื่อยกับภาระในการคิดและตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง เรียกหาอิสรภาพที่จะไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งเหล่านั้น และให้มีใครสักคนมาคิดแทนและชี้นำชีวิตของพวกเขา อันเป็นแรงปราถนาที่บิดเบี้ยวของมนุษยชาติที่ทำให้เกิด Mementos ขึ้นมาตั้งแต่แรกนั่นเอง โดยระหว่างทางเราจะได้พบกับชาโดว์ของคาโมชิดะ มาดาราเมะ คาเนชิโร่ และชิโดะที่ขังตัวเองไว้ที่นี่เช่นกันอีกด้วย ทำให้เรารู้ว่า แม้จะเป็นเหล่าคนร้ายที่เราขโมยความปราถนาอันบิดเบี้ยวของพวกเขามาแล้ว สุดท้าย พวกเขาก็ด่ำดิ่งสู่ความปราถนาที่จะไม่ต้องคิดต้องทำอะไรด้วยตัวเองเหมือนๆกับผู้คนทั่วญี่ปุ่น และชาโดว์ของพวกเขาก็มาจบลงที่นี่เช่นกัน

ตลอดการสำรวจที่นี่ มอร์กาน่าจะค่อยๆได้รับความทรงจำคืนมาทีละนิดๆ จนเมื่อพวกเราได้พบกับห้องขังขนาดยักษ์ที่เหล่าชาโดว์ของผู้คนต่างบอกว่าเป็น ห้องขังกักกันพิเศษ (Quarantine Cell) ที่ขังนักโทษที่มีบาปหนาและอันตรายที่สุด มอร์กาน่าจะจำได้ว่าเขาเกิดขึ้นที่เบื้องหลังประตูนี้ ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือห้องขังของอีกอร์ตัวจริงและเวลเวทรูม ที่ Yaldabaoth ปิดผนึกเอาไว้ที่นี่นั่นเอง

พวกเรามาถึงใจกลางลึกสุดแห่ง Mementos ที่นั่นเองที่เราได้พบกับ Yaldabaoth ที่อยู่ในสภาพของ Holy Grail มอร์กาน่าจะรู้ว่าสิ่งนี่แหละคือสมบัติที่เป็นต้นกำเนิดแรงปราถนาอันบิดเบี้ยวของผู้คน หากทำลายมันได้ผู้คนก็จะตาสว่าง พวกเราจึงเข้าโจมตี Holy Grail ทันที

แต่ไม่ว่าจะโจมตีไปเท่าไหร่ Holy Grail ก็ได้รับพลังงานฟื้นฟูจากเส้นเลือดที่เชื่อมจากกรงขังของชาโดว์ของผู้คนทั่วโลก Yaldabaoth จะบอกพวกเราว่า นี่แหละคือเจตจำนงค์ของมนุษยชาติที่ต้องการให้เขาเป็นผู้ควบคุมและชี้นำจิตใจของผู้คน ตราบใดที่มนุษยชาติยังคงปราถนาที่จะถูกพันธนาการความคิดและจิตใจเช่นนี้ เขาก็จะไม่มีวันถูกทำลาย และในตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว ที่เขาจะชี้นำมนุษยชาติอันแสนโง่เขลาที่จมดิ่งสู่ความเกียจคร้านไปสู่การล่มสลาย

Yaldabaoth ส่งพลังพวกเรากลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงที่ชิบุย่า จากนั้นเขาก็ได้ทำการหลอมรวม Mementos และโลกแห่งความเป็นจริงให้เป็นหนึ่ง เกิดเป็นภูมิทัศน์อันน่าสยดสยองและท้องฟ้าสีแดงฉาน ทว่า นอกจากพวกเราและเหล่าคนที่เชื่อในพวกเราอย่างโซจิโร่และซาเอะแล้ว ผู้คนที่เหลือกลับใช้ชีวิตปกติราวกับมองไม่เห็นภูมิทัศน์เหล่านี้เลย นั่นก็เพราะในตอนนี้โลกของเราได้กลายเป็นเหมือน Metaverse ที่สิ่งต่างๆล้วนมีตัวตนอยู่ได้ด้วยการรับรู้ของผู้คน ดังนั้นจิตใจของพวกเขาที่ยอมจำนนต่อการควบคุมของ Yaldabaoth จึงปฏิเสธที่จะรับรู้ว่าภูมิทัศน์เหล่านี้มันผิดปกติไปจากความเป็นจริง นั่นจึงทำให้พวกเขาทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

ทันใดนั้น ร่างกายของพวกเรา Phantom Thieves จะค่อยๆสลายไป นั่นก็เพราะในตอนนี้ผู้คนต่างก็ปฏิเสธการมีอยู่ของ Phantom Thieves ไปเสียแล้ว พวกเขาไม่อยากที่จะจดจำการมีตัวตนของพวกเราที่ต่อต้านอิสรภาพในการถูกควบคุมของพวกเขา นั่นจึงทำให้การมีอยู่ของพวกเราค่อยๆหายไปจากโลกใบนี้ด้วย จนในที่สุด The Phantom Thieves ก็ไม่มีอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป

เราจะตื่นขึ้นมาในเวลเวทรูม ที่นั่น Yaldabaoth ในร่างของอีกอร์จะแสดงความผิดหวังในตัวเรา สุดท้ายเราก็ไม่สามารถหยุดยั้งการล่มสลายของมนุษยชาติได้สำเร็จ ที่สุดแล้วเกมการทดลองของเขาก็สูญเปล่า ก่อนที่จะสั่งจีสทีนและแคโรลีนให้ลงโทษเราด้วยการประหารชีวิต

จัสทีนและแคโรลีนจะเข้าต่อสู้กับเรา จัสตีนและแคโรลีนที่โจมตีเรามาเรื่อยๆจะเริ่มลังเลและสงสัยในตัวเอง อะไรบางอย่างในตัวของพวกเธอกำลังปฏิเสธที่จะสังหารเราและบอกว่าหน้าที่ของพวกเธอในฐานะพัศดีไม่ใช่การประหารแต่เป็นการสนับสนุนเราต่างหาก จนในที่สุด ความทรงจำของพวกเธอที่ถูก Yaldabaoth ช่วงชิงไปก็ได้กลับมา พวกเธอจะขอให้เราทำพิธีรวมร่างพวกเธอทั้งสองคนให้กลับไปสู่ตัวตนที่แท้จริงให้ที เราที่ไม่มีทางเลือกอยู่แล้วจึงตอบตกลง

จัสทีนและแคโรลีนที่ได้รวมร่างกันจึงกลับมาเป็น ลาเวนซ่า สาวน้อยผู้ช่วยที่แท้จริงของเวลเวทรูม

ลาเวนซ่าจะเปิดเผยตัวจริง Yaldabaoth ให้กับเรา ทาง Yaldabaoth เองก็ประทับไม่น้อยที่เราสามารถดันทุรังมาจนกระทั่งเปิดโปงตัวจริงของเขาได้ เขาจะยื่นข้อเสนอให้กับเรา หากเราต้องการ เขาสามารถที่จะฟื้นสภาพโลกใบนี้ไปก่อนที่เขาจะหลอมรวมมันเข้ากับ Mementos ได้ กลับไปเป็นโลกที่ยังคงวุ่นวายจากแรงปราถนาอันบิดเบี้ยวของมนุษย์ ถ้าทำแบบนั้นโลกก็จะรอดจากการล่มสลาย และ Phantom Thieves ก็จะคงอยู่และได้รับชื่อเสียงต่อไป ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดกำหนดฉากจบของเราอีกครั้ง

หากเราตอบตกลง จะเข้าสู่ฉากจบ Good Ending ที่เรายังคงเป็น Phantom Thieves ต่อไปพร้อมกับชื่อเสียงที่มาขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเข้าจัดการกับอาชญากรรมและการกดขี่ต่างๆที่มีมากขึ้นจากการแผ่ขยายของแรงปราถนาอันบิดเบี้ยว เป็นโลกที่ยังติดอยู่ในพันธนาการของ Yaldabaoth ต่อไป

หากเราปฏิเสธ จะเข้าสู่เส้นทางของ True Ending (ฉากจบที่แท้จริง) Yaldabaoth จะเวทนาในความโง่เขลาและดื้อรั้นของเราที่เลือกหนทางแห่งความตาย ก่อนที่เขาจะกลับไปสู่ Holy Grail ที่เป็นร่างต้นของเขา

ทันใดนั้น อีกอร์ตัวจริงก็จะได้รับการปลดปล่อยและกลับมานั่งยังที่ที่ควรจะเป็นของเขา อีกอร์และลาเวนซาร์จะบอกว่าเรายังมีความหวังที่จะเอาชนะ Yaldabaoth ได้อยู่ แต่ตอนนี้ให้เราไปตามหาเพื่อนๆก่อน ซึ่งก็เฉกเช่นเดียวกับเรา เพื่อนๆของเราที่สูญเสียตัวตนบนโลกเพราะถูกลืมเลือนโดยผู้คนไปย่อมถูกจับขังอยู่ที่เวลเวทรูมแห่งนี้ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่อยู่ในช่องว่างระหว่างมิติทั้งปวง

เราได้พบกับเพื่อนๆเราแต่ละคนที่ต่างก็หมดกำลังใจอยู่ห้องขังของพวกเขา พวกเขาที่ได้เห็นถึงเจตจำนงค์ของมนุษยชาติและประจักษ์ในความไร้กำลังของตนต่างก็ท้อแท้สิ้นหวัง แต่เราก็จะเตือนสติพวกเขาแล้วพาพวกเขากลับมาทีละคนๆ

เมื่อรวบรวมทุกคนจนครบแล้วเราจะกลับมาพบกับลาเวนซ่าและอีกอร์ ก่อนที่มอร์กาน่าจะปรากฏตัวขึ้น มอร์กาน่าที่จำทุกอย่างได้หมดแล้วจึงจะเล่าให้เราฟัง ทั้งเรื่องที่เขาถูกสร้างขึ้นโดยอีกอร์และหน้าที่ของเขาในการชี้นำเราให้กลายเป็น Phantom Thieves

ลาเวนซ่าจะอธิบายที่มาที่ไปและแผนการของ Yaldabaoth ให้เราฟัง ซึ่งก็อย่างที่เรารู้กันว่า Yaldaboth สร้างการทดลองนี้ขึ้นมาโดยไม่คิดจะปล่อยให้เราชนะได้อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเราที่เป็น Trickster จะสามารถเอาชนะอาเคจิที่เป็นตัวแทนของการทำลายล้างได้ แต่ Yaldabaoth ก็รู้ดีว่าความวุ่นวายทั้งหมดนี้กลับจะยิ่งชักนำจิตใจของผู้คนให้ยิ่งดำดิ่งลงไปในความปราถนาที่จะถูกเขาควบคุมมากยิ่งขึ้น การปรากฏตัวของ Phantom Thieves ที่ทำให้ประชาชนสับสนว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดลวง กลับจะยิ่งทำให้พวกเขาเหน็ดเหนื่อยและปฏิเสธที่จะตามหาความจริง พวกเขาจะยิ่งปราถนาให้มีใครสักคนขึ้นมาชี้นำพวกเขาโดยไม่ต้องลำบากคิดอะไรด้วยตัวเอง และนั่นจึงทำให้ผู้คนเลือกที่จะปฏิเสธความจริงที่พวกเรา Phantom Thieves พยายามเปิดเผยและให้การสนับสนุนชิโดะต่อไป ซึ่งนั่นก็ยิ่งสร้างความชอบธรรมให้กับ Yaldabaoth ที่ตัดสินว่ามนุษยชาตินั้นไร้อนาคตและสมควรแก่การล่มสลาย

การต่อสู้เพื่อทวงคืนอิสรภาพ

พวกเราออกมายังโลกภายนอกอีกครั้ง คราวนี้ผู้คนบางส่วนจะเริ่มจดจำพวกเรา Phantom Thieves ได้แล้ว เป้าหมายของพวกเราคือมุ่งหน้าสู่วิหารแห่ง Holy Grail

ระหว่างที่พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปที่วิหาร ผู้คนบนโลกจะค่อยๆเริ่มรู้สึกตัวถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปนี้เรื่อยๆ ความตื่นตระหนกเริ่มปรากฏขึ้น แต่ไม่เพียงแค่นั้น พวกเขาจะค่อยๆสลายหายไปต่อหน้าต่อตาของผู้อื่นกันทีละคนๆ ราวกับพวกเขาถูกลบออกไปจากการรับรู้ของสังคม นี่แหละคือการล่มสลายของมนุษยชาติของ Yaldabaoth

ในที่สุดพวกเราก็ได้มาถึงวิหารแห่ง Holy Grail และเข้าปะทะกับมันอีกครั้ง คราวนี้พวกเราจะทำการตัดเส้นเลือดที่เชื่อมต่อ Holy Grail เข้ากับชาโดว์ของมนุษย์ทุกคนเสียก่อน เพียงเท่านี้ Holy Grail ก็ไม่สามารถดูดซับแรงปราถนาของผู้คนมาฟื้นฟูตนเองได้อีก

เมื่อเราโค่น Holy Grail ลงได้ Yaldabaoth จะเปิดเผยร่างที่แท้จริงในฐานะ เทพเจ้าแห่งการควบคุม ของเขาออกมาและเข้าต่อสู้กับพวกเราอีกครั้ง พวกเราไม่อาจต้านทานพลังของ Yaldabaoth ที่ในตอนนี้กลายเป็นพระเจ้าไปแล้วได้

ตอนนั้นเองที่เสียงของมอร์กาน่าที่ยังไม่ยอมแพ้ ได้ดังกึกก้องไปถึงผู้คนที่กำลังตื่นตระนก พวกเขารับรู้แล้วว่าตอนนี้พวกเรา Phantom Thieves กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องโลกอยู่ แต่จะในสถานการณ์แบบนี้ พวกเขาก็ไม่คิดว่าเราจะทำอะไรได้อยู่ดี

“อัดมันเลย Phantom Thieves!”

ท่ามกลางฝูงชนที่สิ้นหวัง เด็กหนุ่มหน้าตาจืดๆคนหนึ่งตะโกนเชียร์พวกเราอย่างสุดใจ เขาคือมิชิมะ เจ้าของเว็บ Phan-Site นั่นเอง มิชิมะจะตะโกนเตือนสติผู้คนให้คิดได้ ที่ผ่านมา Phantom Thieves ต่อสู้เพื่อพวกเรามาตลอด และในตอนนี้พวกเขาก็กำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องพวกเรา

“เมื่อไหร่ทุกคนจะเลิกวิ่งหนีจากความเป็นจริงเสียที”

เสียงของมิชิมะไปถึงทุกๆคน พวกเขารู้แล้วว่ายังมีความหวังอยู่และเริ่มส่งเสียงตะโกนเชียร์ Phantom Thieves กันสนั่นหวั่นไหว และเสียงเชียร์เหล่านั้นก็มาถึงพวกเราและ Yaldabaoth ในตอนนี้ที่ผู้คนต่างก็ฝากความหวังไว้กับพวกเรา พวกเขาไม่ได้ตกอยู่ในพันธนาการของ Yaldabaoth อีกต่อไปแล้ว แม้จะโง่เขลาแต่มนุษย์ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และในตอนนี้พวกเราก็ไม่ต้องการให้มีพระเจ้าตนไหนมาควบคุมพวกเราอีกต่อไป

เสียงแห่งผู้คนที่กำลังต่อต้านพระเจ้าได้ปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวของเรา เราได้ปลดโซ่ตรวนที่พันธนาการ Azane ให้แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เพื่อทำสัญญากับเจ้าแห่งปีศาจผู้ปราถนาจะล้มล้างพระเจ้า ให้ปรากฏ…”Satanael”

พลังจากผองเพื่อนและความหวังของผู้คนที่รวบรวมมาอยู่ในตัวของเราได้แปรเปลี่ยนบาปทั้ง 7 ประการของมนุษย์ให้กลายเป็น Sinful Shell กระสุนอาคมที่มีอำนาจสังหารพระเจ้าได้

“หายไปซะ”

ด้วยพลังของ Satanael พวกเราสามารถเอาชนะ Yaldabaoth ได้สำเร็จ Yaldabaoth จะกลับคืนสภาพกลายเป็น Holy Grail ที่เป็นสมบัติแห่งความบิดเบี้ยวของมนุษยชาติ ในตอนนี้ที่เราสามารถชิงมันมาได้ ก็เท่ากับว่าเราได้ปลดปล่อยมนุษยชาติจากพันธนาการของ Yladabaoth ได้สำเร็จ และ Mementos จะต้องสลายไป พร้อมๆกับ Metaverse ที่จะตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง

แล้วพวกเราก็ต้องบอกลามอร์กาน่า

คำบอกลา

เพราะมอร์กาน่าเป็นตัวตนที่เกิดขึ้นจากเศษเสี้ยวความหวังของผู้คน ดังนั้นเขาจึงมีตัวตนได้เพราะการคงอยู่ของ Metaverse เท่านั้น ในตอนนี้ที่ Metaverse และโลกแห่งความเป็นจริงกำลังจะตัดขาดกัน นั่นก็เท่ากับว่า Morgana จะต้องหายไปจากโลกแห่งความเป็นจริงด้วย เขาจะได้ฝากความหวังเอาไว้กับพวกเรา 

“จำไว้ มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโลกแห่งความเป็นจริงหรอก”
“สิ่งที่เราเห็นและรู้สึกต่างหาก นั่นแหละ คือสิ่งที่กำหนดความเป็นจริง”
“มันคือสิ่งที่ทำให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ยังไงล่ะ”
“ต่อให้พวกเธอคิดว่าหนทางข้างหน้ามีแต่ความมืดมิด”
“แต่ตราบใดที่พวกเธอยังคงกุมมือกันไว้ และก้าวผ่านมันไปด้วยกัน โลกก็จะไม่มีสิ้นสุด”
“เพราะว่าโลกทั้งใบน่ะ มันอยู่ในใจของพวกเธอต่างหาก”

พวกเราจะมาอยู่ที่ชิบุย่า ที่ตอนนี้กลับมาอยู่ในสภาพปกติราวกับเรื่องเมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้น ผู้คนต่างใช้ชีวิตปกติไม่มีที่ท่าว่าจะจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เมื่อเช็คมือถือก็จะพบว่า Metaverse Nav ได้หายไปแล้ว พวกเราไม่สามารถเข้าสู่ Metaverse ได้อีกต่อไปจริงๆ สิ่งที่พวกเราทำได้ในตอนนี้คือรอดูทีท่าของกระแสสังคมที่เปลี่ยนไปเท่านั้น

พวกเราที่เหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้อันยาวนานจะต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน ตอนนั้นเองที่ซาเอะจะเข้ามาทักและกล่าวขอบคุณที่พวกเรายอมทิ้งพลังในฐานะ Phantom Thieves เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้คน ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องตระเตรียมการนำชิโดะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ แต่ปัญหาคือ แม้ชิโดะจะยอมรับสารภาพผิด แต่การจะเอาผิดเขาได้ก็จำเป็นต้องใช้หลักฐานพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกันระหว่างคดี Mental Shutdown และ Metaverse เท่านั้น ในตอนนี้ที่ Metaverse ได้หายไปและอาเคจิผู้เป็นคนก่อคดีเหล่านั้นก็หายสาบสูญ ก็เหลือเพียงพวกเรา Phantom Thieves ที่สามารถให้ปากคำได้ ซึ่งหากพวกเราทำเช่นนั้น แน่นอนว่ากระแสสังคมจะมองว่าพวกเราเป็นฮีโร่ แต่ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับกรมตำรวจและกองสอบสวนพิเศษที่ต้องเสียหน้าเพราะพวกเรา ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเพื่อนๆของเราได้ 

ดังนั้นเธอจึงอยากให้เรายอมมอบตัวกับตำรวจเพียงผู้เดียว เมื่อเป็นแบบนั้นทางตำรวจก็จะยกประวัติคดีและภาคทัณฑ์ในอดีตของเราขึ้นมาเล่นงาน ซึ่งจะทำให้เราถูกส่งเข้าสถานกักกันเยาวชนและ Phantom Thieves ก็จะไม่ถูกยกยอเป็นฮีโร่ แต่นั่นก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้พวกตำรวจเล่นงานเพื่อนๆของเราในภายหลัง เมื่อถึงตอนนั้น ซาเอะจะทำทุกอย่างเพื่อถอนรากถอนโคนอิทธิพลของชิโดะเอง

แน่นอนว่าเพื่อปกป้องเพื่อนๆ เราก็ต้องตอบตกลงอยู่แล้ว จากนั้นซาเอะจะพาเราไปจัดการเรื่องนี้ทันที ยกเว้นว่าหากเราทำความสัมพันธ์จนเป็นคนรักกับตัวละครหญิงคนไหนไว้ เราจะได้รับเมสเสจชวนไปเดินเที่ยวคืนคริสมาสต์อีฟจากคนนั้น แล้วจะไปมอบตัวในวันรุ่งขึ้น

เช้าวันต่อมา ทุกคนจะมารวมตัวกันที่ Lablanc และได้รับทราบเรื่องของเราจากโซจิโร่ พวกเขาจะรับไม่ได้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา และตกลงกันว่าจะหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเราให้ได้

วันเวลาได้ผ่านไป เพื่อนๆของพวกเรารวมทั้งตัวละครอื่นๆที่เราได้สร้างสายสัมพันธ์ไว้จะทำทุกวิถีทางเพื่อหาหลักฐานและรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับเรา จนในที่สุดพวกเพื่อนๆของเราก็สามารถตามตัวพนักงานหญิงที่เราช่วยเอาไว้จากชิโดะจนเจอ คำให้การของเธอและเสียงสนับสนุนจะทำให้เราพ้นผิดได้สำเร็จ

อีกอร์และลาเวนซ่าจะเรียกพบเราที่เวลเวทรูมเพื่อแสดงความยินดีกับเรา เราที่ไม่ยอมยี่หระให้กับความเห็นแก่ได้ส่วนตนจนถึงที่สุดได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว และนั่นจึงทำให้เราได้รับอาคาน่าสุดท้าย The World มาครอบครอง บัดนี้เราไม่ได้เผชิญหน้ากับโลกนี้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว 

“หน้าที่ของกระผมก็ได้จบลงตรงนี้”
“คุณช่างเป็นแขกที่น่าประทับใจจริงๆ”

แล้วอีกอร์กับลาเวนซ่าก็ได้จากไป พร้อมกับเวลเวทรูมที่ได้บรรลุหน้าที่ของมันแล้ว

วันที่ 13 กุมภาพันธ์

ซาเอะจะเข้ามาแจ้งข่าวดีกับเรา ในที่สุดเธอก็สามารถนำชิโดะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้สำเร็จ ด้วยคำให้การของเราและเสียงต่อต้านของประชาชนทำให้อัยการจำนวนไม่น้อยหันมาสนับสนุนเธอ ตอนนี้การเอาผิดชิโดะจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป แล้วเธอจะแจ้งอีกข่าวดีว่าในวันนี้เราจะได้รับการปล่อยตัวแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเพราะความพยายามของเพื่อนๆของเราและเสียงสนับสนุนจากผู้คนที่เราได้ช่วยเหลือเอาไว้ในอดีต ก่อนที่ซาเอะจะขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างกับเราอีกครั้ง

โซจิโร่จะมารับเราจากสถานกักกันกลับไปยัง Leblanc ที่ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พวกเราจะเฉลิมฉลองการกลับมาของเราก่อนที่จะนึกได้ว่ายังขาดมอร์กาน่าไปอีกคน ทันใดนั้นเองที่มอร์กาน่าในร่างแมวธรรมดาก็ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาจะสารภาพกับทุกคนว่าจริงๆตอนนั้นเขาก็นึกว่าเขาจะหายไปจริงๆ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาดันตื่นขึ้นมาที่ชิบุย่าในร่างนี้ซะอย่างนั้น ดูเหมือนว่าที่หายไปจะมีเพียงตัวตนของเขาใน Metaverse เท่านั้นเอง มอร์กาน่าจะคิดว่าคงเป็นเพราะพวกเราทุกคนยังคงจดจำเขาและอยากให้เขามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ เขาจึงยังสามารถรักษาร่างในโลกแห่งความจริงนี้ไว้ได้ แต่ครั้นจะมาพบกับพวกเราหลังจากพึ่งบอกลาไปก็กลัวจะเจื่อนกันไปหมด ก็เลยตัดสินใจเฝ้าดูพวกเราอยู่ห่างๆแทน แล้วก็รอมาพบกับพวกเราในที่วันเราได้รับการปล่อยตัวกลับมานี่แหละ

ทุกคนจะเฮฮาปากันได้เพียงเดี๋ยวเดียวก่อนที่จะนึกกันได้ว่าอีกแค่เดือนเดียวเราก็ต้องย้ายกลับไปเรียนที่ต่างจังหวัดแล้ว มาโคโตะที่ไม่อยากให้ทุกคนหงอยจึงเสนอให้วันนี้เป็นวันฉลองการปล่อยตัวของเราและเป็นการระลึกถึงการยุบกลุ่ม Phantom Thieves ของพวกเราอย่างเป็นทางการ เมื่อบรรยากาศดีขึ้นแล้ว มอร์กาน่าก็จะขอไปอยู่กับเรา ด้วยคิดว่าอาจจะทำให้เขาค้นพบวิธีที่จะกลายเป็นมนุษย์เข้าสักวันก็ได้ รวมทั้งกลัวเราจะเหงาด้วย

แล้วพวกเราก็จะฉลองกันครั้งใหญ่

วันที่ 20 มีนาคม

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่เราจะต้องเดินทางกลับไปเรียนต่อที่ต่างจังหวัด

เพื่อนๆของเราจะอาสาพาเราไปส่งถึงบ้านโดยมีมาโคโตะเป็นคนขับรถ พวกเราจะรู้ตัวว่ายังมีคนแอบสะกดรอยตามดูพวกเราอยู่ แต่มอร์กาน่าก็จะจัดการรถของพวกเขาไม่ให้ตามมาสอดส่องพวกเรามาได้ จากนั้นพวกเขาก็จะพาเราไปแอ่วสักหน่อยก่อนที่จะพาเราไปส่งถึงบ้าน

จบบริบูรณ์…

 

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น