สถานการณ์ในสหราชอาณาจักรตอนนี้ถือว่าค่อนข้างหนัก เพราะห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ อย่าง Tesco, Asda และ Next กำลังขาดแคลนแรงงานมนุษย์ โดยเฉพาะส่วนการดูแลจัดการสต็อกสินค้า และส่วนอื่น ๆ ที่ต้องใช้แรงงานเป็นหลัก จนต้องสั่งโรบอตอัตโนมัติจากบริษัทในจีนที่ชื่อว่า ‘Geek+’ เข้ามาทำงานแทนแรงงานที่ขาดหาย จนบริษัทจีนแห่งนี้กลายเป็นโรงงานส่งออกโรบอตจำนวนมากให้แก่สหราชอาณาจักร
ปัจจุบันสหราชอาณาจักรเผชิญปัญหาอัตราการเติบโตของผลผลิตถดถอยมานานกว่าทศวรรษ เหล่านักเศรษฐศาสตร์ต่างมองตรงกันว่า การนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาปรับใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย คือกุญแจสำคัญในการกู้คืนประสิทธิภาพการทำงาน จึงไม่แปลกใจที่จีน หนึ่งในประเทศที่ผลิตโรบอตมากที่สุดในโลก จะกลายมาเป็นเป้าหมายของสหราชอาณาจักร
หน้าที่หลักของโรบอตจากจีน คือการเข้ามาช่วยจัดการภารกิจที่ซ้ำซากจำเจ เพิ่มความเร็วในการหยิบสินค้า ขยายพื้นที่จัดเก็บในจุดที่มนุษย์เข้าถึงยาก และลดความผิดพลาดในระบบการทำงาน
จุดเด่นสำคัญของหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) จาก Geek+ คือการติดตั้ง ซึ่งแตกต่างจากระบบสายพานลำเลียงแบบดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพาโครงสร้างเฉพาะรองรับ โดยหุ่นยนต์ AMR สามารถเริ่มใช้งานได้ทันที เพียงกั้นรั้วความปลอดภัยและติดแผ่นมาร์กเกอร์ QR Code บนพื้นเท่านั้น
ทำไมอยู่ ๆ จีนถึงกลายเป็นผู้นำโรบอต ?
รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ยกระดับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ให้กลายเป็นวาระแห่งชาติมาหลายปีแล้ว เพื่อขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า ‘กำลังการผลิตคุณภาพใหม่’ เมื่อจีนต้องเผชิญภาวะประชากรวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง เหล่านักกำหนดนโยบายจึงมองว่าระบบออโตเมชันคือเครื่องมือสำคัญในการกู้คืนประสิทธิภาพการผลิต พร้อมส่งออกโรบอตออโตเมชัน และรักษาความได้เปรียบในฐานะโรงงานของโลกต่อไป
เห็นแบบนี้แล้วจึงไม่แปลกใจที่นอกจากบริษัท Geek+ จะก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติรายใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังสร้างปรากฏการณ์ขายหุ้น IPO ในกลุ่มธุรกิจหุ่นยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดแห่งปี ด้วยการจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกงในปี 2025 ที่ผ่านมา
สหรัฐฯ แบนโรบอตจีน
ภายใต้การเติบโตของโรบอตและระบบออโตเมชันในจีน ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศสั่งแบนการนำเข้าหุ่นยนต์ขั้นสูงรุ่นใหม่จากต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงโรบอตจากจีนและประเทศอื่น ๆ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
โรบอตที่สหรัฐฯ แบนส่วนใหญ่เป็นประเภทที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Humanoid, หุ่นยนต์ 4 ขา หรือ 2 ขา และหุ่นยนต์ที่ใช้ AI ล้ำ ๆ ที่เต้นได้ เป็นเพื่อนได้ หรือยกของได้ พูดง่าย ๆ คือหุ่นยนต์ลักษณะนี้ที่ผลิตในประเทศจีนแทบทุกประเภท
คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารแห่งสหรัฐฯ (FCC) ได้ติดแบล็กลิสต์หุ่นยนต์ขั้นสูงต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล AI และแผงโซลาร์เซลล์ โดยมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของประเทศ โดย FCC กังวลว่าหุ่นยนต์และอุปกรณ์จากต่างชาติอาจถูกแฮกเกอร์หรือรัฐบาลฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นเครื่องมือสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคลของชาวอเมริกัน รวมถึงเจาะระบเข้าควบคุมหุ่นยนต์ทางไกล ปิดระบบจ่ายไฟฟ้า หรือลักลอบโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
คำสั่งแบนนี้มีผลบังคับใช้เฉพาะหุ่นยนต์และอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่ไม่เคยผ่านการอนุมัติ ส่วนรุ่นเดิมที่ได้รับการอนุมัติแล้วยังคงจำหน่ายและใช้งานได้ตามปกติ
ไม่ว่าตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คืออุตสาหกรรมโรบอตในจีนกำลังเฟื่องฟู และเริ่มกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักในการส่งออกสู่ต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับคู่แข่งหลักอย่างสหรัฐฯ ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่า หากเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานรุนแรงขึ้นในอนาคต จะต้องหันมาพึ่งพาอาศัยโรบอตจากจีน หรือจะรอคอยการมาถึงของโรบอตประจำชาติจาก Tesla ต่อไป













