สรุปเนื้อเรื่องเกม Persona 5 ตอนที่ 2 : เหล่าจอมโจรผู้ทวงคืนความยุติธรรม

บทสรุปเนื้อเรื่องนี้จะเขียนให้รูปแบบ Chronologically คือเรียงตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จากลำดับการเล่นในเกมหรือสิ่งที่ตัวละครรับรู้นะครับ เนื่องจากเชื่อว่าการเขียนลักษณะนี้จะครอบคลุมเนื้อหาและรายละเอียดได้มากกว่า และแน่นอนว่าสปอยล์หนักหน่วงมาก ใครที่ยังไม่ได้เล่นหรืออยากเสพย์เนื้อเรื่องของเกมซีรี่ส์นี้ด้วยตัวเองก่อนก็ระวังกันด้วยนะครับ

สำหรับสรุปนี้จะเป็นตอนที่ 2 ของซีรี่ส์ สรุปเนื้อเรื่องเกม Persona 5 นะครับ โดยจะเล่าในเหตุการณ์หลักของเกม นับจากต้นเกมที่ตัวเอกย้ายมาเรียนที่โตเกียวจนสิ้นสุดคดีของอิจิริวไซ มาดาราเมะ โดยผมจะข้ามคำอธิบายถึงกฏเกณฑ์และเหตุการณ์ในอดีตที่เป็นที่มาที่ไปต่างๆซึ่งได้ถูกกล่าวถึงในตอนที่ 1 แล้วเน้นที่เหตุการณ์กับตัวละครในปัจจุบันนะครับ ใครที่สนใจปูพื้นฐานจากตอนที่แล้วสามารถเข้าไปดูได้ที่นี่เลยครับ

ตอนที่ 1 : โซ่ตรวนแห่งมนุษยชาติ

ส่วนใครที่อยากข้ามไปอ่านเรื่องราวในช่วงต่อๆไปของเกม สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ

ตอนที่ 3 : หลุมพรางของความสำเร็จ

ตอนที่ 4 : บทสรุปของเกมแห่งชะตากรรม

เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย

จากตอนที่แล้ว ตัวเอก(เรา) ที่ถูกชิโดะฟ้องและใส่ร้ายในข้อหาทำร้ายร่างกาย ก็ได้ถูกสั่งย้ายมาเรียนต่อระดับชั้นมัธยมปลายปี 2 ที่โรงเรียนมัธยมปลายชูจินในโตเกียว และนั่นจึงทำให้เราต้องเดินทางมาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอันคับคั่งเพียงลำพัง…

วันที่ 9 เมษายน

เราได้นั่งรถไฟฟ้ามายังสถานีชิบุย่า กรุงโตเกียว เพื่อจะต่อสายรถไฟไปยังกับสถานียองเก็น จายา (Yongen-Jaya) อันเป็นบ้านของโฮสต์ที่จะรับเราไปเลี้ยงระหว่างเข้าศึกษาที่โรงเรียนชูจิน ในตอนนั้นเองที่เราได้พบกับแอพประหลาดบนมือถือ ซึ่งนั่นก็คือ Metaverse Nav ที่ Yaldabaoth มอบให้เรานั่นเอง แต่ในตอนนั้นเราจะยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

เมื่อเรามาถึงสถานียองเก็น และเข้าไปพบโฮสต์ของเราที่คาเฟ่ที่มีชื่อว่า Café Lablanc เราก็จะได้รู้ว่าโฮสต์ของเราคือ โซจิโร่ นั่นเอง เขาจะให้เราพักอยู่ที่ห้องใต้หลังคาของคาเฟ่นี้แทนที่จะอยู่กับเขาที่บ้าน โซจิโร่ที่รู้เรื่องคดีของเราอยู่แล้วจะขู่ไม่ให้เราสร้างปัญหาอีก

แม้จะมีท่าทีเย็นชา แต่ความจริงแล้ว ที่โซจิโร่เลือกรับเป็นโฮสต์ของเราก็เพราะเขารู้ดีว่าคดีที่เกิดขึ้นกับเรานั้นเป็นการใส่ร้าย ซึ่งนั่นทำให้โซจิโร่นึกถึงตัวเองในอดีตตอนที่เขาคิดอยากจะลุกขึ้นต่อต้านกับอำนาจมืดที่ทำให้วากาบะต้องตาย แต่สุดท้ายเมื่อรู้ว่ากำลังของเขาเพียงคนเดียวไม่อาจทำอะไรได้จึงหนีออกมา โซจิโร่ที่เข้าใจความรู้สึกเราดีจึงอยากรับเรามาดูแล ส่วนที่ต้องให้เรามาอาศัยอยู่บนห้องใต้หลังคาก็เพราะกังวลว่าเราอาจจะทำให้ฟุตาบะกลัวและไม่อยากให้เราเข้ามาเอี่ยวกับปัญหาครอบครัวของเขา

เราที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางลงนอนบนเตียงเก่าๆในห้องใต้หลังคาที่จากนี้ไปจะเป็นบ้านของเรา และนั่นก็เป็นคืนแรกที่เราถูกอัญเชิญไปยังเวลเวทรูม

เวลเวทรูมของเราปรากฏลักษณะเป็นคุกพร้อมตัวเราที่ใส่ชุดนักโทษอยู่ อันเป็นภาพสะท้อนถึงจิตใจของเราที่ถูกคุมขังจากโชคชะตา Yaldabaoth ที่ปลอมเป็นอีกอร์จะแนะนำตัวของเขา พร้อมกับแนะนำให้เรารู้จักกับจัสทีนและแคโรลีน ผู้ช่วยของเขาที่จากนี้ไปจะทำหน้าที่เป็น พัศดี (Warden) เฝ้าดูแลพฤติกรรมของเราและให้การสนับสนุนเราในการเดินทางเพื่อให้บรรลุ การฟื้นคืน (Rehabilitation) ของเรา ทั้งในแง่จิตใจของเราเอง และหมายถึงการฟื้นคืนความหวังในมนุษยชาติด้วย ก่อนจะส่งเรากลับไปหลับต่อ

วันต่อมา โซจิโร่จะพาเราไปรายงานตัวกับผู้อำนวยการโคบายาคาวะที่โรงเรียนชูจิน และเราจะได้รู้จักกับ ซาดาโยะ คาวาคามิ (Sadayo Kawakami) ผู้จะมาเป็นครูประจำชั้นของเราตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

การตื่นขึ้นของจิตวิญญาณแห่งการกบฏ

วันที่ 11 เมษายน

วันนี้เป็นเปิดเรียนภาคการศึกษาต้นวันแรก เราจะลืมพกร่มไปด้วยทำให้ต้องติดฝันอยู่ที่หน้าร้านค้าใกล้ๆกับโรงเรียนชูจิน ตอนนั้นเองที่เราได้พบกับนักเรียนชูจินหญิงผมทองหน้าฝรั่งคนหนึ่งที่มาติดฝนเหมือนกัน ก่อนที่จะมีผู้ชายคนหนึ่งขับรถมารับเธอไปส่งที่โรงเรียน ก่อนที่นักเรียนชายผมทองท่าทางนักเลงๆคนหนึ่งจะวิ่งฝ่าฝนตะโดนเรียกชื่อผู้ชายในรถก่อนหน้านี้ ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเรา

หนุ่มผมทองคนนี้คือ ริวจิ ซากาโมโตะ (Ryuji Sakamoto) นักเรียนม.ปลายปี 2 ที่ชูจินเหมือนกับเรา เขาจะบ่นถึงผู้ชายที่เราเห็นในรถเมื่อกี้ ซึ่งมีชื่อว่า ซุงุรุ คาโมชิดะ (Suguru Kamoshida) เป็นอาจารย์วิชาพละของโรงเรียนชูจิน ก่อนที่ริวจิจะบ่นๆว่ารับนักเรียนหญิงขึ้นรถไปหน้าตาเฉยงี้ “คาโมชิดะ” คิดว่า “โรงเรียน” เป็น “ปราสาท” ของตัวเองรึไงกัน แล้วเขาจะชวนเราเดินตัดผ่านซอยแคบๆที่เป็นทางลัดไปโรงเรียน

ทว่าเมื่อเรามาถึงสถานที่ที่น่าจะเป็นโรงเรียน สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราและริวจิดันกลายเป็นปราสาทหน้าตาประหลาดเสียแทน ซึ่งแท้จริงแล้วเราและริวจิได้เข้ามายัง Palace ของคาโมชิดะผ่านทางแอพ Metaverse Nav ที่อยู่ในมือถือของเราโดยบังเอิญนั่นเอง

การทำงานของ Metaverse Nav จะทำงานในลักษณะคล้ายๆกับแอพนำทางที่เราใช้ๆกัน การที่จะเข้าไปยัง Palace ของใครได้ เราจำเป็นจะต้องระบุข้อมูลสามอย่างอันเป็นคีย์เวิร์ดของบุคคลคนนั้น ได้แก่

  1. ชื่อและนามสกุล : ซุงุรุ คาโมชิดะ
  2. สถานที่ที่ถูกบิดเบี้ยวใน Metaverse ของคนๆนั้น : โรงเรียน
  3. ความบิดเบี้ยว หรือก็คือตัว Palace ของคนๆนั้น : ปราสาท

จากกรณีของคาโมชิดะจึงแปลความได้ว่า แรงความปราถนาอันบิดเบี้ยวของ “คาโมชิดะ” ทำให้ภายในจิตใจของเขามองว่า “โรงเรียน” เป็น “ปราสาท” ของเขานั่นเอง เมื่อระบุคีย์เวิร์ดได้ครบ Metaverse Nav ก็จะจดจำ Palace นั้นไว้และพาเราเข้าสู่ Palace นั้นๆได้ทันที นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราและริวจิบังเอิญเข้ามาใน Palace ของคาโมชิดะ เพราะคำบ่นของริวจิก่อนหน้านี้ดันไประบุคีย์เวิร์ดทั้งสามคำพอดีนั่นเอง

ทีนี้เรามาพูดถึงชายที่ชื่อ ซุงุรุ คาโมชิดะกันก่อน

ซุงุรุ คาโมชิดะ เป็นอดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลโอลิมปิกเหรียญทอง หลังจากได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ เขาก็ได้กลายมาเป็นโค้ชชมรมวอลเลย์บอลให้กับโรงเรียนชูจิน ด้วยชื่อเสียงของคาโมชิดะ ทำให้โคบายาคาวะและอาจารย์คนอื่นๆต่างก็ตั้งความหวังว่าเขาจะนำพาทีมวอลเลย์บอลไปสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน คาโมชิดะที่รู้ตัวว่าโรงเรียนแห่งนี้กำลังใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของเขาอยู่จึงเริ่มคิดใช้สิทธิพิเศษของตนหาประโยชน์เข้าตัวบ้าง เขาเริ่มจากการกลั่นแกล้งชมรมกีฬาอื่นๆให้เสียเครดิตและถูกยุบไปทีละรายๆ เพื่อให้สุดท้ายมีเพียงชมรมวอลเลย์บอลของเขาเท่านั้นที่จะได้เฉิดฉาย จากนั้นคาโมชิดะก็เริ่มให้นักกีฬาชายในชมรมวอลเลย์บอลโหมซ้อมอย่างหนักหน่วงผิดมนุษย์และใช้พวกเขาเป็นกระสอบทรายเพื่อระบายอารมณ์ ในขณะที่นักเรียนหญิงก็ถูกบังคับให้ยินยอมถูกคาโมชิดะลวนลามทางเพศอย่างลับๆภายในห้องวิชาพละ หากใครต่อต้านเขาก็จะทุบตี 

แน่นอนว่าการทารุณกรรมของคาโมชิดะย่อมเป็นไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ไม่ว่าจะมีใครที่พยายามจะลุกขึ้นมาต่อต้านและเอาผิดคาโมชิดะยังไง โคบายาคาวะก็จะออกตัวปกป้องตลอด ซึ่งโคบายาคาวะเองก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของโรงเรียนและคิดว่าชื่อเสียงที่คาโมชิดะจะสร้างให้โรงเรียนมีค่ามากกว่า เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อปิดเรื่องนี้ไว้ ซ้ำร้ายคนที่แสดงตนต่อต้านคาโมชิดะไปแล้วก็จะถูกคาโมชิดะกลั่นแกล้งจนไม่มีที่ยืนในโรงเรียนอีก จนในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าหือกับคาโมชิดะอีกต่อไป แม้แต่ผู้ปกครองของเด็กๆที่เป็นเหยื่อของคาโมชิดะก็เช่นกัน ทุกคนได้แต่คิดว่า มันจะดีกับตัวเองมากกว่าหากยอมอดทนเชื่อฟังแต่โดยดี

เมื่อไม่ว่าจะเป็นเหยื่อหรือพยานต่างก็ไม่มีใครต่อต้านเขาได้ ในขณะที่อาจารย์หรือนักเรียนคนอื่นๆที่ไม่รู้เรื่องต่างก็พากันชื่นชมสรรเสริญ คาโมชิดะจึงหลงระเริงในสิทธิพิเศษของตน แรงปราถนาอันบิดเบี้ยวที่จะให้ทุกคนในโรงเรียนทำตามทุกอย่างที่เขาสั่งได้ดั่งใจทำให้เขามองตัวเองเป็นดั่งพระราชาและโรงเรียนแห่งนี้ก็คือปราสาทของเขา และนั่นจึงทำให้ Palace ของเขากำเนิดขึ้นมา

ทางด้านเราและริวจิหลงเข้ามาใน Palace ของคาโมชิดะที่แปรสภาพโรงเรียนให้เป็นปราสาท จึงได้ลองเดินเข้าไปข้างในดู

ภายในนั้นเราจะได้เจอกับชาโดว์ที่เป็นทหารรับใช้ของชาโดว์คาโมชิดะ พวกมันจะจับเราและริวจิไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน เมื่อตื่นขึ้นมาเราก็ได้พบกับชาโดว์คาโมชิดะผู้เป็นพระราชาของปราสาทแห่งนี้ เขาลงมาเพื่อสั่งประหารชีวิตพวกเราสองคน ในขณะที่ริวจิกำลังจะถูกฆ่านั้น เราได้หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เราถูกใส่ร้าย เราที่ไม่มีทั้งกำลังและอำนาจจะทำอะไรได้ในสถานการณ์แบบนี้

“จะบอกว่าการตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อครั้งนั้นเป็นความผิดพลาดอย่างนั้นรึ?” 

เสียงเรียกจากจิตวิญญาณแห่งการกบฏที่ลุกโชนทำให้เราตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด เราจะไม่สงสัยในความยุติธรรมของตัวเองและก้มหน้าก้มตายอมรับความอยุติธรรมของสังคมอีกต่อไป ถ้าโลกนี้มันบิดเบี้ยวนักก็เปลี่ยนมันด้วยพลังของเราซะ

“ข้าได้ยินแล้ว เสียงที่เด็ดขาดของเจ้า”
“จงสาบานมาซะ”
“ข้าคือเจ้า และเจ้าก็คือข้า”
“เจ้าผู้ซึ่งยินยอมแม้นต้องลบหลู่กระเจ้าเพื่อความยุติธรรม”
“จงขานนามแห่งข้า และปลดปล่อยความเกรี้ยวกราดออกมา”

พลังแห่ง The Wild Card ที่ได้รับมาจาก Yaldabaoth ทำให้พันธะสัญญาสมบูรณ์ จิตวิญญาณแห่งการกบฏได้แปรเปลี่ยนเป็น Persona ประจำตัวของเรา….Arsene

ด้วยพลังของ Azane ทำให้เราหนีออกมาจากคุกได้ รวมทั้งยังขังชาโดว์คาโมชิดะไว้ภายในคุกอีกด้วย ก่อนที่จะพบว่าชุดของเราเปลี่ยนไปเป็นชุดจอมโจร พร้อมกับหน้ากากซึ่งเอาไว้เรียกใช้พลังของ Persona ออกมา ซึ่งชุดจอมโจรนี้จะปรากฏก็ต่อเมื่อผู้เป็นเจ้าของ Palace จะรู้สึกถึงภัยจากเราและมองเราเป็นศัตรู ทำให้จิตวิญญาณแห่งการกบฏของเราแปรสภาพออกมาเป็นเสื้อผ้าเพื่อให้เราใช้ป้องกันตัวจากความบิดเบี้ยว

ระหว่างที่กำลังหนี เรากับริวจิจะได้พบกับมอร์ากน่าที่ถูกจับอยู่ในคุกของที่นี่พอดี มอร์กอน่าที่ก่อนหน้านี้เร่ร่อนอยู่ใน Mementos เพื่อหาทางฟื้นความทรงจำของตัวเองได้มาสำรวจ Palace ของคาโมชิดะเพราะรู้ดีว่า Palace เกิดจากแรงปราถนาที่แม้จะบิดเบี้ยวแต่ก็แรงกล้า ถ้าเขาสามารถเข้าใกล้สมบัติของ Palace แห่งนี้ได้ บางทีเขาอาจจะนึกอะไรออกก็ได้ แต่ก็ถูกจับตัวได้เสียก่อน

เรากับริวจิที่ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามอร์กาน่าคือตัวอะไรก็จำใจต้องช่วยเขาออกมาจากคุกเพื่อให้เขาช่วยเราหาทางหนี ระหว่างทางเราจะได้เห็นมอร์กาน่าเรียก Persona ของเขา Zorro ออกมาต่อสู้ด้วย

ในที่สุดมอร์กาน่าก็พาเราหนีออกมาผ่านท่อระบายอาการได้สำเร็จ โดยเขาจะอยู่ที่นี่เพื่อสำรวจต่อไป ให้เราออกไปได้เลย

เราและริวจิกลับออกมายังโลกแห่งความจริงได้สำเร็จ พวกเรารีบรุดไปที่โรงเรียนและได้พบกับคาโมชิดะที่แสร้งทำเป็นพูดจาดีผ่อนผันโทษที่มาสายให้พวกเรา แน่นอนว่าเราและริวจิที่ยังไม่รู้เรื่องกฏเกณฑ์ของ Metaverse ก็งงมากที่คาโมชิดะในโลกของความจริงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อตะกี้เลย

ครูคาวาคามิพาเราไปแนะนำในห้องเรียก 2-D ของเราโดยช่วยพูดแก้ต่างให้ว่าที่เรามาสายก็เพราะหลงทาง จากนั้นเราจะได้นั่งที่นั่งที่ว่างอยู่ซึ่งอยู่หลังเด็กสาวผมทองที่เราเจอเมื่อเช้าพอดี เธอคนนี้คือ แอน ทาคามากิ (Ann Takamaki) ระหว่างที่เดินผ่านโต๊ะของเธอ เธอจะกระซิบกับเราว่า “โกหก” เพราะเธอเห็นเราอยู่ใกล้ๆโรงเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว

หลังเลิกเรียนริวจิจะเรียกเราไปคุยบนดาดฟ้า เขาจะแนะนำตัวอย่างเป็นทางการและขอบคุณเราที่ช่วยชีวิตเขาแม้เขาจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็ตาม 

คืนนั้นเราจะถูกอัญเชิญไปยังเวลเวทรูมอีกครั้ง Yaldabaoth จะแสดงความยินดีที่เราปลุกพลังของตัวเองขึ้นมาได้

วันต่อมาหลังเลิกเรียนริวจิจะชวนเราไปเดินตามหาปราสาทเมื่อวานกันเพื่อยืนยันว่าพวกเราไม่ได้ฝันไป แต่ไม่ว่าจะเดินหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ จนกระทั่งริวจินึกขึ้นได้ว่าเขาได้ยินเสียงจากมือถือของเราตอนที่กลับออกมาจาก Palace ของคาโมชิดะเมื่อวานนี้ เลยขอมาดูและพบกับ Metaverse Nav บนมือถือของเรา เขาลองกดหาปราสาทของคาโมชิดะจากบันทึกในแอพของเราจนทำให้เราและริวจิเข้าสู่ Palace ของคาโมชิดะในทันที

เมื่อเรามาถึงแล้ว ชุดของเราจะเปลี่ยนเป็นชุดจอมโจรทันที แล้วมอร์กาน่าจะปรากฏตัวออกมา คราวนี้มอร์กาน่าจะช่วยอธิบายพื้นฐานกฏเกณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับ Metaverse และ Palace ให้เราฟัง ทันใดนั้นเราจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนมาจากชั้นใต้ดิน ซึ่งทำให้ริวจินึกออกว่าคราวก่อนที่มานี่เขาเห็นคนที่น่าจะเป็นนักเรียนชูจินติดอยู่ในคุกด้วย จึงได้ขอมอร์กาน่าให้พาเราสำรวจปราสาทนี้หน่อย

มื่อมาถึงเขตคุกใต้ดินเราจะได้เห็นพวกนักกีฬาชายในชมรมวอลเลย์บอลถูกฝึกซ้อมอย่างโหดเหี้ยม ก่อนที่มอร์กาน่าจะอธิบายให้ฟังว่าพวกนักเรียนที่เห็นนี้ไม่ใช้คนจริงๆ เป็นเพียงภาพสะท้อนของสิ่งที่คาโมชิดะคิดต่อนักเรียนในโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น แต่นั้นก็ทำให้พวกเราได้รู้เรื่องที่คาโมชิดะทำการทารุณกรรมพวกนักเรียนในโลกแห่งความจริงแล้ว ริวจิจึงไล่จดจำหน้าของนักเรียนทุกคนในคุกแห่งนี้ เพื่อที่พอกลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว เขาจะได้ไปถามหาความจริงของนักเรียนเหล่านี้ด้วยหวังว่าอาจจะมีทางเอาผิดคาโมชิดะได้ก็ได้

ระหว่างที่กำลังหนีออกมาเราก็โดนชาโดว์คาโมชิดะที่มาพร้อมกับชาโดว์ดักไว้ซะก่อน ขณะที่เราและมอร์กาน่ากำลังตกที่นั่งลำบาก ในตอนนั้นเองที่ชาโดว์คาโมชิดะพูดยั่วยุริวจิและเปิดเผยสาเหตุที่ริวจิจงเกลียดจงชังคาโมชิดะ

ริวจิ ซากาโมโตะ เป็นอดีตหัวหอกของชมรมกรีฑาโรงเรียนชูจินซึ่งเคยเป็นชมรมที่มีชื่อเสียง ปัจจุบันริวจิอาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคนเนื่องจากพ่อของเขาได้เสียไปแล้ว ในวัยเด็ก พ่อของเขามักจะเอาแต่เมาแล้วอาละวาดต่อยตีเขาและแม่อยู่บ่อยๆ นั่นจึงทำให้ริวจิมีวัยเด็กที่ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะอย่างนั้นชมรมกรีฑาจึงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา การมีเพื่อนชมรมที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขฝึกซ้อมวิ่งด้วยกันทุกวันทำให้ริวจิรู้สึกเหมือนได้มีที่อยู่เป็นของตนเอง และหากเขาทำผลงานได้ดีก็ย่อมเปิดโอกาสให้กับอนาคตของเขาอีกด้วย

แต่แล้วคาโมชิดะก็แย่งชิงทุกอย่างไปจากเขา

คาโมชิดะที่ต้องการให้ชมรมกีฬาอื่นๆถูกยุบไปทั้งหมด ได้อ้างชื่อเสียงของตนเองเข้ามาเป็นที่ปรึกษาชมรมกรีฑา เขาได้บังคับให้ริวจิและคนอื่นๆฝึกซ้อมอย่างหนักผิดมนุษย์เพื่อให้พวกเขาถอดใจไปทีละคนๆ คาโมชิดะรู้ดีว่าริวจิเป็นเด็กที่ยุขึ้นได้ง่าย จึงพูดเรื่องอดีตของริวจิเกี่ยวกับพ่อขี้เมาของเขาให้สมาชิกคนอื่นฟัง ริวจิที่โกรธจัดจึงกระโดดไปชกคาโมชิดะทันที ซึ่งคาโมชิดะก็ฉวยโอกาสนี้หักขาของริวจิแล้วอ้างว่าเป็นการป้องกันตัว พร้อมกับทำให้ชมรมกรีฑาต้องถูกยุบเพื่อรับผิดชอบที่มีสมาชิกใช้ความรุนแรงใส่อาจารย์ ริวจิที่โดนหักขาจึงแทบจะหมดอนาคตในการวิ่งที่เขารักไปทั้งๆอย่างนั้น ซ้ำร้ายยังโดนเพื่อนๆสมาชิกชมรมคนอื่นๆรังเกียจในฐานะของ “คนทรยศ” ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ชมรมถูกยุบอีกด้วย หลังจากนั้นมาริวจิจึงต้องใช้ชีวิตวัยเรียนอย่างโดดเดี่ยวพร้อมกับเก็บความแค้นที่มีต่อคาโมชิดะไว้

ริวจิที่ไร้กำลัง ไม่สามารถใช้เพอร์โซน่าได้เหมือนกับเราและมอร์กาน่ารู้สึกสมเพชตัวเอง เขาเคยถูกคาโมชิดะแย่งชิงทุกอย่างไป เขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก ตัวเขาในตอนนี้จะไม่หนีไปไหนอีกแล้ว

“นายทำให้ฉันรอนานน่าดูเลยนี่”
“อยากได้พลังสินะ ถ้าอย่างงั้นก็มาทำสัญญากันเถอะ”
“ในเมื่อชื่อเสียงของนายมันก็ป่นปี้ไปหมดแล้ว ทำไมไม่ชักธงขึ้นแล้วออกอาละวาดให้หนำใจกันไปเลยล่ะ”
“ตัวนายอีกคนที่อยู่ภายในก็ปราถนาจะทำเช่นนั้นนะ”
“ข้าคือเจ้า และเจ้าก็คือข้า”
“เจ้าไม่อาจถอยหลังกลับได้อีกแล้ว”
“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป กะโหลกแห่งการกบฏจะเป็นสัญลักษณ์แห่งเจ้า”

ริวจิที่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตนเองก็ได้ทำสัญญากับPersona ประจำตัวของเขา…”เป่ามันให้กระจุยไปเลย Captain kidd!”

ริวจิที่ได้รับพลังของ Persona มาสามารถช่วยเราและมอร์กาน่าให้รอดพ้นวิกฤตได้สำเร็จ ก่อนที่พวกเราในตอนนั้นจะต้องรีบหนีออกมาก่อน

เมื่อหนีออกมาได้แล้วริวจิถึงพึ่งจะรู้ตัวว่าชุดของตัวเดียวเปลี่ยนไปเป็นชุดจอมโจรพร้อมกับหน้ากากกะโหลก มอร์กอน่าจึงได้อธิบายที่มาที่ไปของปรากฏการณ์นี้ให้ฟัง ก่อนจะทวงบุญคุณที่เข้าช่วยสอนสิ่งต่างๆและพาเราสำรวจ Palace ของคาโมชิดะให้ตามที่ขอ ด้วยการช่วยเหลือเขาในการตามหาความทรงจำของเขาคืนมา ก่อนที่เรากับริวจิจะขอตัวออกมาอย่างเนียนๆ

เรากับริวจิที่ออกมาแล้วจะตกลงกันว่าจะหาทางเอาผิดคาโมชิดะกับทุกสิ่งที่เขาทำกับนักเรียนของโรงเรียนชูจินให้ได้

เป้าหมายที่หนึ่ง : คาโมชิดะ ซุงุรุ

วันถัดมา พวกเราแยกย้ายกันออกไปตามหานักเรียนที่เราเห็นหน้าใน Palace ของคาโมชิดะซึ่งน่าจะเป็นเหยื่อจากการทารุณของเขา แต่ละคนที่เราเข้าไปคุยด้วยแม้จะมีหลักฐานของบาดแผลและรอยฟกช้ำให้เห็น แต่ทุกคนก็ล้วนไม่เปิดปากเล่าความจริงให้เราฟัง จนกระทั่งเรากับริวจิไปคุยกับ ยูกิ มิชิมะ (Yuuki Mishima) สมาชิกชมรมวอลเลย์บอลผู้เรียนห้องเดียวกับเรา มิชิมะจะบอกกับเราว่าที่ทุกคนไม่ยอมพูดก็เพราะไม่มีใครกล้าที่จะต่อต้านคาโมชิดะ สิ่งที่เกิดขึ้นกับริวจิในอดีตน่าจะเป็นตัวอย่างได้ดี

วันต่อมา มอร์กาน่าจะปรากฏตัวออกมาพบเรากับริวจิ แม้มอร์กาน่าจะเป็นตัวตนที่เกิดมาจากภายใน Metaverse แต่เขาก็สามารถออกมายังโลกที่แท้จริงได้เช่นกัน โดยภายในโลกนี้เขาจะอยู่ในร่างของแมวธรรมดาต่างกับร่างจริงของเขาที่เราพบใน Metaverse รวมทั้งคนธรรมดาที่ไม่เคยเข้าไปใน Metaverse มาก่อนก็จะได้ยินเสียงเขาพูดเป็นแค่ร้องเมี้ยวๆเท่านั้น

มอร์กาน่าจะมาทวงบุญคุณกับเราอีกครั้งพร้อมกับเสนอทางออกให้กับปัญหาของเรา นั่นคือการช่วงชิงสมบัติจาก Palace ของคาโมชิดะมา เพราะสมบัติคือศูนย์กลางของแรงปราถนาที่บิดเบี้ยวของคนๆนั้น หากเราช่วงชิงมันมาได้ ก็เท่ากับเราช่วงชิงแรงปราถนาที่บิดเบี้ยวของคนๆนั้นมา ส่งผลให้ Palace ของคนๆนั้นสลายไป แล้วคนๆนั้นก็จะไม่คิดทำชั่วอีกต่อไป หนำซ้ำความรู้สึกผิดบาปในความผิดที่ตัวเองได้ก่อยังจะทำให้คนๆนั้นสารภาพทุกอย่างออกมาหมดเปลือกอีก แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่ เพราะเดิมทีแล้วแรงปราถนาก็คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ ดังนั้นการช่วงชิงแรงปราถนามาจากคนๆนั้นก็อาจทำให้สภาพจิตใจของคนๆนั้นย่ำแย่และตายได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ความเสี่ยงนั้นทำให้เราและริวจิลังเล มอร์กาน่าจึงจะให้เวลาเราหนึ่งวันในการตัดสินใจ

เย็นวันนั้นเอง ระหว่างทางกลับบ้านที่สถานีชิบุย่า เราจะได้พบกับแอนที่กำลังคุยโทรศัพท์กับคาโมชิดะ เธอพยายามปฏิเสธอะไรสักอย่างก่อนที่เขาจะตัดสายไปจนทำให้แอนนั่งลงร้องไห้ทั้งๆอย่างนั้น เราที่คิดว่าเรื่องของเธอต้องเกี่ยวกับปัญหาที่เรากำลังรับมืออยู่จึงพาแอนไปนั่งคุยกับเราในร้านเบอร์เกอร์ที่อยู่แถวๆนั้น ที่นั่น แอนได้ระบายเรื่องของเธอ คาโมชิดะ และชิโฮะ เพื่อนสนิทของเธอให้เราฟัง

แอน ทาคามากิ เป็นนักเรียนหญิงโรงเรียนมัธยมปลายชูจินที่เรียนห้องเดียวกับเรา เธอเป็นลูกครึ่งฝรั่งและอาศัยอยู่ที่ฟินแลนด์มาก่อนที่จะมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น พ่อแม่ของเธอเป็นแฟชั่นดีไซนเนอร์และเคยให้เธอช่วยงานด้สยการเป็นนางแบบให้กับพวกเขา นั่นจึงทำให้เมื่อเธอมาอยู่ญี่ปุ่น เธอจึงรับจ้อบถ่ายแบบเป็นอาชีพเสริมเมื่อว่างจากการเรียน เธอไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่เนื่องจากความที่เธอเป็นลูกครึ่งทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าหา ยกเว้นเพียง ชิโฮะ ซุสุอิ (Shiho Suzui) ที่เปิดใจและยอมเป็นเพื่อนสนิทกับเธอ นั่นจึงทำให้แอนรักชิโฮะมาก ส่วนทางด้านชิโฮะนั้นเป็นสมาชิกฝีมือดีของชมรมวอลเลย์บอลโรงเรียนชูจิน

จนกระทั่งคาโมชิดะเข้ามาเป็นโค้ชชมรมวอลเลย์บอลของชูจิน คาโมชิดะถูกใจความสวยของแอนเข้าจึงพยายามจะจีบแอน เมื่อเขารู้ว่าแอนกับชิโฮะสนิทกันจึงยกเรื่องของชิโฮะมาขู่ แอนที่ไม่อยากให้ชิโฮะมีปัญหากับทีมวอลเลย์บอลจึงยินยอมที่จะไปไหนมาไหนกับคาโมชิดะบ้างแต่ก็หลีกเลี่ยงการถึงเนื้อต้องตัวมาตลอด แต่นั่นก็ทำให้มีข่าวลือว่าเธอเป็นผู้หญิงของคาโมชิดะไปทั่วโรงเรียน จนกระทั่งวันนี้ คาโมชิดะได้โทรมาบังคับให้แอนไปหลับนอนกับเขาที่บ้านไม่เช่นนั้นเขาจะตัดชื่อชิโฮะออกจากเป็นตัวจริงของทีม แอนที่จะไม่ยอมทำแบบนั้นเป็นอันขาดจึงปฏิเสธไปและถูกคาโมชิดะตัดสายกลับ ทำให้เธอร้องไห้ออกมาด้วยความเป็นกังวลต่อชิโฮะและทนเรื่องนี้ตอไปไม่ไหวแล้ว

เมื่อได้ระบายออกมาแล้วเธอก็จะขอบคุณที่เรารับฟังและขอตัวไป

หลังจากที่ถูกแอนปฏิเสธไปแล้ว คาโมชิดะที่โกรธจัดจึงสั่งให้มิชิมะไปตามชิโฮะมาหาเขาที่ห้องพักอาจารย์พละ ก่อนที่จะเขาจะกระทำการลวนลามทางเพศกับเธอเป็นการระบาย

วันต่อมา เมื่อชิโฮะที่ถูกกระทำไปเมื่อวานไม่อาจทนรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไปและตัดสินใจกระโดดตึกจากดาดฟ้าอาคารเรียน โชคยังดีที่อาคารเรียนไม่สูงมากทำให้เธอไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แอนอาสาจะนั่งรถพยาบาลไปกับเธอ ตอนนั้นเองที่ชิโฮะกระซิบบอกเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้แอนฟัง

ทางเราและริวจิที่เห็นท่าทางแปลกๆของมิชิมะจึงพยายามเค้นให้เขาพูดสิ่งที่เขารู้ออกมา มิชิมะสารภาพเรื่องที่เขาเป็นคนไปตามชิโฮะให้ไปพบกับคาโมชิดะเมื่อวานเอง ไม่รอช้าเราและริวจิก็พามิชิมะไปพบกับคาโมชิดะที่ห้องพักอาจารย์พละทันทีและบอกให้เขารู้ว่าเรารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ทว่า คาโมชิดะก็ไม่ยิ่งหย่อนแม้แต่น้อย เขาได้รับข่าวมาจากทางโรงพยาบาลว่าชิโฮะน่าจะกลายเป็นโคม่า เมื่อเป็นแบบนั้นชิโฮะก็ไม่สามารถให้ปากคำได้ และในเมื่อเราไม่มีหลักฐานเราก็เอาผิดอะไรเขาไม่ได้อีก จากนั้นคาโมชิดะก็ตัดสินใจจะเอาชื่อของพวกเราสามคนขึ้นที่ประชุมบอร์ดของโรงเรียนในครั้งหน้าเพื่อพิจารณาไล่ออกเนื่องจากพฤติกรรมข่มขู่อาจารย์ เขามั่นใจว่ายังไงๆคณาจารย์ก็ต้องเชื่อเขามากกว่าอยู่แล้ว

การที่มีนักเรียนต้องเกือบตายเพราะการกระทำของคาโมชิดะทำให้เราและริวจิตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดว่าจะขโมยสมบัติมาจาก Palace ของเขาแม้จะมีความเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม แอนซึ่งกำลังต้องการแก้แค้นคาโมชิดะให้กับสิ่งที่เขาทำกับชิโฮะเองก็พอจะรู้ว่าเรากับริวจิกำลังวางแผนอะไรอยู่และอยากจะร่วมมือด้วย แต่ริวจิก็ไล่ออกไปเพราะไม่อยากดึงแอนมาเกี่ยว

เรา ริวจิ และมอร์กาน่าเข้ามาใน Palace ของคาโมชิดะเพื่อเริ่มภารกิจ โดยพวกเราจะกำหนดชื่อโค้ดเนมของแต่ละคนในการปฏิบัติการ เราจะได้ชื่อ โจ้กเกอร์ (Joker) ริวจิเป็น สกัลล์ (Skull) และมอร์กาน่าเป็น มอน่า (Mona) จากนั้นยังไม่ทันจะได้เริ่มบุกเข้าไปในปราสาท แอนก็จะแสดงตัวออกมาและตกใจมากกับทุกอย่างที่เธอเห็น เธอแอบตามพวกเรามาเลยโดนดึงเข้ามาใน Palace ด้วยเพราะอยู่ใกล้กับพวกเรา พวกเราสามคนที่ยังไม่อยากเสียเวลาอธิบายเรื่องทั้งหมดให้แอนฟังจึงลากเธอออกไปจาก Palace ก่อน

ทางด้านแอนที่โดนไล่ออกมาก็พบว่าบนมือถือเธอมีแอพประหลาดโผล่ขึ้นมา มันคือ Metaverse Nav นั่นเอง Metaverse Nav จะโผล่ขึ้นบนมือถือของใครก็ตามที่เคยเข้าไปยัง Metaverse มาแล้วครั้งหนึ่งแม้จะเป็นความบังเอิญก็ตาม แอนที่ได้ลองใช้มันดูก็กลับเข้าไปยัง Palace อีกครั้ง และถูกชาโดว์จับตัวเพราะคิดว่าเป็นเจ้าหญิงของคาโมชิดะ

พวกเราตามมาพบแอนถูกจับขึงไว้ในห้องที่เต็มไปด้วยเด็กสาวที่หน้าตาเหมือนกับสมาชิกชมรมวอลเลย์บอลหญิง เป็นการสะท้อนว่าสำหรับคาโมชิดะ พวกเขาก็เป็นแค่นางบำเรอเท่านั้น ชาโดว์คาโมชิดะก็อยู่ภายในห้องนี้เช่นกันพร้อมกับแอนเวอร์ชั่นในความคิดของคาโมชิดะที่ใส่ชุดว่ายน้ำและออดอ้อนเขาอยู่ นี่แหละคือเจ้าหญิงตัวจริงของปราสาทนี้ ซึ่งก็เป็นการสะท้อนว่าสำหรับคาโมชิดะแล้ว แอนสมควรจะเป็นเจ้าหญิงที่ยอมทำตามเขาทุกอย่าง

ชาโดว์คาโมชิดะเตรียมจะประหารแอนตัวจริงที่ไม่ยอมเป็นของเขาโดยดี ก่อนจะบอกกับเธอว่า เป็นเพราะเธอปฏิเสธที่จะหลับนอนกับเขาแท้ๆ เขาเลยต้องไปลงกับชิโฮะเพื่อนรักของเธอแทน ถ้าเธอยอมเขาแต่แรกชิโฮะก็ไม่ต้องฆ่าตัวตายแล้ว คำพูดนั้นทำให้แอนเริ่มโทษตัวเองและคิดว่านี่คงจะเป็นบทลงโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชิโฮะ ก่อนที่เธอจะคิดได้ว่านั่นมันเหลวไหลทั้งเพ เธอจะมามัวโทษตัวเองอยู่ได้ยังไงในเมื่อคนที่ทำให้เกิดเรื่องทั้งหมดนี่มันคือสวะมนุษย์อย่างคาโมชิดะต่างหาก เธอจะไม่หนีจากความจริงอีกต่อไปแล้วและจะใช้ความโกรธเกรี้ยวของเธอลงทัณฑ์คนชั่วที่แท้จริงเอง

“แหม ฉันต้องรอนานน่าดูเลยนะ”
“บอกฉันซิ ว่าใครที่จะล้างแค้นให้กับผู้หญิงคนนั้นหากไม่ใช่เธอ”
“การให้อภัยผู้ชายคนนี้มันไม่อยู่ในตัวเลือกอยู่แล้ว”
“นั่นแหละคือเสียงเรียกร้องจากตัวตนของเธอที่อยู่ภายในล่ะ”
“ข้าคือเจ้า และเจ้าก็คือข้า”
“ในที่สุดเราก็ได้ทำสัญญากันเสียที”
“เธอแก้ไขอะไรไม่ได้หรอกหากยังผูกมัดตัวเองเอาไว้อย่างนั้น”
“ถ้าเข้าใจแล้วล่ะก็ ฉันจะให้ยืมพลังด้วยความยินดีเลยล่ะ”

แอนที่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตนเองก็ได้ทำสัญญากับ Persona ประจำตัวของเธอ…”ลุยกันเถอะ Carmen!”

แอนร่วมมือกับพวกเราที่เหลือปราบชาโดว์ที่ชาโดว์คาโมชิดะส่งออกมาได้สำเร็จจนชาโดว์คาโมชิดะหนีไป ทางด้านเราก็ต้องหนีไปตั้งหลักก่อนเพราะความเหนื่อยของแอนจาการปลุกพลังของ Persona มาใช้เป็นครั้งแรก

เราได้อธิบายทุกอย่างให้แอนฟังและตกลงจะให้เธอร่วมภารกิจด้วย ในโค้ดเนม แพนเธอ (Panther) เมื่อพร้อมแล้ว งานแรกของกลุ่ม Phantom Thieves เฉพาะกิจ ภารกิจบุกขโมยสมบัติจาก Palace ของคาโมชิดะก็ได้เริ่มอย่างจริงจังในวันที่ 18 เมษายน อีก 14 ก่อนจะถึงเส้นตายที่เราและริวจิจะถูกไล่ออก

ในที่สุดพวกเราทั้งสี่ก็สามารถแทรกซึมเข้าไปถึงห้องสมบัติใน Palace ของคาโมชิดะได้สำเร็จ เราจะได้พบกับสมบัติที่อยู่ในสภาพของก้อนมวลพลังงานที่เกิดจากแรงปราถนาอันบิดเบี้ยวของคาโมชิดะ มอร์กาน่าจะอธิบายให้เราฟังว่าเราต้องทำให้สมบัติปรากฏรูปร่างของมันขึ้นมาเป็นวัตถุเสียก่อนถึงจะขโมยมันไปได้ ซึ่งการจะทำแบบนั้น เราจะต้องส่งสิ่งที่เรียกว่า Calling Card (จดหมายเตือน) ไปให้กับคาโมชิดะในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นเหมือนการส่งสาส์นท้าไปหาบุคคลคนนั้นว่า Phantom Thieves จะมาแย่งชิงหัวใจที่บิดเบี้ยวของเขาแล้ว การทำเช่นนั้นจะทำใหบุคคลงผู้นั้นระแวงว่าจะถูกขโมยแรงปราถนาอันบิดเบี้ยวไปจริงๆ จนทำให้สมบัติที่ตอนนี้ไม่มีรูปร่างก่อตัวและปรากฏร่างขึ้นมาเป็นวัตถุซึ่งจะสะท้อนต้นกำเนิดของแรงปราถนาอันบิดเบี้ยวของคนๆนั้น ในตอนนั้นแหละที่เราจะสามารถขโมยสมบัติออกมาได้

เมื่อเราตกลงจะส่ง Calling Card แล้ว ริวจิจะอาสาเป็นคนทำ Calling Card แล้วทำให้คาโมชิดะได้เห็นมันเอง

เช้าวันต่อมาที่โรงเรียน เหล่านักเรียนและคณาจารย์ต่างฮือฮากันใหญ่ เมื่อพบว่ามีจดหมายประหลาดที่เรียกว่า Calling Card ติดตามบอร์ดทั่วโรงเรียนไปหมด ภายในจดหมายระบุถึงอาชญากรรมที่คาโมชิดะได้ก่อไว้ และกล่าวถึงกลุ่มบุคลที่เรียกว่า Phantom Thieves ผู้ที่จะมาแย่งชิงหัวใจอันบิดเบี้ยวของคาโมชิดะ ซึ่งก็เป็นฝีมือของริวจินั่นเอง เมื่อคาโมชิดะได้มาเห็น Calling Card ก็โกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง เท่ากับว่าตอนนี้การเตรียมทุกอย่างก็พร้อมแล้ว

พวกเขาแทรกซึมเข้าไปถึงห้องสมบัติอีกครั้งได้อย่างง่ายดาย คราวนี้สมบัติที่เคยเป็นหมูม่วงพลังงานก็ได้กลายเป็นวัตถุแล้วจริงๆ ซึ่งสมบัติของคาโมชิดะที่เห็นในนี้ก็คือมงกุฎขนาดยักษ์

ขณะที่พวกเรากำลังขนสมบัติออกมา ชาโดว์คาโมชิดะก็มาดักเล่นงานพวกเรา จากนั้นเขาจะกลายร่างเป็น Asmosdeus ปีศาจแห่งตัณหา แล้วเข้าปะทะกับเรา

เมื่อเราเอาชนะเขาได้แล้ว ชาโดว์คาโมชิดะที่หวาดกลัวจึงยอมรับความพ่ายแพ้แล้วมอบสมบัติของเขาให้กับเราแต่โดยดี พร้อมกับบอกให้เราจัดการฆ่าเขาซะ ซึ่งถ้าทำแบบนั้นก็จะทำให้คาโมชิดะในโลกแห่งความเป็นจริงก็จะเกิดอาการ Mental Shutdown สุดท้ายแล้วแม้ว่าแอนจะโกรธเกลียดเขาแค่ไหน แต่เธอก็ไว้ใช้ชีวิตชาโดว์คาโมชิดะ ก่อนจะบอกให้เขาสารภาพทุกอย่างซะและไถ่บาปในทุกสิ่งที่เขาได้ทำไป เขาจะหายไปพร้อมกับพาเลซที่กำลังจะพังทลายลงเพราะสมบัติถูกแย่งชิงไปได้สำเร็จ พวกเราจึงต้องรีบหนีออกมาทันที เป็นอันภารกิจเสร็จสิ้น

เมื่อออกมายังโลกแห่งความเป็นจริง สมบัติของคาโมชิดะที่ภายใน Palace เป็นมงกุฏกลับเปลี่ยนสภาพเป็นเหรียญทองโอลิมปิค ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงที่ทำให้คาโมชิดะเกิดแรงปราถนาอันบิดเบี้ยว หลังจากนั้นมาคาโมชิดะก็ไม่มาโรงเรียนอีกเลย มีข่าวลือว่าเขาเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง พวกเราทั้งสี่ก็ได้แต่หวังว่าที่พวกเราทำไปมันจะได้ผล

วันที่ 2 พฤษภาคม

โคบายาคาวะได้เรียกนักเรียนและคณาจารย์ทุกคนมารวมตัวกันที่หอประชุมเพื่อแถลงการณ์เกี่ยวกับการกระโดดตึกของชิโฮะ ตอนนั้นเองที่คาโมชิดะปรากฏตัวขึ้นและสารภาพทุกสิ่งที่เขาทำต่อหน้านักเรียนและคณาจารย์ทุกคน ก่อนที่จะประกาศชดใช้ความผิดด้วยการฆ่าตัวตาย แต่แอนที่อยู่ตรงนั้นกลับตะโกนใส่เขาว่าอย่าหนีจากความผิด คาโมชิดะที่ได้ยินดังนั้นก็ยินยอมแต่โดยและสาบานว่าจะมอบตัวกับตำรวจ

ดูเหมือนภารกิจจะสำเร็จลุล่วงไปได้ แล้วเราจะยังได้รู้จากแอนว่าชิโฮะฟื้นจากอาการโคม่า และเธอก็ได้เล่าเรื่องคาโมชิดะให้ชิโฮะฟังแล้ว

การสารภาพของคาโมชิดะ ร่วมกับเรื่องของ Calling Card ทำให้ผู้คนเริ่มสนใจใน Phantom Thieves ว่าพวกเขามีตัวตนจริงๆหรือไม่ และพวกเขาได้ขโมยหัวใจที่บิดเบี้ยวของคาโมชิดะอย่างที่พูดไปจริงๆรึเปล่าถึงทำให้คาโมชิดะออกมาสารภาพได้แบบนี้

พวกเรานำเหรียญทองโอลิมปิกที่ได้มาจาก Palace ของคาโมชิดะไปขายเนื่องจากยังไงมันก็ไม่ใช่ของจริงอยู่แล้ว จากนั้นก็นำเงินที่ได้นั้นไปฉลองกินบุฟเฟ่กันที่โรงแรมวิลตันในชิบุย่า ตอนนั้นเองที่พวกเราได้เห็นเว็บ Phantom Aficionado Website เรียกย่อๆว่า Phan-site อันเป็นเว็บที่ใครสักคนทำขึ้นเพื่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนพูดคุยและส่งคำร้องไปให้ Phantom Thieves ช่วยขโมยหัวใจของคนที่สมควรถูกจัดการ

พวกเราจะตัดสินใจได้ว่าจะตั้งตัวเป็นกลุ่ม Phantom Thieves อย่างเป็นทางการและจะทำภารกิจในการเปลี่ยนแปลงจิตใจของพวกผู้ใหญ่ชั่วๆต่อไป เพราะอยากที่จะช่วยเหลือและมอบกำลังใจให้กับเหยื่อผู้ถูกกดขี่โดยผู้ใหญ่ เหมือนกับเหยื่อของคาโมชิดะที่มาขอบคุณเราใน Phan-Site

เป้าหมายที่สอง : อิจิริวไซ มาดาราเมะ

วันต่อมาที่โรงเรียน มิชิมะจะเข้ามาขอบคุณเราเพราะเขาเชื่อว่าเรานี่แหละคือ Phantom Thieves ก่อนที่จะบอกว่าเขาเป็นคนทำเว็บ Phan-Site ขึ้นมาเองเพราะอยาจกะช่วยสนับสนุนพวกเราเท่าที่จะทำได้

พวกเราจะนัดมาคุยกันบนดาดฟ้าเพื่อหารือกับเป้าหมายต่อไป ก่อนที่ มาโคโตะ นิจิมะ (Makoto Nijima) ประธานนักเรียนของโรงเรียนชูจินจะเข้ามาหาพวกเรา เธอได้รับการไหว้วานมาจากโคบายาคาวะให้สืบสวนเรื่อง Phantom Thieves และเธอก็กำลังสงสัยพวกเราอยู่ 

มอร์กาน่าจะเสนอให้เรารับงานเล็กๆไปก่อน พร้อมกับแนะนำให้เรารู้จักกับ Mementos โดยอธิบายว่า ในบางคดีนั้น แม้ตัวผู้กระทำผิดจะมีแรงปราถนาที่บิดเบี้ยว แต่มันก็ไม่รุนแรงพอที่จะเกิดเป็น Palace ของตัวเองได้ ดังนั้นทั้งชาโดว์และสมบัติของพวกเขาก็จะยังอยู่ใน Mementos ที่เป็นเหมือน Palace ร่วมกันของคนทั้งโลกอยู่ดี หากระบุชื่อได้ก็จะสามารถตามหาและจัดการกับชาโดว์ของคนๆนั้นใน Mementos ได้ ซึ่งงานแรกของพวกเราก็คือการขโมยหัวใจของ นัตสึฮิโกะ นาคาโนะฮาระ (Natsuhiko Nakanohara) อดีตแฟนหนุ่มที่ตามสตอล์คฝ่ายหญิงจนทนไม่ได้แล้วมาโพสต์คำร้องให้เราช่วย

เมื่อเราเอาชนะเขาได้แล้ว ชาโดว์นัตสึฮิโกะจะขอให้เราช่วยพิจารณาเรื่องเปลี่ยนหัวใจของชายที่ชื่อ มาดาราเมะ ดู เพราะชายคนนั้นนั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้นัตสึฮิโกะตกต่ำเช่นนี้

วันที่ 14 พฤษภาคม

ระหว่างที่เรา ริวจิ และแอนกำลังเดินไปโรงเรียน แอนก็รู้สึกได้ว่ามีคนแอบตามเธออยู่ เรากับริวจิจึงดักจับคนๆนั้น ก่อนที่จะพบว่าเขาคือเด็กนักเรียนโรงเรียนโคเซย์ชั้นปีเดียวกับพวกเราที่ชื่อ ยูสุเกะ คิตากาวะ (Yusuke Kitagawa)

ยูสุเกะจะบอกว่า ที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะเขาอยากจะให้แอนมาป็นแบบในการวาดภาพของเขา ก่อนที่เราจะรู้ว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของ อิจิรัวไซ มาดาราเมะ (Ichiryusai Madarame) ศิลปินภาพวาดแนวญี่ปุ่นประเพณีที่โด่งดังไปทั่วโลก และเชิญให้พวกเราไปดูงานแสดงภาพวาดของอาจารย์ของเขาในวันรุ่งขึ้น พวกเราซึ่งสงสัยว่ามาดาราเมะคนนี้อาจจะเป็นคนเดียวกับที่ชาโดว์นัตสึฮิโกะพูดถึงใน Mementos จึงตัดสินใจไปกัน

วันต่อมาเมื่อพวกเราได้ไปดูงานแสดงภาพวาดเสร็จ ริวจิจะนึกได้ว่ามีคำร้องใน Phan-Site ที่พูดถึงศิลปินญี่ปุ่นระดับปรมจารย์ที่ขโมยผลงานของลูกศิษย์มาเป็นของตนเอง ใช้งานลูกศิษย์ในผลิตผลงานเยี่ยงทาสโดยไม่สอนสั่งอะไรเลย จึงคิดว่าคำร้องนี้อาจจะหมายถึงมาดาราเมะก็เป็นได้ พวกเราที่เห็นถึงความเป็นไปได้นั้นจึงตัดสินใจจะไปยังบ้านของมาดาราเมะกัน

วันที่ 16 พฤษภาคม

พวกเราไปที่บ้านของมาดาราเมะซึ่งเป็นแค่ เพิง (Shack) เล็กๆอย่างที่เขาให้สัมภาษณ์จริงๆ ที่นั่นเราได้พบกับยูสุเกะที่อาศัยอยู่กับมาดาราเมะด้วย เราจะถามเขาเรื่องข่าวลือที่มาดาราเมะ ซึ่งยูสุเกะก็จะปฏิเสธทุกทาง ก่อนจะขอตัวเข้าบ้านไป พวกเราที่เริ่มไม่แน่ใจจึงลองใส่ชื่อมาดาราเมะลงใน Metaverse Nav ดู ปรากฏว่าค้นพบ Palace ของมาดาราเมะจริงๆ จากนั้นพวกเราก็ระบุสถานที่คือ เพิง และ คาดเดาว่า Palace น่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Museum)

ภายใน Palace พวกเราได้พบกับห้องจัดแสดงที่มีรูปของนักเรียนของมาดาราเมะเต็มไปหมด โดยมีรูปของนัตสึฮิโกะและยูสุเกะอยู่ในนั้นด้วย ที่โถงต้อนรับเราจะพบกับปะติมากรรมที่บรรยายถึงว่าผลงานทั้งหมดเป็นการลงทุนของมาดาราเมะ เหล่าลูกศิษย์จะต้องมอบไอเดียให้กับเขาไปตลอดชีวิตไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่มีค่าใดๆ ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนว่าสำหรับมาดาราเมะแล้ว ลูกศิษย์ของเขาก็เป็นแค่ผลงานที่เอาไว้สร้างชื่อเสียงให้เขาเท่านั้น พวกเราที่พอจะมั่นใจแล้วว่ามาดาราเมะมีแรงปราถนาที่บิดเบี้ยวแน่ๆ แต่ก็ยังไม่เห็นหลักฐานเป็นตัวเป็นตน จึงตัดสินใจหาทางสอบถามจากยูสุเกะดูอีกครั้งด้วยการตอบรับคำขอที่จะให้แอนไปเป็นแบบให้กับเขา

ศิลปะอันบิดเบี้ยว

พวกเราเค้นให้ยูสุเกะยอมรับเรื่องที่มาดาราเมะขโมยผลงานของลูกศิษย์ซึ่งรวมถึงเขาเองได้ แต่ถึงอย่างนั้นยูสุเกะก็ยังยืนยันว่าเป็นความสมัครใจของเขาเอง จากนั้นเขาจะขู่เราว่าจะโทรแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุกใส่เราและริวจิซะ โดยมีข้อแม้ว่าถ้าแอนยอมเป็นแบบภาพเปลือยให้เขา เขาก็จะไม่เอาเรื่อง โดยให้เส้นตายจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน อันเป็นวันสิ้นสุดงานจัดแสดงภพวาดของมาดาราเมะ

พวกเราที่มั่นใจแล้วว่ามาดาราเมะขโมยผลงานลูกศิษย์จริงๆก็ยังต้องคิดหนักอีกเพราะไม่รู้ว่ามันจะดีสำหรับยูสุเกะที่เป็นลูกศิษย์ในตอนนี้รึเปล่า คืนนั้นมิชิมะจะติดต่อมาว่านัตสึฮิโกะ ที่เคยถูกเราขโมยหัวใจไปแล้วได้ติดต่อมาใน Phan-Site เพื่อขอพบกับพวกเราเกี่ยวกับคำร้องที่จะให้ขโมยหัวใจของมาดาราเมะ พอได้พบกัน นัตสึฮิโกะก็เล่าเรื่องความโหดร้ายของมาดาราเมะให้ฟัง

อิจิริวไซ มาดาราเมะ เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านภาพวาดแนวญี่ปุ่นประเพณี ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือ ซายูริ อันเป็นภาพของหญิงสาวที่มีรอยยิ้มอันน่าพิศวงไม่อาจคาดเดาที่ถูกเผยแพร่เมื่อสิบกว่าปีก่อน นับแต่นั้นมาเขาก็ออกผลงานใหม่ๆและสร้างชื่อเสียงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยแท้จริงแล้ว ผลงานทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของลูกศิษย์ที่เขาขโมยมาเท่านั้น โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากภาพซายูรินั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน มาดาราเมะมีลูกศิษย์หญิงคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์มาก แม้สามีของเธอจะเสียไป เธอก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานศิลปะที่ยอดเยี่ยมไปพร้อมกับเลี้ยงดูลูกชายที่ยังเป็นทารกของเธอเพียงลำพัง แต่เธอกลับมีโรคร้ายที่รักษาไม่หายและรู้ตัวดีว่าตัวเองจะต้องตายในไม่นาน เธอจึงได้วาดภาพเหมือนของตัวเธอเองที่อุ้มลูกของเธอไว้ในอ้อมแขนด้วยรอยยิ้มที่ปนเศร้า ภาพที่สะท้อนถึงทั้งความสุขที่ได้อุ้มลูกของเธอกับความเศร้าที่รู้ว่าเธอไม่อาจอยู่ดูแลเขาได้อีกต่อไป ภาพที่เธออยากจะมอบให้กับ ยูสุเกะ คิตากาวะ ลูกชายของเธอเพื่อบอกเขาว่าเธอรักเขามากเพียงใด

ทว่าไม่ทันไรที่ภาพนั้นเสร็จสมบูรณ์ เธอก็ล้มป่วยอย่างรุนแรง มาดาราเมะที่อยู่ในเหตุการณ์จึงปล่อยให้เธอตายอยู่ตรงนั้น เพื่อที่เขาจะได้นำภาพสุดท้ายที่เธอวาดนั้นมาเป็นของตัวเอง ก่อนที่จะแต่งเติมภาพนั้นด้วยการลบเด็กทารกที่อยู่ในภาพออกเพื่อทำให้รอยยิ้มของหญิงสาวกลายเป็นปริศนา และตั้งชื่อมันว่า ซายูริ เขารู้ดีว่าการสร้างภาพที่เป็นที่ถกเถียงแบบนี้จะต้องได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีแน่นอน ซายูริกลายเป็นผลงานชิ้นเอกของเขา จากนั้นมาดาราเมะยังแอบนำซายูริไปทำการคัดลอกพิมพ์ซ้ำอย่างลับๆ แล้วนำก้อปปี้เหล่านั้นไปขายให้กับพวกเศรษฐี ความร่ำรวยที่ได้มาอย่างง่ายดายจากการขโมยผลงานของลูกศิษย์เช่นนี้ทำให้มาดาราเมะใช้ลูกศิษย์เป็นผู้ผลิตผลงานให้กับตนเองนับแต่นั้นมา ความโลภที่จะใช้พรสวรรค์ทางศิลปะของคนหนุ่มสาวเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเกเป็นแรงปราถนาอันบิดเบี้ยวที่ทำให้เกิด Palace ขึ้นภายในจิตใจของมาดาราเมะ ซึ่งพวกลูกศิษย์ของเขาต่างก็ต้องก้มหน้าก้มตายอมให้เขาเอาเปรียบ เพราะหากได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ของศิลปินอย่างมาดาราเมะ ก็จะมีอนาคตในวงการศิลปะที่ดี ใครที่ทนไม่ได้หรือไม่อาจสร้างผลงานให้กับมาดาราเมะได้อีกก็จะโดนไล่ออกและหมดอนาคตในวงการไปแทน

แต่นั่นไม่ใช่กับยูสุเกะ คิตากาวะ

ตอนที่แม่ของยูสุเกะเสีย เขายังเป็นทารกไม่รู้ประสาอยู่ มาดาราเมะจึงได้รับเลี้ยงยูสุเกะเอาไว้โดยอ้างเรื่องที่แม่ของเขาเป็นศิษย์คนสนิท ทั้งที่จริงๆแล้วก็เพื่อกันไม่ให้ยูสุเกะพยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับแม่ของตน ยูสุเกะจึงโตขึ้นมาด้วยความรักและนับถือมาดาราเมะเยี่ยงพ่อแท้ๆ เมื่อยูสุเกะได้เห็นภาพซายูริ เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดในภาพนั้นและได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาศิลปะของเขา พรสวรรค์ของยูสุเกะเป็นที่ประทับใจต่อมาดาราเมะมากและทำให้ยูสุเกะได้ทุนเล่าเรียนฟรีต่อในโรงเรียนมัธยมปลายโคเซย์สาขาศิลปศาสตร์ มาดาราเมะได้นำงานของยูสุเกะมาอ้างเป็นของตัวเองหลายต่อหลายชิ้น แต่ยูสุเกะก็ยอมให้ด้วยความยินดีเนื่องจากสำนึกในบุญคุณของมาดาราเมะและเชื่อมั่นในอาจารย์ของเขาที่เป็นผู้สร้างผลงานอย่างซายูริขึ้นมา แม้จะมีรุ่นพี่ที่เป็นศิษย์ของมาดาราเมะพยายามเตือนให้เขารู้สึกตัวว่าสิ่งที่มาดาราเมะทำอยู่ไม่ถูกต้องเขาก็ไม่ฟัง

เมื่อได้ฟังเรื่องราวของมาดาราเมะจากนัตสึฮิโกะแล้ว พวกเราจึงตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดว่าจะขโมยหัวใจของมาดาราเมะและช่วยยูสุเกะให้ได้แม้เขาจะไม่ต้องการมันก็ตาม จากนั้นภารกิจแทรกซึม Palace ของมาดาราเมะก็ได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง

เมื่อพวกเราแทรกซึมเข้าไปใน Palace ของมาดาราเมะได้ถึงจุดหนึ่ง พวกเราจะพบกับประตูยักษ์ที่ปิดกั้นทางพวกเราจากพื้นที่ต่อไป มอร์กาน่าที่จำลายบนประตูนั้นได้จะบอกพวกเราว่าที่ประตูนี้น่าจะเป็นภาพสะท้อนของประตูบานหนึ่งในบ้านของมาดารามเมะที่ปิดล็อคอยู่ ดังนั้นหากเราทำให้มาดาราเมะในโลกของความเป็นจริงได้เห็นประตูบานนั้นที่ปลดล๊อคออก ก็จะทำให้ประตูบานนี้ใน Palace ของเขาเปิดออกด้วย

เพื่อที่จะทำแบบนั้น เราจึงวางแผนกัน โดยจะให้แอนแสร้งทำเป็นรับงานเป็นแบบภาพเปลือยให้ยูสุเกะ จากนั้นมอร์กาน่าก็จะลอบเข้าไปกับแอนและปลดล๊อคประตูบานนั้น โดยให้เราและริวจิรออยู่หน้าประตูยักษ์ใน Palace เมื่อมาดาราเระได้มาเห็นประตูบานนั้นที่ปลดล๊อจนทำให้ประตูภายใน Palace เปิดออกตามแล้ว เรากับริวจิก็จะรีบเข้าไปกดสวิซ์ให้ประตูนี้ปลดล๊อคตลอดเวลา เป็นอันเคลียร์เส้นทางสู่พื้นที่ต่อไปได้ ส่วนแอนและมอร์กาน่าก็จะหนีออกมาจากบ้านของมาดาราเมะผ่านการใช้ Metaverse Nav เข้ามาใน Palace เอง

แผนการดำเนินไปได้ด้วยดี มอร์กาน่าสามารถปลดล๊อคประตูให้มาดาราเมะเห็นได้สำเร็จ ทางเราและริวจิก็ทำจัดการกดสวิตซ์ได้อย่างราบรื่น ในขณะที่ทางฝั่งของแอนและมอร์กาน่านั้น ด้วยความชุลมุนก็ได้ลากตัวยูสุเกะเข้าไปในห้องหลังประตูที่ล๊อคอยู่นั้นด้วย ภายในนั้นพวกพวกเขาพบภาพก้อปปี้ของซายูริจำนวนมาก รวมทั้งซายูริของจริงที่ตั้งอยากลางห้องด้วย ยูสุเกะและแอนพยายามเค้นให้มาดาราเมะสารภาพความจริงเกี่ยกวับภาพก้อปปี้ของซายูริเหล่านี้ เมื่อไม่มีทางเลือกมาดาราเมะจึงติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มาจับแอน แอนและมอร์กาน่าจึงรีบพายูสุเกะหนีออกมาและเข้าสู่ Palace ไปทั้งๆอย่างนั้น

แอน มอร์กาน่าและยูสุเกะเข้ามายัง Palace ของมาดาราเมะ และได้มารวมตัวกับทางเราและริวจิ แม้ยูสุเกะจะกำลังงงกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่พวกเราก็ต้องพาเขาหนีออกไปจาก Palace ก่อน โดยระหว่างทางพวกเราก็ได้อธิบายให้ยูสุเกะฟังว่าที่นี่คือสถานที่ที่สะท้อนจิตใจอันบิดเบี้ยวของมาดาราเมะ ทำให้ยูสุเกะได้เห็นว่ามาดาราเมะคิดกับลูกศิษย์แต่ละคนอย่างไร จนกระทั่งพวกพวกเราได้มาถึงโถงต้อนรับของพิพิธภันฑ์ ที่นั่น ชาโดว์มาดาราเมะได้ดักรอพวกเราอยู่

ยูสุเกะแทบไม่เชื่อสายตาที่ได้เห็นมาดาราเมะในชุดยูกาตะสีทองราวกับจะสะท้อนถึงความโลภและหลงตัวเอง ผิดกับตัวเขาในโลกภายนอกที่ดูเป็นนอบน้อมถ่อมตน ชาโดว์มาดาราเมะได้เปิดเผยเรื่องที่เขาทำการคัดลอกภาพปลอมของซายูริไปขายอย่างลับๆตลอดจนเรื่องที่เขาหลอกใช้พรสวรรค์ลูกศิษย์แต่ละคนเพื่อเงินและชื่อเสียงส่วนตน ธาตุแท้ของเขาที่ดูถูกศาสตร์แห่งศิลปะว่าเป็นเพียงเครื่องมือให้ได้มาซึ่งเงินและอำนาจเท่านั้นทำให้ยูสุเกะช๊อคอย่างรุนแรง การได้เห็นตัวจริงอันน่ารังเกียจของบุคคลที่ตนเคารพนับถือเยี่ยงพ่อแท้ๆมานับสิบปีทำให้ยูสุเกะรู้สึกตัวได้ เขาหัวเราะให้กับความโง่เง่าของเขาที่หลอกตัวเองมาตลอด

“ในที่สุดเจ้าก็จักคิดได้แล้วสินะ”
“ช่างโง่เง่าเหลือเกินที่เจ้าเบือนหน้าหนีจากความจริง”
“จงละทิ้งด้านนั้นของเจ้าออกไปซะ”
“แล้วเราจักมาทำสัญญากันเถอะ”
“ข้าคือเจ้า และเจ้าก็คือข้า”
“โลกใบนี้ที่มีทั้งความงดงามและความอัปลักษณ์”
“ได้เวลาที่เราจักสอนผู้คนให้รู้แล้วว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งไหน”

ยูสุเกะที่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตนเองก็ได้ทำสัญญากับ Persona ประจำตัวของเขา…”จงมา Goemon”

ด้วยพลังของ Goemon ทำให้พวกเราหนีออกมาได้

พวกเราจะนัดเจอกับยูสุเกะที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในชิบุย่าและได้อธิบายเรื่องของ Metaverse และ Persona ให้ยูสุกเกะฟัง ทางยูสุเกะก็อัพเดทเรื่องของมาดาราเมะว่าเขาจะเอาเรื่องพวกเราฐานบุกรุกบ้านของเขาจริงๆ แต่นั่นก็น่าจะหลังจากงานแสดงภาพวาดของเขาจบลงก่อน เพราะมาดาราเมะคงไม่อยากให้เกิดข่าวอื้อฉาวขึ้นขณะที่งานยังจัดอยู่ ซึ่งนั่นก็จะเป็นเส้นตายในภารกิจครั้งนี้ของเรา โดยยูสุเกะจะขอเข้าร่วมภารกิจกับพวกเราด้วย ในโค้ดเนม ฟ๊อกส์ (Fox)

เมื่อพวกเราแทรกซึม Palace ของมาดาราเมะไปจนถึงสถานที่เก็บสมบัติได้ ก็ได้เวลาส่ง Calling Card ไปให้มาดาราเมะ โดยคราวนี้ริวจิจะเป็นยังคนเขียนเนื้อหาเช่นเดิมแต่ได้ยูสุเกะมาช่วยออกแบบกราฟฟิคและโลโก้ของกลุ่ม Phantom Thieves ให้ ไม่มีโอกาสไหนที่จะเปิดตัว Phantom Thieves อย่างเป็นทางการได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

วันต่อมา Calling Card ก็ถูกมอร์กาน่าแอบนำไปวางไว้ให้ผู้เข้าร่วมชมงานแสดงภาพวาดของมาดาราเมะได้หยิบไปอ่านกันถ้วนหน้า พอยูสุเกะเห็นว่ามาดาราเมะได้อ่าน Calling card แล้ว ก็พร้อมออกปฏิบัติการณ์

พวกเราสามารถขโมยสมบัติออกมาได้อย่างราบรื่น ก่อนที่จะพบว่ามันเป็นของปลอมที่ชาโดว์มาดาราเมะตั้งไว้หลอกพวกเราก่อนที่จะล่อพวกเรามาติดกับดักของเขา ชาโดว์มาดาราเมะที่เตรียมจะสังหารพวกเราก็ได้โชว์สมบัติของเขาออกมา มันคือภาพซายูริที่แท้จริงที่มีเด็กทารกอยู่ในอ้อมกอดของหญิงสาวในภาพและเปิดเรื่องของแม่ยูสุเกะให้พวกเรารับรู้ จากนั้นเขาจะเปลี่ยนร่างเป็น Azazel ปีศาจแห่งความหลงตัวเอง เข้าปะทะกับเรา

เราสามารถเอาชนะชาโดว์มาดาราเมะและช่วงชิงซายูริที่แท้จริงอันเป็นสมบัติของเขามาได้ ชาโดว์มาดาราเมะจะพูดถึง “ผู้ที่ใส่หน้ากากสีดำ” อีกคนหนึ่งที่เข้ามาใน Palace ด้วย แต่แม้พวกเราจะอยากถามอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ Palace ก็กำลังจะพังทลายลงเสียแล้วพวกเราจึงต้องรีบหนีมาก่อน ซึ่งผู้ที่ใส่หน้ากาสีดำที่มาดาราเมะพูดถึงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอาเคจิ โกโร่ นั่นเอง

วันที่ 5 มิถุนายน

มาดาราเมะได้ทำการแถลงการณ์เพื่อสารภาพผิดต่อเรื่องทั้งหมดที่เขาได้กระทำ การสารภาพของมาดาราเมะกลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่ว ผู้คนต่างก็เริ่มให้ความสนใจกับ Phantom thieves อย่างจริงจัง

ทางด้านอาคจิและชิโดะนั้นก็พอจะรู้แล้วว่ากลุ่ม Phantom Thieves ที่ว่านี่จะต้องเป็นผู้มีพลังในการเข้าสู่ Metaverse เหมือนกับอาเคจิแน่ๆ แต่พวกเขาก็ตัดสินใจรอดูท่าทีไปก่อน ส่วนชิโดะก็ได้กำชับให้โคบายาคาวะหาตัว Phantom Thieves ที่น่าจะเป็นนักเรียนโรงเรียนชูจินให้เจอให้ไวที่สุด

To Be Continue…

ติดตามต่อได้ที่ สรุปเนื้อเรื่องเกม Persona 5 ตอนที่ 3 : หลุมพรางแห่งความสำเร็จ