Connect with us

feature

เขียนให้พ่อแม่อ่านดีกว่าเขียนให้ลูกคุณติดเกม

ไม่น่าเชื่อนะครับคุณผู้อ่าน ผมเขียน “หนุ่ยรู้โลกรู้” คอลัมน์ที่คุณกำลังถืออ่าน (หรือนั่งอ่านก็แล้วแต่) มาถึงฉบับนี้นับเป็นชิ้นงานที่ 100 แล้ว! ..อย่าว่าแต่คุณผู้อ่านงงเลยครับ ผมยังแทบไม่เชื่อสายตาตนเองเหมือนกันว่าจะสามารถเขียนอะไรต่อเนื่องยาวนานได้ขนาดนี้! สมัยผมเป็นนักเรียนทำรายงานส่งครูแค่ 4-5 หน้า บ่นแล้วบ่นอีก ขี้เกียจเขียน ขี้เกียจเรียบเรียง เห็นผมเป็นคนพูดเร็วอย่างนี้ แต่สปีดการเขียนงานผมต่ำมากครับ ยิ่งเป็นงานเขียนที่ต้องอ้างอิงและรับผิดชอบต่อคนอ่านเป็นจำนวนมากเช่นนี้ ผมรีเสิร์ชซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบนะกว่าจะจบชิ้นงานแต่ละครั้งได้ ..ขอบคุณกองบก.ที่(ทน)รอต้นฉบับและขอบคุณคุณผู้อ่านที่ทนอ่านกันมาถึงชิ้นงานที่ 100 ครับ ฉบับนี้ผมขอมอบสิ่งดีๆให้ “คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองที่มีลูกติดเกม” โดยสังเคราะห์ข้อมูลจริงจากปากครอบครัวที่ประสบความสำเร็จในการพาลูกกลับมาจากภาวะติดเกมซะจนเสียผู้เสียคนมาแล้ว

เรื่องเล่าวันนี้อาจพลิกโผจากสิ่งที่ผมมักเขียนถึงนั่นคือการ “เชียร์เทคโนโลยี” นะครับ มันเกิดจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสกลับไปดำเนินรายการคุณภาพคับจอแก้วแต่ไม่ค่อยฮิตติดแก้วหูคนดูซักเท่าไหร่นั่นคือรายการ “ครอบครัวเดียวกัน” ทางไทยพีบีเอส … รายการนี้เป็นรายการเดียวที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องไอทีที่ผมทำงานให้ เนื่องจากหลายปีก่อนเคยตกหลุมรักทีมงานคุณภาพตอนพวกเขามาสัมภาษณ์ครอบครัวผม ..เลยไม่ปฏิเสธไมตรีตอนเขาชวนทำพิธีกร แม้ไม่ใช่เรื่องไอทีแต่ก็ทำให้มาหลายปีแล้ว ทำแบบสลับเวียนหมุนเปลี่ยนไปตามเนื้อหาที่ตนเองมีประสบการณ์ร่วมบ้างไม่ร่วมบ้าง เทปที่เพิ่งบันทึกไปเป็นเรื่องของ “อดีตเด็กติดเกม” ..ซึ่งนั่นคงเป็นเหตุผลที่โปรดิวเซอร์สั่ง ว.2 เรียกตัวผมมาสัมภาษณ์แขกรับเชิญ

กว่ารายการจะออนแอร์ก็ตั้งวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน เวลา 18.00น. มีรึ? ที่ผมจะเก็บเรื่องนี้ไว้ในอกคนเดียว หึหึ ขอแชร์ให้คุณผู้อ่านรู้เดี๋ยวนี้เลยดีกว่า!

10505270_350090291809048_1644076446020247535_n

แขกที่มาให้สัมภาษณ์คือครอบครัว “คุณากรไพบูลย์ศิริ” ครอบครัวฐานะดีมีกิจการใหญ่โตเป็นโรงงานผลิตตู้บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างหนาที่เราเห็นพ่อค้าแม่ค้าใช้บรรจุน้ำแข็งตามท้องตลาด … คุณพ่อคุณแม่ดูใจดีน่ารักตามสไตล์ครอบครัวไทยเชื้อสายจีน บ้านนี้ส่งลูกชายไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่วัยมัธยมปลาย (15ปีที่แล้วในยุคฟองสบู่แตก) เขายอมแลกเงินปอนด์สเตอริงด้วยเงินไทย 93บาทมาแล้วเพื่อส่งลูกเรียน ซึ่ง “คุณแม่เพียงเพ็ญ” ท่านเป็นกังนัมสไตล์คือเท่าไหร่เท่ากัน แพงเท่าไหร่ไม่ว่า ขอเพียงโอกาสได้มอบการศึกษาสุดล้ำเลิศให้ลูกได้ (วัยเด็กของคุณแม่เล่าว่าต้องช่วยเหลือการงานบุพการีอย่างเดียวไม่มีโอกาสได้เรียนดีๆ) ก็เป็นธรรมดาของคนที่สู้แล้วรวยครับ เมื่อมีความสามารถแล้วก็ใส่ไม่ยั้งเพื่อลูก คุณแม่เธอมีทั้งลูกชายและลูกสาวในวัยไล่เลี่ยกัน เธอส่งทั้งคู่ไปเรียนในสถาบันระดับ Top10 ของสหราชอณาจักรด้วยทุน พ.ก. (พ่อกู) คุณพ่อจัดหา คุณแม่จัดให้ จัดซะ 10 ล้านบาทต่อคน เธอโอนเงินก้อนทั้งปีเข้าบัญชีลูกเพื่อฝึกนิสัยการบริหารจัดการเงินเอง ซึ่งเหตุที่กล้าฝึกลูกอย่างนี้ก็เพราะ “ไว้ใจลูก” ครับ โดยพื้นฐานลูกชายเป็นเด็กเรียนดี เรียนสาธิตปทุมวัน หัวสมองไม่เป็นรองใคร ผลการเรียนชื่นอกชื่นใจพ่อแม่มาโดยตลอด 5 ปีแรกของการศึกษาที่อังกฤษ โรงเรียนส่งทรานสคริปต์กลับมาทีไร ม่าม๊าก็ปลื้มอกปลื้มใจ …

แต่แล้วจู่ ๆ หนุ่มน้อยอนาคตไกลในรั้ว Warwick University ก็ได้พาลพบเพื่อนเกาหลีผู้บ้าคลั่งเกม StarCraft เกมวางแผนการรบระดับ AAA ของวงการเกมโลก และดูเหมือนมันจะกลายเป็นเกมประจำชาติเกาหลีไปซะแล้วด้วย ซึ่งตัวเกมนี้เป็นเกมระบบการเล่นดีจริงครับ ถูกใช้ในการแข่งขันโอลิมปิกของชาวเกมอย่าง World Cyber Games มาโดยตลอด แถมแชมป์โลกก็เป็นชาวเกาหลีที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้จากเกมนี้

เกมเมอร์ฝรั่งยังทึ่งความสามารถในการเล่น ช่องทีวี Discovery ต้องมาทำสารคดีวิจัย “ความเร็วนิ้วในการออกคำสั่ง” ของเจ้าหนุ่มคนนี้ที่ทำสถิติ 300คำสั่ง/นาที (เรียกว่าเพียง 1วินาที เด็กมันคิดแผนการกดสั่งได้ 5แบบ สวดยวดไปเลยลวกเพี้ยะ!)

เพื่อนเกาหลีของ “เคี้ยง” บุตรคุณแม่เพียงเพ็ญ แม้ไม่ใช่แชมป์โลก แต่ก็เกรียนพอที่จะพาเด็กเรียนเข้าสู่ความเสียผู้เสียคนได้ เคี้ยงเตลิดเปิดเบิงแบบกู่ไม่กลับ นั่งเล่น StarCraft ทั้งวันทั้งคืนเพื่อเป้าหมายใหม่ที่ไม่ใช่การเรียนคือหวังจะโค่นไอ้เพื่อนเกาหลีนี้ให้ได้ จากเด็กขยันเรียนจริงจังก็หันมาจับคีย์บอร์ดตลอดวันไม่ลุกไปไหน หิวก็โทรสั่งพิซซ่า ไก่ทอด Delivery มาเสิร์ฟหน้าโต๊ะคอม ส่งผลให้อ้วนขึ้นอย่างพรวดพราด ผลการเรียนก็พลาดตกวูบทันที 2 เทอมซ้อน แม่รู้ก็ถึงกับปรี๊ดกรี๊ดจากย่านเพชรเกษมดังไปไกลถึงเกาะอังกฤษ ..พอหนุ่มเคี้ยงถูกรบเร้ามาก ๆ เข้าก็เลือกที่จะ “เลิกรับสายโทรศัพท์จากแม่” นานนับเดือน ปล่อยแม่ให้ทุรนทุรายติดต่อลูกชายไม่ได้ แม่ร้อนรนทนไม่ไหว ได้รับการช่วยเหลือจากองค์การโทรศัพท์และสถานทูตไทยตามหาหอพักใหม่ลูกชายที่ย้ายเงียบไม่บอกแม่ เมื่อได้พิกัดก็บินลัดฟ้าไปเคาะประตูเรียกหน้าห้อง เห็นสภาพลูกรักแปลงร่างกลายเป็นจอมมารบูในห้องหับที่รกดั่งนรกหลังโดนระเบิดปรามาณู

แม่ยังใจดีสู้เสือ แงะลูกออกจากหน้าจอพาเที่ยวสก็อตแลนด์ แต่เผลอเป็นหลบมาเล่นเกมต่อเพราะหนุ่มน้อยบอก “เข้าขั้นหลอน” หลับตาเห็นแต่เมนูเกมและตัวละครที่ตะวัดนิ้วเรียกชวนกลับให้ไปเล่น

สุดท้ายแม่ยอมทิ้ง 10 ล้านที่ส่งลูกเรียนไปและ “เอาลูกกลับไทย” โดยไม่ยอมให้เรียนอีกต่อไป ใครรู้ก็แอบเสียดายอนาคต หนุ่มน้อยเคี้ยงกลับเมืองไทยแบบมึน ๆ ไปอยู่กินนอนอังกฤษตั้งหลายปี สุดท้ายได้แค่วุฒิ High School (รู้งี้ออกมาเล่นเกมซะตั้งแต่แรก..ฮา)

สัมภาษณ์มาถึงตรงนี้อารมณ์คุณแม่ขึ้นมาก โกรธเกลียดเกมแบบชนิดถ้ารู้ว่าผมจัดงาน Thailand Game Show มา 8 ครั้ง ท่านคงไล่ตะเพิดผมออกจากบ้านเดี๋ยวนั้นแน่นอน
ผมพยายามนำเสนออีกมุมว่าการติดเกมยังไงก็ดีกว่าติดยาเสพติดหรือการพนัน แต่คุณแม่ท่านยืนยันเสียงกร้าวว่าผลร้ายที่ครอบครัวเขาได้รับมันแย่ยิ่งกว่า เลยต้องขอฟังต่อซักหน่อย…

สรุปเคี้ยงติดเกมเข้าขั้นระดับที่จิตแพทย์วินิจฉัยว่า “ป่วย” ครับ เขาถลำเข้าไปแบบโงหัวไม่ขึ้นและละทิ้งทุกอย่างรวมถึงความสามารถในการจัดการด้านอารมณ์ถึงขั้นจะกระโดดตึกตาย ตัวเขาเองเล่าอาการว่าชีวิตช่วงนั้นมันมึน ๆ จำแก่นสารไม่ได้เลย ครั้งหนึ่งคุณพ่อเคยพยายามดึงตัวให้กลับบ้าน ปรากฏแกหงุดหงิดระดับพีคสุดสลัดพ่อซะกระเด็นหงายเงิบถึงขั้นต้องไปตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาล

แต่บ้านนี้เขาเข้าใจโลกตรงที่ “กล้าไปหาจิตแพทย์” ครับ.. คนไทยส่วนใหญ่มักปฏิเสธการหาหมอด้านนี้เพราะกลัวคนจะมองว่าป่วยเป็นโรคจิต .. ด้วยความที่คุณแม่เธอมีกัลยานมิตรเยอะและเป็นคนระลึกบุญคุณคนเสมอ จึงได้หมอดี คำแนะนำดี ๆ จนก้าวพ้นเรื่องนี้มาได้ โดยสรุปเป็นข้อๆให้พ่อแม่ท่านอื่น ๆ ท่องจำได้ดังนี้

  1. เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น อย่าเอาลูกออกห่างตัว : ความคิดเรื่องส่งลูกไปเรียนต่อเมืองนอกแต่เล็ก ๆ เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ควรให้จบ ป.ตรี เสียก่อนค่อยไป ไม่มีอะไรสาย
  2. เมื่อลูกกลายเป็นเด็กมีปัญหา ให้เอาลูกกลับมาไว้กับตัว : อย่าไปเสียดายเงินทองที่ส่งเสียไป ถ้ามัวเสียดายลูกอาจตายหรือไม่ก็กู่ไม่กลับ
  3. กล้าเดินหน้าไปหาจิตแพทย์เพื่อให้รู้วิธีดีลกับสถานการณ์ : จะจัดการเรื่องนี้บางทีความรู้ตนเองไม่พอก็ให้ผู้ที่ศึกษาร่ำเรียนมาเขาบอกก็ได้ผลดีกว่า
  4. มีปัญหาครอบครัวให้หมั่นปรึกษากันทั้งครอบครัว : ก็มันเรื่องของครอบครัวเรานี่เน๊อะ พ่อกับแม่เล่าว่านอนจับมือปรึกษากันทุกคืน โรแมนติกชะมัด 🙂

และสิ่งสัมฤทธิ์ที่สุดคือ “ใช้ความรัก” มนุษย์เราถูกออกแบบมาให้รักอยู่แล้วครับ พ่อแม่ลูก บอกรักกันได้ไม่ต้องอายปาก … จุดเลี้ยวกลับของเคี้ยงคือในนาทีที่ตนเองกำลังจะโดดตึกลงมาจากชั้น 10 (หลังทำรีเสิร์ชมาอย่างดีว่าตนเองจะตายที่ไหน) พ่อโทรศัพท์เข้ามาพอดีและพูดคำที่ไม่เคยเอ่ยออกจากปากพ่อสไตล์จีนคือ “พ่อรักลูกนะ” .. คำ ๆ นี้เปลี่ยนหลังเท้ากลับมาเป็นหน้ามือครับ!
เคี้ยงคิดได้ และกลับกลายเป็นเด็กดีของครบครัวอีกครั้งหลังป่วยเป็นโรคติดเกมอยู่ 7 ปีเต็ม ๆ

ปัจจุบันเคี้ยงรับบทบาทเป็นวิทยากรในนาม “โค้ชเคี้ยง ผอมด้วยใจ” (ค้นได้จาก Facebook) นำประสบการณ์ดิ่งสู่ก้นเหวมาสร้างแรงกระตุ้นให้เยาวชนเปลี่ยนแปลงตนเองและสร้างเป้าหมายชีวิต

ดีใจด้วยที่แฮปปี้เอนดิ้งครับ…

จากเด็กติดเกมตลับ Famicom (อาการหนักน้อยกว่าเย๊อะ~)

หนุ่ยรู้โลกรู้ #100 เขียนให้พ่อแม่อ่านดีกว่าเขียนให้ลูกคุณติดเกม

ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

รีวิว Asus ZenBook 13 UX333 โน้ตบุ๊กเครื่องเล็ก จอใหญ่ แถมแรง

Published

on

ถ้าเลือกได้ ใคร ๆ คงอยากได้โน้ตบุ๊กที่มีน้ำหนักเบา แต่เครื่องแรงกันทั้งนั้นแหละจริงมั้ยคะ?? ซึ่ง 2 อย่างนี้มักจะไม่ไปด้วยกัน โน้ตบุ๊กเบา ๆ ก็ประสิทธิภาพจำกัดจำเขี่ย เน้นใช้งานเว็บหรือพิมพ์งานมากกว่า ส่วนพวกที่เครื่องแรง ๆ ก็หนักเหลือเกิน แต่วันนี้ Asus ทำได้แล้วใน ZenBook 13 รหัส UX333 รุ่นนี้ แถมราคาไม่แรงด้วย!!

สเปคของเจ้าบอกว่าหนัก 1.19 กก. จับชั่งจริงจะได้ 1,238 กรัม ก็ไม่ต่างจากน้ำหนักที่เคลมเท่าไหร่ และที่ลืมไม่ได้คือต้องรวมปลั้กไฟเข้าไปด้วย ก็ได้น้ำหนัก 1,434 กรัม พกใส่กระเป๋าได้สบายทั้งวัน แต่เห็นเบา ๆ แบบนี้ Asus เคลมว่า Zenbook 13 นั้นผ่านมาตรฐานความทนทานทางการทหารด้วย ทนอุณหภูมิร้อน หนาว ทนความชื้น คือเอาไปใช้งานในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกได้สบายๆ ซึ่งอยู่เมืองไทยอาจจะต้องทนร้อน ตัวนี้เทสมาแล้วว่าทำงานได้พื้นที่อุณหภูมิสูงถึง 48 องศาได้

  • Asus Zenbook 13 UX333 ตัวนี้มีขนาดจอ 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD ซึ่งก็ใหญ่พอ ๆ กับโน้ตบุ๊กทั่วไป แต่ขนาดเครื่องเหลือประมาณกระดาษ A4 เอง
    • ซึ่ง Asus เรียกดีไซน์นี้ว่า Nano Edge ให้สัดส่วนพื้นที่หน้าจอ 95% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้ลดขนาดของเครื่องไปได้เยอะ
    • ด้านบนจอก็ยังมีพื้นที่ให้กล้อง Webcam อยู่ ทำให้ยังได้มุมภาพไม่เงยเกินไปเหมือนหลายแบรนด์ที่ทำขอบจอบาง แล้วเอากล้องไปซ่อนด้านล่างของจอ
    • ซึ่งกล้อง Webcam ตัวนี้มาพร้อม Infrared เพื่อปลดล็อก Windows ด้วยใบหน้าได้ แม้จะอยู่ในที่มืด หรือที่เรียกว่า Windows Hello 
  • Asus Zenbook 13 ที่เรารีวิววันนี้เป็นเครื่องสีน้ำเงิน Royal blue ซึ่งในไทยจะจำหน่ายอีกสีหนึ่งเป็นสีเงิน Icicle silver ให้เลือกได้ ซึ่งทั้งคู่จะมีสีเน้นบริเวณด้านบนคีย์บอร์ดเป็นสีทองชมพูเหมือนกัน ส่วนฝาหลังถ้าดูดี ๆ จะเป็นลายวง ๆ ล้อมรอบโลโก้ Asus ตามสไตล์ Zenbook โดยรวมแล้วก็เป็นดีไซน์ที่ดูดี และน่าจะเข้ากับไลฟ์สไตล์คนใช้ทั่วไปได้ง่ายด้วย
  • ส่วนพอร์ตข้างเครื่องก็ให้มาครบ ด้านซ้ายเครื่องมีช่องต่อ HDMI, USB 3.0 และ USB-C ส่วนด้านขวาเครื่องจะเป็นช่องหูฟัง, USB 2.0 (แหม น่าจะเป็น 3.0 ไปเลย) และช่องอ่าน MicroSD จะขาดไปก็แค่พอร์ตแลนเนอะ ที่ใครจะใช้ก็หาหัวแปลงมาต่อเอา
  • Touchpad ของ Asus Zenbook 13 นั้นไม่ธรรมดาเลยน้า อย่างแรกเลยเมื่อเปิดจอขึ้นมา จะมีการงัดเครื่องให้ฝั่งจอภาพสูงขึ้น 3 องศา ทำให้คีย์บอร์ดเงยรับการพิมพ์มากขึ้น แล้วยังทำให้พัดลม ระบายอากาศทำงานได้ดีขึ้น
    • ซึ่งตัวคีย์บอร์ดนี้เป็นแบบ Backlit เปิดไฟได้ด้วย และการที่ยกตัวเครื่องขึ้น ก็ทำให้ลำโพงที่ได้รับการจูนโดย Harman/Kardon ที่อยู่ใต้เครื่องทำงานได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งเสียงจากลำโพงตัวนี้คือให้มิติเสียงใช้ได้เลย

ตัว Zenfone 13 ใส่ NumberPad หรือแป้นตัวเลขเข้าไปรวมใน Touchpad กระจกตัวนี้เลย ซึ่งกดปุ่มตรงมุม Touchpad ก็จะเปิดแสงของแป้นตัวเลขออกมา ป้อนตัวเลขสะดวกเลยที่นี้ แถมระหว่างที่เปิด NumberPad เราก็ยังใช้งาน TouchPad เพื่อสั่งงานได้อยู่นะ แต่ตัว NumberPad นี้มีเฉพาะในรุ่น Core i7 เท่านั้น ตัว Core i5 ไม่มีจ้า

ความแรงภายในของ Asus Zenbook 13 ที่บอกว่าบางและแรงคือสเปคของ Zenfone 13 รุ่นท็อปคือ

  • ให้ CPU เป็น Intel Core i7-8565U Gen 8 พร้อมการ์ดจอ NVIDIA GeForce MX150 แรม 8 GB และ SSD ความจุ 512 GB เอาเครื่องนี้ไปตัดต่อวิดีโอ ด้วย Adobe Premiere แบบทั้งคลิป ทำงานเป็นเครื่องตัดต่อหลักได้สบาย ๆ ก็การันตีความแรงได้ระดับหนึ่งเลยแหละ ตัดต่อวิดีโอได้ขนาดนี้ ใช้ท่องเว็บ พิมพ์เอกสารนี้หายห่วง ส่วนเรื่องการเล่นเกม
  • ตัวการ์ดจอ MX150 ก็เล่นเกม 3D ได้ดีระดับหนึ่งครับ อย่างเราเทสกับ Bioshock Infinite ในระดับ Medium ก็เล่นได้ แต่เวลาที่มีศัตรูเยอะ ๆ อาจมีหน่วง ๆ บ้าง ซึ่งถ้าเน้นเล่นเกมจริงจังคงต้องจัดเป็น Gaming Notebook หรือดูเป็นตัวพี่ Zenbook 15 UX533 ที่มาพร้อม GeForce GTX 1050 Max-Q ก็จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น
  • แบตเตอรี่ ตามสเปคของ Asus Zenbook 13 คืออยู่ได้ 14 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเราเปิดโหมด Battery Saver แล้วใช้งานไม่หนักมากอย่างเล่นเน็ต พิมพ์งานก็อยู่ได้ราวสิบชั่วโมงครับ แต่ถ้าเอาไปตัดต่อวิดีโอก็ต้องเปิดโหมดพลังงานที่แรงขึ้น อายุแบตเตอรี่ก็จะสั้นลงไป แต่ดีที่อแดปเตอร์ไฟไม่หนัก พกติดตัวได้ตลอด

ต้องบอกว่า Asus Zenbook 13 UX333 ตัวนี้หาจุดอ่อนยากเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มี อย่างแรกคือ

  • เรื่องคีย์บอร์ด ที่ Layout จะแปลกไปบ้างเพราะตัวเครื่องมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะตรงปุ่ม Shift ขวาเล็กไปหน่อย ก็ต้องปรับตัวในการใช้บ้าง แต่ถ้าเป็นตัวใหญ่ขึ้นอย่าง Zenbook 14 UX433 จะไม่มีปัญหานี้เพราะแป้น Shift กลับมาใหญ่เหมือนเดิม
  • อย่างที่ 2 คือแม้เครื่องนี้จะมีพอร์ต USB-C แล้ว แต่ก็ไม่สามารถชาร์จไฟผ่าน USB-C ได้นะ ต้องชาร์จผ่านช่องชาร์จไฟของมันเท่านั้น ก็ทำให้เราไม่สามารถพกอแดปเตอร์ตัวเดียวชาร์จทั้งมือถือและโน้ตบุ๊กได้

ราคาอย่างเป็นทางการจาก Asus ยังไม่ออก แต่ทาง Asus ประเทศไทย…บอกว่ารุ่นเริ่มต้นที่ใช้ Intel Core i5 และการ์ดจอ GeForce MX150 จะมีราคาไม่ถึง 30,000 บาท ส่วนใครที่คิดว่าจอ 13 นิ้วเล็กไป Asus ก็ยังออก Zenbook 14 ตัวใหม่รหัส UX433 ที่มีจอ 14 นิ้ว แต่ขนาดเครื่องเท่าโน้ตบุ๊ก 13 นิ้วทั่วไป และ Zenbook 15 รหัส UX533 จอ 15 นิ้ว แต่หนักแค่ 1.6 กก. ให้เลือกด้วย

ซึ่งทั้งหมดนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมประกาศราคาวันที่ 16 มกราคมนี้นะค้า เข้าไปดูข้อมูลราคาผ่านเพจ AsusThailand ในเฟซบุ๊ก

แล้วแวะเยี่ยมตามร้านคอมพิวเตอร์ได้เลย พิเศษสำหรับผู้ซื้อ Zenfone 13 ร้อยคนแรก จะได้กระเป๋าโน้ตบุ๊กที่ออกแบบโดยแบรนด์ Insomnia by Vara เป็นพิเศษด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

AIS ชวนคุณสัมผัสเทคโนโลยี 5G ของจริงว่าเร็วขนาดไหน!!

Published

on

AIS เปิดให้ร่วมทดสอบความเร็วของ 5G บนนวัตกรรมที่เหนือชั้นยิ่งกว่าจากเอไอเอส ท้าพิสูจน์ความเร็วสูงสุด กับความเร็วที่มากกว่า 1 Gbps ด้วยการยกเครื่องที่ยิงสัญญาณ 5G มาไว้ในงานกันเลยล่ะค่ะ

และแน่นอนว่าความหน่วงที่ต่ำกว่า 6ms นั้น หมายความว่า แทบจะไม่พบความหน่วงที่เกิดขึ้นเลยค่ะ หรืออีกอย่างคือ 5G มีความหน่วงน้อยกว่า 4G ค่อนข้างเยอะนั่นเองค่ะ สามารถเอาไปใช้กับอะไรได้เยอะกว่าเดิมเลยทีเดียวค่ะ นอกจากความหน่วงที่น้อย ความเร็วของ 5G ก็ไม่น้อยหน้า เพราะว่าเร็วสุด ๆ จริง ๆ

มาร่วมทดสอบของจริงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ AIS D.C. ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม แล้วคุณจะได้พบกับประสบการณ์ 5G สุดล้ำ ที่พร้อมให้ทุกท่านได้เข้ามาเรียนรู้และเข้าใจเทคโนโลยี 5G ได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ โดยมีทีมงานกูรูผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำอธิบายตลอดงานเลยจ้าาา!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

#beartaiตู้ต่อไป ตู้ขายไอศกรีม “Milk Shakes”

Published

on

beartaiตู้ต่อไป มาแล้วจ้าาา!! อยากจะบอกว่าตู้นี้ตู้ที่ 31 แล้วน้าคุณ ๆ จ๋า!! ;วันนี้จะมาพาไปดับร้อนด้วยการกินไอศกรีมกันค่า

ตู้นี้มีชื่อว่า f’real MilkShakes and more! เป็นตู้ไอศกรีมปั่น ตั้งอยู่ที่ห้าง Asda ที่ประเทศอังกฤษ เป็นตู้ไอศกรีมปั่น มีอยู่ 4 รสชาติด้วยกันค่ะ ได้แก่

  1. สตอเบอร์รี่
  2. ช็อกโกแลต
  3. วานิลลา และ
  4. โอริโอ้

ขั้นตอนการซื้อคือ

  • เลือกรสชาติที่เราต้องการ
  • และนำไปใส่เครื่องที่อยู่ข้าง ๆ
  • สามารถเลือกความเข้มข้นได้ด้วยน้า
  • จากนั้นก็รอเครื่องทำงานจนเสร็จ
  • แล้วก็นำไปจ่ายเงินที่ตู้ Kiosk จ้าาา!!

เห็นมะ ง่าย ๆ ไม่ยาก หายร้อนกันเลยทีเดียว ที่สำคัญเขาใช้หลอดกระดาษแทนหลอดพลาสติกด้วยแหละ ลดโลกร้อนไปอีกอะ ปรบมือให้เลยค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!