Connect with us

บทความ

สรุปเนื้อเรื่อง Metro 2033: ฝ่านรกแดนอุโมงค์สยอง ก่อนเล่น Metro Exodus!

อีกไม่กี่วันพวกเราก็จะได้กลับสู่แดนอุโมงค์ใต้กรุงมอสโควกันแล้ว ในโลกของ “Metro Exodus” เกมภาคที่สามของซีรี่ส์ Metro สุดสยองที่แฟน ๆ FPS หลายคนติดใจกับความหดหู่ที่แสนจะตัดกับงานภาพอันสวยนิ้งของมัน ทีนี้เนื่องจากวันวางตลาดของเกมภาคล่าสุดมันก็ผ่านมาเนิ่นนานกว่า 5 ปี ส่วนภาคแรกก็ออกมาตั้งแต่ปี 2010 โน่น ดังนั้นเราควรมานั่งรื้อฟื้นความหลังกันหน่อยว่าเนื้อเรื่องก่อนหน้านี้มันมีความเป็นมายังไง ยินดีต้อนรับสู่ซีรี่ส์เรื่องย่อของ Metro ภาค 1 และภาค 2 ที่จะพาคุณเข้าสู่แดนรัสเซียพิศวงในโลกหลังหายนะนิวเคลียร์ พร้อมจะดำดิ่งลงสู่อุโมงค์รถไฟใต้ดินอันมืดมิดหรือยังล่ะสหาย?

ปล. แน่นอนว่าสปอยล์นะจ๊ะ ใครอยากรู้เรื่องราวด้วยตัวเอง ห้ามอ่าน!

ยินดีต้อนรับสู่โลกที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและความน่าสะพรึง

สัญญาณร้ายจากหายนะพันธุ์ใหม่

เรื่องราวของ Metro 2033 เริ่มต้นขึ้นในประเทศรัสเซีย ณ ปี ค.ศ. 2033 ผืนดินบนโลกพินาศย่อยยับจากสงครามนิวเคลียร์จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ เหล่าผู้รอดชีวิตจึงต้องหลบไปอาศัยตามสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงมอสโคว แต่ละสถานีต่างตั้งตนเป็นเขตปกครองตัวเองประหนึ่งเป็นเมืองต่าง ๆ “Artyom” พระเอกของเรื่องก็คือเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่อาศัยในโลกใต้ดินแห่งนี้ เขาคือเด็กกำพร้าที่เกิดมาลืมตาดูโลกก่อนวันโลกาวินาศเพียงวันเดียว และในขณะนี้เขากำลังเดินทางอยู่กับชายในชุดทหารนามว่า Miller

ค้างคาวผี Demon ที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อเป็นชิ้น ๆ

ทั้งคู่กำอาวุธปืนในมือแน่นขณะเยื้องย่างผ่านอาคารใต้ดินที่มืดมิด เพียงไม่กี่อึดใจพวกเขาก็ขึ้นมาเหนือผืนดิน แม้จะเป็นยามค่ำคืนแต่ไฟฉายใต้ปากกระบอกปืนก็พอจะเผยให้เห็นซากปรักหักพังของอดีตเมืองหลวงแห่งนี้ได้ Artyom เช็คหน้ากากและตัวกรองของตัวเองให้แน่ใจอีกครั้งว่าไม่มีอะไรเสียหาย หากมีรอยรั่วเพียงนิดเดียวตัวเขาคงถึงฆาตจากอากาศที่เต็มไปด้วยพิษรังสี ทั้งคู่เดินไปสมทบกับทหารอีก 2 นายที่อยู่บนรถติดปืนกล เขากำลังอยู่กับหน่วย Ranger กองกำลังพิเศษฝีมือฉกาจที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แห่ง Metro แต่คุยกันได้ไม่นาน พวกเขาก็ถูกฝูงหนูยักษ์กลายพันธุ์ห้อมล้อมเข้ามาโจมตี พวกมันมีชื่อว่า Watcher และตัวมันใหญ่กว่าหมาล่าเนื้อเสียอีก Artyom และ Ranger ทั้ง 3 ระเบิดกระสุนปืนกลในมือและปืนกลหนักบนรถในทันที สถานการณ์ดูไม่ดีเอาเสียเลยเพราะพวกมันมีเป็นร้อยและทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้ายเมื่อค้างคาวกลายพันธุ์ขนาดยักษ์โฉบลงมาชนรถของ Ranger จนพลิกคว่ำ ดับชีวิตผู้โดยสารทั้ง 2 ในทันที จากนั้นมันก็โฉบเข้าใส่ Artyom อย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันตั้งตัว และทุกอย่างก็ดำมืดลง…

ใน Metro ผู้คนที่มีเหลือเพียงน้อยนิดต้องอยู่กันอย่างแออัดในอุโมงค์รถไฟใต้ดิน

เหตุการณ์ตัดมาเป็นช่วง 8 วันก่อนหน้า Artyom ลืมตาตื่นขึ้นมาในสถานีบ้านเกิดของเขาที่ชื่อว่า Exhibition จากเสียงปลุกของ Alex พ่อบุญธรรมของเขา วันนี้พ่อและเขาต้องออกไปรับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาซักพัก เขาคือ Ranger ฝีมือฉกาจชื่อว่า Hunter แต่หลังจากการต้อนรับ Hunter อย่างอบอุ่นเพียงครู่เดียว สถานี Exhibition ก็ถูกโจมตีโดยเหล่าสัตว์ประหลาด Nosalise ในทันที Artyom ต้องจับปืนเป็นครั้งแรกเพื่อปกป้องประตูทางเข้าสถานีพร้อมกับพ่อและ Hunter ซึ่งเขาก็ทำได้ดีกว่าที่คาดจน Hunter ถึงกับต้องเอ่ยปากชม

เมื่อฝูง Nosalise ถูกกำจัดจนหมดแล้วพวกเขากลับได้ข่าวว่าประตูสถานีอีกฝั่งก็ถูกสัตว์ร้ายจู่โจมด้วยเช่นกัน ทั้ง 3 รีบรุดหน้าไปยังจุดเกิดเหตุแต่เมื่อมาถึงก็พบว่าทหารยามส่วนใหญ่ถึงฆาตกันหมดแล้ว พวกที่เหลือรอดอยู่เพียงน้อยนิดก็พูดไม่เป็นภาษาราวกับคนเสียสติ Hunter จำอาการแบบนี้ได้และบอกว่านี่เป็นฝีมือของพวก Dark One เดรัจฉานกลายพันธุ์หน้าใหม่ที่จะมากวาดล้างมนุษย์ทุกผู้ใน Metro

Hunter ตัดสินใจเดินทางออกจากสถานี Exhibition ทันทีเพื่อล่าหัว Dark One ตนนี้ ก่อนจากเขาได้มอบสร้อย Dog Tag ที่มีตราสัญลักษณ์ Ranger ให้กับ Artyom พร้อมกับบอกว่าหากเขาไม่กลับมา ให้เดินทางไปที่สถานี Polis โชว์ตราสัญลักษณ์ชิ้นนี้ แล้วเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ชายชื่อว่า Miller ฟังซะเขายังกล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม หากมันเป็นปฏิปักษ์กับเราล่ะก็… ให้สังหารมันทิ้งซะ”

เพียงก้าวแรกสู่โลกภายนอก สัตว์ประหลาดจากเงามืดก็พุ่งโจมตีเขาแล้ว

ก้าวแรกสู่เครือข่ายโลกใต้ดิน

วันแล้ววันเล่าผ่านไปก็ยังไร้วี่แววว่า Hunter จะกลับมา ในที่สุด Artyom จึงตัดสินใจออกเดินทางตามคำสั่งของ Hunter นี่คือการก้าวออกจากสถานีบ้านเกิดเป็นครั้งแรกของเขาและตัวเขาเองก็สังหรณ์ว่าอะไร ๆ คงไม่เป็นไปอย่างราบรื่นแน่นอน ทริปสั้น ๆ ด้วยรถรางระหว่างสถานี Exhibition และสถานี Riga ก็ตอกย้ำให้เขาตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างรวดเร็ว ทุกซอกมุมอันดำมืดของอุโมงค์รถไฟใต้ดินนี้เต็มไปด้วยอันตรายเหนือคณานับ และ Artyom ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากฝูง Nosalise ที่ดักเเล่นงานระหว่างทาง น่าแปลกที่ในระหว่างการเดินทางมีเพียง Artyom เท่านั้นที่ไม่วูบหลับบนรถรางเพราะ Dark One ทำให้เขาเป็นคนแรกที่หยิบปืนขึ้นมายิงสกัดเหล่าสัตว์ประหลาด วีรกรรมพระเอกของเราไปเข้าหูชายลึกลับชื่อเดียวกับเหล้า Bourbon หมอนี่ได้ยินข่าวลือว่า Artyom มีภูมิคุ้มกันพลังของ Dark One จึงเข้ามายื่นข้อเสนอให้ร่วมเดินทางไปกับเขาจนถึงสถานี Dry Station โดยจะให้ปืนอาร์ก้าสภาพดีหนึ่งกระบอกเป็นของตอบแทน Artyom ที่กะจะมุ่งหน้าไปทางนั้นอยู่แล้วจึงตกปากรับคำแล้วเขาก็แพ็คกระเป๋าเดินทางอีกครั้ง

หนูยักษ์หน้าตาอัปลักษณ์พวกนี้คือผู้ครองพิภพรายใหม่ หาใช่มนุษย์ไม่

Bourbon และ Artyom เดินเท้าผ่านอุโมงค์ใต้ดิน ซากเมืองบนพื้นพิภพ แล้วกลับลงไปในอาคารใต้ดินต่ออีกครั้ง พวกเขาต้องยิงต่อสู้และลอบเร้นเก็บศัตรูทั้งที่เป็นคนและที่ไม่ใช่คน ไล่ตั้งแต่ Watcher, Nosalise, Demon แก๊งโจรต่าง ๆ แม้แต่ Dark One ก็พยายามไล่ติดตาม Artyom มาในระหว่างทาง อย่างไรก็ตาม ในขณะทั้งคู่ที่ลักลอบเข้าสถานี Dry Station จากช่องระบายอากาศ Bourbon ก็ถูกแก๊งประจำถิ่นที่นั่นจับตัวได้ Artyom ผู้เหลือตัวคนเดียวพยายามลอบเร้นผ่านยามในสถานี Dry Station จนในที่สุดก็เข้าถึงประตูออฟฟิศของหัวหน้าแก๊งได้

ในขณะที่หัวหน้าแก๊งโจรกำลังตกใจกับการปรากฏตัวของเขา Bourbon ที่โดนสอบสวนอยู่ก็อาศัยจังหวะนี้คว้าปืนเล็งเข้าใส่โจทก์ทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่หัวหน้าแก๊งหันปากกระบอกปืนเล็งสวน ทั้งคู่ลั่นไกแทบจะพร้อมกัน คมกระสุนทะลุร่างชายทั้งสองและปลิดชีพพวกเขาทั้งคู่ ในขณะที่ Artyom กำลังสับสนว่าจะทำยังไงต่อไปดีและเสียงกระหน่ำเคาะประตูจากลูกสมุนแก๊งก็ดังขึ้นทุกขณะ ชายปริศนานามว่า Khan ก็ปีนเข้ามาในห้องจากช่องแอร์ เขาแนะนำตัวว่าเป็น Ranger และขอให้ Artyom รีบตามเขามาหากไม่อยากประสบชะตากรรมเดียวกับ Bourbon

ฝูงมิวแตนท์ Nosalise บุกโจมตีสถานีทุกครั้งที่มีโอกาส หากสถานีใดไม่มีกำลังพลและอาวุธเพียงพอก็ต้องพบกับจุดจบ

ถลำลึกสู่ความมืด

Khan รีบพา Artyom หลบหนีออกจากสถานี Dry Station แต่เส้นทางลัดสู่สถานี Polis ของ Khan ช่างน่าสยดสยองพองเกล้ากว่าทางของ Bourbon หลายเท่า มันทำให้เขาได้พบกับลูกพลังงานมีชีวิตนามว่า Anomaly มันจะช็อตสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่โง่พอจะไปก่อกวนมัน นอกจากนี้เขายังได้เดินทางผ่านสถานีผีสิงอันเต็มไปด้วยเงาของผู้คนที่ตายจากเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์แต่ไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ โชคยังดีที่ Khan รู้คาถาผ่านทาง ทั้งคู่จึงรอดปลอดภัยครบ 32 ออกมาได้ เมื่อสุดปลายทางสถานี Khan จำเป็นต้องแยกตัวออกไปธุระสำคัญ เขาแนะ Artyom ให้ไปต่อให้ถึงสถานี Armory ข้างหน้าแล้วหาตัวสหายของเขาชื่อว่า Andrew พระเอกของเราออกเดินทางคนเดียวต่อไปจนถึง Armory ทุกอย่างดูจะราบรื่นดีจนกระทั่งเขาพบว่ามีพรรคคอมมิวนิสต์คุมสถานีนี้อยู่นั่นแหละ

ระหว่างที่ทหารยามคอมมิวนิสต์ประจำเมืองกำลังสอบสวน Artyom นักเดินทางอีกคนที่เข้าเมืองมาพร้อมกันก็ถูกเปิดโปงว่าเป็นสายลับของพรรคนาซี หมอนี่ทำร้ายยามแล้ววิ่งหลบหนีเข้าสถานี Armory ทันที Artyom ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องวิ่งหนีด้วยกันเพราะตอนนี้เขาถูกเหมารวมว่าเป็นพวกนาซีไปแล้ว ทหารจากพรรคแดงวิ่งไล่ตามพวกเขาและสาดกระสุนไปทั่วสถานี ในที่สุดสายลับพรรคนาซีก็จนตรอกบนชั้นลอยและโดนยิงทิ้งต่อหน้าต่อตา สัญชาตญาณเอาตัวรอดของ Artyom บอกให้เขากระโดดลงไปด้านล่างทันที ร่างของ Artyom กระแทกพื้นอย่างแรงทำให้เขาขยับตัวไม่ได้ แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะ Andrew มาถึงตัว Artyom ทันเวลาและรีบพาตัวเขาเข้าซ่อนในบ้านพักทันที

นอกจากมนุษย์ใน Metro จะต้องรบรากับสัตว์ประหลาดสยอง พวกเขายังเปิดศึกกันเองด้วย

หลังจากหลบให้เรื่องเงียบอยู่พักหนึ่ง Andrew ก็บอกว่าเขาต้องรีบพา Artyom ออกจากสถานีนี้ให้เร็วที่สุด ซึ่งตัวเลือกที่เข้าท่าที่สุดในตอนนี้ก็คือลักลอบขึ้นรถรางของทหารแดง ติดอยู่อย่างเดียวตรงที่เจ้ารถรางที่ว่านี้มันมุ่งหน้าไปยังสมรภูมิระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และนาซี… น่าสมเพชที่แม้แต่ในยุคโลกาวินาศ ผู้คนก็ยังคงเข่นฆ่ากันเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองอยู่ดี Artyom ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มหัวให้ต่ำไว้และภาวนาไม่ให้ถูกตรวจพบ รถรางและเหล่าทหารหนุ่มเลือดร้อนมุ่งหน้าสู่สนามรบเบื้องหน้าด้วยความเร็วคงที่ แต่ก่อนจะถึงที่หมายมันดันสะดุดเข้ากับขอนไม้จน Artyom พลัดตกระหว่างทาง

หลังจากตั้งตัวได้เขาก็ค่อย ๆ เดินย่องไปในความมืด ภาพข้างหน้าคือสะพานทางรถไฟขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยห่ากระสุนและแสงไฟจากปากกระบอกปืน ทหารแดงที่นั่งมาบนรถรางถูกยิงตายเป็นใบไม้ร่วง ทหารฝั่งนาซีก็มีอยู่ทั่วทุกแห่งหน Artyom ค่อย ๆ ยิงต่อสู้และลอบเร้นตามเงามืดผ่านกองกำลังทั้งสองฝ่ายที่กำลังห้ำหั่นกัน ในที่สุดเขาก็เคลื่อนตัวผ่านโซนสมรภูมิมาจนถึงด้านในสถานีหลักของพรรคนาซีได้ แต่โชคร้ายที่เจ้าบ้านไหวตัวทันและทักทาย Artyom ด้วยด้ามปืนเอาเสียก่อน เขาถูกซ้อมและสอบสวนจนเลือดอาบ คราวนี้ในข้อหาเป็นสายลับให้พรรคคอมนิวนิสต์ซะอย่างนั้น เขาเกือบจะถูกยิงทิ้งอยู่แล้ว แต่ Ranger 2 คนเข้ามาเก็บทหารนาซีได้ทันท่วงที พวกเขาชื่อว่า Ulman กับ Pavel และพวกเขาพร้อมจะนำทาง Artyom สู่สถานี Polis แล้ว

หน่วย Ranger คือทหารมือพระกาฬที่รับหน้าที่พิทักษ์ Metro

ลุยแหลกสู่ Polis

Ranger ทั้งสองวางแผนพา Artyom เผ่นออกจากสถานีบ้าคลั่งแห่งนี้ Ulman ตัดสินใจแยกตัวไปอีกทางแล้วค่อยตามไปสมทบในภายหลัง โดยให้ Pavel ช่วยพา Artyom ไปสถานี Polis ด้วยรถรางติดอาวุธของพวกนาซี Pavel หวังว่าพวกเขาจะสามารถตีเนียนผ่านด่านตรวจของนาซีไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าแผนแตกเละเทะตามคาด Artyom ต้องใช้ปืนกลหนักบนรถยิงสกัดรถรางและรถถังของพวกนาซีตลอดทาง หลังจากหลุดจากนาซีมาได้พวกเขาก็ต้องเผชิญกับฝูง Nosalise ในสถานีพักรถไฟ depot ซึ่งเป็นทางผ่านอีก เสียงปืนกลดังก้องในอุโมงค์ใต้ดินตลอดทาง ปลอกกระสุนนัดแล้วนัดเล่าปลิวว่อนเกลื่อนรางรถไฟ ทั้งสองคนสู้จนสุดใจแต่เหล่า Nosalise พรั่งพรูออกมาไม่หยุด พวกมันกระชากร่าง Pavel ออกไปจากรถและทำให้รถรางเสียหลักพลิกคว่ำ Artyom กระเสือกกระสนออกจากซากรถและรีบหนีออกจากที่นั่น เขารู้ตัวดีว่าเขาไม่สามารถช่วยเหลือ Pavel ได้แล้ว

เขากลับมาเหลือตัวคนเดียวอีกครั้งและต้องฟันฝ่าความสยองด้วยลำแข้งตัวเอง ทั้งฝูงหนูยักษ์ที่บุกโจมตีสถานีจนพินาศ ป้อมปราการของกองกำลังนาซีภาคพื้นดิน และสถานีร้าง Black Station ที่เหลือไว้แต่เหล่ามิวแต้นท์มฤตยู หลังจากกัดฟันสู้ยิบตาแบบโหดสัสรัสเซีย ในที่สุด Artyom ก็ตามมาสมทบกับ Ulman จนได้ และเขาได้พา Artyom เข้าสู่สถานี Polis ซะที

ชีวิตในโลกใต้ดินช่างยากเย็นแสนเข็ญ แต่ผู้คนก็ยังอยู่กันได้ตามอัธยาศัย

Artyom แนะนำตัวกับ Miller ผู้เป็นหัวหน้าหน่วย Ranger และอธิบายเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับ Hunter ให้ฟัง Miller มองว่านี่เป็นสถานการณ์วิกฤติและพยายามนำเรื่องนี้เข้าสภา Polis Council พร้อมกับ Artyom แต่สภามองว่าเรื่องที่ Artyom เล่ามาไม่มีน้ำหนักมากพอเพราะเขาเป็นแค่ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่มาพร้อมกับนิทานเรื่องหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้สภายังไม่มีทรัพยากรบุคคลและอาวุธมากพอจะเจียดมาให้สืบสวนเรื่องนี้ได้เพราะต้องเตรียมตัวรับมือกองทัพนาซีที่พร้อมจะบุกทุกเมื่อ

พื้นพิภพกลับเป็นแดนอันตรายที่สุดของมนุษย์

เตรียมอาวุธเปิดศึก

Miller เห็นว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์จึงตัดสินใจลงมือจัดการกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เขาขอร้องให้ Artyom เข้าร่วมกับหน่วย Ranger ของเขาในภารกิจนี้ด้วย เพราะเขาเห็นศักยภาพในตัวพระเอกของเราที่ลุยแหลกมาได้ไกลขนาดนี้ แผนของเขาคือออกค้นหาโรงปล่อยจรวดโค้ดเนม D6 ให้เจอ แล้วใช้คลังแสงของที่นั่นกวาดล้างสายพันธุ์ Dark One ให้สิ้นซาก ปัญหาอยู่ที่ว่าไม่มีใครใน Metro รู้แน่นอนว่า D6 อยู่ตรงไหน ข้อมูลพิกัดของมันน่าจะได้รับการจดบันทึกเอาไว้ในเอกสารที่หอสมุด Library บนพื้นดิน เมื่อตกลงกันได้ตามนั้น Miller, Artyom และ Ranger ชื่อว่า Danila จึงออกเดินทางหา Library กันทันที

ในระหว่างทางค้างคาวผี Demon ได้ดักทำร้ายพวกเขา Danila ได้รับบาดเจ็บหนัก Miller จึงจำเป็นต้องพาเขากลับไปรักษาตัวที่ Polis ก่อนจากเขาได้ให้คำแนะนำ Artyom ไว้ว่า “หากเจอกับบรรณารักษ์แห่งหอสมุด ขอจงจ้องตามันเอาไว้” Artyom ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นักแต่ก็รีบรุดหน้าต่อสู่ที่หมาย เมื่อถึง Library เขาก็ได้พบกับสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ตัวสูงใหญ่ แขนยาวขาสั้นเหมือนกอริลล่า แต่หน้าตาของมันหน้าเกลียดหน้ากลัวกว่ามากและร่างของมันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ Artyom เกือบจะยกปากกระบอกปืนลั่นไกใส่มันแล้วเมื่อเจ้าหมอนี่วิ่งเข้าใส่ แต่เขานึกถึงคำแนะนำของ Miller ขึ้นมาได้และตัดสินใจยืนจ้องตามันตรง ๆ เจ้า Librarian เมื่อโดนจ้องตาก็ยืนนิ่งเหมือนถูกสะกด ได้แต่มอง Artyom กลับอย่างฉงนสงสัย Artyom จึงอาศัยจังหวะนี้ค่อย ๆ เดินถอยหลบออกจากห้อง หลังจากค้นหาตามชั้นหนังสือซักพัก เขาก็ได้พบกับเอกสารที่มีข้อมูลของ D6 แล้วจึงรีบเผ่นออกจากที่นั่น

มีทั้งปืนในมือกับรถเกราะแล้วเราจะต้องกลัวอะไรกันอีกล่ะ…

Miller และ Ulman ขับรถติดปืนกลมารับ Artyom ถึงหน้าประตูหอสมุด เมื่อ Miller ทราบว่าเขารู้พิกัดของ D6 แล้วจึงออกรถมุ่งหน้าสู่ด่านหน้าบนพื้นดินของ Ranger ชื่อว่า Sparta ในระหว่างที่เตรียมตัวบุก D6 กับ Ranger คนอื่น ๆ Artyom ได้พบกับ Khan อีกครั้ง เขาได้เตือนเป็นนัยว่าขอจงเลือกทางที่ต้องการเดินต่อจากนี้ให้ดี เหล่านักรบ Ranger พร้อมอาวุธครบมือมุ่งหน้าเข้าสู่อาคาร D6 พร้อมกับพระเอกของเรา ภายในอาคารคอนกรีตแห่งนี้มืดสนิทและเต็มไปด้วยภัยร้ายจากสัตว์กลายพันธุ์

ขณะที่ Artyom กำลังมุ่งสู่ความมืดมิดในเบื้องล่างของ D6 เขาก็เห็นนิมิตเป็นภาพของ Ranger และ Dark One ในช่องทางเดินแคบ ๆ ที่มุ่งหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ น่าแปลกที่เจ้า Dark One ในนิมิตอ้างว่ามันพยายามจะนำสันติมาสู่ Metro เมื่อ Artyom ตื่นขึ้นจากภวังค์ พวกเขาก็ถูกโจมตีจาก Nosalise แบบไม่ทันตั้งตัว Ranger ทั้งคณะระเบิดกระสุนต้อนรับมิวแต้นท์เจ้าถิ่นทันทีแต่พวกมันมีมากมายเหลือเกิน สุดท้ายทั้งคณะก็ล้มตายจนเหลือแค่ Artyom กับ Miller แค่ 2 คน แต่พวกเขายังสามารถฝ่าไปถึงคลังแสงชั้นลึกสุดจนได้ ทั้งคู่ไปถึงห้องควบคุมการปล่อยขีปณาวุธและได้พบกับอุปกรณ์นำร่องจรวดมิสไซล์ที่สามารถใช้ขจัดพวก Dark One ได้ ในระหว่างเดินทางกลับออกมา Miller ได้สาบานกับตัวเองว่าหลังจากจบภารกิจนี้ เขาจะพากองกำลัง Ranger มากวาดล้างพวกมิวแต้นท์ทั้งหมดใน D6 ให้สิ้นซาก แต่ในหัวของ Artyom ยังคงครุ่นคิดถึงแต่คำพูดของ Khan และสาส์นจาก Dark One ว่าหมายความว่าอะไรกันแน่…

เดินหน้าประจัญบานสู่หอคอยตรงหน้า!

ปิดฉากด้วยเพลิงกาฬ

เหตุการณ์ทั้งหมดในช่วง 8 วันที่ผ่านมาย้อนเข้าสู่สายตา Artyom ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที เขาได้สติเมื่อเสียงปืนในมือของ Miller แผดลั่นไม่หยุดจนค้างคาวผี Demon ที่กำลังโฉบเข้าใส่ Artyom ต้องล่าถอยไป พระเอกของเรานึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้เขากำลังอยู่บนพื้นดินยามค่ำคืน ท่ามกลางฝูงหนู Watcher ที่ห้อมล้อม และพรรคพวก Ranger 2 คนที่ตามมาสมทบพร้อมรถปืนกลก็ถูกสังหารไปแล้ว เหลือเพียงสิ่งเดียวที่ต้องทำคือมุ่งสู่หอคอย Ostankino ที่อยู่ตรงหน้าให้ได้ Artyom และ Miller ลั่นไกกระสุนปืนในมือนัดแล้วนัดเล่าใส่สัตว์กลายพันธุ์ทุกตัวที่ขวางหน้า จนในที่สุดพวกเขาก็กระเสือกกระสนเข้ามาถึงด้านในหอคอยจนได้

ทั้งคู่ปีนขึ้นสู่ยอดของหอคอยทันทีเพราะมันเป็นจุดเดียวที่อุปกรณ์นำร่องสามารถชี้เป้าใส่รังของพวก Dark One ได้ ทุกอย่างดูจะไปได้สวยจนกระทั่งเจ้า Demon เจ้าเก่าโถมเข้าใส่ Miller ในระหว่างทาง Artyom หันกลับมากระหน่ำปืนในมือใส่ไอ้ค้างคาวผีจนหมดแม็กกาซีน ในที่สุดมันก็สิ้นลายลงตรงนั้น Miller ที่บาดเจ็บจนไปต่อไม่ไหวบอกให้ Artyom แบกอุปกรณ์นำร่องขึ้นไปต่อโดยไม่ต้องรอเขา เวลาดูจะเหลือน้อยลงทุกทีจนในที่สุด Artyom ก็ขึ้นมาจนถึงยอด แต่เขาไม่ได้ขึ้นมาเพียงลำพัง…

สิ่งก่อสร้างบนพื้นดินกลายเป็นโครงเหล็กขึ้นสนิมและซากปรักหักพังไปหมด

Dark One ตาม Artyom ขึ้นมาติด ๆ และพยายามจะหยุดเขาด้วยการส่ง Artyom เข้าไปหลงอยู่ในจิตใต้สำนึกของตัวเอง มันเป็นเขาวงกตที่เต็มไปด้วยอิฐบล็อกรูปร่างประหลาด เส้นทางในวงกตเคลื่อนย้ายสลับสับเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา Artyom วิ่งหาทางออกอย่างสุดกำลังในจิตของตัวเอง จนมือของเขาคว้าไปเจอด้ามปืนที่ตกอยู่บนยอดหอคอยซึ่งตัวของเขากำลังยืนอยู่ในขณะนี้ ก่อนที่ Dark One กำลังจะเข้าถึงตัว Artyom ก็หันกลับไปยิงมันได้อย่างฉิวเฉียด คำสั่งเสียของ Hunter ที่ว่า “หากมันเป็นปฏิปักษ์กับเราล่ะก็… ให้สังหารมันทิ้งซะ” ดังก้องขึ้นมาในหัว ร่างของมันทรุดลงสู่พื้นและพึมพำอะไรซักอย่างก่อนสิ้นใจ

มนุษย์อย่างเรายังคู่ควรกับชีวิตบนพื้นพิภพอยู่หรือไม่?

Artyom ไม่รีรอให้เสียเวลาอีกแม้แต่วินาที เขาติดตั้งอุปกรณ์นำร่องให้เล็งเข้าหารังของ Dark One เบื้องล่าง ขีปนาวุธลูกแล้วลูกเล่าพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าทันที ระหว่างที่เขากำลังรอให้จรวดกระทบเป้าหมาย เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าคำพูดสุดท้ายของ Dark One คือ “เราต้องการสันติ” เหล่า Dark One แค่ต้องการหาทางสื่อสารกับมนุษย์ใน Metro เท่านั้น เพียงแต่ยังไม่มีใครที่สามารถรับการสื่อสารทางโทรจิตจาก Dark One ได้ยกเว้น Artyom เพียงคนเดียว แต่ความจริงก็ปรากฏออกมาสายเกินไป จรวดจาก D6 ระเบิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาเผาผลาญบ้านของเหล่า Dark One จนสิ้น ทิ้งให้ Artyom ตั้งคำถามถึงบทบาทของมนุษยชาติที่มีต่อโลกใบนี้อยู่คนเดียวบนยอดหอคอย ใครกันแน่นะที่เป็นภัยที่แท้จริง…

โปรดติดตามตอนต่อไปได้ใน “Metro: Last Light แสงสุดท้ายแห่งแดนนิวเคลียร์มรณะ” อีกไม่นานเกินรอ!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

C internet BY CAT ให้คุณเลือก “เน็ตแรง” ได้ “ทั้งวัน” “ทั้งคืน”

Published

on

ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตหลากหลายค่ายก็เริ่มแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุก ๆ คน บ้างก็เน็ตราคาเบาที่ได้ความแรงพอประมาณ หรือหากแรงแบบจัดเต็ม แต่ราคาก็แรงตามไปด้วย แต่บางคนก็คงคิดว่า เน็ตแรง ๆ มีไว้ทำอะไร? แค่เท่าที่ใช้อยู่ก็ดีพอแล้ว วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ

เน็ตฯ แรง ทำอะไรได้บ้าง?

  • เกมเมอร์สายสตรีมมิ่ง (Streaming) ต้องการเน็ตที่มีขา Upload สูง ๆ เพื่อให้การส่งภาพไปยังอินเตอร์เน็ตมีความเสถียรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น YouTube Twitch หรือแม้แต่ Facebook Gaming ก็กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
  • คนค้าขายออนไลน์สมัยนี้ก็ใช้การ Live สดบน Social Media เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย ถ้าเน็ตแรง ๆ ภาพชัด ๆ ก็สามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี
  • คนชอบดูหนัง โดยเฉพาะการรับชมผ่าน NetFlix iFlix หรือ Video Provider เจ้าอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถรับชมคุณภาพระดับ 4K ได้ ถ้าเน็ตฯ คุณไม่แรงพอ หนังก็จะกระตุก ทำให้อารมณ์ของเราสะดุดไปด้วย
  • คนทำงานด้านต่าง ๆ ที่ต้องมีการรับ / ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ ถ้าเน็ตแรงไม่พอ กว่าจะส่งงาน รับงาน อาจจะชักช้าไม่ทันการได้

เรียกได้ว่าไลฟ์สไตล์ยุคใหม่นี้ต้องการพลังความเร็วของอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งสำคัญนอกเหนือจากความแรง คือความเสถียรที่ดีบนอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ ออฟติค แท้ 100% และจะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถเลือกช่วงเวลา “เน็ตแรง” ในราคาที่ “เบาสุด ๆ” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราได้ แบไต๋ขอแนะนำ C internet BY CAT อีกหนึ่งทางเลือกของการเล่นเน็ตในรูปแบบแพ็คเกจ Work all day play all night เน็ตบ้านเลือกได้ จะแรงส์ทั้งวัน หรือ จะมันส์…ทั้งคืน ก็คุ้มด้วยราคา 590 บาทต่อเดือนเท่านั้น

Work all Day

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนเน้นทำงานที่บ้าน ที่อยากได้เน็ตแรง ๆ เพื่อให้คุณสามารถอัปโหลด/ดาวน์โหลดงานได้อย่างทันท่วงที หรือจะซื้อ/ขายของออนไลน์ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเน็ตสะดุด พร้อมให้ความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

Play all Night

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนต้องการเน็ตแรง ๆ หลังกลับมาจากการทำงานเหนื่อย ๆ ให้คุณตะลุยโลกของเกมและภาพยนตร์ระดับ 4K ได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด บนความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ได้ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

ทั้ง 2 แพ็คเกจนี้ C internet BY CAT ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่เน้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตภายในบ้านทั้งทำงาน เล่น Social Media หรือเล่นเกมหนัก ๆ และแม้แต่ดูหนัง 4K ภาพคม ๆ ผ่านสตรีมมิ่งก็จัดเต็มได้อย่างลื่นไหลผ่านสายไฟเบอร์ ออพติค แท้ 100% บน Internet Gateway ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย แถมยังเลือกการใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของเราอีกด้วย

แล้วสำหรับบ้านไหนที่มีคนใช้เน็ตเยอะ ๆ จนคิดว่า 100/100 Mbps ยังไม่พอ เขาก็มีแพ็คเกจ 200/200 Mbps ในราคาสุดคุ้ม 890 บาทต่อเดือนให้คุณได้เลือกอีกด้วย งานนี้แรงสะใจแน่นอน

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้สมัครแพ็คเกจ

  • ยกเว้นค่าแรกเข้า : ค่าติดตั้ง 2,000 บาท และค่าลงทะเบียน 1,500 บาท
  • ยกเว้นค่าเช่าอุปกรณ์ปลายทาง (CPE) 300 บาท/เดือน/เครื่อง (ไม่รวม Vat) และผู้ใช้บริการได้รับสิทธิยกเว้นค่าประกันอุปกรณ์ 2,500 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) กรณียกเลิกบริการ C internet ต้องคืนอุปกรณ์ ให้กับบริษัทในวันที่ทำการยกเลิก

ถือได้ว่าแพ็คเกจ Work all Day Play all Night เป็นอีก 1 ทางเลือกที่ตอบโจทย์คนชอบใช้อินเตอร์เน็ตตลอดเวลา (Always On) เพื่อการรับข่าวสารที่รวดเร็ว ฉับไว ตอบโจทย์คนไทยยุคใหม่อย่างแท้จริง สุดท้ายนี้สำหรับใครที่สนใจสามารถสมัครแพ็คเกจได้ที่นี่ http://bit.ly/CinternetBYCAT

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

สรุปตัวอย่าง CGI ยาว 5 นาทีของ “Rainbow Six Siege” หรือนี่จะเป็นการมาของโหมดเนื้อเรื่อง ?? มาวิเคราะห์กัน

Published

on

ในงาน Six Invitational 2019 จัดขึ้นที่ Montreal, Canada ณ วันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ 2019 เป็นงานแข่งขัน E-SPORT ของเกม Rainbow Six Siege มีทีมต่างๆจากทั่วโลก รวมไปถึงเอเชียเองด้วยก็ได้ไปเข้าร่วม และดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่เมื่อมีการจัด Event E-SPORT เมื่อไร ก็จะมีการเปิดตัวโชว์เนื้อหาของเกมใหม่ๆออกมา และอย่างที่แฟนๆเกมรู้กันดีว่าภายในงานนี้จะมีการเปิดตัว Operation Burnt Horizon เนื้อหาเสริมแรกสำหรับ Year 4 Pass ที่วางจำหน่ายไปแล้วในเดือนธันวาคม 2018

แต่แล้ว Ubisoft ก็ได้เซอร์ไพรส์แฟนๆอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดโชว์ตัวอย่างใหม่ในรูปแบบ CGI กลางงาน Six Invitational 2019 แบบสดๆ ให้คนดูตกใจกัน และถือว่าไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นตัวอย่าง CGI จาก Rainbow Six Siege ยาวขนาด 5 นาที แสดงว่านี่จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเกมอย่างแน่นอน หลายๆคนที่ไม่เคยเล่นก็อาจจะสงสัยว่า ไอ่ Rainbow Six Siege เนี่ยมันเกมที่เน้น Multiplayer แล้วมันมีเนื้อเรื่องกับเขาด้วยหรอ ?? ก็ต้องขอบอกว่า มีครับ และมีเยอะมากด้วย

ขอแนะนำให้รู้จัก Harishva “Harry” Pandey หรือ The New Six ของทีม Rainbow เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วสำหรับคนที่เล่นเกม ทีม Rainbow จะมีผู้อำนวยการ หรือจะเรียกว่าหัวหน้าหน่วยก็ได้อยู่ ซึ่งในภาค Siege ผู้อำนวยการของทีม Rainbow ก็คือ Aurelia “Six” Arnot โดยเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับชื่อ Six เธอมีหน้าที่ดูแลและคัดเลือกคนมาเข้าร่วมทีม โดยการรวมตัวของทีม Rainbow ครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อร่วมกันต่อต้านผู้ก่อการร้ายนามว่า “White Masks” ที่ก่อเหตุไปทั่วโลก

ซึ่งตรงนี้ผู้เล่นจะได้ต่อสู้กับพวก White Masks ก็ในโหมด Terrorist Hunt นั้นเองครับ โดย AI พวกนั้นก็คือ White Masks นั้นแหล่ะ โดยหน้าที่ของเราก็แล้วแต่เช่น จัดการหยุดระเบิด ช่วยเหลือตัวประกัน ปราบศัตรูให้หมด อะไรพวกนี้เป็นต้น ส่วนในโหมด Multiplayer ที่เราเห็นเหล่า Operators มาแบ่งทีมยิงกันเองนั้น มันเป็นการฝึกซ้อมใน Virtual reality ของทีม Rainbow ครับ โดยเหตุการณ์ในช่วง Outbreak ของ Operation Chimera จะเป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นเห็นเหล่า Operators ต่างฝ่ายมาร่วมมือกัน

กลาง คุณ Lucien Soulban ขวา คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle

และการมาของ Harry หรือ The New Six นั้นจะหมายถึงอะไรกันแน่ ? จากที่ผมได้ดู Live สดๆ มาโดยเป็นการพูดคุยของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle (ชื่อโคตรยาว) มาพูดถึงแนวทางของเนื้อเรื่องภายในเกม ที่ตลอด 3 ปีตั้งแต่วางขายมานั้น ทีมงานพยายามใส่ความลึกล้ำของตัวละครทั้งหมดทั้ง Lore และเสียงพากย์ ให้มีความเชื่อมโยงกันนั้นเอง


 The Hammer and the Scalpel


เปิดตัวอย่างมา เราจะเห็นการฝึกซ้อมของทีม Rainbow ปกติ โดยเราจะเห็น Thatcher และ Dokkaebi กำลังจะบุก Dokkaebi ได้ใช้ Tablet ของเธอเข้า Hack กล้องวงจรปิดของฉากเพื่อที่จะได้เห็นวิสัยทัศน์โดยรวมก่อนบุกเข้าไป แต่ Thatcher นั้นรอไม่ไหว และกลับใช้ระเบิด EMP บุกเข้าห้องแทน แน่นอนว่ามันทำให้ทั้งกล้อง และแสงไฟในห้องดับหมด หลังจากฝึกเสร็จ Dokkaebi นั้นไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอได้เข้ามาคุยกับ Thatcher และมีการเถียงกันเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับ Harry

Harishva “Harry” Pandey เขานั้นมีบทบาทอยู่ในทีม Rainbow มาตั้งแต่เริ่มรวมทีมใหม่แล้ว เขาเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ Aurelia “Six” Arnot ผู้อำนวยการทีม Rainbow นอกจากนี้เขายังเป็นที่ปรึกษาด้าน จิตวิทยา และ การทหารให้กับตัวเธอเอง และคนในทีม Rainbow ทุกคนอีกด้วย หน้าที่หลักๆของเขา ก็คือช่วยเหลือ Aurelia ในการคัดกรองและคัดเลือกผู้สมัครเข้าทีม เพื่อให้แน่ใจว่าเขาสามารถเข้ากันได้ดีกับทีม Rainbow ได้เป็นอย่างดี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา Harry เป้าหมายที่จะรวบรวมทีมที่มีโดดเด่นและหลากหลายมากที่สุดในโลก โดยภารกิจในครั้งนี้จะประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 อย่าง ได้แก่ “To be the best, train with the best, joint training exercises, and comradery.” โดยเขามีแผนจะคัดเลือก Operators ที่มีความสามารถในการต่อต้านกับภัยคุกคามด้านเทคโนโลยี (เช่น Drone, อุปกรณ์สวมใส่, อาวุธไฮเทค, นาโนเทคโนโลยี) โดย Operators อย่าง Clash และ Finka นั้นตรงตามกับสิ่งที่เขาตามหาเป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องการเป็นที่ปรึกษาให้กับทีม Rainbow นั้น เราจะเห็นได้จากตอน Operation Para Bellum ที่ทั้งสองตัวละครใหม่อย่าง Alibi และ Maestro มีการประเมินผลทางจิตวิทยาเพิ่มเข้ามาในส่วนของประวัติตัวละคร ซึ่งตรงนี้หากผู้เล่นไม่สังเกตให้ดีก็อาจจะไม่เห็น ตัวอย่างนี้เตรียมการมาทั้งหมด 8 เดือนเต็ม โดยได้คุณ Andy McQueen นักแสดงทีวีซีรี่ส์ชื่อดังมารับบทพากย์เสียง Harry ให้ในครั้งนี้อีกด้วยครับ

จากการพูดคุยกันของ ของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle เขาได้บอกว่า ในตัวอย่างเราจะเห็นถึงการขัดแย้งกันของ 2 Operators Thatcher และ Dokkaebi ที่ทั้งสองคนนั้นอายุห่างกันมาก ใช้ภาษาต่างกัน ทัศนคติและความคิดต่างกัน บ้านเกิดก็ต่างกัน วัฒนธรรมและการเป็นอยู่ก็ต่างกัน แต่สิ่งที่ทั้งสองคนเหมือนกัน ก็คืออยู่ทีม Rainbow เหมือนกัน และต้องทำงานร่วมกันตลอดเวลา

ซึ่งตรงนี้มันก็เหมือนกับตัวผู้เล่นเกมทั่วโลกเอง ที่ต่างคนต่างมีอายุที่ห่างกัน ใช้ภาษาไม่เหมือนกัน อยู่คนละประเทศ แต่ก็ต้องมาเล่นเกมร่วมกันในทีมเดียวกัน โดยในตัวอย่างที่เราได้ดูไปนั้น มันคือภาพสะท้อนของสังคมใน Rainbow Six Siege นั้นเองครับ

“Outbreak” โหมดการเล่นแบบ Coop ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Operation Chimera”

แล้วตกลงมันจะสื่อถึงอะไรกันแน่ ?? เรื่องนี้เองพวกเขาไม่ได้ให้คำตอบเอาไว้ และเราเองก็คงไม่มีทางรู้จนกว่าจะได้เห็นประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเรื่องนี้ก็น่าจะคาดเดากันได้ง่ายๆอยู่แล้ว เพราะในช่วงต้นปีที่แล้วนั้น Operation Chimera ซึ่งเป็นอัปเดตแรกของ Year 3 ได้มีการเพิ่มโหมด Outbreak ซึ่งเป็นโหมดเสริมที่ทำออกมาให้ผู้เล่นได้สนุกกัน แถมยังมีการเติมเต็มเนื้อเรื่องของ Rainbow Six เข้าไปอีกด้วย

และแน่นอนว่าอัปเดตแรกของ Year 4 นั้นได้ประกาศออกมาแล้วในชื่อ Operation Burnt Horizon จะต้องมีโหมดอะไรสักอย่างมาให้เราเล่นในช่วงต้นปีนี้อย่างแน่นอน และจากที่เราเห็นตัวอย่างล่าสุดที่เป็น Teaser ล่าสุดไปก็จะเห็นว่า ไอ่ Operators ใหม่สองตัวนี้มันค่อนข้างจะหลุดความเป็นทหาร หรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ไปมากเลยทีเดียว ซึ่งมันก็น่าจะเข้าทางกับการที่ Harry ต้องการอะไรใหม่ๆจากทีม Rainbow นั้นเองครับ

และแน่นอนว่าหากมีการเคลื่อนไหวอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับ Rainbow Six Siege ทีมงาน Beartai เองจะรีบนำมาอัปเดตกันให้ทราบอย่างแน่นอน !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

คุยกับคุณกระทิงประธาน KBTG คนใหม่ ถึงอนาคตเทคโนโลยีกสิกรไทย และความเสถียรระบบในปัจจุบัน

Published

on

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG

หนึ่งในเนื้อหาจากงานแถลงวิสัยทัศน์ของกสิกรไทย ที่ 5 ผู้บริหารของธนาคาร ชูการผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตรเพื่อก้าวสู่ธนาคารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันในสมรภูมิที่เทคโนโลยีแข่งกัน Disrupt ธุรกิจเดิม ซึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับองค์กรยุคใหม่คือระบบไอทีที่รองรับงานยุคใหม่ได้ และมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ สำหรับธนาคารกสิกรไทย หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงคือ กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ซึ่งวันนี้แบไต๋ได้คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน KBTG ถึงอนาคตที่กำลังจะมุ่งไปครับ

ปี 2562 KBTG ชูนวัตกรรม 3 ด้าน

1. Cognitive Banking หรือธนาคารอัจฉริยะ

ธนาคารอัจฉริยะคือการนำข้อมูลและ insight ต่างๆ มาทำให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เหมือนเอาพนักงานแบงค์ 20,000 คน มาร่วมให้บริการลูกค้าโดยอยู่ในมือถือตลอดเวลา และให้บริการที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ซึ่งแอปต่างๆ จะต้องทำหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น KPlus ที่มีความสามารถหลายอย่างในแอปเดียว และให้ข้อมูลได้ทั้งในส่วนที่คิดว่าลูกค้าต้องการ และในส่วนที่ลูกค้ายังไม่สนใจ แต่คาดว่าน่าจะสนใจเมื่อได้รู้ข้อมูลได้ด้วย

2. Augmented Intelligence (AI)

กสิกรไทยไม่ได้มองว่าปัญญาประดิษฐ์คือคู่แข่งขันสำหรับแรงงาน แต่ AI ในความหมายของกสิกรไทยคือ Augmented Intelligence ที่หมายถึงการที่คนกับเครื่องจักรจะทำงานด้วยกัน เพราะบุคลากรของกสิกรไทยนั้นสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และความต้องการของลูกค้ามายาวนาน ส่วนปัญญาประดิษฐ์ก็ให้ความรู้ที่ครบรอบด้าน ซึ่งถ้าทำงานร่วมกันก็จะได้สุดยอดพนักงานที่เข้าใจลูกค้า และรอบรู้

แทนที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ชนะคน ก็สร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือคนให้ดีขึ้น

3. inclusive innovation นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้แก่ทุกคน

แบงค์จะต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เทคโนโลยีจะช่วยให้แบงค์เข้าใจคนมากขึ้น สามารถให้บริการคนได้ทุกระดับ เช่นนำเสนอสินเชื่อรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลให้กับลูกค้ากลุ่ม Underbanked ที่ในอดีตไม่สามารถรับบริการสินเชื่อจากธนาคารได้เพราะขาดคุณสมบัติ เช่น การเดินบัญชีไม่เพียงพอ หรือไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอ

ซึ่งภารกิจเหล่านี้ กสิกรไทยไม่อาจทำได้คนเดียว จึงมีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ผ่านนวัตกรรมการร่วมมือใหม่ที่ทำให้เชื่อมต่อระหว่างกันง่ายขึ้นคือ

  • Open Banking API ความสามารถในการต่อเชื่อมบริการของธนาคารให้แก่พันธมิตรโดยสะดวกและปลอดภัย
  • Innovation Sandbox คือ สนามทดลองเพื่อรองรับการทดสอบไอเดียทางนวัตกรรมใหม่ ๆ ของพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ได้อย่างประหยัดและรวดเร็ว
  • K PLUS Business Platform การสร้างความหมายใหม่ของ K PLUS จากการเป็นธนาคารบนโทรศัพท์มือถือไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่พันธมิตรสามารถนำไปต่อยอดสร้างบริการแบบดิจิทัล โดยการประยุกต์ใช้คุณสมบัติที่มีอยู่แล้วอย่างเต็มศักยภาพ

ซึ่งในปี 2562 นี้จะทุ่มงบลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากร กว่า 5,000 ล้านบาท (ซึ่งคุณกระทิงบอกว่า งบ IT 5,000 ล้านต่อปี ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้าคิดเป็น USD ก็ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับองค์กรระดับโลก) เพื่อเป้าหมายการพัฒนา KBTG ไปสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนแกนเทคโนโลยีของโลกมาสู่ประเทศไทย ภายในปี 2565

คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์เกี่ยวกับแง่มุมเทคโนโลยีใน KBTG

ความเสถียรของระบบธนาคารไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

คุณกระทิง: เรามีการวางแผนปรับปรุงขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมมากขึ้นอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ทำแอป K Plus ใหม่ก็มีการปรับ back-end ใหม่ด้วย ซึ่งตอนนี้ได้ถึงระดับใกล้หมื่นธุรกรรมต่อวินาทีแล้ว (TPS) ก็จะไปให้ถึงหลักหมื่น TPS ต่อไป และช่วงก่อนตรุษจีนจะมีการขยายขึ้นระบบขึ้นไปอีกเพื่อรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมากขึ้น

ที่เราทำตอนนี้คือเน้นวางสถาปัตยกรรมระบบใหม่ ป้องกันรักษาความปลอดภัยให้ดี ปรับปรุง Core banking ต่อไปถ้าย้ายจากระบบจาก On Premise (เซิร์ฟเวอร์ในบริษัท) ไปบน Cloud มากขึ้น ก็จะรองรับการใช้งานได้เยอะขึ้น เพราะสามารถขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานขึ้นลงได้ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ทุกแบงค์ต้องช่วยกันในการวางสถาปัตยกรรมกลางด้วย

แรงงานด้านเทคโนโลยีในไทยเป็นอย่างไร และการจ้างงานสายเทคโนโลยีโดยกสิกรเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกระทิง: ตอนนี้ KBTG มีพนักงานมากกว่า 1,200 คน และยังจะจ้างเพิ่ม 300 อัตรา ตอนนี้รับทุกสายของไอที ซึ่งรับประกันว่าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรียนรู้เทคโนโลยี รูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่นี่แน่นอน

KBTG ก็มีการใช้แนวทางการบริหารงานใหม่ๆ เสมอ อย่าง Flat Organization ที่การทำงานเสมอกันระหว่างผู้มีตำแหน่งสูงกับต่ำ หรือแนวคิด One KBTG รวมเป็นหนึ่ง ตัดงานต่างๆ ให้ไวขึ้น ลดขอบกั้นระหว่างแผนกต่างๆ เพื่อให้งานเดินไวขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มใช้ OKR ควบคู่ไปกับ KPI แบบเดิม และกำลังขยายให้ใช้มากขึ้น เพื่อวัดผลในรูปแบบสมัยใหม่ หรือกระบวนการพัฒนาที่ปกติ KBTG ทำในรูปแบบ Agile อยู่แล้ว ก็เริ่มก้าวไปสู่กระบวนการใหม่ๆ ให้ Beyond Aglie มากขึ้น

ซึ่ง KBTG ต้องเป็นอันดับหนึ่งขององค์กรด้านเทคโนโลยีในไทยให้ได้ ปัจจุบันในไทยก็มีคู่แข่งด้านองค์กรเทคโนโลยีอย่าง Agoda หรือ LINE ที่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

ใครที่สนใจก็ส่งใบสมัครมาได้เลยที่ recruitment@kbtg.tech

กสิกรไทยมองภาพ Super App ไว้อย่างไร

คุณกระทิง: Super App หรือแอปใหญ่ ความสามารถเยอะๆ ลูกค้าจะใช้เวลาอยู่กับแอปใหญ่ๆ แบบนี้นานขึ้น ซึ่ง KPlus จะเหนือแอปอื่นๆ กว่าตรงที่เข้าไปอยู่ใน Super App อื่นๆ ด้วย (เช่นระบบจ่ายเงินของ K Plus ไปอยู่ในเฟซบุ๊กให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านบัญชีของกสิกรได้) ซึ่งเราเรียกว่ากลยุทธ์แบบนี้ว่า Omni Presense ไปอยู่ทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เยอะมาก พอกสิกรไทยไปอยู่ในทุกที่ ก็จะ Disrupt ยากขึ้น เพราะเราพร้อมให้บริการจากทุกทาง

ซึ่ง KBTG จะโฟกัสที่เทคโนโลยี และเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อการพัฒนา ซึ่งจะไม่ได้เน้นสนับสนุน Startup มากนัก เพราะมีหน่วยงานอื่นๆ ในกสิกรไทยที่ดูแลเรื่องนี้อยู่

อนาคตของ KADE (K PLUS AI-Driven Experience) จะเป็นอย่างไร

คุณกระทิง: ระบบ AI ของกสิกรไทยก็ต้องเก่งขึ้น ด้วยข้อมูลต่างๆ ที่มีมากขึ้น มีการอ้างอิงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่นไปอยู่ใน Grab หรือ LINE ก็ต้องให้ผลต่างกันตามสภาพแวดล้อมของแอป

ซึ่งปีที่แล้วข้อมูลที่กสิกรไทยเก็บได้ เท่ากับที่เคยเก็บกันมา 60 ปี ซึ่งปีนี้ก็จะมากขึ้น จึงต้องมีการวางยุทธศาสตร์และรากฐานการจัดเก็บข้อมูลให้ดี ซึ่งเรื่องความปลอดภัยและความเสถียรถือว่าเป็น 2 เรื่องที่สำคัญมาก เราถึงมีการตั้ง Cyber Security Office เพื่อดูแลความปลอดภัยโดยเฉพาะ

Q: เราได้เรียนรู้อะไรได้จากจีน?

A: จีนเป็นประเทศที่มี Data มากที่สุดในโลก เรื่อง IoT ก็เป็นระดับโลก เราเรียนรู้เพื่อเอามาเทียบและพัฒนา ไม่ได้รู้เพื่อกลัว อย่างประกันในจีนสามารถเคลมได้ใน 8 วินาที เพราะเอาข้อมูลต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งของ 400,000 ชิ้นใน 3 ชั่วโมง เรื่อง Fintech จีนก็เก่งกว่าอเมริกา มี QR มีการปล่อยกู้ผ่านแอป รวมถึง AI ก็น่าจะนำได้เร็วๆ นี้

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ต้องการให้ AI ทดแทนคน แต่ทำให้คนเก่งขึ้น และสงครามเทคโนโลยีจีน-อเมริกาไม่จบเร็วๆ นี้แน่ๆ ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งของ Trade War ซึ่งเราก็ไม่ควรเลือกข้าง เพราะก็ต้องอิงธุรกิจและเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ฝั่งอยู่ดี

เมื่อเทคโนโลยีแข็งแกร่งเป็นรากฐาน กสิกรไทยก็มุ่งสู่วิสัยทัศน์ใหม่ได้

ซึ่งการแถลงข่าว K Bank Vision 2019 ยังมีทีมผู้บริหาร ขึ้นให้รายละเอียดของวิสัยทัศน์ที่จะใช้ AI เข้ามาเสริมการทำงานของธนาคาร ทั้งการทำงานเชิงรับที่พนักงานธนาคารจะเก่งขึ้น รอบรู้มากขึ้นจากความช่วยเหลือของ AI หรือการใช้งานเชิงรุกที่นำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์ถึงผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าน่าจะสนใจและนำเสนอออกไป นอกจากนี้ยังบุกตลาดในกลุ่ม CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ให้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง QR Code มาตรฐานไทยเพื่อให้ผู้ใช้แอปธนาคารไทยสามารถใช้สแกนชำระเงินนอกประเทศได้ หรือการพัฒนา National Digital ID (NDID) ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ เพื่อให้ระบุตัวผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ ผู้ใช้จึงสามารถใช้งานธุรกรรมสำคัญๆ อย่างการเปิดบัญชีหรือการขอสินเชื่อ โดยไม่ต้องไปธนาคารได้

ซึ่งผู้บริหารที่ขึ้นให้ข้อมูลในงานนี้มี 5 ท่านดังนี้

  1. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม inCorporate “แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน”
  2. ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในแง่มุม insight “มหัศจรรย์บิ๊กดาต้า เจาะลึกแบบรู้ใจรายคน ดันปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท”
  3. พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม ignite “ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในต่างประเทศ โตกว่า 8 เท่าใน 3 ปีภายใต้เศรษฐกิจผสานมิติ”
  4. พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แง่มุม integrate“เดินหน้าหาลูกค้าใหม่ มุ่งรายย่อยโต 9-12%”
  5. เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กับ innovate “เตรียม 5,000 ล้านลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง”

วิดีโอภาพรวมวิสัยทัศน์จาก 5 ผู้บริหารของกสิกรไทย

ซึ่งเนื้อหาในงานวัน Kbank A year of i ก็มีทั้งวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร และโซนซื้อของแบบไม่ใช่เงินสดให้ได้ทดลองกันด้วย สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดงานจากผู้บริหารท่านอื่นๆ ว่ากสิกรไทยในปี 2019 จะรุกตลาดอย่างไรบ้าง ก็สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทความ “สรุปวิสัยทัศน์ 2562 กสิกรไทย ผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตร สู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ” เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!