รวมความกลัวสิ่งที่เกลียดในวิดีโอเกมที่นักพัฒนาจัดมาให้คุณ

มีคนกล่าวเอาไว้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในโลกของวิดีโอเกมยุคนี้ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าจนตัวเกมสามารถทำกราฟิกให้สวยงามสมจริง ไปจนถึงสิ่งที่เหนือจินตนาการให้คนเล่นเกมได้รับความบันเทิงที่แปลกใหม่ ซึ่งในสิ่งที่เหนือจริงนั้นก็ย่อมมีทั้งด้านดีและไม่ดีอยู่ในนั้นด้วย เพราะทางผู้พัฒนาเกมเองก็ไม่อยากย่ำอยู่กับที่ เราจึงได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกใหม่อยู่ในวิดีโอเกมอยู่เสมอ และหนึ่งในนั้นก็คือความกลัวสิ่งต่าง ๆ ที่คนเรานั้นก็มีความกลัวที่ต่างกันไป  บางคนกลัวที่แคบกลัวรูที่มีเยอะ ๆ กลัวความมืด ซึ่งสิ่งเหล่านั้นคือวัตถุชั้นดีที่นักพัฒนาเกมจะหยิบมาใช้เพื่อปั่นประสาทคนเล่น ที่ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตามเราก็จะได้เจอสิ่งเหล่านี้ในวิดีโอเกม ซึ่งหลายคนคงคิดว่าความกลัวเหล่านี้จะมีแค่ในเกมสยองขวัญ ทั้งที่ความจริงแล้วความกลัวมันมีอยู่ทุกแนวเกมแล้วแต่เราจะเจอกันไหม และที่ก็คือ 15 ความกลัวที่วิดีโอเกมจัดมาให้คุณจะมีความกลัวอะไรบ้างมาดูกันเลย

คำเตือน สิ่งที่นำเสนอไม่ใช่ทุกคนจะเป็นหรือรู้สึกโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ความบิดเบี้ยวของสิ่งปกติที่ต่างไปจากเดิม

Silent Hill

เริ่มต้นเรื่องแรกกับสิ่งพื้นฐานของความกลัว นั่นคือการเอาทุกสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามาเปลี่ยนดัดแปลงให้ดูบิดเบี้ยวผิดจากที่มันควรเป็น ไม่ว่าจะเป็นฉากสิ่งของตัวละครไปจนถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในวิดีโอเกมให้ผิดไปจากเดิม ถ้าจะให้อธิบายให้เห็นภาพก็ประมาณซอยที่เราเดินทุกวันตอนกลางคืน แต่คืนนี้กลับมีหมอกจาง ๆ (หรือฝุ่น PM2.5) ที่เปลี่ยนฉากปกติให้ดูน่ากลัวบิดเบี้ยวไปจากเดิม ไปจนถึงรูปถ่ายคนที่ผิดพลาดจนเปลี่ยนรูปไปจากเดิม นั่นคือความบิดเบี้ยวจากปกติ

ซึ่งเกมที่จะให้เราเห็นภาพนี้ได้ง่ายที่สุดก็คือเกมในซีรีส์ Silent Hill ที่เราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกของความเป็นจริง ทั้งตึกบ้านเรือนไปจนถึงตัวละครในเกมที่ถูกเปลี่ยนให้บิดเบี้ยวน่ากลัวเมื่อเราหลงเข้าไปในโลกต่างมิติ ซึ่งที่นั่นเราก็จะได้เห็นศพคนตายถูกแขวนเหล่านางพยาบาลในเกมที่ปกติก็ดูน่ากลัวอยู่แล้วยิ่งหลอนมากขึ้น ไปจนถึงตัวละครที่เราควบคุมที่ปกติก็ดูสวยหล่อแต่ก็ถูกความบิดเบี้ยวของผู้สร้างเกมเอามาเปลี่ยนให้ดูน่ากลัว หรือจะเป็นเกมในซีรีส์ Bloodborne ที่เปลี่ยนโลกปกติให้เป็นเหมือนขุมนรกที่บิดเบี้ยวน่ากลัว ไปจนถึงเกมสยองขวัญปั่นประสาทอย่าง The Evil Within ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของคำว่าบิดเบี้ยวได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าใครไม่เคยเล่นเกมเหล่านี้ลองไปหามาเล่นดู แล้วคุณจะรู้ว่าความบิดเบี้ยวที่ว่ามานั้นมันดูหลอนขนาดไหน

Silent Hill Bloodborne  The Evil Within

ความกลัวของคนดูภาพยนตร์กับความกลัวตอนเล่นเกม

Silent Hill

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาต่อไปเราอยากจะให้คนที่ไม่เคยเล่นเกม หรืออาจจะเล่นมาแต่ไม่มากที่ได้มาอ่านบทความนี้ ได้แยกกันระหว่างความกลัวในการนั่งชมภาพยนตร์ กับความกลัวในการเล่นเกมว่ามันต่างกันคนละเรื่องเลยทีเดียว เพราะการเล่นเกมนั้นเราจะเป็นคนควบคุมตัวละครให้กระทำสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่าง ที่ต่างกับการชมภาพยนตร์ที่เราจะทำได้แค่ดู ดังนั้นอารมณ์และความรู้สึกจึงไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็รวมถึงความรู้สึกกลัวเมื่อเจอสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวบิดเบี้ยวในร่างมนุษย์ ที่ถ้าคุณดูภาพยนตร์สัตว์ประหลาดอย่างเรื่อง The Thing แหวกมฤตยูอสูรใต้โลก (ดูรูปประกอบด้านล่าง) กับการที่คุณได้เห็นพวก Necromorphs วิ่งเข้ามาใส่คุณในเกม Dead Space คุณจะรู้สึกถึงความกดดันความกลัวขยะแขยงที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่มันก็มีรูปร่างหน้าตาคล้าย ๆ กัน ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะในเกมถ้าคุณกลัวจนทำอะไรไม่ถูกคุณจะตาย แต่ในภาพยนตร์คุณแค่สะดุ้งตกใจกลัวปิดตาตัวละครก็ดำเนินต่อไป เมื่อเป็นแบบนั้นผู้เล่นจึงรู้สึกกดดันเครียดที่สูงกว่าคนชมภาพยนตร์ ไม่เชื่อก็ลองไปนั่งดูภาพยนตร์เรื่องที่เราบอกและหาเกม Dead Space มาเล่นแล้วดูว่าคุณรู้สึกแบบนั้นจริงไหม

The Thing  Dead Space

สัตว์ประหลาดรูปร่างมนุษย์

Dead Space

ต่อเนื่องจากหัวข้อที่แล้วกับความรู้สึกกลัวที่อยู่ในภาพยนตร์ The Thing กับเกม Dead Space ที่ทั้งสองเรื่องนั้นจะใช้ความกลัวที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการเอาตัวละครมนุษย์มาดัดแปลงให้ดูบิดเบี้ยว ซึ่งนั่นคือความกลัวแบบหนึ่งที่นักพัฒนาเกมกับภาพยนตร์ชอบใช้  เพราะปกติมนุษย์เรามักจะไม่ค่อยยอมรับสิ่งที่เหมือนตัวเองแต่ต่างออกไป เช่นคนแคระหรือมนุษย์ที่มีความผิดปกติทางด้านร่างกายว่าน่าเกลียดน่ากลัวประหลาด และยิ่งเป็นสัตว์ประหลาดที่บิดเบี้ยวนั่นก็ยิ่งทำให้คนเล่นเกมรู้สึกกลัวมากกว่าปกติ ที่เราต้องแยกส่วนนี้กับพวกซอมบี้ที่นับเป็นร่างกายที่เน่าเปื่อยมีบาดแผลไม่ใช่ร่างกายบิดเบี้ยว ดังนั้นถ้าคุณเอาสัตว์ประหลาดในเกม Silent Hill กับซอมบี้ในเกม Resident Evil มาให้คนที่ไม่ได้เล่นเกมดู พวกเขาจะกลัวความบิดเบี้ยวของนางพยาบาลมากกว่าศพเละ ๆ ของซอมบี้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่นักพัฒนาเกมรู้และจงใจใส่มันลงไปเพื่อให้เรากลัว

Silent Hill  Resident Evil

กลัวผีในเกมแต่ไม่กลัวซอมบี้ในเกม

Fatal Frame

อีกหนึ่งความกลัวที่เราต้องยอมรับก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนจะกลัวผีในเกม แต่ก็มีหลายคนที่กลัวผีในเกมจนไม่กล้าเล่น ยิ่งเป็นเกมที่เราไม่มีทางสู้ทำได้แค่วิ่งหนีแอบซ่อนอย่างเกม Home Sweet Home หรือ Outlast (เกมหลังอาจไม่ใช่ผีแต่ก็เหมือนผี) ที่ผู้พัฒนาเกมพยายามอ้างอิงหลักความเป็นจริงที่คนธรรมดาอย่างเราเมื่อเจอผีจะทำอย่างไร ? แน่นอนว่าเราต้องวิ่งหนีไปซ่อนและยิ่งผีตนนั้นมีอาวุธด้วยคุณคงจะกล้าเข้าไปสู้หรอกนะ หรือจะเป็นเกมที่สู้ผีได้อย่างซีรีส์ Fatal Frame เราก็ยังได้เห็นผีบางตัวที่เราไม่สามารถสู้ได้เพื่อกดดันผู้เล่นให้รู้สึกกลัว บวกกับหน้าตาของผีที่อ้างอิงมาจากคนอย่างผีนางรำผีนักศึกษาในเกม  Home Sweet Home นั่นก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความรู้สึกในการอินมากขึ้น เหมือนที่เรารู้สึกกลัวผีนางพยาบาลในเกม Silent Hill ที่นักพัฒนารู้ว่าความกลัวของมนุษย์ที่เกี่ยวกับผีนั้นต้องมาจากสิ่งใกล้ตัวหรือคุ้นเคย เราจึงไม่เห็นคนกลัวซอมบี้ทั้งที่มันก็เหมือนผีปกติ นั่นก็เพราะคนเล่นอย่างเราจะรับรู้แยกแยะได้ว่า ผีคือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราแต่เรามองไม่เห็นต่อสู้ไม่ได้(สวดมนต์ไล่ก็ไม่รู้จะไปไหม) แต่ซอมบี้คือสิ่งใหม่ที่ไกลตัวเราและเราสามารถฆ่ามันได้หนีมันพ้น แต่ผีหนีไปไหนก็ตามมาได้ซึ่งถ้าเป็นคนไทยคงหนีเข้าวัด รวมถึงการปลูกฝังมาแต่อดีตเรื่องความน่ากลัวของผีว่าน่ากลัวแบบนั้นอย่างนี้ เราจึงไม่กลัวซอมบี้แต่กลัวผีในเกมนั่นเอง

Fatal Frame Home Sweet Home

Jump Scare

Resident Evil

ถ้าพูดถึงสิ่งที่นักเล่นเกมหลายคนเกลียดไม่ชอบและไม่อยากให้มี นั่นคือฉากที่ทำให้เราตกใจที่เรียกว่า Jump Scare ที่มันเหมือนจะเป็นจุดขายของเกมสยองขวัญยุคนี้ไปแล้ว เพราะแม้แต่เกมต้นตำหรับที่ไม่ค่อยมี Jump Scare อย่าง Resident Evil ก็มีมากับเขาด้วย(แต่ภาคหลัง ๆ นี้เน้นหนักมาก) เพราะตั้งแต่ Resident Evil 7 มาเราก็จะได้เห็นฉาก Jump Scare มาเรื่อย ๆ และถ้าจะให้เราไล่รายชื่อเกมที่มี Jump Scare ก็คงต้องใช้อีกบทความเลยทีเดียว ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่จิตใจแข็งแกร่งดุจหินผาไม่หวั่นไหวตกใจคุณก็อาจจะชอบหรือเฉย ๆ กับมัน แต่สำหรับคนปกติทั่วไปที่มีความหวาดกลัว Jump Scare มันคือของแสลงที่คนเล่นเกมไม่อยากเจอ และเชื่อเถอะว่าคนเล่นเกมเขาไม่ได้ต้องการเล่นเกมนี้เพื่อต้องการตกใจ เหมือนที่เราจะไปเล่นรถไฟเหาะทั้งที่รู้ว่ามันน่ากลัว แต่เราเล่นเพราะชอบความกลัวแต่ไม่ชอบ Jump Scare และเกมสยองขวัญหลายเกมก็หลอนได้โดยที่ไม่ต้องมี Jump Scare ก็มีอย่าง Fatal Frame หรือ Silent Hill ที่จับคนเล่นให้กลับบรรยากาศมากกว่าการใส่ Jump Scare ให้เราตกใจ

Silent Hill  PT

กลัวความมืดที่มืดแคบ

Resident Evil

คุณเคยรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกเมื่อต้องอยู่ในสถานที่มืดจนมองอะไรไม่เห็นหรือไม่ก็ห้องแคบ ๆ บ้างไหม ? นั่นคืออาการกลัวที่มืดกับที่แคบซึ่งเรียกว่า Achluophobia ที่หมายถึงโรคกลัวที่มืดพอเวลาเจอที่มืดจะรู้สึกวิตกกังวลกลัวจนทำอะไรไม่ถูก รวมถึงเวลากลางคืนและสถานที่ซึ่งมีแสงสว่างเข้าถึงน้อย กับ Claustrophobia ที่เป็นโรคกลัวที่แคบเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกให้อยู่คนเดียวในบริเวณที่ปิดล้อม อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องตลกหรือเอามาแกล้งกัน เพราะจิตใจของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน ในโลกของวิดีโอเกมก็เช่นกันที่นักพัฒนาเกมจะรู้ว่าที่มืดแคบหรือสถานที่ปิดคือวัตถุชั้นดีที่ควรเอามาทำในเกมสยองขวัญ ยิ่งเป็นเกม Resident Evil แบบภาคเก่าที่เป็นมุมกล้องตายตัวเหมือนกล้องวงจรปิด เราก็จะไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างหัวมุมนี้ตรงทางเดินแคบ ๆ ข้างหน้ามีเสียงร้องแต่เรามองไม่เห็น ไม่ก็สถานที่แคบ ๆ แต่ต้องสู้กับผีนั่นก็เป็นสิ่งที่เกม Fatal Frame กับ Home Sweet Home ชอบใช้ หรือจะเป็นแบบจงใจใช้แบบเต็ม ๆ เลยก็คือ P.T. ที่มีทั้งทางเดินแคบ ๆ ความมืดในห้องแถมยังเป็นมุมมองบุคคลที่ 1 เรียกมาครบเลยทีเดียว ใครที่รู้ว่าตัวเองเป็นอาการทั้งสองอย่างควรเลี่ยงเกมเหล่านี้

Resident Evil PT

กลัวรูหรือลูกตาที่เยอะ

Outlast

อีกหนึ่งอาการแปลก ๆ ที่ที่น้อยคนนักจะเป็นกับอาการกลัวรูที่เรียกว่า Trypophobia ที่เราจะรู้สึกขยะแขยงไม่กล้ามองไปจนถึงรู้สึกอยากอาเจียนเมื่อเห็นรูเยอะ ๆ ที่คนปกติเมื่อเห็นรูเยอะ ๆ ก็อาจจะมีอาการแบบนี้บ้าง แต่คนที่เป็นหนัก ๆ นี่ขนาดเห็นรูบนฝักบัวหรือจากกล้องมือถือที่มีสามกล้องก็เกิดอาการกลัวได้ แต่ด้วยความกลัวแบบนี้มีคนเป็นน้อยเราจึงไม่ค่อยเห็นนักพัฒนาเกมสยองขวัญเอามาใช้กัน แต่ก็พอจะมีบ้างอย่างตัวละครในเกม Outlast กับเกมซีรีส์ Resident Evil ที่จัดรูกับลูกตาแบบเต็ม ๆ ในหลาย ๆ ภาค จนแม้แต่คนปกติที่ไม่มีอาการกลัวรูยังรู้สึกขยะแขยงจนพูดไม่ออกเหมือนกัน

Outlast  Resident Evil

ศพที่สมจริง

The Last of Us Part 2

จะเรียกว่าดีหรือไม่ดีเราก็ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ กับกราฟิกของเกมในยุคนี้ที่สวยสมจริงเกินไปจนเราสามารถเห็นฉากสีหน้าท่าทางตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างสมจริง ซึ่งนั่นก็รวมถึงสภาพศพที่ถูกทำออกมาได้สวยสมจริงเกินไป แต่แค่การเห็นศพในวิดีโอเกมมันก็คงไม่มากพอที่จะเอามาเป็นประเด็นให้พูดถึงได้ แต่สิ่งที่เราจะบอกก็คือเรื่องของศพที่ตายอยู่ก่อนแล้วกับศพที่มาจากตัวละครที่เราฆ่ามันจะให้ความรู้สึกต่างกัน ยกตัวอย่างเกม The Last of Us Part 2 ที่เราจะได้พบศพคนที่ตายอยู่แล้ว ทั้งแบบเพิ่งตายสด ๆ แบบกำลังเน่าไปจนถึงเหลือแต่กระดูกมากมายตลอดทาง แต่นั่นก็ไม่ทำให้เราคนเล่นรู้สึกสะเทือนใจไปกว่าการฆ่าตัวละคร NPC ด้วยมือเราเอง และเมื่อเดินมาดูศพที่นอนตายสภาพไส้ไหลนอนจมกองเลือด มันให้อารมณ์ที่ต่างกันมาก ๆ ยิ่งผู้พัฒนาเกม The Last of Us Part 2 รู้ถึงเรื่องนี้ก็เลยใส่ชื่อให้ตัวละคร NPC เหล่านั้นลงไป(ขนาดหมาก็มีชื่อ) ยิ่งเป็นการแสดงการมีตัวตนของตัวละครมากขึ้น การฆ่าคนของเรายิ่งทำให้เรารู้สึกแย่มากกว่ารู้สึกสะใจ ที่ถ้าถามว่ามันดีไหมที่เกมทำออกมาสมจริงแบบนี้ก็คงตอบว่าดีแต่ถ้าจะบอกว่ามันไม่ดีก็พอจะพูดได้เหมือนกัน อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของคนเล่นซึ่งเราไม่สามารถฟันธงลงไปได้

The Last of Us Part 2

การฆ่าคนที่เห็นชัด

The Last of Us Part 2

ต่อเนื่องจากหัวข้อที่แล้วกับการฆ่าตัวละคร NPC ในเกมต่าง ๆ ที่ยุคนี้มันช่างดูสมจริงเกินไปซึ่งไม่ใช่แค่เกม The Last of Us Part 2 เกมเดียวที่เป็นแต่เป็นเกือบทุกเกมที่มีการฆ่าฟันที่มันช่างดูสมจริง ทั้งเสียงที่ร้องออกมาจากคนใกล้ตาย ไปจนถึงวิธีการฆ่าอย่างการปาดคอยิงปืนใส่ไปจนถึงการตายแบบต่าง ๆ ที่เกมแสดงอกมาได้อย่างสมจริง ซึ่งคนที่ไม่ได้เล่นเกมต่างก็คิดว่าการเห็นฉากรุนแรงแบบนี้เรื่อย ๆ จะทำให้คนกลายโรคจิตรู้สึกอยากฆ่าคนขึ้นมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันจะให้ผลตรงข้ามเสียมากกว่า เพราะแทนที่เราจะรู้สึกอิ่มเอมยินดีกับการเห็นฉากตายศพการฆ่าคน มันจะยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่หดหู่จิตตกได้เลยทีเดียว ลองสังเกตง่าย ๆ ว่าเกมที่คุณเล่นมันคือเกมแนวไหนตลอดทั้งปีโดยการเรียงอันดับก่อนหลัง หลายคนจะเลือกเล่นเกมโหด ๆ จบก็เปลี่ยนมาเล่นเกมที่มันดูสดใสไม่เน้นฆ่าสลับกันไปโดยไม่รู้ตัว เพราะจิตใต้สำนึกคนเราไม่มีใครสนุกกับการพรากชีวิตคนอื่นหรอกแม้จะเป็นตัวละครในเกมก็ตาม ซึ่งนักพัฒนาเกมก็เข้าใจในส่วนนี้หลายเกมจึงมีฉากที่ผ่อนคลายมีเนื้อเรื่องที่ช้าลง เพื่อไม่ให้คนเล่นเครียดกับการฆ่า ๆ ลุย ๆ อย่างเดียวมันทำร้ายผู้เล่นเกินไป

Jeson 13

การถูกไล่ล่า

Home Sweet Home

อีกหนึ่งความกดดันที่นักพัฒนาเกมใส่ลงมาเพื่อเอาใจคนเล่นเกมที่ชอบความตื่นเต้น กับการถูกไล่ล่าจากสิ่งที่น่ากลัว ที่ถ้าเราสังเกตกันจะเห็นได้ว่าถ้ามีเกมไหนจะใช้ระบบการเล่นแบบนี้ ทางทีมพัฒนาก็มักจะเอามาเป็นจุดเด่นในการโปรโมท เกมอย่าง Resident Evil 3 Remake หรือเกมฝีมือคนไทยอย่าง Home Sweet Home กับภาค Survive ที่บอกเราว่าเกมนี้เราจะเน้นที่การถูกไล่ล่าจากผี(หรือบางทีก็ได้เป็นผู้ล่า) และเราก็เชื่อว่าหลายคนไม่ชอบระบบการเล่นแบบนี้ เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกกดดันเครียดอึดอัดจนพยายามหลีกเลี่ยงเกมแนวนี้ แต่ก็มีหลายเกมที่ผู้พัฒนาไม่ได้บอกกับเราว่าจะมีตัวละครมาไล่ล่า จนหลายคนที่ได้เล่นรู้สึกแย่นั่นก็คือเกม Resident Evil 2 Remake ที่หลายคนซึ่งไม่เคยเล่นเกมนี้มาก่อนในฉบับเก่า จะไม่ทราบว่าในเกมนี้เมื่อเล่นในรอบที่ 2  เราจะถูก Mr.X ไล่ล่าในบางฉาก ซึ่งตัวเกมฉบับ Remake ไม่ได้มีโพรโมตบอกเราในตอนก่อนเกมวางจำหน่าย จึงทำให้หลายคนที่ได้เล่นรู้สึกกลัวจนเลิกเล่นไปเลยก็มี และเชื่อเถอะว่าถ้าคุณไม่รู้สึกแบบคนเหล่านั้น คุณก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่าพวกเขาที่กลัวในสิ่งที่คุณไม่กลัว

Home Sweet Home Resident Evil 2 Remake

กลัวไร้ทางสู้ของตัวละครในเกม

Outlast

อีกหนึ่งความกลัวที่หลายคนไม่ชอบนั่นคือการไร้ทางสู้ของตัวละคร อย่างติมใน Home Sweet Home หรือเหล่าตัวเอกใน Outlast ที่เราทำได้แค่หนีกับซ่อนตัวโดยไร้ทางต่อกร ซึ่งสำหรับบางคนนั้นที่รับความกดดันของการถูกไล่ล่าที่แคบรูความมืดหรือผีได้ แต่กลับทนรับความกดดันของการไร้ทางสู้ของตัวละครไม่ได้ บางคนก็อาจจะรู้สึกเครียดกดดันที่เป็นสิ่งซึ่งนักพัฒนาต้องการให้คนเล่นเป็น แต่บางคนมันรู้สึกหงุดหงิดไม่ชอบและไร้เหตุผล ที่อย่างน้อยแม้จะสู้ไม่ได้แต่ก็น่าจะมีการป้องกันตัวบ้าง อย่าง Alien Isolation ที่เราจะต้องหนี Alien ที่ไล่ล่าเราตลอดเกม แต่เราก็สามารถไล่มันไปได้ด้วยไฟแต่มันมีจำกัดและหายาก ที่อย่างน้อยมันก็มีให้เราเราอุ่นใจมากกว่าที่จะวิ่งหนีหรือรอความตายเมื่อถูกจับได้ สิ่งนี้ก็เลยอยู่ตรงกลางระหว่างไม่ชอบกับความรู้สึกกลัวได้เป็นอย่างดี

Alien Isolation

สิ่งสกปรกชวนอ้วก

Resident Evil 7

นับว่าเป็นเรื่องดีได้ไหมที่วิดีโอเกมยุคนี้ยังไม่พัฒนาจนสามารถได้กลิ่นต่าง ๆ ได้ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันคงจะให้ความรู้สึกอยากอ้วกขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่ถึงแบบนั้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของวิดีโอเกมที่นอกจากทำรูปศพได้อย่างสมจริงแล้ว สิ่งที่น่าขยะแขยงชวนอ้วกในห้องน้ำไปจนถึงของหลาย ๆ อย่างที่ชวนขยะแขยง วิดีโอเกมยุคนี้ก็ทำออกมาได้สมจริงจนหลายคนรู้สึกรับไม่ได้ จนบางครั้งเราก็สามารถจินตนาการถึงกลิ่นออกมาได้เลยก็มี อย่างฉาก Happy birthday ใน Resident Evil 7 ที่เราต้องล้วงลงไปในชักโครกที่เต็มไปด้วย(ดูรูปประกอบเอาเอง) ซึ่งไม่ใช่แค่เกมนี้เกมเดียวแต่เกมอื่น ๆ ก็มี ที่ถึงแม้มันจะไม่เยอะหรือน่ากลัวก็เถอะ แต่การที่ได้มาเจออะไรแบบนี้ก็ชวนเอาอยากเลิกเล่นไปเหมือนกัน

Resident Evil 7

แมลงสาบ แมงมุม

Fallout

นับว่าคุณเป็นคนโชคดีมาก ๆ ถ้าคุณเกิดมาแล้วไม่กลัวสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมลงสาบหรือแมงมุม รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่คนทั่วไปกลัว เพราะสำหรับคนที่เขากลัวสิ่งเหล่านี้นั้นเขาจะไม่สามารถทนเห็นมันได้ไม่ว่าจะเป็นของปลอมไปจนถึงในภาพยนตร์หรือในเกม ที่บางคนนั้นเป็นหนักขนาดปิดตาเลิกเล่นเดินหนีกันเลยทีเดียว และแน่นอนในในโลกของวิดีโอเกมนั้นการใช้สัตว์ขนาดปกติมันก็คงจะธรรมดาไป หลายเกมจึงเลือกจะเพิ่มขนาดให้มันอย่างเกมในซีรีส์ Fallout ที่เอาแมลงสาบมาเพิ่มขนาดจนดูน่ารักชวนขยะแขยงแบบสุด ๆ หรือจะเป็นเกมที่ไม่ใช่แนวสยองขวัญซีรีส์ Dark Souls กับ Bloodborne ก็ชอบเอาแมลงรวมถึงสัตว์ต่าง ๆ มาขยายส่วนและเพิ่มความน่ารักใหม่มันจนคนที่กลัวแมงมุมเลิกเล่นเกมซีรีส์นี้ไปนักต่อนักแล้วเพราะไม่รู้ว่าจะเจออะไรแบบนี้ เพราะถ้ารู้มาก่อนเชื่อว่าหลายคนก็คงจะไม่เล่นเกมเหล่านี้อย่างแน่นอน

Fallout Dark Souls

เสียงเพลง

Home Sweet Home

เมื่อพูดถึงเรื่องของเสียงเพลงหรือเสียงต่าง ๆ ในเกมก็คืออีกหนึ่งสิ่งที่คนเล่นเกมทั้งเกลียดและกลัว ซึ่งต้องชื่นชมนักพัฒนาเกมที่สามารถสร้างสิ่งที่น่ากลัวผ่านเสียงได้โดยที่ไม่ต้องเห็นตัว อย่างเสียงดนตรีไทยเสียงพระสวดในเกม Home Sweet Home ที่แม้ชาวต่างชาติอาจจะไม่อินเท่ากับคนไทย แต่มันก็เล่นเอาเราคนเล่นต่างพากันปิดเสียงตอนเล่นกันเลยก็มี  หรือเอาแบบสากลหน่อยก็เกมในซีรีส์ Silent Hill ภาคแรก ที่เปิดตัวมาด้วยเพลงที่แสนหลอนหูที่ถ้าไม่เชื่อลองไปหา Silent Hill Theme  มาฟัง หรือเปิดให้คนที่ไม่เคยเล่นเกมฟัง พวกเขาก็จะรู้สึกกลัวไม่ชอบขึ้นมาแม้จะไม่รู้จักเกมก็ตาม ซึ่งเสียงเพลงบางทีก็ทำให้เรารู้สึกกลัวและไม่ชอบได้พอ ๆ กับภาพที่เห็นตรงหน้า หรือจะเป็นเสียงอื่น ๆ อย่างเสียงเลื่อยไฟฟ้าใน Resident Evil 4 หรือเสียงเด็ก ๆ หัวเราะในเกม Fatal Frame ที่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งในเกมก็ชวนขนลุกได้เสมอ และบางคนก็ไม่ชอบอะไรแบบนี้

Fatal Frame

มุมมองบุคคลที่ 1

 Resident Evil 7

ปิดท้ายกับสิ่งที่คนเล่นเกมกลัวไม่ชอบเกลียดกัน นั่นก็คือเกมที่เป็นมุมมองบุคคลที่ 1 ที่โดยเฉพาะเกมแนวผีจะยิ่งชอบทำออกมาเป็นแนวนี้ เพราะทางทีมพัฒนาเคยออกมาบอกว่าการทำเกมให้เป็นแนวมุมมองบุคคลที่ 1 (เห็นแค่มือหรือปืน) จะทำให้ผู้เล่นได้พบกับประสบการณ์ที่ชัดเจนเหมือนตัวเองไปอยู่ตรงนั้น ซึ่งสำหรับคนที่รับได้หรือโอเคกับมันก็มีอยู่เยอะ แต่หลายคนที่รับไม่ได้ก็มีไม่น้อย ยกตัวอย่างเกม  Resident Evil 7 ที่หลายคนบอกว่าไม่ได้เล่นเพราะมันเป็นแนวมุมมองบุคคลที่ 1 ที่เมื่อเล่นแล่วจะรู้สึกมึนหัวที่เรียกว่า  Motion Sickness ที่เป็นอาการประสาทสัมผัสของเรามีความขัดแย้งกัน หรือเรียกว่าอาการเมารถเมาเรือเมื่อต้องอยู่บนสิ่งที่เคลื่อนไหว ซึ่งกับวิดีโอเกมมุมมองบุคคลที่ 1 ก็ให้ความรู้สึกแบบนั้น เมื่อเล่นไปนาน ๆ หลายคนจะรู้สึกมึนหัวอยากอ้วก คนที่มีอาการหนักก็อาจจะเป็นถึงการคลื่นไส้อาเจียนเหงื่อเย็นปวดศีรษะง่วงนอนหาวเบื่ออาหารและมีการหลั่งน้ำลายเพิ่มขึ้น แต่บางคนก็อาจจะเป็นเฉพาะบางเกมที่ต้องเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ตลอดเวลาอย่าง Dying Light หรือเกมแนวยิงอื่น ๆ ก็มี ดังนั้นเกมที่มีมุมมองบุคคลที่ 1 จึงเป็นส่วนหนึ่งที่คนเล่นเกมเกลียดและไม่ชอบกันนั่นเอง

Dying Light Overwatch

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 15 ความกลัวและไม่ชอบที่คนเล่นเกมหลายคนได้เจอในวิดีโอเกมที่เราหยิบมานำเสนอ โดยเป้าหมายของบทความนี้ต้องการให้คนที่เล่นเกมหรือไม่ได้เล่นเกมที่ได้อ่านบทความนี้ ได้เข้าใจถึงมุมมองอีกด้านของคนเล่นเกม ว่าทุกคนนั้นต่างมีความชอบความไม่ชอบ รวมถึงสิ่งที่เกลียดกลัวแพ้ทางต่างกัน อย่างเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานของโลก จนมองว่าสิ่งที่ตัวเองไม่กลัวไม่เป็นไม่รู้สึกคือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรือว่าคนเหล่านั้นอ่อนแอ ซึ่งความกลัวความไม่ชอบความต่างนี้เองจึงทำให้วิดีโอเกมยังคงขายได้ และมันก็คือความสนุกที่บางคนกลัวนะแต่ก็อยากเอาชนะความกลัวก็มี ซึ่งเป้าหมายจริง ๆ ของนักพัฒนาที่ทำเกมออกมานั้นก็เพื่อให้คนเล่นเกมได้รับความสนุก โดยความสนุกนั้นอาจจะหมายถึงความกลัวเหล่านี้ด้วย เพราะแบบนี้รถไฟเหาะบ้านผีสิงเกมภาพยนตร์สยองขวัญถึงยังมีคนชอบ แต่แค่หลาย ๆ อย่างมันมีคนไม่ชอบเราเลยหยิบมาอธิบายเท่านั้น และถ้าใครมีความกลัวไม่ชอบอะไรในวิดีโอเกมอีกก็บอกกันมาได้ ส่วนคราวหน้าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรก็ติดตามกันได้ที่นี่ที่เดียว

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก