Connect with us

บทความ

“นักสร้างสรรค์” ต่างกันกับ “นักธุรกิจ” / ตอนที่ 1

179724_535621069831854_923043291_n

บทความโดย แจ็ค รัสเซล

.. ความไม่เอาไหนในเรื่องการตลาดของผม ทำเอาผมเสียหายเสียเวลา ใน “วงจรธุรกิจเพลง” อยู่นานเป็น 10 กว่าปีเลยทีเดียว ..เวลา 10 กว่าปีสำหรับบางคน อาจนานเกินกว่าที่จะรอ แต่สำหรับคนที่ “รู้สึกตัวช้า” กับเรื่องทำนองนี้ นั่นเพราะลุ่มหลงแต่คำว่าอยากสร้าง อยากทำ มากกว่าจะนึกถึงอย่างอื่น พลังความคิดนี้ จึงผลักหลังผม ให้เดินไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่เหลียวหลังระวังตัว อย่างเก่งก็แค่หยุดพักตอนเงินลงทุนหมด แล้วก็ลุกไปต่อไป เล่นกับแบบ “มวยวัด” มั่วๆซั่วๆ ไร้คนเป็น “พี่เลี้ยง” คอยชี้นำ

.. ความที่ต้อง “คิดคนเดียว ทำคนเดียว” เป็นส่วนใหญ่ในหลายๆช่วงเวลา ส่งผลให้เรารู้ และกล้าที่จะตัดสินใจในหลายเรื่องไปเอง

..จำได้แม่นว่าตอนปี 2549 ผมบ้าบิ่นขนาดจะผลิตอัลบั้มในค่ายเพลงเก่าของตัวเอง หลายอัลบั้มด้วยกัน ใครที่จำได้ว่า ปี 2549 มีเหตุการณ์ที่คนสติดี จะไม่ออกผลงานในช่วงเวลาเช่นนี้ เราเจอการกู้ชาติครั้งแรก ของคุณ “สนธิ ลิ้มทองกุล” , เจอเทศการ ฟุตบอลโลก และตบท้ายด้วยการรัฐประหารโดย คมช. ..ซึ่งผมไม่โทษสิ่งใดเลย เพราะเข้าใจเป็นทุนอยู่แล้วว่า.. เหตุการณ์ขัดแย้งทางสังคม และการเมืองต่างๆ ถ้าหนักและกินเวลา ย่อมส่งผลกระทบโดยตรง ต่อเศรษฐกิจ และความ “สน อก สน ใจ” ของคนในเรื่องบันเทิงอยู่แล้ว

.. แต่ก็อย่างที่ว่า ทำเพราะอยากทำ ทำเพราะไม่รู้ เลยไม่มีความกลัวกังวลใดใด ในหัวไม่มีคำว่า “แผนธุรกิจ” หรือ “ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์” ที่สุดก็คือแทบจะหมดตัว ..ผลงานต่างๆขายได้น้อย ที่มากคือ “ของเหลือ” ที่เมื่อนำมาเทกองๆกัน สูงไม่แพ้ภูเขาลูกเตี้ยๆกันเลยทีเดียว

.. ผมเคยใช้เวลาในการนั่งเหม่อมอง “ผลงานที่ขายไม่ได้” ของตัวเอง ..ผมเคยนั่งนับมันทีละปกอัลบั้ม ..ผมเคยนั่งดูลังที่ใส่ และจดจำข้อความข้างๆลังได้ไม่มีตกหล่น ..ผมมีเวลามากพอที่จะสำรวจ “เนื้อเทปกาวใส” ที่บริษัทจัดจำหน่าย ติดมาเพื่อปิดปากลัง ไม่ให้ผลงาน CD ที่ “ขายไม่ออก” ของผม ร่วงหล่นระหว่างการส่งคืน !

.. “ .. สนุกดีนะ ..” ผมมักพูดกับตัวเองอย่างนั้น เวลาที่เรารู้แล้วว่า เรากำลังจะเป็นคนไม่มีเงิน เรากำลังจะหมดตัวชั่วขณะ และอาจจะไม่เหลือความน่าเชื่อถือใดใด ที่จะไปคุยหรือขอเครดิตจากใคร ..แม้แต่เพื่อนบางคน ที่เราเคยช่วยเหลือมาแต่ก่อน ..ก็ตาม

.. เด็กๆรุ่นใหม่ๆ เวลามาบ่นให้ผมฟัง ว่างานเพลงของตนเองขายไม่ได้ ไม่มีวางจำหน่ายตามร้าน ทดท้อใจอย่างนั้น เหนื่อยหน่ายอย่างนี้ อยากหยุด ..ผมมักให้กำลังใจเขากลับไปว่า… “ … ถ้ายังเจ๊งไม่ถึง 5 ชุด อย่าเพิ่งบ่น คุณยังไม่ได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ ! …”

.. บางทีการเจ๊งบ่อยๆ ให้ฟ้าให้ดินเห็น และเชื่อว่าเราเอาจริงกับสิ่งที่เราทำ มันอาจเป็น “ใบเบิกทางชีวิต” ก็ย่อมได้ ผมเชื่อแบบนี้นะ ผมเชื่อ เพราะผมผ่านตรงนี้มาได้ โดยที่ผมก็ไม่รู้ตัวมาก่อน เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผมทำ มันหล่อหลอมและปรับตัวเองไปโดยอัตโนมัติ ผมกลายเป็นคนแม่นยำขึ้น คลำทางถูกขึ้น แม้จะเดินในที่มืด หรือปิดตาเดินในที่สว่าง ผมก็มักเห็น “ทางรอด” ลางๆ อาจไม่เด่นชัดมาก แต่ผมก็พอคลำไปได้ ไม่ทำให้ต้องเดิน “ตกขอบชีวิต” ซ้ำเก่า

.. ในวันที่ผมพอรู้ทิศทางของตัวเองแล้ว ผมเห็น “ตัวตน” ของตัวเองในกระจก ผมพ่นคำถาม ถามตัวเองอยู่หลายครั้ง แท้จริงแล้ว ที่ว่ารู้ “ทางรอด” ผมรอดในแบบ “นักสร้างสรรค์” หรือรอดในแบบ “นักธุรกิจ” ?!

.. และผม ชอบจะเป็นแบบไหน มากกว่ากัน ?!

1044516_535622499831711_859598648_n

.. อดีต ผมเคยไม่ได้เรื่องมาหมดแล้วทั้งสองแบบ ถ้าเป็นนักธุรกิจ คนเก่งๆที่สอนให้ผมเดินตาม เขาบอกผมว่า ในมือต้องกำถุง ไว้สำหรับใส่ “เงินกำไร” เท่านั้น อย่าไปคิดเรื่องอื่น โดยเฉพาะเรื่องที่เสี่ยงต่อการ “ขาดทุน” การทำในสิ่งที่เสี่ยงขาดทุน ไม่ใช่วิสัยของ “นักธุรกิจ” ที่ดี ..แน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น และมั่นใจว่าผมคงเป็นนักธุรกิจที่ดีไม่ได้

“… นักธุรกิจที่ดี จะไม่ทำในสิ่งที่เสี่ยงต่อการ “ขาดทุน” …” ย้ำคำนี้ไว้ในหัว แล้วแบบที่เหลือล่ะ มันยังพอจะใช่ผมไหม ? ..มันโก้หรูพิลึก คำว่า “นักสร้างสรรค์” จริงหรือที่ผมจะเป็นแบบนี้ได้ ผมเชย ผมล้าสมัย ผมอ่อนเรื่องเทคโนโลยี่ ในวันที่มีการใช้อีเมล์ในการส่งงาน หรือส่งเดโมเพลง เพื่อให้นักร้อง หรือคนทำดนตรีไปทำต่อ ..ผมยังไม่มีอีเมล์เป็นของตัวเองเลย ?!

.. ในปี 2550 ผมไม่รู้ด้วยซ้ำอะไรคืออีเมล์ เปิดใช้ยังไง มีแล้วได้ประโยชน์อย่างไร ?! ..ผมยังคงส่งเดโมเพลง โดยการอัดเสียงลง “เทปคาสเซ็ท” เป็นเทปเปล่าราคาม้วนละ 35 บาท อัดใส่ลงเครื่องอัดเสียงขนาดพกพา ที่เราเรียกกันว่า “ซาวน์เบาท์” เสร็จแล้ว ก็นำเอ “เดโมเทป” ขับรถไปส่งให้นักร้อง หรือคนเรียบเรียงดนตรีเองกับมือ

.. ใครทำงานกับผมตอนนั้น บ่นกันทุกคนว่า.. “.. เสียเวลา ฉิบหาย เลย ! ต้องไปหาเครื่องเล่นเทป มาเปิดฟังอีก .. “ บางคนเช่นพี่นก (ชีพชนก ศรียามาตย์) ต้องไปฟังเดโมของผมในรถของเพื่อน เพราะรถของเขา หรือในบ้าน ไม่มีเครื่องเล่นเทปแล้ว ..คุณลองคิดดู ตอนนั้นปี 2550 แล้วนะ ผมยังไม่รู้จัก..อีเมล์ ?! ผม “โลวไอที” ขนาดนี้เลยหรือ ?!

.. แต่มันจริงที่สุดเลยครับ

1044556_535454009848560_1663086908_n

 ติดตามผลงานต่างๆของเขาได้ที่ https://www.facebook.com/classyfanclub

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บันเทิง

[exclusive] คุยกับ Mr.Nariaki Terada AKS Director ถึง AKB48 GROUP ASIA FESTIVAL 2019

Published

on

บ่ายวันนี้ 11 ธันวาคม 2561 BNK48 ส่งเทียบเชิญสื่อเพื่องานแถลงข่าว AKB48 GROUP ASIA FESTIVAL 2019 IN BANGKOK PRESENTED BY SHANDAGAMES  ที่จะจัดให้มีขึ้น ณ Impact Arena ในวันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2562 ซึ่งจะเป็นการรวมตัวกันของ ABK48 Group ทั้ง 7 กรุ๊ป ทั้งในญี่ปุ่น และนอกญี่ปุ่น ประกอบไปด้วย วง AKB48, JKT48, BNK48, MNL48, TEAM SH, TEAM TP, SGO48 แฟนๆ ชาวไทยจะได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกันในงาน รายละเอียด AKB Group จัดใหญ่ AKB48 GROUP ASIA FESTIVAL 2019

 

สัมภาษณ์ Mr.Nariaki Terada AKS Director

 

 

ลิ้งค์ งานแถลงข่าว

AKB48 GROUP ASIA FESTIVAL 2019 IN BANGKOK

PRESENTED BY SHANDAGAMES

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

แบไต๋กระป๋อง/กล่อง/ขวด

ส่องส่วนผสม ของขวัญประจำปี กับคุกกี้ที่ได้แน่ๆ โดยไม่ต้องเสี่ยงทาย :P

Published

on

ในช่วงปีใหม่ที่ใกล้เข้ามาถึง สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กระเช้าของขวัญปีใหม่มาโดยตลอด คงหนีไม่พ้นเจ้าคุกกี้อาร์เซนอล กล่องแดง  ที่ตอนเด็กเก็บไว้เป็นตัวเลือกขนมหลังๆ ที่อยากจะกิน เพราะสุดท้ายขนมหมดกระเช้า เด็กอย่างเราก็จะต้องหาขนมกินเพื่อจะเติบโต 😛

แอบคิดว่า นี่อาจจะเป็นแผนการตลาด ยุค 2.0 ที่เค้าพยายามให้เรากินแต่เด็กจนเป็นรสคุ้นติดปากมาจนโตแน่ๆ แถมคุณแม่ยังเอากล่องไว้เก็บเข็มกับด้ายอีก -*-   ว่าแต่แล้วคุกกี้ที่เรากินตั้งแต่เด็กจนโตมันมีส่วนผสมอะไรบ้าง ขอส่องหน่อยซิ

  • แป้งสาลี 47.36%
  • น้ำตาล 25.99%
  • เนย 16.71%
  • ไขมันพืช 7%
  • ไข่ไก่ 1.22%
  • เกลือ 0.66%
  • มะพร้าวป่น 0.43%

ตามสูตรขนม แป้ง เนย น้ำตาล ไข่ แต่ที่คาดไม่ถึงคือใส่มะพร้าวป่นมาด้วยแฮะ เพราะเห็นเขียนว่าเป็นสูตรจากประเทศเดนมาร์ก (Danish Formula) กลายเป็นส่วนผสมและรสชาติเข้ากันซะงั้น เรียกได้ว่าเป็น Secret Ingredient เลยก็ว่าได้ 😀

ข้ามมาดูฝั่งคุณค่าทางโภชนาการบ้าง ถ้ากินตามคำแนะนำ กระป๋อง 200 กรัม ควรแบ่งกิน 7 ครั้ง เพื่อจำกัดแคลอรี่ไว้ที่ 150 kcal ไหนดูซิ แบ่ง 7 ครั้ง จะได้คุกกี้กี่ชิ้น (ไม่ได้ห่วงอะไร แค่อยากกินให้ครบ 4 แบบเท่านั้นเอง :P)

อ้าว 12 กระทง 36 ชิ้น สรุปกินได้ประมาณ 5 ชิ้นต่อครั้ง 😀 เท่ากับว่ากินได้ครบทุกแบบเลย . . . งั้นขอกินตามลำดับเลยแล้วกัน

  • @ Vanilla Ring Cookie คุกกี้รูปก้นหอยกลิ่นเนยเข้มข้นอร่อยสุดละ
  • & Pretzel Cookie คุกกี้เนยเนื้อแข็งโรยน้ำตาลทรงมุ้งมิ้ง น่ารัก น่ากิน
  •  Finnish Bread Cookie คุกกี้เนื้อแข็งโรยน้ำตาลกรุบกรอบคล้ายๆ ข้างบนแต่มุ้งมิ้งน้อยกว่า
  • ○ Coconut Cookie คุกกี้เนยผสมมะพร้าว อันนี้พิเศษหน่อยกินได้ 2 อันต่อครั้ง เพราะมีเยอะ 😀

แต่วันก่อนเห็นคุกกี้อาร์เซนอล พยายามปรับ Package เพื่อให้ดูทันสมัยมากขึ้นและใช้สีครีมคุกกี้มาร่วมด้วย ก็แอบคิดว่า เฮ้ยคุณ จุดขายคุณคือกล่องสีแดงสดเพื่อใช้เป็นของขวัญมงคลนะเฟ้ยยยยยย ทำแบบนี้เสียจุดขายหมด -“-

ส่วนอีกรายคู่แข่งตลอดกาล คุกกี้อิมพีเรียล ก็ปรับ Package แต่ผมว่าเวิร์ค พี่เล่นโคตรคูลเลย   แปะสติ้กเกอร์ ซังฮี่* (囍) บนกล่องขนมเว้ย ประกาศจุดเด่นให้ชัดเลย ตรูเป็นขนมมงคลเฟ้ย ซื้อตรูเดี๋ยวนี้ถ้าอยากแต่งกับสาวหมวย 😛

*ตัวอักษรซังฮี่ นิยมใช้เป็นสัญลักษณ์งานแต่ง หมายถึง ความสุขของคู่วิวาห์

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสับสนว่า สรุปเด็กๆ ตรูกินยี่ห้อไหนวะ อาร์เซนอล หรือ อิมพีเรียล ผมมีเคล็ดลับมาเปิดเผยง่ายๆ เลย

.

.

.

.

.

กลับไปบ้านถามแม่ กระป๋องด้ายอยู่ไหน ยี่ห้ออะไรใส่ด้ายกับเข็มอยู่ ก็อันนั้นแหละที่กินตั้งแต่เด็กๆ 😛

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Just Cause 4 มหากาฬระเบิดภูเขา เผาเกมให้แหลกละเอียด !!

Published

on

ในวงการเกม มีอยู่หลายเกมที่พยายามส่งภาคต่อออกมาเรื่อยๆ บ้างก็เพื่อหาเงิน บ้างก็เพื่อขยายฐานแฟนคลับ ในหมู่เกมเหล่านั้นล้วนแต่จะออกมาดี ตรงตามความคาดหวังของแฟนๆ และมันจะอยู่บางเกมที่เล่นขนออกภาคต่อมาเยอะ ชนิดที่ว่าไม่ได้มีใครร้องขอ แต่ก็ยังดันทุรังออกภาคต่อมาจนเล่นแทบไม่ทัน ถ้าจะพูดให้นึกภาพออก ก็คงจะเป็นเกมอย่าง Sniper Elite. Sniper Ghost Warrior 3, ซีรี่ส์ Warhammer, Far Cry และอื่นๆอีกมาก บ้างก็ออกมาดูดี บ้างก็ออกมาแย่เสียจนรับไม่ได้

Just Cause เองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่เอาเข้าจริงแล้วภาคต่อของเกมนี้มันก็ไม่ได้แลดูเยอะหรืออะไร เพราะมันก็มีแค่ 4 ภาคเท่านั้นหากเรานับภาคล่าสุดเข้าไปด้วยแต่ปัญหาคือ ตั้งแต่ภาค 2, 3, 4 ตัวเกมมันแลดูไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่น่าสนใจเลยนี่สิ

Just Cause เป็นเกมแนว Action Open World ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ชนิดที่ว่าไมเคิล เบย์ และ อาหลอง ต้องยอมสยบให้ ตัวเกมวางจำหน่ายภาคแรกไปตั้งแต่ปี 2006 ก่อนที่จะออกภาคต่อตามมาในปี 2010 และภาค 3 ในปี 2015 ก่อนที่จะออกภาค 4 มาในปี 2018 หากดูกันดีๆ แล้วก็จะเห็นว่าตัวเกมภาค 4 ก็ไม่ได้มาเร็วเกินไปหรืออะไร แต่ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่าเกมภาค 4 มันมาเร็วเกินไป อาจจะเป็นเพราะตัวเกมภาค 3 วางจำหน่ายในช่วงเดือนธันวาคมด้วย

แต่ก่อนเราจะเข้าบทความรีวิวเกม ก่อนอื่นขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia สำหรับตัวเกมที่ใช้รีวิวในครังนี้ด้วยครับ


Welcome to Paradise


Just Cause 4 จะเล่าเรื่องต่อจากภาค 3 หลังจากระเบิดเกาะบ้านเกิดตัวเองไปแล้ว Rico ตัวเอกของเรื่องได้มาถึงเกาะ Solis แถบอเมริกาใต้ จากที่เขาได้รู้มาว่าพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังทหาร Black Hand ที่เกาะนี้ โดยเขามีหน้าที่ต้องจัดการเข้ายึดหอคอยขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “Project Illapa” ที่นึกภาพตามก็จะคล้ายๆกับ หอคอย Ganondorf ใน Zelda โดยตัวเกมจะเปิดอิสระให้ผู้เล่นจะทำอะไรยังไงตรงไหนก่อนก็ได้ ทำให้เกมนี้กลายเป็น Open World จริงๆ ไม่มีอะไรมาหยุดผู้เล่นจากการสำรวจได้เลยครับ

และนั้นคือทั้งหมดในส่วนของเนื้อเรื่องครับ “อ้าวเฮ้ย มีใครกันบ้างที่เข้ามาเล่น Just Cause แล้วต้องการเสพเนื้อเรื่อง นี่มันเป็นเกมแห่งการทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า การออกสำรวจโลกกว้างไม่ใช่หรอ” ผมจะถามกลับคือ นี่มันปี 2018 ไม่ใช่หรือ เกมที่มีเนื้อเรื่องดีๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีให้ติดตาม และ Gameplay สนุกๆ สุดมันส์ ก็มีให้เห็นเยอะไป แต่สำหรับ Just Cause 4 แล้ว ผมถามตัวเองตลอดการเล่น 25 ชั่วโมงของผมว่า “เนื้อเรื่องคืออะไรวะ”

ตลอดทั้งเกม ผู้เล่นจะไม่ได้รับการเล่าเรื่องอะไรเลยทั้งสิ้นครับ Open World ตามชื่อ ไม่มีอะไรมาบังคับว่าต้องไปทำอะไรตรงไหนยังไง ไม่มีสิ่งไหนมาล็อคคุณ คุณจะออกไปตรงจุดไหนของแผนที่ หน้าที่ของผู้เล่นคือ ยึดฐานที่มั่นของศัตรูพวก Black Hand ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ Squad และส่งออกไปควบคุมโซนต่างๆเพิ่ม

ของรางวัลจากการควบคุมโซนต่างๆ สำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธใหม่ๆ และการอัพเกรด Grappling hook ซึ่งผมจะพูดถึงมันในภายหลัง โดยในเกมจะแบ่งช่วง Event Story ใหญ่ๆ ออกเป็น 3 Event นั้นคือ Operation Thunderbarge, Operation Windwalker, และ Operation Sandstinger ครับ ก่อนที่จะถึง Event ใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนจบเกม Operation Illapa หลังจากที่เราสามารถยึด Project Illapa ได้

ป้าไม้เขียวขจี

โดยแต่ละ Operation ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป โดยมีจะการแบ่งภูมิภาค และสภาพอากาศที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเกมภาคนี้ ใน Operation Thunderbarge เราจะได้พบเจอกับป่าไม้ ภูเขาต่างๆ โดยสภาพอากาศที่เป็นจุดเด่นก็คือ ท้องฟ้านี่แหล่ะครับ ขณะทำภารกิจในภูมิภาคนี้เราอาจจะได้เจอกับฝนตกรุนแรง ที่มีฟ้าผ่าตลอดเวลา ใครที่คิดว่าฟ้าฝ่าในเกมมันไม่น่ากลัว ผมอยากให้คิดใหม่ถ้ามาเล่นในเกมนี้ครับ เพราะมันน่ากลัวจนทำให้คุณโหลดเซฟใหม่ได้เลยล่ะ

ทุ่งนาสุดกว้างงงงง

Operation Windwalker เป็นภูมิภาคที่ผมชอบมากที่สุดในเกม ผู้เล่นจะได้เจอกับทุ่งนากว้างๆ ขับรถกินลมชมวิวไปตามทาง และหมู่บ้านขนาดเล็กๆ แต่ก็ต้องมาเจอกับฝันร้าย เมื่อสภาพอากาศในภูมิภาคนี้คือ พายุทอร์นาโดครับ ไม่ว่าจะทำภารกิจอยู่หรือไม่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ ที่จะพัดทำลายอยู่อย่างที่ขวางหน้า ราวกับหนังเรื่อง Twister ผมเคยมีบางจังหวะที่กำลังต่อสู้กับพวก Black Hand อยู่ดีๆ ก็มีไอ่พายุลูกนี้โผล่เข้ามา พัดทุกๆ คนกระจุยกระจายไปไม่รู้ทิศรู้ทาง แต่ก็ยังไม่วายยิงกันต่ออยู่ดี ถือว่าสร้างความสนุกได้ดีเลยล่ะ

ถ้าไม่บอกว่า Just Cause นี่นึกว่า Forze Horizon

Operation Sandstinger คือความฝันของคนที่ชอบเดินทางในทะเลทราย หรืออยากได้บรรยากาศแบบ Wasteland ครับ ไม่ต้องเดาเลยว่าสภาพอากาศที่เป็นปัญหาในภูมิภาคนี้คือพายุทรายครับ ฟังดูแล้วมันอาจจะไม่ดูอันตรายเท่าฟ้าผ่า หรือพายุหมุน แต่ความน่ากลัวของพายุทรายคือมันทำให้เรามองอะไรไม่ค่อยจะเห็นเลย แถมยังเคลื่อนไหวช้ามากๆ บอกลาร่มกับ Wingsuit ไปได้เลย เพราะเราจะโดนพายุทรายพัดจนไม่สามารถทรงตัวได้นั้นเอง

ทำลายมันให้หมด !!

ต่อมาเรามาพูดถึง Chaos Bar กันบ้างครับ ระบบนี้หายไปในภาค 3 ย้อนกลับไปในภาค 2 มันก็ไม่มีอะไรมากนอกจากได้แต้มที่ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ใน Just Cause 4 นี้ Chaos Bar เปรียบได้เหมือน EXP Bar ของผู้เล่นครับ เราสามารถเพิ่ม Chaos Bar ได้โดยการสร้างความโกลาหลให้เจ้าพวก Black Hand ด้วยสารพัดวิธีระเบิด เมื่อเราได้ Chaos Bar เต็มเอา เราจะสามารถส่ง Squad 1 ทีมเข้าไปเปิดแผนที่ได้ และจะได้สามารถใช้ Supply Drop ได้มากขึ้นด้วย

ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ จะมีพวกฐานทัพของ Black Hand กระจายอยู่มาก โดยเราสามารถเข้ายึดฐานพวกนี้ได้ ของรางวัลจากการยึดสำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธชนิดพิเศษ ยานพาหนะใหม่ๆ ไล่ไปตั้งแต่รถธรรมดา ยันเครื่องบินติดอาวุธหนัก รถถังหลากชนิด หรือแม้กระทั่งรถสปอตสุดหรู สำหรับใครที่อยากขับรถกินลมชมวิว

มาพูดถึง Grappling hook กันบ้างเอาจริงๆแล้ว Just Cause มันจะเป็นเกม Action Open World ธรรมดาๆไปเลย ถ้าไม่มีสิ่งนี้ และในภาคนี้เหมือนว่าในที่สุดทีมพัฒนาก็รู้สักทีว่าสิ่งที่ผู้เล่นต้องการมากที่สุดคืออะไร และนั้นมันก็คือการ Mod Grappling Hook นั้นเองครับ

ตัวอย่างหน้าตาตอน Mod

Grappling Hook ภาคนี้มีของเล่นใหม่เพิ่มเข้ามาไม่มากครับ แต่เราสามารถปรับแต่งมันได้จนเล่นกับมันได้ทั้งวันจนลืม Mission ไปเลยทีเดียว อย่างแรกเลยคือตัวเกมจะแบ่ง Mod Slot ออกเป็น 3 ช่อง โดยที่ผู้เล่นจะ Custom ให้แต่ละช่องใช่ Mod แบบไหนก็ได้ โดย Mod ทั้งหมดจะมีอยู่ 3 แบบคือ สายสลิงธรรมดาโดยมีความสามารถในการดึงสายเข้าหากันแบบปกติ แบบที่สองคือสายสลิงที่สามารถปล่อยลูกบอลลูนได้ แบบที่สามคือสายสลิงที่สามารถติดไอ่พ่นได้

โดยเราสามารถใช้ Grappling Hook ทำ Combo กับ Mod รูปแบบต่างๆได้ตามใจไม่เกิน 10 เส้นครับ ยกตัวอย่างเช่นในตู้คอนเทนเนอร์ เราสามารถติดสายสลิง Mod ลูกบอลลูกไว้ 4 เส้น และใช้ Mod ไอพ่นไว้ 2 เส้น กลายเป็นยานพาหนะไปในตัวได้เลย เราสามารถทำการควบคุมให้ไอพ่นแรงขึ้นได้ โดยการกด F หรือเข้าไป Mod เพิ่มเติมอีกทีครับ

หรือจะเล่นสนุกแบบนี้

ยกตัวอย่างเช่นลูกบอลลูน ทีเราสามารถ Mod กำหนดมันให้ลอยได้สูงต่ำแค่ไหน ให้มันคอยบินติดตามเราไหม สามารถทำลายได้หรือไม่ และเมื่อมันระเบิด ต้องการให้มันระเบิดแรงแค่ไหน อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ

ไนตรัสเวอร์ชั่น Homemade

เรียกได้ว่าจัดเต็มกันจริงๆ ตลอดทั้งเกมเราจะสามารถใช้เจ้า Grappling Hook กับ Mod เหล่านี่เป็นอาวุธสุดยอด ต่อกรกับพวกเฮลิคอปเตอร์ของศัตรู โดยการโยนดึงมันเข้ากับสิ่งของต่างๆ หรือสร้างของเล่นที่สนุกที่สุดในเกมได้เลย ยกตัวอย่างที่ผมชอบทำ ก็คือเอา Mod ไอพ่นมาติดท้ายรถและใช้เป็นไนตรัสที่แรงยิ่งกว่า Fast & Furious นี่แหล่ะ

หากติดเยอะไป ก็จะกลายเป็นแบบนี้


GFX


Just Cause เป็นอีกหนึ่งเกมที่โดดเด่นเรื่องกราฟิกภายในเกมครับ เกร็ดเล็กน้อย รู้หรือไม่ว่าใน Just Cause 2 ณ เวลาที่มันวางจำหน่าย ตัวเกมนั้นรองรับเพียงแค่ DirectX 10 อย่างเดียวเท่านั้นๆ ทั้งที่ในเวลานั้น DirectX 9 เป็นที่นิยมเสียมากกว่า ทำเอาใครหลายๆ คนอดเล่นเกมนี้ไปตามๆกันครับ

ใน Just Cause 3 ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดไปอีกขั้น ด้วยการที่ตัวเกมสามารถสร้างฉากภายในเกมออกมาได้สวยงามมากๆ พร้อมกับการเล่นที่ลื่นไหล ทำให้มันเป็นเกมที่ดูดีมากๆ ในตอนนั้น หากเรานำมาเล่นตอนนี้ก็ยังคงจะพบว่ามันยังสวยไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ถามจริง …

แต่แล้วความผิดหวังก็ต้องมาถึง Just Cause 4 คือหายนะของคำว่า Downgrade ครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตัวเกมที่ผมใช้รีวิว เป็นเวอร์ชั่น PC ที่รันในความละเอียดภาพแบบ Full โดยตั้งค่ากราฟิกไว้สูงสุดเท่าที่เกมจะปรับให้ได้ ในฉากแรกที่เกมส่งมาคือภูเขาหิมะ ซึ่งตรงนี้ตัวผมยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอเมื่อมาเจอกับฉากในป่าครั้งแรก ตรงนี้ผมถึงกับสบถคำหยาบออกมาไม่รู้กี่สิบคำ พร้อมกับสงสัยว่า “นี่มันเกมปีอะไรวะเนี่ย”

เหมือนจะสวย แต่ไม่

ตัวเกมมีปัญหาในเรื่องกราฟิกอยู่หลายจุดมากครับ เรื่องแรกเลยคือตัวเกมมีการบีบอัด Texture ออกมาแย่มาก การแสดงผลของแสงและเงาที่เหมือนทำออกมาได้ไม่ดี การลบรอยหยักภายในเกมที่ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำอะไร เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลย Model ตัวละครทุกตัวภายในเกม เหมือนหลุดมาจากเกมปี 2008 ยังไม่นับเรื่องการแสดงผลของน้ำที่ห่วยมาก ทั้งๆ ที่อยู่ในเกาะแท้ๆ แต่เหมือนจับเอาน้ำมาใส่ไว้ให้รู้ว่าตรงนี้คือน้ำนะยังงั้นแหล่ะ

ขับรถเข้าใส่ Tornado คือความคิดที่ไม่ดีสักเท่าไร

ทั้งหมดนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถ้าเรากลับไปเล่น Just Cause 3 ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่ากรา ฟิกในภาค 3 ทำได้ดีกว่าภาค 4 เยอะมากๆครับ ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะเรื่องแสงสีที่มีส่วนด้วย แต่ไม่เลยสักนิด ใน Just Cause 4 มันโดน Downgrade ไปจริงๆ จากข้อมูลที่ได้มา ในเกมนี้มีการใช้ Engine ใหม่ Apex Engine ออกแบบมาเพื่อระบบ Dynamic Weather และ Physic แบบใหม่ สำหรับการใช้ Grappling Hook และ Object ภายในเกม

ซึ่งมันก็ดีครับ หากเรามองในแง่ของ Gameplay แต่ส่วนตัวผมกลับรุ้สึกว่ามันมากเกินไปหน่อยที่จะเข็นเอาเกมที่มีกราฟิกตกยุคแบบนี้มาขายในปี 2018 ปีที่ชาวเกมเมอร์พร้อมจะด่าคุณได้ทุกเมื่อ หากเกม AAA ที่มีกราฟฟิกสวยงามมาก่อน กลับโดน Downgrade ในภาคต่อของเกมที่พวกเขารัก นอกจากนั้นแล้วผมยังมองอีกว่า อาจจะเป็นเพราะด้วยการที่ตัวเกมต้องวางจำหน่ายใน Console ด้วย จึงจำเป็นต้องลดคุณภาพลง เพราะใน Just Cause 3 เวอร์ชั่น Console นั้นทำ Frame Rate ไว้ได้แย่มาก แต่เฮ้ย นี่เวอร์ชั่น PC นะ เอ็งไม่คิดจะทำอะไรหน่อยหรือไง


Performance


มาพูดถึงเรื่อง Performance และการเล่นด้วยรวมกันบ้างครับ อย่างแรกที่ผมต้องการจะพูด ก็คือการออกแบบ UI และการจัดการหน้าเมนู ที่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า สิ่งที่มันดีๆ อยู่แล้วในภาค 3 จะมาทำให้มันแย่ลงในภาค 4 ทำไม ตัวเกมกลับมาใช้รูปแบบดั้งเดิมของ Just Cause 2 ซึ่งบอกตามตรงว่ามันรกมากๆ

ตลอดทั้งเกมผู้เล่นต้องใช้เจ้า Comm Link โดยหน้าที่ของมันก็คือแผนที่ภายในเกม การจัดการ Mod Grappling Hook, การเรียกใช้ Supply Drop, Leaderboard Challenge ต่างๆ ที่ทำมาได้รกมากๆ แถมยังไม่สามารถซูมเข้าออกแผนที่ได้อีกด้วย นอกจากนี้หากเราพูดถึงการใช้เมาส์คีย์บอร์ดในการควบคุมเมนูต่างๆ ก็ต้องบอกว่ามันรู้สึกไม่ใช่เลยสักนิด ตัวเกมถูก Port โดยตรงมาจาก Console ล้วนๆ โดยแทนที่ปุ่มของ PC ไปก็เท่านั้น

และพูดถึงการบังคับตัวละครในเกม ยังดีที่ตัวเกมทำออกมาได้ค่อนข้างดีสำหรับการควบคุมตัวละครครับ แต่ก็แสดงให้เห็นอยู่ว่ามันออกแบบมาสำหรับชาว Console โดยเฉพาะ และยิ่งไปกว่านั้น หากเราเข้าไปใน Setting ของเกม สิ่งแรกที่จะพบเลยคือ เราไม่สามารถปรับความไวของมุมกล้องได้มากกว่า 100 ฟังดูอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมต้องไปปรับ DPI เมาส์เพิ่มมากถึง 1800 เพื่อที่จะหันมุมกล้องได้อย่างปกติ ไม่ช้าจนเกินไป

กลับมาพูดถึงเรื่องการบังคับหน้าเมนูกันอีกครั้ง เวลาเราจะเลือกอะไร แน่นอนว่าเราต้องใช้เคอร์เซอร์เมาส์และคลิกซ้ายเพื่อเลือก หากเราต้องการกลับหน้าก่อน เป็นปกติที่เราจะกด ESC ใช่ไหมครับ แต่เกมนี้ไม่เป็นอย่างนั้น หากผู้เล่นกด ESC ก็จะออกจากหน้าเมนูโดยที่ไม่สนว่ากำลังทำอะไรอยู่กลับสู่เกมทันที หากต้องการอยากจะกลับหน้าก่อน ก็ต้องคลิกขวา เข้าใจกันง่ายๆว่า คลิกซ้าย = A คลิกขวา = B นั้นแหล่ะครับ

จากปัญหาด้านบน จริงๆมันก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมาก แต่สำหรับผมมันก็น่ารำคาญอยู่มากเลยทีเดียว ส่วนอีกเรื่องที่จะพูดถึง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระบบการเล่นครับ แต่นั้นคือเรื่อง Cutscene ภายในเกม

ภาพจาก Pre-Reader Cutscene

เชื่อหรือไม่ว่า Just Cause 4 นั้นใช้ Pre Reader Cutscene อยู่ครับ อีกครั้งที่ผมขอย้ำว่านี่มันปี 2018 นะ อะไรก็ตามที่เป็น Pre Reader ควรจะหายไปจากวงการเกมได้แล้ว แต่เกมนี้อินดี้มากๆครับ ครั้งแรกที่ผมเจอ ผมนึกว่ากำลังเล่นเกมสมัย Playstation 2 อยู่เสียอีก เพราะนอกจากจะแย่แล้ว คุณภาพที่พี่แก Reader ออกมายังห่วย มีภาพแตกให้เห็นเป็นระยะอีกด้วย ยังดีที่เราจะไม่เจอไอ่เจ้า Pre-Reader Cutscene บ่อยๆนัก

สุดท้ายเรื่องที่ผมอยากจะบ่นก็คือ การ Port ครับ อย่างที่ผมบอกไปว่ารีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเวอร์ชั่น PC โดยปรับกราฟฟิก Setting และคุณภาพไว้ที่สูงสุดที่ Full HD สเป็คที่ผมใช้ก็คือ Ryzen 5 1600 + GTX 1070Ti + 16GB Ram ผมใช้จอ 75Hz โดยไม่เปิด Vsync สามารถเล่นได้ที่ 60-75 FPS โดยไม่นิ่งๆอยู่ที่ 75FPS ตลอดเวลาครับ

ก่อนที่จะตัดสินอะไร เรามาดูกันก่อนครับ ด้วยสเป็คคอมระดับนี้ กับกรา ฟิกแค่นี้ ผมกลับทำ FPS ได้ค่อนข้างน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ นี่มันใช้ทรัพยากรเครื่องมากพอๆกับเกมอย่าง PUBG เลยทีเดียว และเพื่อตัดสิน ผมลองเอาตัวเกมไปต่อกับจอคอมพิวเตอร์ที่รองรับความละเอียดภาพ 1440p พอเข้าเกมก็พบว่า นี่มันดูแย่กว่า Full HD เสียอีก และยังมีการพูดถึงเกี่ยวกับการที่ตัวเกม Crash ระหว่างเล่นอยู่บ่อยๆ สำหรับคนที่ใช้การ์ดจอ Nvidia ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวผมยังไม่เคยเจอกับตัวเองครับ


The Verdict


ตัวผมเองใช้เวลาเล่นไปประมาณ 25-30 ชั่วโมง ก่อนที่จะมารีวิวในครั้งนี้ แถมยังเป็นการเล่นแบบไม่ต่อเนื่องเสียอีก เพราะผมไม่สามารถทนกับการทำ Mission เดิมๆวนซ้ำไปมา แค่เล่นให้จบเนื้อเรื่องหลักที่มีเหมือนไม่มี ก็ถือว่าอดทนสุดๆแล้ว หากเบื่อๆ ก็ไปเกรียนชาวบ้านในเกมเล่น มีบ้างที่พยายามออกสำรวจโลกต่างๆ จะเจอกับแค่ Easter Egg ขำๆอย่างภาพด้านบนเท่านั้น

รีวิวจากผู้ใช้ Steam Mostly Negative

Just Cause 4 เปิดตัวมาด้วยราคาที่สูงมากๆ เท่ากับเกม AAA ทั่วไป 1,989.00 บาทใน Steam แต่คุณภาพที่ได้กลับไม่สมกับราคามากนัก หากคุณมีภาค 3 อยู่แล้ว ผมแนะนำให้คุณเล่นภาค 3 ต่อไป จนกว่าภาค 4 จะลดราคาเสียเถอะ ส่วนตัวผมแล้วก็คงยังเข้าไปเล่นอยู่บ้าง หากเบื่อๆ หรือหัวร้อนจากการลง Rank ใน Rainbow Six Siege ครับ

สรุปแล้ว Just Cause 4 เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังในสิ้นปี 2018 นี้อยู่มากครับ หากใครที่เป็นแฟนๆ และคาดหวังกับมัน ก็อาจจะพบกับความผิดหวังอยู่บ้าง สำหรับแฟนๆหน้าใหม่ ผมเดาว่าแค่เปิดมาเจอฉากในป่าของ Mission แรกก็น่าจะขายแผ่นทิ้งกันบ้างแล้ว แต่เอาเข้าจริงแล้ว เกมนี้ยังเป็นเกมที่สนุกอยู่มากๆครับ ด้วยการ Action แบบครบเครื่องจัดเต็ม พร้อมลุยอยู่ตลอดเวลา และของเล่นเก่าหน้าใหม่อย่าง Grappling Hook Mod ที่จะทำให้ตลอดทั้งการเล่นของคุณนั้นสนุก และหัวเราะได้เรื่อยๆเลยล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!