Connect with us

บทความ

“นักสร้างสรรค์” ต่างกันกับ “นักธุรกิจ” / ตอนที่ 1

Published

on

179724_535621069831854_923043291_n

บทความโดย แจ็ค รัสเซล

.. ความไม่เอาไหนในเรื่องการตลาดของผม ทำเอาผมเสียหายเสียเวลา ใน “วงจรธุรกิจเพลง” อยู่นานเป็น 10 กว่าปีเลยทีเดียว ..เวลา 10 กว่าปีสำหรับบางคน อาจนานเกินกว่าที่จะรอ แต่สำหรับคนที่ “รู้สึกตัวช้า” กับเรื่องทำนองนี้ นั่นเพราะลุ่มหลงแต่คำว่าอยากสร้าง อยากทำ มากกว่าจะนึกถึงอย่างอื่น พลังความคิดนี้ จึงผลักหลังผม ให้เดินไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่เหลียวหลังระวังตัว อย่างเก่งก็แค่หยุดพักตอนเงินลงทุนหมด แล้วก็ลุกไปต่อไป เล่นกับแบบ “มวยวัด” มั่วๆซั่วๆ ไร้คนเป็น “พี่เลี้ยง” คอยชี้นำ

.. ความที่ต้อง “คิดคนเดียว ทำคนเดียว” เป็นส่วนใหญ่ในหลายๆช่วงเวลา ส่งผลให้เรารู้ และกล้าที่จะตัดสินใจในหลายเรื่องไปเอง

..จำได้แม่นว่าตอนปี 2549 ผมบ้าบิ่นขนาดจะผลิตอัลบั้มในค่ายเพลงเก่าของตัวเอง หลายอัลบั้มด้วยกัน ใครที่จำได้ว่า ปี 2549 มีเหตุการณ์ที่คนสติดี จะไม่ออกผลงานในช่วงเวลาเช่นนี้ เราเจอการกู้ชาติครั้งแรก ของคุณ “สนธิ ลิ้มทองกุล” , เจอเทศการ ฟุตบอลโลก และตบท้ายด้วยการรัฐประหารโดย คมช. ..ซึ่งผมไม่โทษสิ่งใดเลย เพราะเข้าใจเป็นทุนอยู่แล้วว่า.. เหตุการณ์ขัดแย้งทางสังคม และการเมืองต่างๆ ถ้าหนักและกินเวลา ย่อมส่งผลกระทบโดยตรง ต่อเศรษฐกิจ และความ “สน อก สน ใจ” ของคนในเรื่องบันเทิงอยู่แล้ว

.. แต่ก็อย่างที่ว่า ทำเพราะอยากทำ ทำเพราะไม่รู้ เลยไม่มีความกลัวกังวลใดใด ในหัวไม่มีคำว่า “แผนธุรกิจ” หรือ “ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์” ที่สุดก็คือแทบจะหมดตัว ..ผลงานต่างๆขายได้น้อย ที่มากคือ “ของเหลือ” ที่เมื่อนำมาเทกองๆกัน สูงไม่แพ้ภูเขาลูกเตี้ยๆกันเลยทีเดียว

.. ผมเคยใช้เวลาในการนั่งเหม่อมอง “ผลงานที่ขายไม่ได้” ของตัวเอง ..ผมเคยนั่งนับมันทีละปกอัลบั้ม ..ผมเคยนั่งดูลังที่ใส่ และจดจำข้อความข้างๆลังได้ไม่มีตกหล่น ..ผมมีเวลามากพอที่จะสำรวจ “เนื้อเทปกาวใส” ที่บริษัทจัดจำหน่าย ติดมาเพื่อปิดปากลัง ไม่ให้ผลงาน CD ที่ “ขายไม่ออก” ของผม ร่วงหล่นระหว่างการส่งคืน !

.. “ .. สนุกดีนะ ..” ผมมักพูดกับตัวเองอย่างนั้น เวลาที่เรารู้แล้วว่า เรากำลังจะเป็นคนไม่มีเงิน เรากำลังจะหมดตัวชั่วขณะ และอาจจะไม่เหลือความน่าเชื่อถือใดใด ที่จะไปคุยหรือขอเครดิตจากใคร ..แม้แต่เพื่อนบางคน ที่เราเคยช่วยเหลือมาแต่ก่อน ..ก็ตาม

.. เด็กๆรุ่นใหม่ๆ เวลามาบ่นให้ผมฟัง ว่างานเพลงของตนเองขายไม่ได้ ไม่มีวางจำหน่ายตามร้าน ทดท้อใจอย่างนั้น เหนื่อยหน่ายอย่างนี้ อยากหยุด ..ผมมักให้กำลังใจเขากลับไปว่า… “ … ถ้ายังเจ๊งไม่ถึง 5 ชุด อย่าเพิ่งบ่น คุณยังไม่ได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ ! …”

.. บางทีการเจ๊งบ่อยๆ ให้ฟ้าให้ดินเห็น และเชื่อว่าเราเอาจริงกับสิ่งที่เราทำ มันอาจเป็น “ใบเบิกทางชีวิต” ก็ย่อมได้ ผมเชื่อแบบนี้นะ ผมเชื่อ เพราะผมผ่านตรงนี้มาได้ โดยที่ผมก็ไม่รู้ตัวมาก่อน เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผมทำ มันหล่อหลอมและปรับตัวเองไปโดยอัตโนมัติ ผมกลายเป็นคนแม่นยำขึ้น คลำทางถูกขึ้น แม้จะเดินในที่มืด หรือปิดตาเดินในที่สว่าง ผมก็มักเห็น “ทางรอด” ลางๆ อาจไม่เด่นชัดมาก แต่ผมก็พอคลำไปได้ ไม่ทำให้ต้องเดิน “ตกขอบชีวิต” ซ้ำเก่า

.. ในวันที่ผมพอรู้ทิศทางของตัวเองแล้ว ผมเห็น “ตัวตน” ของตัวเองในกระจก ผมพ่นคำถาม ถามตัวเองอยู่หลายครั้ง แท้จริงแล้ว ที่ว่ารู้ “ทางรอด” ผมรอดในแบบ “นักสร้างสรรค์” หรือรอดในแบบ “นักธุรกิจ” ?!

.. และผม ชอบจะเป็นแบบไหน มากกว่ากัน ?!

1044516_535622499831711_859598648_n

.. อดีต ผมเคยไม่ได้เรื่องมาหมดแล้วทั้งสองแบบ ถ้าเป็นนักธุรกิจ คนเก่งๆที่สอนให้ผมเดินตาม เขาบอกผมว่า ในมือต้องกำถุง ไว้สำหรับใส่ “เงินกำไร” เท่านั้น อย่าไปคิดเรื่องอื่น โดยเฉพาะเรื่องที่เสี่ยงต่อการ “ขาดทุน” การทำในสิ่งที่เสี่ยงขาดทุน ไม่ใช่วิสัยของ “นักธุรกิจ” ที่ดี ..แน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น และมั่นใจว่าผมคงเป็นนักธุรกิจที่ดีไม่ได้

“… นักธุรกิจที่ดี จะไม่ทำในสิ่งที่เสี่ยงต่อการ “ขาดทุน” …” ย้ำคำนี้ไว้ในหัว แล้วแบบที่เหลือล่ะ มันยังพอจะใช่ผมไหม ? ..มันโก้หรูพิลึก คำว่า “นักสร้างสรรค์” จริงหรือที่ผมจะเป็นแบบนี้ได้ ผมเชย ผมล้าสมัย ผมอ่อนเรื่องเทคโนโลยี่ ในวันที่มีการใช้อีเมล์ในการส่งงาน หรือส่งเดโมเพลง เพื่อให้นักร้อง หรือคนทำดนตรีไปทำต่อ ..ผมยังไม่มีอีเมล์เป็นของตัวเองเลย ?!

.. ในปี 2550 ผมไม่รู้ด้วยซ้ำอะไรคืออีเมล์ เปิดใช้ยังไง มีแล้วได้ประโยชน์อย่างไร ?! ..ผมยังคงส่งเดโมเพลง โดยการอัดเสียงลง “เทปคาสเซ็ท” เป็นเทปเปล่าราคาม้วนละ 35 บาท อัดใส่ลงเครื่องอัดเสียงขนาดพกพา ที่เราเรียกกันว่า “ซาวน์เบาท์” เสร็จแล้ว ก็นำเอ “เดโมเทป” ขับรถไปส่งให้นักร้อง หรือคนเรียบเรียงดนตรีเองกับมือ

.. ใครทำงานกับผมตอนนั้น บ่นกันทุกคนว่า.. “.. เสียเวลา ฉิบหาย เลย ! ต้องไปหาเครื่องเล่นเทป มาเปิดฟังอีก .. “ บางคนเช่นพี่นก (ชีพชนก ศรียามาตย์) ต้องไปฟังเดโมของผมในรถของเพื่อน เพราะรถของเขา หรือในบ้าน ไม่มีเครื่องเล่นเทปแล้ว ..คุณลองคิดดู ตอนนั้นปี 2550 แล้วนะ ผมยังไม่รู้จัก..อีเมล์ ?! ผม “โลวไอที” ขนาดนี้เลยหรือ ?!

.. แต่มันจริงที่สุดเลยครับ

1044556_535454009848560_1663086908_n

 ติดตามผลงานต่างๆของเขาได้ที่ https://www.facebook.com/classyfanclub

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ครม. ผ่านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว เรารู้จักกฎหมายฉบับใหม่นี้หรือยัง?

Published

on

หนึ่งในกฎหมายที่น่าจะกระทบกับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเจ้าของเว็บหรือผู้ให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล คือพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ครม. เพิ่งจะไฟเขียวผ่านร่างกฎหมายนี้ไปเพื่อดำเนินการออกกฎหมายต่อไป แล้วกฎหมายตัวนี้คืออะไร เกี่ยวข้องยังไงกับ GDPR (The General Data Protection Regulation) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตัวใหม่ของยุโรป เรามาหาคำตอบกันครับ

ปัญหาเกิดเมื่อผู้ให้บริการถือข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป

ปัจจุบันแทบทุกบริการในอินเทอร์เน็ตนั้นมีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราไปทั้งนั้น ทั้งแบบผู้ใช้ตั้งใจให้ข้อมูลอย่างการสมัครใช้บริการต่างๆ ที่ต้องมีการให้ข้อมูลอีเมล หรือที่อยู่เพื่อจัดส่งสินค้า หรือแบบที่ผู้ใช้ไม่ได้ตั้งใจให้ข้อมูล เช่นการจัดเก็บ Cookie บันทึกการเข้าเว็บของผู้ใช้ หรืออย่างที่ facebook นำข้อมูลการคลิก การกดไลค์ต่างๆ ไปวิเคราะห์หาลักษณะ (Profiling) ของผู้ใช้คนนั้น เพื่อนำเสนอโฆษณาที่เหมาะสม

ข้อมูลมหาศาลของผู้ใช้เหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง นอกจากการวิเคราะห์ลักษณะผู้ใช้ที่ยกตัวอย่างไปแล้ว ใกล้ตัวหน่อยก็เอาเมลหรือเบอร์โทรมายิงสแปมใส่ หรือข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ถูกขายต่อให้บริการอื่นๆ นำไปใช้ประโยชน์ หรือใช้เทคโนโลยีเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาติดตามสอดแนมผู้ใช้ ที่เลวร้ายที่สุดคือถูกขโมยตัวตน เอารายละเอียดชีวิตของคนอื่นมาสวมรอยเพื่อก่ออาชญกรรมหรือโจรกรรมข้อมูลทางการเงินไป

ซึ่งปัญหานี้ชัดเจนขึ้นมากในกรณีของ Cambridge Analytica ที่ข้อมูลผู้ใช้กว่า 87 ล้านบัญชีหลุดไปอยู่ในมือของบริษัทวิเคราะห์ด้านการเมือง ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าทำให้ผลการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงไป คนทั่วโลกจึงหันมาสนใจข้อมูลส่วนบุคคลในโลกไซเบอร์มากขึ้น (พี่มาร์ก ณ เฟซบุ๊กก็อ่วมไปไม่น้อยจากกรณีนี้ โดนวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาเรียกไปสอบสวนออกทีวีจนกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก)

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยมีสาระสำคัญอย่างไร

ครม. เห็นชอบร่างพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนตัวฉบับนี้เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสาระสำคัญของพ.ร.บ. ฉบับนี้มีดังนี้

  1. กำหนดนิยามคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” ให้ชัดเจนว่าคือข้อมูลที่ทำให้ระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
  2. กำหนดสิทธิเจ้าของข้อมูล ให้ผู้ใช้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของตน พร้อมเปิดเผยที่มาของข้อมูล รวมถึงมีสิทธิแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง และให้สิทธิ์เจ้าของระงับการใช้ข้อมูลหรือทำลายข้อมูลของตัวเองได้
  3. เมื่อเกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดนแฮก หรือข้อมูลรั่วไหล ผู้ให้บริการต้องรีบแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ พร้อมรายงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถึงมาตรการเยียวยา

ตอนนี้กระทรวงดีอีกำลังเตรียมความพร้อมในการจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญและอิสระในการทำงานเพื่อจัดการกับปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลต่อไป พร้อมกันนี้ยังได้มีการเปิด ศูนย์การเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Knowledge Center: DPKC) ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือเอ็ดต้า เพื่อเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่หน่วยงาน องค์กร และประชาชนด้วย

แต่ก็ยังไม่มีกำหนดเวลาที่แน่ชัดออกมาว่า พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะเริ่มใช้เมื่อไหร่ มีระยะเวลาให้บริษัทต่างๆ ปรับตัวนานแค่ไหน และจะมีบทลงโทษอย่างไรออกมา

สหภาพยุโรปตื่นตัวเรื่องนี้มานาน จนพัฒนาเป็นกฎหมาย GDPR

สหภาพยุโรป ดินแดนที่จริงจังเรื่องความเป็นส่วนตัวมากเริ่มมองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลของบริษัทไฮเทคต่างๆ จึงเริ่มพูดคุยถึงการปรับปรุงกฎหมาย Data Protection Directive เดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1995 ให้ทันยุคมากขึ้น โดยเริ่มเห็นชอบร่างกฎหมายใหม่ในปี 2014 แล้วใช้เวลาทั้งปี 2015 เพื่อปรับแก้ร่างกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) แล้วจึงประกาศกฎหมายนี้ในปี 2016 โดยให้เวลา 2 ปีก่อนการบังคับใช้จริงในวันที่ 25 พฤษภาคม 2018 นี้ เพื่อให้บริษัทต่างๆ มีการปรับตัวให้สอดรับกับกฎระเบียบใหม่

ประเด็นสำคัญของกฎหมาย GDPR

กฎหมายนี้เพิ่มสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูลให้สามารถจัดการกับข้อมูลตัวเองที่อยู่ในบริการต่างๆ ได้ เช่น

  • ต้องได้รับความยินยอมก่อนเก็บข้อมูลจากผู้ใช้เสมอ ต้องไม่ทำตัวเลือกว่ายินยอมเป็นค่าเริ่มต้น และต้องแสดงข้อตกลงในการใช้งานเหล่านี้ให้เด่นชัด เข้าใจง่าย
  • ผู้ใช้สามารถแจ้งแก้ไขข้อมูล หรือขอให้ลบข้อมูลของตัวเองได้เมื่อไม่ต้องการใช้งานแล้ว
  • ผู้ใช้สามารถแจ้งให้ผู้บริการโอนย้ายข้อมูลไปยังบริการอื่นๆ ได้

แล้วเมื่อเกิดการรั่วไหลของข้อมูล ต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากทราบว่าเกิดการรั่วไหล และผู้ใช้ต้องได้รับการแจ้งให้ทราบถึงกรณีข้อมูลรั่วไหล และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นด้วย

ที่สำคัญคือกฎหมายนี้ค่าปรับสูงมากครับ ถ้าพบว่าฝ่าฝืนและผิดจริง ค่าปรับสูงสุด 20 ล้านยูโร (750 ล้านบาท) หรือ 4% ของผลประกอบการทั่วโลกของปีที่แล้ว (แล้วแต่ว่าจำนวนไหนจะสูงกว่า) บริษัทที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ใช้ชาวยุโรปจึงต้องสนใจกฎหมายนี้มากๆ ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแอปต่างๆ มีการอัปเดทเพื่อให้รองรับกฎหมายนี้ และบริการต่างๆ ก็มีการส่งเมลมาถึงผู้ใช้เพื่อเคลียร์เกี่ยวกับเงื่อนไข GDPR ที่ผู้ใช้ต้องรับทราบ ส่วนบริการสำหรับเว็บต่างๆ อย่าง Google Analytics ก็ให้ผู้ใช้ปรับรูปแบบการเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมายตัวนี้

อ้างอิง: ศูนย์ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล โดย สพธอ.

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์สาวนักสร้างสรรค์ Video Content กับผลงานและความสามารถหลากหลายด้าน

Published

on

ยุคนี้เป็นยุคทองของสื่อเลยก็ว่าได้ ใครมีคอนเทนท์เด็ดๆ ก็จะได้รับความสนใจ ยอด Like ยอด Share กระหน่ำ จนทำให้แจ้งเกิดกันอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่ามีอาชีพอีกหลายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการทำสื่อและคอนเทนท์เกิดขึ้นมากมาย อย่างเช่นอาชีพที่เราจะพูดถึงในวันนี้ “Video Content” ก็เป็นอาชีพที่แปลกใหม่และน่าสนใจในยุคนี้เช่นกัน และวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านชาวแบไต๋ไปพบกับ เพิร์ล – นิชาภา เทพามาตย์ สาว Video Content ของเว็บไซต์ Sistacafe

เริ่มต้นทำอาชีพ video content ได้ยังไง

เริ่มจากการเป็นนางแบบถ่ายงานต่างๆ แล้วก็เป็นคนชอบถ่ายรูปด้วย แต่อยู่ๆ เพิร์ลเองก็รู้สึกว่าเราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ในสิ่งที่เราชอบ ก็เลยคิดขึ้นมาว่าเราจะต่อยอดอะไรได้บ้างนะ จากการที่เรามีกล้อง ก็เลยคิดได้ต่อว่าแค่รูปถ่ายอย่างเดียวบางทีมันก็บอกเล่าเรื่องราวได้ไม่ดีเท่างานวีดีโอ เลยเริ่มหันมาศีกษาด้านงานวีดีโอ เพิร์ลเองไม่ได้เรียนด้านนี้มาโดยตรงนะคะ ก็เรียนรู้จาก YouTube เราอยากทำอะไรเป็นเราก็หาว่าต้องทำอย่างไร แล้วก็ลองทำ พอได้ลองทำบ่อยๆ รู้สึกว่าชอบก็เลยทำมาเรื่อยๆ จนได้มีโอกาสลองมาสมัครงาน Part time ตำแหน่ง video content ของเว็บ sistacafe ดู แล้วเค้าก็รับเราเข้าทำงาน ก็เลยได้ทำงานด้านนี้จนถึงทุกวันนี้ค่ะ

ทำไมถึงเลือกทำงานด้านนี้

เวลาเพิร์ลดูพวกวีดีโอต่างๆ ใน YouTube หรือ Facebook ไม่ว่าจะเป็น vlog ท่องเที่ยว หรือแนวแฟชั่นต่างๆ เพิร์ลก็รู้สึกว่าอยากทำเป็นบ้าง เค้าทำกันยังไงนะ อยากมีวีดีโอเป็นของตัวเอง อยากให้คนอื่นดูงานเราแล้วชอบ เหมือนที่เรารู้สึกชอบเวลาดูผลงานของคนอื่น

ตำแหน่ง Video content มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง

จริงๆ ก็คือการคิดริเริ่มนี่แหละค่ะ ว่าเอ๊ะมีอะไรน่าสนใจในตอนนี้บ้าง แล้วก็ต้องคิดว่าสิ่งที่เราจะผลิต ผู้บริโภคเป็นใคร แล้วผลิตมาเพื่ออะไร เรื่องราวที่จะนำเสนอเป็นไปอย่างไร เป้าหมายของตำแหน่ง เพิร์ลว่าก็คงไม่พ้น อยากให้คนดูดูแล้วชอบ ถ้าคนดูชอบแบบนี้โอกาสแชร์ต่อก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก

ใน 1 วัน เพิร์ลทำอะไรบ้างคะ

ถ้าที่เพิร์ลทำงานด้าน Video content ในแต่ละวันก็จะนั่งคิดว่าจะถ่ายอะไร แล้วก็ลงมือทำ ส่วนตัวเพิร์ลเองเริ่มตั้งแต่ต้นจนจบงานเลยค่ะ ก็คือตั้งแต่เริ่มคิด จนกระทั่งวีดีโอเสร็จสมบูรณ์ ก็จะมีคิดว่าจะทำวิดีโออะไร จากนั้นก็เรียบเรียงเรื่องราว แล้วก็ถ่ายทำ ตัดต่อ ก็จะได้วิดีโอออกมา 1 ตัว เพิร์ลจะอยู่ในทุกๆ ขั้นตอน ส่วนใหญ่จะเป็นงานด้านความสวยความงามและพวกเรื่องอาหารการกินค่ะ

เทคนิคในการเลือกคอนเทนท์มาเขียนคืออะไร

เพิร์ลจะดูเทรนด์ในช่วงนั้นๆ ค่ะ ว่าอะไรที่เป็นกระแสอยู่ ก็คิดคอนเทนท์เกาะกระแสไป หรือไม่ก็ตามความชอบเลยค่ะ ช่วงนั้นทำอะไรหรือได้สิ่งของอะไรมาใหม่ที่เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจหรือว่าดี ก็จะนำมาทำ

คอนเทนท์ประเภทไหน ที่ทำออกมาแล้วได้รับความนิยมแน่ๆ

ส่วนใหญ่จะเป็นแนวๆ พากิน พาเที่ยว คนจะชอบจะแชร์เยอะ ถ้าเป็นพวกแนวบิ้วตี้ก็อาจจะเป็นรีวิวสินค้าออกใหม่ สวอทสีคนก็ชอบดูค่ะ

ผลงานชิ้นไหนที่เพิร์ลชอบมากที่สุดคะ

เพิร์ลชอบเป็นคอนเทนท์ที่เป็นเที่ยวกรุงเทพอะค่ะ รู้สึกทุ่มเทมาก คือไปถ่ายแค่ครึ่งวันแต่กลับมาบ้านคือดำเลยจ้า ทุ่มเทสุด (หัวเราะ)

ประสบการณ์การทำงานที่ประทับใจที่สุด

เพราะเพิร์ลได้เริ่มทำงานด้าน Video content ที่ sistacafe นี่แหละ มันจึงทำให้เพิร์ลต่อยอดมาสู่ช่องทางของตัวเองได้ไม่ยาก และมีงานเสริมเป็นช่องทางของตัวเองได้ก็เพราะที่นี่เลยนะคะ พี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานสอนเพิร์ลทุกอย่าง ทำให้เพิร์ลได้เรียนรู้หลายๆ สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่เพียงแค่การเป็น Video content นะ เพิร์ลมีโอกาสได้ฝึกงานเขียน จนทำให้เรารู้ว่าเราเองก็สามารถทำได้ และสามารถสร้างรายได้ต่อยอดได้เรื่อยๆ

ความท้าทายของการทำงานด้านนี้คืออะไร

สำหรับเพิร์ลงานด้านนี้เราต้องคิดตลอดเวลา ไอเดียเป็นสิ่งสำคัญมากในงานสายนี้ ไม่ใช่แค่เราดูวิดีโอมาเยอะ แล้วนำไอเดียของคนนั้นคนนี้มาปรับใช้นะ บางทีเราก็ต้องคิดอะไรที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครด้วย ซึ่งนั้นแหละค่ะ เพิร์ลคิดว่าเป็นสิ่งที่ยาก

ถ้าอยากทำงานด้านนี้ต้องมีสกิลอะไรบ้าง

สกิลพื้นฐานตอนเพิร์ลเริ่มเนี่ยแทบไม่มีอะไรเลยนะ มีแค่ใจรักเลย ทำงานด้านนี้มันฝึกฝนกันได้ มาเรียนรู้เองได้ ไม่ได้เหมือนพวกแพทย์ที่ต้องมีความรู้พิเศษเฉพาะ ได้รับการฝึกฝนจนชำนาญ แต่งานด้านนี้เนี่ย แค่เป็นคนที่มีจินตนาการ รักในงานด้านนี้ ก็เริ่มต้นได้แล้วนะ

เห็นเพิร์ลมีธุรกิจส่วนตัว เป็นเจ้าของร้านจิวเวลรี่ด้วย อยากให้เล่าที่มาให้ฟังหน่อยค่ะ

ตอนเพิร์ลเรียนจบใหม่ๆ แม่ก็อยากให้เข้าครอสเรียนเรื่องเพชรต่อ ก็เลยไปลงเรียนเกี่ยวกับการดูเพชร การประเมินราคาเพชร และก็การเขียน Cad jewelry พื้นฐาน แล้วพอจบมาก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้ทำอะไรด้านนี้เลยต้องลืมแน่ๆ ก็เลยมาทำร้านจิวเวลรี่ต่อ แต่เป็นแค่ร้านออนไลน์นะคะ รับทำเป็น made to order สมัยแรกๆ ที่เปิดก็ทำแบบที่เราชอบออกมา แต่ก็ขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะมีแบบมาในใจแล้ว ตอนหลังเพิร์ลเลยปรับเป็นทำตามแบบเลย ลูกค้าอยากได้แบบไหน งบประมาณเท่าไหร่ก็ปรับให้เข้ากับความต้องการ ใครสนใจก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ Vertex jewelry นะคะ ขอขายของหน่อยเนอะ (หัวเราะ)

และเห็นมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองอีก

เริ่มจากการชอบแต่งตัวของตัวเองนี่แหละค่ะ เป็นคนซื้อเสื้อผ้าเยอะไง แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเราลองทำเป็นแบรนด์ของตัวเองจะเป็นยังไงนะ ก็เลยลองปรึกษากับเพื่อนคนนึง เค้าเองก็สนใจทำเหมือนกัน เลยได้ออกมาเป็นแบรนด์ Petite P.M. ซึ่งชื่อก็มาจากเพิร์ลกับเพื่อนที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กทั้งคู่ Petite ก็แปลว่าอะไรที่เล็กๆ ส่วน P.M. ก็มาจากชื่อเล่นตัวแรกของเพิร์ลและเพื่อนค่ะ

การทำธุรกิจของตัวเอง ควบคู่กับการทำงานบริษัท ทำให้เราได้เรียนรู้ยังไงบ้าง

เราต้องแบ่งเวลาค่ะ “เวลามีผลต่อความก้าวหน้า ถ้ารู้จักบริหารเวลา” คือถ้าเรามีโอกาสได้ทำอะไรใหม่ๆ เราก็ควรลองดู อย่าคิดว่ามันยาก หรือไม่มีเวลา ลองดูก่อน สิ่งที่เราทำในวันนี้อาจจะส่งผลดีในอนาคตต่อไปก็ได้

งานอดิเรกวันหยุดสุดสัปดาห์ของเพิร์ลคืออะไรคะ

ส่วนใหญ่ก็จะอยู่บ้านนะคะ มีบ้างถ้าเพื่อนๆ นัดออกไปกินข้าว ช็อปปิ้ง แต่เอาจริงเพิร์ลจะไม่ค่อยออกจากบ้าน เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนซื้อของเก่งมาก ถ้าออกไปแล้วเนี่ย มีเกณฑ์ต้องได้เสียเงินทุกครั้งเลย (หัวเราะ)

ทำงานหลายอย่างแบบนี้ มีวิธีบริหารเวลายังไงบ้างคะ

เอาจริงๆ แล้ว เพิร์ลจะแบ่งเป็นลำดับความสำคัญมากกว่าค่ะ อะไรที่สำคัญมากกว่าก็ทำก่อน เนื่องด้วยงานบริษัทเพิร์ลทำเป็น part time อยู่แล้วด้วยเนอะ ก็ไม่ยากที่จะขอลางาน

แอปพลิเคชั่นสุดโปรดของเพิร์ล

แอปที่ชอบใช้จะเป็นแอปเกี่ยวกับการเงินมากกว่าค่ะ “Weple Money” ค่ะ คือด้วยความที่เพิร์ลทำงานหลายอย่าง เงินเข้าออกก็จะเยอะหน่อย แอปนี้ก็จะช่วยให้เพิร์ลดูได้ง่ายว่าในแต่ละเดือน เพิร์ลมีค่าใช้จ่ายจากอะไรบ้าง หรือมีรายรับอะไรเข้ามาบ้าง เพิร์ลเคยใช้มาหลายแอปนะ แต่สุดท้ายก็มาจบที่แอปนี้ แอปนี้ไม่ฟรีนะคะ เพิร์ลโหลดแบบเสียเงินมา 
 ชอบตรงที่เราสามารถแยกดูได้เป็นหมวดๆ สมมติอยากรู้ว่ารายรับแต่ละเดือนของงาน Content ที่เรารับมาเนี่ยได้เท่าไหร่ เราก็สามารถกดดูแยกเป็นประเภทได้ แอปก็จะโชว์ให้ดูทั้งหมดที่เราเคยบันทึกไว้ค่ะ

ดาวน์โหลด

ถือเป็นอีกหนึ่งสาวที่ครบเครื่องในเรื่องความสามารถจริงๆ แถมยังมีผลงานแจ่มๆ ให้ได้ติดตามกันอยู่บ่อยๆ และสำหรับใครที่อยากติดตามผลงานใหม่ๆ ของเธอ ก็สามารถเข้าไปติดตามกันได้ที่ Pearl’s world เลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

20 อีสเตอร์เอ้ก Avengers: Infinity War และจุดเชื่อมโยงเนื้อหาในการ์ตูนมาร์เวล

Published

on

เป็นธรรมดาของหนังจากจักรวาลมาร์เวล ที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนหลากหลายเรื่องของค่ายเอง ที่มักจะแอบซ่อนอีสเตอร์เอ้ก ไว้ให้แฟน ๆ เดนตายของหนังสืบหาว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ตรงไหน หลาย ๆ จุดก็มักจะเชื่อมโยงเหตุการณ์จากหนังสือการ์ตูน ถอดเรื่องราวมาเป๊ะ ๆ บ้าง ดัดแปลงบ้างตามความเหมาะสมและปัญหาทางด้านลิขสิทธิ์ บางจุดก็มาจากไอเดียผู้กำกับเองที่แอบเอามาใส่ หรือความสนุกความซนของคนเขียนบทที่อยากจะใส่อะไรแอบเข้าไปในหนัง หรือบางจุดก็มาจากความพยายามเชื่อมโยงเอาเองของแฟน ๆ หนัง บางทีผู้สร้างอาจจะไม่ตั้งใจก็ได้ การดูแบบเก็บรายละเอียดก็เป็นความสนุกอีกอย่างนอกเหนือจากความเพลิดเพลินกับเนื้อหาของหนัง มาดูกันสิว่าใครมองเห็นอีสเตอร์เอ้กเหล่านี้บ้าง หรือเห็นแล้วแต่ไม่เข้าใจความหมายที่มา บทความนี้จะช่วยอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น และบางทีก็ทำให้อยากดูภาคต่อเร็ว ๆ แล้วด้วยสิ

20. ที่สุดของความสมดุล

ไม่น่าจะมีโปสเตอร์หนังเรื่องไหนที่มีผู้แสดงมารวมอยู่บนโปสเตอร์ได้เท่าเรื่องนี้แล้ว แม้ว่าจะมีตัวละครมากมายบนโปสเตอร์ แต่ก็ผ่านการออกแบบที่ยอดเยี่ยม วางตัวละครไว้2ฝั่งได้อย่างสมดุลมากและดูไม่รก นอกเหนือจากความสมดุลบนโปสเตอร์แล้ว ทั้งเรื่องของ Avengers : Infinity War ก็ยังมีการวางความสมดุลไว้อีกหลายจุด เช่น คอร์วัส เกลฟ สมุนของธานอส เข้าจู่โจมและแทงวิชั่นในตอนต้นเรื่อง พอตอนท้ายวิชั่นก็ได้ทีเอาคืนแทง คอร์วัน เกลฟ จนตาย , เป้าหมายของธานอส ที่ต้องการจะปลิดชีวิตครึ่งหนึ่งของจักรวาลหลังจากรวบรวม อินฟินิตี้สโตนส์ ได้สำเร็จ แล้วตอนจบเรื่องธานอสก็ทำเช่นนั้นจริง ถ้าสังเกตโปสเตอร์เราจะเห็นว่ามีตัวละครบนโปสเตอร์ถึง 24 คน และ 12 คนบนโปสเตอร์นั้นตายระหว่างเรื่องและระเหยเป็นฝุ่นในตอนจบ ส่วนอีก 12 คนบนโปสเตอร์นั้นยังรอดต่อไป สมดุลมั้ยละ

19. คุณลุงมอร์แกน

ในตอนต้นเรื่องฉากที่โทนี่ สตาร์ค วิ่งออกกำลังกายกับเปปเปอร์ พอตต์ บทสนทนาของทั้งคู่คุยกันเรื่องแต่งงานและจะมีลูกด้วยกัน โทนี่ บอกกับเปปเปอร์ว่าเขาจะตั้งชื่อลูกว่า “มอร์แกน” ตามชื่อคุณลุงของเขา ที่จริงแล้วลุงมอร์แกน เป็นตัวละครที่เคยปรากฏตัวมาจริงในฉบับการ์ตูน Tales of Suspense #68 ออกจำหน่ายเมื่อปี 1959 การปรากฏตัวของมอร์แกน นั้นมาแบบแฝงจุดประสงค์ร้าย เพราะลุงมอร์แกนอิจฉาที่โทนี่ หลานชายของเขาประสบความสำเร็จและร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ในขณะที่มอร์แกน ก็เกิดมาในตระกูลสตาร์คเช่นกัน แต่เขาเป็นผีพนันที่เล่นเสียจนหมดเนื้อหมดตัว และมีแผนการร้ายจะฮุบสมบัติของโทนี่ สตาร์ค สุดท้ายมอร์แกนก็กลายเป็นวายร้ายนาม “อัลติโม”

18. จากซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ กลายมาเป็น บรู๊ซ แบนเนอร์

ในหนังสือการ์ตูน หลังจากธานอสรวบรวมอินฟินิตี้ สโตนส์ ได้ครบแล้ว ซูเปอร์ฮีโร่รายแรกที่ธานอสลงมือจัดการคือ ซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ ซึ่งธานอสเอาชนะได้ง่าย ๆ และซัดเขาจนร่วงลงมาบนผืนโลก มาตกลงที่แมนชั่นศักดิ์สิทธิ์ของ ดอกเตอร์ เสตรงจ์ และคำแรกที่เขาเอ่ยบอกสเตรงจ์ก็คือ “ธานอส มันกำลังมา” แต่ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ตัวซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์นั้น เป็นตัวละครที่ฟอกซ์ยังคงถือลิขสิทธิ์อยู่ และเคยปรากฏตัวมาแล้วใน Fantastic Four: Rise of the Silver Surfer (2007) ก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนฉากนี้ให้กลายเป็นบรู๊ซ แบนเนอร์ ทำหน้าที่ผู้นำข่าวสำคัญมาบอก ดอกเตอร์ สเตรงจ์ แทน

17. สคิดวอร์ด ตัวการ์ตูนดังจากเรื่อง spongebob

ในฉากโจมตีต้นเรื่อง ที่กลุ่ม แบล็ค ออเดอร์ ชื่อของกลุ่มขุนพลแถวหน้าของธานอส ลงมาโจมตีนิวยอร์ค ไอออนแมน และ ดอกเตอร์สเตรงจ์ ต้องออกมารับมือกับ อีโบนี่ มอว์ ขุนพลจอมประจบประแจงของธานอส ในฉากเผชิญหน้านั้น โทนี่ สตาร์คบอกกับ อีโบนี่ มอว์ ว่า “กลับบ้านไปได้แล้ว สคิดวอร์ด วันนี้โลกปิดทำการ” หลายคนอาจจะงงกับคำพูดของโทนี่ ว่า สคิดวอร์ดคือใคร , สควิดวอร์ด คือตัวการ์ตูนชื่อดังจากเรื่อง Spongebob Squarepants เขาเป็นเพื่อนรักของเจ้าฟองน้ำ สปองจ์บ็อบ เอกลักษณ์ของเจ้าสควิดวอร์ดก็คือ มันมีหัวสีเทาและมีจมูกใหญ่ห้อยลงมาจากใบหน้า ทำให้ดูละม้ายกับหน้าของ อีโบนี่ มอว์ , โทนี่ สตาร์ค เห็นว่าเหมือนกันก็เลยเอามาล้อเล่น

16. เควิน เบคอน คือซูเปอร์ฮีโร่

ปีเตอร์ ควิลล์ หรือ สตาร์ลอร์ด ชื่นชอบหนัง Footloose (1984)เวอร์ชั่นต้นฉบับที่เป็นหนังเปิดตัว เควิน เบคอน มาก และเขาพูดถึงอยู่หลายครั้ง ใน Guardians of the Galaxy ภาคแรก เขาก็เล่าเรื่องราวของ Footloose ว่า “บนดาวของฉันนะ มีตำนานเกียวกับวีรบุรุษที่ชื่อ เควิน เบคอน เขาสอนผู้คนทั้งเมืองให้ลุกขึ้นมาเต้นกันได้ มันช่างเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่มาก” แม้กระทั่งตอนจบที่อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ขณะที่ทีมการ์เดี้ยนกำลังเผชิญหน้ากับ โรแนน ตัวร้ายในภาคนั้น ปีเตอร์ ควิลล์ ก็ยังท้าให้โรแนน ออกมาเต้นแข่งกับเขา จนมาถึงใน Avengers : Infinity War หลังจากปีเตอร์ ควิลล์ได้เจอกับ ธอร์ และธอร์บอกว่า “ไมนด์สโตน กับ ไทม์สโตน อยู่กับเหล่าอเวนเจอร์” ปีเตอร์ ควิลล์ ก็เลยถามทวนว่า อเวนเจอร์ส คือใคร? ธอร์ก็ตอบว่า “พวกเขาคือซูเปอร์ฮีโร่ทรงพลังที่คุ้มครองโลก” ถึงตรงนี้แมนทิส คงจะโดนปีเตอร์ ควิลล์ ปลูกฝังเรื่องราวเควิน เบคอนไว้มาก ก็เลยถามธอร์ “อเวนเจอร์นี่ก็เหมือนกับ เควิน เบคอน ใช่ไหม?
 

15. พลังของ reality Stone

ในฉากต่อสู้ที่ “โนแวร์” เมื่อแก๊ง การ์เดียน ออฟ เดอะ แกแล็กซี่ บุกไปถึง และพยายามจะชิง เรียลลิตี้ สโตน จากธานอส แต่แล้วธานอส ก็แสดงความสามารถของ เรียลลิตี้ สโตน ใส่แมนทิส และ แดรกซ์ พอโดนพลังยิงใส่ร่างแมนทิสก็กลายเป็นริบบิ้น ส่วนแดรกซ์ก็กลายเป็นอิฐก้อนสี่เหลี่ยม ในฉากนี้ถูกอ้างอิงมาจากหนังสือการ์ตูน แต่ในการ์ตูนคนที่โดนก็คือ เนบิลว่า และ สตาร์ฟอกซ์ (น้องชายของธานอส) ฉากนี้เป็นไอเดียของ รอน ลิม ผู้เขียน ซึ่งเขาน่าจะดีใจที่ได้เห็นไอเดียของเขาถูกนำมาใช้ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ด้วย
.

14. บัคกี้ บาร์น กลายเป็น ไวท์ วูลฟ์

ตั้งแต่ฉากโพสต์เครดิตใน Black Panther ได้เผยโฉมบัคกี้ บาร์น ที่ทีชัลล่านำมารักษาตัวที่วากันด้า , บัคกี้ บาร์น เดินออกมาจากกระท่อม แล้วเด็ก ๆ ก็เรียกเขาว่า “ไวท์วูล์ฟ” ฉายาใหม่ของบัคกี้ บาร์น นับว่าเป็นความประหลาดใจของแฟน ๆ มาร์เวล ที่ผู้สร้างตัดสินใจเปลี่ยนบัคกี้ บาร์น ให้เป็นไวท์ วูลฟ์ อีกหนึ่งซูเปอร์ฮีโร่แห่งวากันด้า เพราะในเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูน ไวท์ วูล์ฟ คือ “ฮันเตอร์” เด็กผิวขาวที่รอดชีวิตมาจากเหตุเครื่องบินตกใกล้กับเขตแดนวากันด้า แล้วกษัตริย์ทีชาก้า ก็รับมาดูแลรักษาในวากันด้า ฮันเตอร์เติบโตขึ้นมาและได้ฉายาว่า “ไวท์วูล์ฟ” เป็นผู้นำหน่วยตำรวจลับแห่งวากันด้า จนถึงรัชสมัยของกษัตริย์ทีชัลล่า ถึงได้ยกเลิกหน่วยตำรวจลับ และไวท์วูล์ฟก็กลายมาเป็นทหารรับจ้างแทน

13. ผู้ครอบครองค้อน “สตอร์มเบรคเกอร์”

สืบเนื่องจากเหตุการ์ใน Thor:Ragnarok เมื่อธอร์ต้องเสียค้อนและดวงตาไปให้กับเฮลา สานต่อมาถึงเรื่องราวใน Avengers : Infinity War เมื่อธอร์ตัดสินใจเดินทางไปดาว “นิดาเวลเลียร์” เพื่อตามหาหัวหน้าคนแคระ “อีทรี” ที่เหลือรอดเพียงคนเดียว หลังจากธานอสบุกมาสังหารเหล่าคนแคระช่างเหล็กเสียหมดสิ้น และธอร์ก็หว่านล้อมจนอีทรียอมตีค้อนสายฟ้าอันใหม่ที่ทรงพลัง สามารถต่อกรกับธานอสได้ และค้อนอันใหม่มีชื่อว่า “สตอร์มเบรคเกอร์” ที่ออกแบบให้มีลักษณะผสมกันของค้อนและขวาน อ้างอิงถึงฉบับการ์ตูน “สตอร์มเบรคเกอร์” เป็นค้อนที่อีทรีตีให้กับโอดิน แล้วโอดินก็มอบให้กับ “เบต้า เรย์ บิล” มนุษย์ต่างดาวที่เคยเอาชนะธอร์ได้ และได้รับมอบสตรอ์มเบรคเกอร์เป็นอาวุธคู่มือ
.

12. ตัวละครจากซีรีส์ฮิต Arrested Development แอบมาโผล่ในหนังด้วย

ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับหนังทุนสร้าง 300 ล้านเหรียญ อย่างAvengers : Infinity War พี่น้องรุสโซ ก็มาจากผู้กำกับหนังทีวีซีรีส์ เคยมีผลงานเป็นที่รู้จักอย่างเช่น Community , Happy Endings และ Arrested Development , ใน Captain America : Civil Warผู้กำกับ โจ และ แอนโธนีย์ ก็เคยแอบเอา “บลูธ”รถติดบันไดสำหรับผู้โดยสารขึ้นเครื่องบิน มาแอบไว้ในฉากต่อสู้ในสนามบินครั้งหนึ่งแล้ว พอมาถึง Avengers : Infinity War ก็มีคนสังเกตเห็น ดร.โทเบียส ฟันเก ตัวละครสำคัญจาก Arrested Development ในภาพลักษณ์ย้อมสีน้ำเงินทั้งตัว อยู่ในฉากที่โนแวร์ ขณะที่กาโมร่า กำลังแอบย่องไปหาธานอส
.

11. แผนการจากหนัง “Aliens”

ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เป็นเด็กหนุ่มที่ชื่นชอบหนังเก่ามาก และนำมันมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์คับขันได้ดี ในฉากที่ไอออนแมน และ สไปเดอร์แมน ขึ้นมาบนยานอวกาศเพื่อช่วย ดร.สเตรงจ์ เมื่อเขาใช้แผนการระเบิดผนังยานอวกาศให้เป็นรูแล้ว อีโบนี่ มอว์ ก็ถูกดูดออกไปในอวกาศนอกยาน เป็นแผนการเดียวกับในหนัง “Aliens”(1986) เมื่อริปลีย์ปลดแอร์ล็อค แล้วเอเลี่ยนตัวแม่ก็ถูกดูดออกไปนอกยานเช่นกัน
.

10. ชุดของกัปตันอเมริกา เริ่มจะคล้ายกับชุดของ Nomad

การปรากฏตัวในภาพลักษณ์ใหม่ของสตีฟ โรเจอร์ เริ่มทำให้แฟน ๆ เริ่มรู้สึกว่า กัปตันอเมริกา กำลังจะกลายเป็น Nomad ตามเนื้อหาในฉบับการ์ตูน “secret empire” เมื่อสตีฟ โรเจอร์ ค้นพบว่ามีองค์กรลึกลับชื่อว่า secret empire แทรกซึมอยู่ในรัฐบาล และพยายามจะขับเขาออกจากประเทศด้วยการปลอมแปลงข่าวหนังสือพิมพ์และข่าวทีวีป้ายสีให้กับปตันอเมริกา และเมื่อกัปตันสืบพบความจริงที่สุดช็อคก็คือประธานาธิบดีก็ยังเป็นพวก secret empire และยิงใส่เขา ทำให้กัปตันอเมริกาถอดใจ และประกาศตัวเองเป็น”คนที่ไรัสัญชาติ”
เปลี่ยนเครื่องแบบของตัวเอง ไม่มีสัญลักษณ์ของธงชาติอเมริกันอีกต่อไป และขนานนามตัวเองใหม่ว่า “Nomad” ซึ่งชุดของสตีฟ โรเจอร์ใน Avengers : Infinity War ก็เป็นชุดสีเข้มและไม่มีสัญลักษณ์ของธงชาติอเมริกันแล้ว และมีหลาย ๆ จุดที่ละม้ายคล้ายคลึงกับชุดของ Nomad แล้ว

9. อีโบนี่ มอว์ มาแทน เมฟิสโต

อีกหนึ่งตัวละครจากการ์ตูนที่ถูกสลับบทเมื่อมาเป็นภาพยนตร์ ก็คือ อีโบนี่ มอว์ สมุนเอกของธานอส ที่ทำหน้าที่แทน “เมฟิสโต” ในฉบับการ์ตูนนั้นเป็นตัวร้ายระดับจักรวาล เมฟิสโต ถูกแนะนำตัวในการ์ตูนซีรีส์ของ ซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ เป็นวายร้ายที่ปรารถนาจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของซิลเวอร์ เซิร์ฟเฟอร์ และคอยตามล่าเขาอยู่ ในหนังสือการ์ตูนตอน “Infinity Gauntlet”นัน เมฟิสโต ทำหน้าที่เป็นมือขวาของธานอส ในการรวบรวมอินฟินิตี้สโตนส์ แต่พอมาเป็นฉบับภาพยนตร์ บทของเมฟิสโตก็กลายเป็นอีโบนี่ มอว์ไปแทน แม้กระทั่งบทพูดที่เมฟิสโตเคยพูดไว้ในฉบับการ์ตูน ก็ยังคงกลายมาเป็นบทพูดเดียวกันของอีโบนี่ มอว์ ดังในประโยคที่กล่าวไว้ในตอนต้นเรื่อง “ข้าน้อยขอคารวะต่อเบื้องหน้าท่านราชันย์ผู้สูงศักดิ์” ในฉบับการ์ตูนนั้น เมฟิสโต ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์กว่าอีโบนี่ มอว์ มากมายนัก เขายอมเป็นข้ารับใช้แต่เป้าหมายจริง ๆ ของเมฟิสโต คือต้องการชิงถุงมืออัญมณีมาเป็นของตัวเอง

8. ชุด “Iron Spider Legs”

เป็นอีกหนึ่งชุดที่อ้างอิงตามฉบับการ์ตูน การได้สไปเดอร์แมน กลับมาร่วมในจักรวาลมาร์เวล ล้วนทำให้แฟน ๆ มาร์เวลตื่นเต้นที่จะได้เห็นการร่วมมือกันของ ไอออนแมน และ สไปเดอร์แมน ที่โทนี่ สตาร์ค เอื้อเฟื้อเทคโนโลยีของสตาร์คมาสร้างชุดใหม่ ๆ อันทรงพลังให้กับสไปเดอร์แมนมากมาย ในการ์ตูนนั้นเรียกชุดที่ได้จากสตาร์คว่า “ไอออนสไปเดอร์” เป็นชุดสีแดงและเงิน ส่วนในหนัง Civil War นั้นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ก็ได้ชุดเกราะ ไอออนสไปเดอร์ จากโทนี่ สตาร์ค แต่ก็ดูต่างจากหน้าตาที่เห็นในการ์ตูนมาก แต่พอมาถึง Avengers : Infinity War ก็เริ่มเข้าใกล้เนื้อหาในการ์ตุนล่ะ เมื่อสไปเดอร์แมนได้ชุดใหม่จากโทนี่ สตาร์ค คือชุดที่มีขาแมงมุมโรบอตออกมาจากด้านหลัง และเป็นชุดที่มีบทบาทมากในหนัง Avengers : Infinity War
.

7. มนตร์ ‘IMAGES OF IKONN’ 

หนึ่งในท่าไม้ตายของ ดร.สเตรนจ์ ก็คือ ‘IMAGES OF IKONN’ ที่เขาเอามาใช้สู้กับธานอส เพราะดร.สเตรนจ์ รู้ตัวดีเสมอว่าถ้าเขาเข้าใกล้ธานอส มีสิทธิ์พ่ายแพ้แน่นอน ดร.สเตรนจ์ จึงเลือกใช้ท่าไม้ตาย ‘IMAGES OF IKONN’ มันคือมนตร์แยกร่าง ที่สามารถสร้างร่างกีอปปี้ของ ดร.สเตรนจ์ ออกมามากมายนับไม่ถ้วน เพื่อทำให้ธานอสสับสนมีนงงแล้วก็จะใช้ร่างจริงเข้าโจมตี แรกเห็นดร.สเตรนจ์ ใช้มนตร์นี้ก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจ และอดเชียร์ไม่ได้ว่าธานอสจะต้องเสร็จแน่ แต่เอาเข้าจริงธานอส ที่มีอินฟินิตี้ สโตนส์ หลายดวงแล้วขณะนั้นก็มีพลังอำนาจมากพอที่จะทำลายมนตร์ ‘IMAGES OF IKONN’ ได้เพียงชัวพริบตา , ในหนังสือการ์ตูนนั้น ดร.สเตรงจ์ เริ่มใช้มนตร์นี้ใน Strange #42 ในตอนนั้น ดร.สเตรนจ์ใช้มนตร์นี้ต่อสู้กับมังกร แต่มังกรก็พ่นไฟใส่ทุกร่างก๊อปปี้ของดร.สเตรนจ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำลายมนตร์นี้ได้ง่ายดาย สรุปว่ามนตร์ ‘IMAGES OF IKONN’ นี่ดูเท่ แต่ใช้ไม่ค่อยได้ผลเลย
.

6. หม้อมนตร์มิติจักรวาล

อีกหนึ่งของศักดิ์สิทธิ์ของ ดร.สเตรนจ์ ที่โผล่มาแวบ ๆ ในตอนต้นเรื่อง เมื่อโทนี่ สตาร์ค ถูกเชิญตัวมาที่แมนชั่นศักดิ์สิทธิ์ เขาไปยืนเกาะหม้อขนาดใหญ่และยืดแข้งยืดขาเพราะเพิ่งวิ่งจ็อกกิ้งมา แล้วก็โดน ดร.สเตรนจ์ตีตักเตือนเข้าให้เหตุที่ไม่เคารพหม้อน้ำมนตร์ศักดิ์สิทธิ์
หม้อมนตร์มิติจักรวาล The Cauldron of the Cosmos นั้นเป็นอีกภาชนะศักดิ์สิทธิ์ของดร.สเตรนจ์ มีบทบาทสำคัญในหนังสือการ์ตูน ดร.สเตรนจ์ จะสามารถมองเห็นความเป็นไปในแต่ละเส้นทางเวลาหรือมิติคู่ขนานได้ เมื่อหม้อมนตร์มิติจักรวาลปรากฏมาบนจอภาพยนตร์แล้ว เราคงได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหม้อนี้ในเรื่องต่อ ๆ ไปของจักรวาลมาร์เวลเป็นแน่
.

5. การกลับมาของ เรด สกัลล์

เรด สกัลล์ เป็นผู้นำของกลุ่มไฮดรา แก๊งวายร้ายใน Captain America : The First Avenger(2011) ในตอนท้ายเรื่อง เรด สกัลล์ จับเทสเซอร์แรคต์ หรือ สเปซสโตน ด้วยมือเปล่า แต่แล้วก็รับพลังของอัญมณีไม่ไหว ถูกดูดหายไปในจักรวาลหายไป 7 ปี แล้วเรด สกัลล์ ก็มปรากฏตัวอย่างน่าประหลาดใจใน Avengers : Infinity War เมื่อเขากลายเป็นผู้อารักขาโซลสโตน อยู่บนดาววอร์เมีย และเป็นผู้คอยให้คำแนะนำแก่คนที่ต้องการมาตามหาโซลสโตน ซึ่งเราอาจจะได้เห็นการกลับมาของวายร้ายผู้นี้ ในเรื่องต่อ ๆ ไปของมาร์เวล เรด สกัลล์ ใน Captain America : The First Avenger(2011) รับบทโดย ฮิวโก้ วีฟวิ่ง ดาราเจ้าบทบาท แต่ใน Avengers : Infinity War ฮิวโก้ไม่กลับมารับบทเดิม บทเรด สกัลล์ ก็เลยตกเป็นของ รอสส์ มาร์ควอน หรือแฟน ๆ ซีรีส์ฮิต The Walking Dead จะคุ้นหน้าตาของเขาในบท “อารอน”
.

4. ภาพลักษณ์ใหม่ของวิชั่น

ในฉากที่ธานอสถอดไมนด์สโตน ออกจากหน้าผากของวิชั่น แล้วร่างของวิชั่นก็พลันซีดเผือดเหลือแต่เพียงสีขาว-เทา ภาพลักษณ์ของวิชั่นในร่างขาวนี้ ก็ตรงกับภาพลักษณ์ของวิชั่นในหนังสือการ์ตูนเช่นกัน ในตอน “Avengers West Coast” ที่ออกมาในช่วงปลายยุค 80s ต้น 90s วิชั่นโดนเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลจับตัวไป และถอดร่างเขาเป็นชิ้น ๆ แต่ภายหลังเมื่อร่างเขาโดนประกอบใหม่ วิชั่นก็อยู่ในสภาพขาวซีดทั้งตัว และอยู่ในภาพลักษณ์นี้ไปตลอด ในขณะที่เข้าร่วมทีมกับ Avengers West Coast
.

3. ธานอสกลายเป็นชาวนา

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คล้ายกับในหนังสือการ์ตูนคือฉากจบในหนัง ที่เราเห็นธานอสเดินออกมาจากกระท่อมมองวิวอันสวยงามเบื้องหน้า ด้วยสีหน้าท่าทางที่รู้สึกผ่อนคลาย กับภารกิจที่เพิ่งเสร็จสิ้น ในหนังสือการ์ตูน Infinity Gauntlet ธานอสก็ทำเช่นนี้ หลังดับสิ้นชีวิตไปครึ่งจักรวาล ธานอสก็ไปลงหลักปักฐานอยู่บนดาวไหนสักดวง แล้วเขาก็กลายเป็นชาวนาใช้ชีวิตสงบ ในขณะที่เหล่าอเวนเจอร์สที่ยังรอดชีวิตก็ร่วมมือกับ อดัม วอร์ลอค หาทางกู้คืนชีวิตที่ดับสูญไป
.

2. เอ’ลารส์ บิดาของธานอส

นี่คือชื่อใหม่ที่ไม่เคยถูกเอ่ยถึงมาก่อนในหนังมาร์เวล เมื่อธานอสและกาโมร่ามาถึงดาววอร์เมีย เรดสกัลล์ผู้ทำหน้าที่อารักขาประตู ก็ทักทายธานอสว่า “ธานอส บุตรของเอ’ลารส์” การที่ใส่ชื่อนี้เข้าไปในบท อาจจะมีความหมายแอบแฝงว่า เอ’ลารส์ อาจจะปรากฏขึ้นมาในหนังเรื่องต่อ ๆ ไปของมาร์เวลก็เป็นได้ เอ’ลารส์ ในการ์ตูนมีฉายาว่า “ท่านที่ปรึกษา” เขาเป็นมนุษย์อมตะ เป็นสายพันธุ์มนุษย์ทีทรงพลัง ส่วนแม่ของธานอสคือ “ซุย-ซาน” มีพื้นเพมาจากดวงจันทร์ เป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการสังเคราะห์พันธุกรรม ทั้งคู่ให้กำเนิดธานอส หนึ่งในสิ่งชั่วร้ายของจักรวาล ที่ทั้งคู่รู้สึกอับอายและพยายามยับยั้งการกระทำของธานอสมาตลอด ในหนังสือการ์ตูนนั้นธานอสสังหารพ่อแม่ของเขาไปแล้ว แต่ไม่แน่ในหนังเราอาจจะได้เห็น เอ’ลารส์ มาช่วยปราบธานอสก็เป็นได้
.

1. กัปตันมาร์เวล ความหวังของผู้กอบกู้สถานการณ์

ถ้าใครได้ดูฉากโพสต์เครดิต ก็จะได้เห็นว่าก่อน นิค ฟิวรี่ จะสูญสลายกลายเป็นเถ้าเขาได้ใช้เพจเจอร์เรียกตัวอีกหนึ่งซูเปอร์ฮีโร่ให้มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ร้าย และเพจเจอร์ที่ตกอยู่ก็ขึ้นเป็นโลโก้ของ “กัปตันมาร์เวล” ซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ของจักรวาลมาร์เวล ซึ่งล้วนสร้างคำถามน่าสงสัยว่าถ้าเธอเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีตัวตนอยู่นานแล้ว เธอไปแอบอยู่ที่ไหน แล้วทำไมนิคไม่พยายามติดต่อเธอก่อนหน้านี้ คำถามนี้อาจจะถูกทิ้งค้างไว้และไม่ได้รับคำตอบก็เป็นได้ ซึ่งหลาย ๆ คนก็น่าจะได้เห็นภาพโปรโมทไปแล้วกับ บรี ลาร์สัน ดาราดีกรีออสการ์นักแสดงนำหญิง ที่ได้สวมชุดกัปตันมาร์เวล เราจะได้เห็นหนังเดี่ยวของเธอในเดือนมีนาคม 2019 ก่อนหน้า Avengers 4 เพียงแค่ 2 เดือน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!