Connect with us

บทความวงการเกม

5 จุดในเกมแอ็คชั่นที่นันเซ้นส์ที่สุดใน 3 โลก

Published

on

นับวันเกมแอ็คชั่นเดินหน้ายิงสมัยนี้ยิ่งชูจุดขายเรื่องความสมจริง อินสุด ประมาณว่าได้สวมบู้ทลงไปลุยในสมรภูมิเองเลยนะตัว ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าภาพกราฟิกเอนจิ้นในเกมมันสวยเหมือนภาพถ่ายมากขึ้น เสียงเอฟเฟคต์ก็ฟังดูเหมือนของจริงมากขึ้น แถมมุมกล้องและเทคนิคการเล่าเรื่องก็ดูเนียนขึ้นอีก แต่ถ้าอยากให้เกมสมจริงจริงจริ๊งก็ช่วยกลับมาดูเรื่องง่าย ๆ อย่างระบบในเกมที่ยังดูไร้ตรรกะในโลกแห่งความจริงกันก่อนดีไหม? และต่อไปนี้คือ 5 จุดพิลึกที่พบได้เกลื่อนในเกมแนวแอ็คชั่นแต่ไม่เห็นจะเมคเซ้นส์เลยในชีวิตจริง จะแปลกจะเพี้ยนแค่ไหนไปดูกันเลย

อันดับ 5 ฆ่าคนเป็นร้อยไม่เห็นรู้สึกรู้สา

แน่นอนว่าเป็นเกมแอ็คชั่นทั้งทีก็ต้องมีศัตรูมาให้ผู้เล่นได้ยิงกันบ้าง แต่พอฆ่าโจรที่ดาเข้าหน้ามาเป็นคนที่ร้อย พระเอกของเราก็ควรจะตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูตัวเองบ้างว่า “นี่ตูเป็นพระเอกหรือเป็นอภิมหาฆาตกรต่อเนื่องกันแน่ฟะ?” เพราะคนปกติที่เป่าคนไปขนาดนี้คงสติแตกไปนานแล้ว ที่น่ากลัวกว่านั้นคือตัวเอกยังไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องนี้อีกต่างหาก แบบนี้เขาไม่เรียกว่าพระเอกหรอก มันคือปีศาจไร้หัวใจในร่างมนุษย์ชัด ๆ !

คุณสามารถพบตัวเอกลักษณะนี้ได้บ่อย ๆ ในเกมเดินหน้ายิงแนวทหารอย่างซีรี่ส์ Call of Duty ที่ยิ่งฆ่าเยอะเพื่อนยิ่งยกย่องว่าเป็นฮีโร่ซะงั้น หรือเกมแอ็คชั่นผจญภัย Uncharted ภาคแรก ๆ ที่พระเอกฆ่าคนเป็นผักปลาแล้วก็ตบมุกเล่นหัวหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น (อี Nate โรคจิต!) อย่างไรก็ตาม เราเห็นเกมใหม่ ๆ บางเกมพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการใช้เหตุการณ์ในเรื่องเป็นข้อแก้ต่างให้ตัวเอก อย่างเช่น เกม Spec-op: The Line ที่พระเอกทำไปเพราะสนองความบ้าสงคราม หรือ Tomb Raider ภาคปี 2013 ที่นางเอกจำต้องเชือดเพื่อให้ตัวเองรอด ซึ่งมันช่วยให้ตัวเอกในเกมดูมีมิติและยังทำให้เกมเมอร์อินกับเนื้อเรื่องได้มากขึ้นด้วย

อันดับ 4 ไม่ต้องกิน! ไม่ต้องนอน! ลุยแม่มไม่หยุด!

เรื่องนี้เห็นได้กราดเกลื่อนมากในเกมเดินหน้ายิงเกือบทุกเกม ตั้งแต่ต้นจนจบตัวเอกของเราออกบู๊ข้ามวันข้ามคืนโดยไม่ได้พัก ไม่ได้เข้าห้องน้ำ และไม่ได้แด๊กอะไรเลย แต่ก็ยังเดินเหินสะดวกยิงแม่นโคตรไม่เปลี่ยนแปร คือก็เข้าใจนะว่าไม่ได้กินไม่ได้นอน 2-3 วันคนเราก็ไม่ตายหรอก แต่การต้องวิ่งหลบกระสุนศัตรูตลอดเวลามันเหนื่อยนะเหวย ที่สำคัญกว่าคือหิวด้วย แม้กระนั้นนาย Gordon Freeman จากเกม Half-Life กลับวิ่งแหลกแจกกระสุนทั้งวี่ทั้งวันแบบนันสต๊อปได้ซะงั้น ซึ่งถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นคงเป็นลมเป็นแล้งไปนานแล้วล่ะ

เกมแนว RPG และ Survival หลายเกมได้พยายามมาอุดช่องโหว่ในเรื่องนี้ด้วยการเติมระบบกินข้าว กินน้ำ และการนอนพักเพื่อให้ตัวละครหายเหนื่อย สำหรับเกมแอ็คชั่นอาจจะไม่ต้องเล่นใหญ่ขนาดนั้น แค่มีฉากคัทซีนที่ตัวละครนั่งล้อมวงกินข้าวพูดคุยกันบ้างตามเนื้อเรื่องก็น่าจะเพียงพอแล้ว นอกจากมันจะช่วยให้ตัวเอกดูเป็นคนมากขึ้นแล้วมันยังช่วยเพิ่มความลึกให้ตัวละครในเกมได้ด้วยนะ

อันดับ 3 เทพปืนทุกกระบอกโดยไม่ต้องมีคนสอน

เคยสงสัยไหมว่าทำไมตัวเอกในเกมเดินยิงที่เป็นคนธรรมด๊าธรรมดาหรือทหารราบต๊อกต๋อยจึงคว้าปืนศัตรูมาใช้ได้ทันทีไม่มีสะดุด แถมยังรีโหลดกระสุนปืนได้อย่างไวไม่เคยพลาดอีก ที่งงไปว่านั้นคือในเกมที่มีเนื้อเรื่องแนวไซไฟหรือมีเอเลี่ยนมาเกี่ยวข้องอย่างซีรี่ส์ Half-life (อีกแล้ว) พระเอกของเราก็ดันเดินไปหยิบปืนต่างดาวที่ขยับดุ๊กดิ๊กได้เองมาสวมมือแล้วยิงได้หน้าตาเฉย คือเอ็งไม่กลัวปืนมันจะเขมือบมือตัวเองเรอะ? แล้วไปรู้ได้ยังไงเนี่ยว่าต้องเอานิ้วจิ้มตรงไหนมันถึงจะยิงให้?

หรืออย่างเกมตระกูล DOOM และ Wolfenstein ที่พระเอกไปหยิบปืนทดลองในแล็บมาใช้ได้เฉยเลย ไม่กลัวมันระเบิดใส่หน้าเหรอ? อย่างน้อยให้เกมมีฉากคั่นโชว์ให้เห็นหน่อยก็ได้ว่าพระเอกของเราใช้ปืนแปลก ๆ เป็นได้ยังไง แบบมีคนสอนหรือมีคู่มือใช้งานวางอยู่แถวนั้นก็ได้ ส่วนเรื่องการรีโหลดกระสุนก็ให้มันมีพลาดมีเติมช้ากว่าปกติบ้างก็ได้นะ อย่างเช่น เกม Gears of War และ Star Wars Battlefront ที่มีมินิเกมระหว่างเปลี่ยนแม็กกาซีนปืนให้เล่น ซึ่งมันทั้งช่วยเพิ่มความลุ่มลึกให้ระบบการเล่นและยังทำให้ตัวเอกดูเหมือนคนทั่วไปที่แม้จะเก่งแต่บางทีก็มีพลาดกันได้

อันดับ 2 แบกปืนเป็นตับ พอเปลี่ยนมาถือมีดดันวิ่งเร็วซะงั้น

ผู้ต้องหาในความลักลั่นข้อนี้ไม่ใช่เกมอื่นเกมไกล มันคือ Counter-Strike ที่พวกเราโจ้กันมาตั้งแต่วัยกระเตาะนั่นเอง คงจะจำกันได้ว่าเวลาเราซื้อปืนยิงช้างอย่าง 46 หรือปืนแรมโบ้หมายเลข 51 เมื่อไร ตัวละครของเราก็จะเดินช้าป็นเต่าคลานโดยพลัน แต่ทันใดที่คุณเปลี่ยนมาถือปืนพกหรือมีด คุณก็จะกลับมาวิ่งปรู๊ดประหนึ่งนักวิ่ง 4×100 ซะงั้น แม้แต่เด็กอนุบาลก็ยังคิดได้ว่ามันจะวิ่งเร็วขึ้นได้ไงฟะ? ก็ไอ้ปืนหนัก ๆ มันก็ยังแบกอยู่บนหลังเราไม่ใช่เรอะ?

ส่วนเรื่องแบกปืนเป็นกระบุงนี่เห็นได้เกลื่อนกราดมากในเกมแนวยิงแหลก อย่างเช่น Serious Sam Unreal หรือ GTA ประมาณว่าพระเอกคนเดียวแบกมันทั้งปืนพก ปืนลูกซอง ปืนกล ปืนบาซูก้า ปืนเลเซอร์ ฯลฯ คือชาติที่แล้วเกิดเป็นรถบรรทุกหรือไงถึงขนได้ขนดีขนาดนี้ อันที่จริงความเพี้ยนในจุดนี้แก้ได้ง่ายมาก เพียงแค่ให้ตัวละครผู้เล่นเลือกหิ้วปืนได้ทีละไม่เกิน 2 กระบอกอย่างในซีรี่ส์เกม Halo, Battlefield ก็พอ หยวน ๆ ให้แถมมีดติดตัวอีกเล่มนึงก็ได้ แล้วก็ช่วยทำให้ความเร็วในการวิ่งของตัวละครไม่แปรผันตามอาวุธในมือนะจ๊ะ น้ำหนักของสสารมันไม่หายไปจากโลกหรอกจ้ะ

อันดับ 1 ทนทายาดยิ่งกว่ากระจั๊วแถมเพิ่มเลือดได้เองอีก

ก็เข้าใจว่าเป็นพระเอกในเกมแอ็คชั่นทั้งทีมันก็ต้องมีฉากเจ็บตัวให้ดูแมน ๆ กันบ้าง แต่ถ้าถึงขั้นโดนมีดปักอกจนมิดด้าม (Modern Warfare 2) โดนลูกตระกั่วเจาะกบาล (Max Payne 2) เรือแตก ร่อนมาฟาดกับต้นไม้ ตามด้วยโดนเหล็กแหลมเสียบทะลุพุง (Tomb Raider) ไม่ว่าจะเป็นใครมันก็ต้องจองศาลาวัดกันแล้ว นี่ดันลุกขึ้นมาปัดฝุ่นสองสามทีแล้วเดินลุยต่อเฉยเลย ไม่ต้องนอนห้อง ICU ไม่ต้องทายา ติดพลาสเตอร์อะไรทั้งนั้น คือเอ็งยังเป็นคนอยู่จริงเรอะ??? นอกจากนี้ระบบฟื้นฟูพลังชีวิตได้เองสุดฮิตของเกม FPS สมัยนี้ก็ยิ่งทำให้ประเด็นนี้ดูพิลึกขึ้นไปอีก เพราะนอกจากตัวเอกจะอึดสัสรัสเซียแล้วแกยังเป็นมิวแต้นท์แบบเฮียวูล์ฟเวอรีนด้วย

เรื่องนี้เกมเมอร์ชอบนำมาล้อกันบ่อย ๆ จนช่วงหลัง ๆ ก็มีทีมพัฒนาเกมหลายทีมที่พยายามแก้ไขความไม่เนียนในจุดนี้ วิธีแรกคือที่พวกเขาใช้คือฆ่าตัวเอกทิ้งตามเนื้อเรื่องแม่มเลย อย่างเกม COD 4 ที่ให้ตัวละครหลักซึ่งอยู่ในรัศมีระเบิดนิวเคลียร์ซี้แหงแก๋ไปซะ วิธีที่สองคือแก้ที่ระบบพลังชีวิตในเกม อย่างเช่น ในเกม Battlefield ที่ทหารสามารถฟื้นพลังชีวิตได้เองนิดหน่อยเท่านั้น หากอยากกลับมาฟิตเต็มร้อยก็ต้องไปขอกล่องพยาบาลจากทหารคลาส Medic ดูเอาไว้เป็นเยี่ยงอย่างนะจ๊ะทีมพัฒนาเกมสายแอ็คชั่นทั้งหลาย ปรับนิด ๆ หน่อย ๆ แค่นี้ก็ทำให้พระเอกในเกมดูเป็นผู้เป็นคนได้แล้วล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Games

[Review] Assassin Creed’s Odyssey มหากาพย์ขนาดยักษ์ที่ใหญ่จนต้องอึ้ง ทึ่ง มึน!

Published

on

หลังจากที่ Ubisoft พยายามปรับภาพลักษณ์ซีรี่ส์ Assassin’s Creed ให้เป็นเกมแอ็คชั่นสวมบทบาทจากภาค Origins ทั้งแฟนหน้าเก่าและหน้าใหม่ของซีรี่ส์ก็เริ่มกลับมานิยมชมชอบมือสังหารในลุคใหม่นี้มากขึ้น ในปีนี้ทางทีมพัฒนาจึงตัดสินใจใช้ปรัชญา “เมื่อของเดิมมันดีอยู่แล้วจะไปเปลี่ยนมันหาพระแสงอะไร” แล้วเน้นต่อยอดของเดิมให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น และที่สำคัญคือขยายขนาดของมันให้ใหญ่โตมโหฬารมากกว่าเดิม โดยเปลี่ยนฉากหลังเป็นโลกยุคกรีกโบราณ โลกที่เต็มไปด้วยนักรบสปาร์ตันซิกแพ็คแน่น นักปรัชญาเคราเฟิ้มในผ้าคลุม และสัญลักษณ์แห่งทวยเทพกรีกกับปีศาจในตำนาน

ซึ่งเราพูดได้เต็มปากตอนนี้เลยว่า Odyssey คือเกม Assassin’s Creed ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพียงแต่ความใหญ่มากของมันก็เป็นดั่งดาบสองคมเล่มมหึมา คือใหญ่จนต้องอึ้งแต่ก็ทำให้ผู้ถือดาบเมื่อยแล้วทำหลุดมือมาฟาดกบาลตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่าแล้วก็มาถกกันแบบลงรายละเอียดกันเถิด เหล่าเกมเมอร์นักสู้และเกมเมอร์นักปราชญ์ทั้งหลาย

ขอต้อนรับสู่ปกรณัมกรีกสุดอลังการ

ใหญ่แค่ไหน… ถามใจเธอดู

จุดแรกที่เด่นกระแทกตาเกมเมอร์ทุกคนตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดเกมนี้ขึ้นมาก็คือขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของมันนี่แหละ เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อกับการใช้ฉากหลังเป็นมหากาพย์กรีกโบราณเสียจริง โดยเกมจะเล่าเรื่องราวการเดินทางสร้างชื่อเสียงของทหารรับจ้างสาว Kassandra หรือนักรบหนุ่มไร้นาย Alexios ผู้ออกตามหาสมาชิกในครอบครัวที่ต้องพลัดพรากกันแต่กาลก่อน และถึงแม้เนื้อเรื่องจะดำเนินเหมือนกันไม่ว่าคุณจะเลือกเล่นตัวเอกหญิงหรือตัวเอกชาย แต่ทั้งเสียงพากย์และบุคลิกของ Kassandra นั้นน่าสนใจกว่าพระเอกกล้ามบึ้ก ๆ ดาษ ๆ อย่าง Alexios เยอะ จนอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมทีมพัฒนาถึงไม่ใช้เธอเป็นตัวเอกขึ้นปกบนกล่องเกมแทนซะเลย

ครอบครัวสปาร์ตันก็มีโมเม้นท์ดราม่าเหมือนกันนะ

สำหรับเส้นเรื่องหลักก็ถือว่าสนุกน่าติดตามในระดับที่โอเค คือมีจุดหักมุมบ้าง มีอะไรมาให้เซอร์ไพรส์บ้างตามประสา แม้มันจะไม่ได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจนต้องยกขึ้นหิ้ง แต่การที่เกมให้ความสำคัญกับเรื่องราวของครอบครัวตัวเอกมากกว่าสงครามระหว่างสปาร์ตาและเอเทนก็ช่วยทำให้เนื้อเรื่องลุ่มลึกมากขึ้น นอกจากนี้จุดที่แฟนหน้าใหม่น่าจะชอบก็คือเนื้อเรื่องของ Odyssey ค่อนข้างเป็นเอกเทศน์จาก Assassin’s Creed ภาคอื่น ๆ ทั้งหมด แถมยังแทบไม่พูดถึงเรื่องราวไซไฟในโลกอนาคตระหว่างฝ่ายมือสังหารและเทมปลาร์เลยซักนิด

ออกไปเจอผู้คนหน้าใหม่ เช่น นักปราชญ์กวนทีนนามว่า Sokrates

ในทันทีที่คุณได้พา Kassandra หรือ Alexios ออกจากเกาะแรกเมื่อไหร่ คุณจะได้รู้ซึ้งกับตัวว่าแผนที่ในเกมนี้มันใหญ่ผิดคาดขนาดไหน เพราะนอกจากขนาดของแผนที่ในเกมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ซีรี่ส์นี้เคยทำออกมาแล้ว กิจกรรมที่มีให้ทำยังมีจำนวนมากมายมหาศาลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นภารกิจหลักตามเนื้อเรื่อง ภารกิจเสริมที่มาพร้อมกับเรื่องราวสั้น ๆ ที่น่าสนใจ จุดปีนชมวิวเพื่อเปิดตำแหน่ง Fast travel ถ้ำสมบัติและซากเรืออับปางให้ดำน้ำหาของ นักล่าค่าหัวที่เกมสุ่มมาให้คุณประมือเรื่อย ๆ ภารกิจอีเว้นท์จำกัดเวลา และอื่น ๆ อีกล้านแปดที่สาธยายเป็นชั่วโมงก็ไม่หมด ซึ่งกิจกรรมที่เยอะยิ่งกว่าเมืองไทยประกันชีวิตเหล่านี้จะถาโถมเข้ามาใส่คุณไม่ยั้งจนอาจทำให้เมาหมัดได้

สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

ความเยอะในจุดนี้อาจทำให้เกมเมอร์ที่ไม่ใช่สาย open-world หรือไม่เคยเล่น Assassin’s Creed มาก่อนยืนงง ๆ เหวอ ๆ เพราะไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี อย่างไรก็ดี หากคุณได้ลองงมไปซักสองสามชั่วโมงจนเริ่มจับจังหวะของเกมได้ คุณจะพบว่ามันไม่แย่อย่างที่คิด เพราะแทบทุกกิจกรรมบนแผนที่จะส่งผลกลับมาสู่ตัวละครของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณอาจจะได้รางวัลเป็น xp ตอนนั้นเลย ได้เห็นตัวละครที่เราไปทำอะไรให้ย้อนกลับมาให้เห็นหน้า หรือบางครั้งมันอาจส่งผลกระทบกับเนื้อเรื่องหลักโดยตรงก็เป็นได้

This is Sparta!

เป็นเกมยุคกรีกทั้งทีจะไม่มีฉากจาก “300“ ได้ไง

แน่นอนว่าเกิดเป็นสปาร์ตันในยุคกรีกโบราณทั้งที จะหลีกหนีการประดาบประลองหอกไปได้เยี่ยงไร โดยระบบการต่อสู้ในภาคนี้ยังคงอิงจากภาค Origins ที่เปลี่ยนจากการเน้นกดโจมตีสลับกับฟันสวนใน Assassin’s Creed ภาคก่อนหน้ามาเป็นการกดคอมโบฟันหนัก ฟันเบา หลบหลีก และปัดป้องให้ต่อเนื่องเหมือนในเกมแอ็คชั่น นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเลือกใช้อาวุธได้หลากหลายและยังมีท่าไม้ตายให้เลือกสรรเหมือนในเกมสวมบทบาท (RPG) ซึ่งในจุดนี้ Odyssey ได้ยกระดับตัวเองให้เป็นเกมแนวสวมบทบาทที่ฮาร์ดคอร์ยิ่งกว่าภาค Origins เสียอีก เรียกได้ว่าระบบฟาร์มเลเวล ฟาร์มของ ตีบวก มากันให้ครบ โดยการโจมตีแต่ละครั้งก็จะมีเลขดาเมจขึ้นให้เห็นและศัตรูทุกตัวจะมีระดับเลเวลแสดงให้เห็นอยู่บนหัว เมื่อใดที่คุณทำภารกิจสำเร็จหรือกำราบศัตรูได้คุณก็จะได้รางวัลค่าประสบการณ์ เงิน และแร่ธาตุในเกม ค่าประสบการณ์จะเอาไว้ใช้เพื่อการอัพเลเวลแล้วนำแต้มไปซื้อท่าไม้ตายสายนักธนู (Hunter) นักรบ (Warrior) หรือมือสังหาร (Assassin) ซึ่งจะช่วยกำหนดแนวทางการเล่นของคุณได้ ส่วนเงินก็เอาไว้ใช้ซื้อเกราะซื้ออาวุธมาใช้ และแร่ธาตุก็เอาไว้ตีบวกของบนตัวคุณให้ดีขึ้นอีกนั่นเอง

เมื่อเจอศัตรูมากกว่าหนึ่งตัว ความมั่วนิ่มก็บังเกิด

ต้องยอมรับว่าความลุ่มลึกและความหลากหลายที่เพิ่มเข้ามานั้นทำให้การประดาบกับศัตรูในเกมสนุกตื่นเต้นขึ้นมาก และยังทำให้ผู้เล่นคันไม้คันมืออยากเข้าไปจัดหนักกับนักล่าค่าหัวเลเวลสูง ๆเพื่อปล้นข้าวของมันมาใช้อยู่เป็นนิจ แต่ระบบต่อสู้ของ Odyssey ก็ยังไม่สนุกขั้นสุดเหมือนเกมแอ็คชั่นเต็มตัวอย่าง God of War หรือ Spider-man อยู่ดี เพราะยังมีจุดเก้ ๆ กัง ๆ เวลาที่เราสู้กับศัตรูมากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป เพราะพวกมันมักจะแห่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังและรุมตีนพร้อมกันจนคุณออกคอมโบอะไรไม่ได้เลย ซ้ำร้ายท่าปัดป้องการโจมตีก็ไม่ช่วยอะไรหากคุณโดนศัตรูจิ้มจากด้านหลัง

ฉากการต่อสู้ที่ควรจะดูเท่แบบในหนังเรื่อง 300 จึงต้องกลายเป็นการ์ตูน Tom & Jerry ที่คุณวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หันกลับมาจิ้มศัตรูฉึกสองฉึก แล้วก็วิ่งหนีต่อจนกว่าศัตรูจะหมดกลุ่ม เจอแบบนี้มันทำให้ตัวเอกดูกระจอกพิกล นอกจากนี้เอฟเฟ็คการเฉือนเนื้อเถือหนังศัตรูก็ยังดูเบาไปนิด ขาดความสะใจที่ทำให้ทุกการโจมตีดูมีน้ำหนักและรุนแรงถึงตายแบบขวานของ Kratos เรื่องพวกนี้อาจจะฟังดูเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อันที่จริงมันมีผลต่อความสนุกของเกมไม่ใช่เล่นเลยนะ

ป้าบเข้าให้!

อีกจุดหนึ่งที่น่าประหลาดสำหรับเกมซึ่งมีชื่อขึ้นต้นว่า “มือสังหาร” กลับเป็นระบบการลอบสังหารในเกมภาคนี้ที่ทำ ออกมาได้เก้ ๆ กัง ๆ ซะอย่างนั้น เนื่องจากระบบการระบุตำแหน่งและติดตามทัศนวิสัยของศัตรูช่างไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เล่นลอบเร้นเข้าไปหาเป้าหมายได้ง่าย ๆ เลย แถมการจะจิ้มหลังเป้าหมายให้ดับในทีเดียวได้ยังต้องพึ่งพาการอั้พเลเวล ไอเท็ม และการซื้อท่าพิเศษอีกพอสมควร ราวกับว่าเกมไม่ค่อยสนับสนุนให้ผู้เล่นสวมบทเป็นมือสังหารอย่างไรอย่างนั้น

โลกกรีกทั้งใบในมือคุณ

วันนี้ขี่ม้าไปก่อเรื่องอะไรดีน้าาา

จุดที่น่าทึ่งมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งใน Odyssey ก็คือการออกแบบฉากและภารกิจแทบทั้งหมดในเกมได้รับการออกแบบให้ผู้เล่นสามารถเลือกแนวทางการรับมือได้ตามแต่ใจต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการลอบเร้นเข้าไปขโมยของในค่ายโดยไม่ให้ใครเห็น การลอบเก็บศัตรูทีละตัวอย่างเงียบเชียบ หรือจะแกว่งดาบเข้าไปบู๊กับศัตรูตั้งแต่แรกเลยก็เชิญ

จุดนี้ให้ลองนึกถึงภารกิจตี Outpost ในเกม Far Cry แค่เปลี่ยนมาใช้ธนูกับดาบแทนปืนกลนั่นแล ซึ่งภารกิจที่เปิดกว้างและให้ความรู้สึกว่าคุณเป็นมือสังหารตัวจริงเสียงจริงมากที่สุดก็เห็นจะเป็นภารกิจล่าหัวสมาชิกลัทธิ Cult of Cosmos ที่คุณจะได้เจอช่วงกลางเกม โดยคุณจำเป็นต้องทำการบ้าน ออกสำรวจหาข้อมูล และพยายามเดาอย่างมีหลักการเพื่อเผยโฉมหน้าของเป้าหมายให้ได้ก่อน หลังจากหาตัวพบแล้วก็ต้องมากางแผนกันอีกว่าจะเข้าไปจิ้มหมอนี่ยังไงให้สะดวกโยธินที่สุด เพราะบางคนก็เลเวลสูงลิบแถมยังบู๊เก่งอีก บางคนก็ซุ่มอยู่หลังยามเป็นกองทัพ และบางคนก็ล่องเรืออยู่ท่ามกลางเรือบริวารเท่านั้น การให้ผู้เล่นได้คิดวิเคราะห์แล้วเลือกทางที่จะลุยเองตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้มันมอบทั้งความท้าทาย ความสนุกตื่นเต้น และมันยังทำให้ชัยชนะช่างหอมหวานยิ่งกว่าด่านไหน ๆ

แต่ถ้าก่อเรื่องมากไปก็จะโดนนักล่าค่าหัวไล่ตื้บนะจ๊ะ

นอกจากภารกิจที่เปิดกว้าง ระบบสังคมใน Odyssey ยังโต้ตอบกับการกระทำของผู้เล่นให้เห็นกันชัด ๆ หากคุณแอบจิ๊กข้าวของของตัวละคร NPC ในเกมบ่อย ๆ หรือไปอาละวาดใส่ทหารยามเมืองเอาสะใจ ผู้คนในละแวกนั้นก็จะเริ่มด่าทอคุณ วิ่งหนีคุณ หรือบางครั้งพวกเขาจะวิ่งไปหยิบอาวุธมาสู้กับคุณเลยทีเดียว ซึ่งหากคุณอาละวาดมากไปคุณก็จะโดนติดประกาศค่าหัว อันจะส่งผลให้บรรดานักล่าค่าหัวหลายแบบ หลากบุคลิก ที่เป็นเหมือนมินิบอสออกมาไล่กระทืบคุณด้วย

ผู้เล่นยังสามารถเข้าร่วมศึกระหว่างทัพ Spartan หรือ Athenian และบ่อนทำลายอิทธิพลของอีกชนชาติหนึ่งบนเกาะแต่ละแห่งได้ด้วย คุณอาจจะวิ่งไล่เสียบทหารชาติที่คุณไม่ชอบขี้หน้า ปล้นสะดม หรือตามเก็บผู้บัญชาการประจำป้อม ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอิทธิพลของชาตินั้นจะลดลงจนต่ำถึงขีดสุด จากนั้นค่อยเปิดศึกใหญ่เพื่อขับไล่ฝ่ายปรปักษ์ให้สิ้น ซึ่งหากคุณช่วยรบจนชนะ คุณก็จะได้เห็นทหารจากทัพที่คว้าชัยมาได้เข้ามายึดครองเกาะแห่งนั้นแทน ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เองที่ทำให้คุณรู้สึกว่าการกระทำของตัวเองส่งผลกระทบต่อโลกกรีกยุคโบราณจริง ๆ

ยุทธนาวีสไตล์ชนแหลกตามประสาสปาร์ตัน

ส่วนเกมเมอร์ผู้ใดที่เป็นแฟนสมรภูมิราชนาวีจากภาค Black Flag และ Rogue ก็น่าจะถูกใจกับระบบการต่อสู้ทางเรือที่กลับมาอย่างเต็มรูปแบบใน Odyssey แม้อาวุธบนเรือจะไม่ได้ทันสมัยอย่างภาค Black Flag แต่ก็มียุทโธปกรณ์ให้เลือกใช้ได้หลากหลาย ทั้งธนู หลาว และธนูไฟ ซึ่งศึกทางน้ำในยุคนี้ค่อนข้างเปลี่ยนอารมณ์จากเรือโจรสลัดยุคดินปืน มันเน้นการเข้าประชิดและใช้เรือดับเครื่องชนเป็นหลัก

นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเกณฑ์คนขึ้นเรือแล้วแต่งตั้งให้เป็นต้นหนเพื่อเพิ่มความสามารถพิเศษให้กับเรือได้ อย่างไรก็ตามการควบคุมเรือในยุทธศึกโบราณนั้นค่อนข้างยุ่งยากกว่าเรือโจรสลัดใน Black Flag พอสมควร เพราะวิธีการกดปาหลาวและใช้ไฟนั้นเรียกได้ว่างงไม่ใช่เล่น ซ้ำร้ายมันยังไม่มันส์สะใจเท่ากับการใช้ปืนใหญ่ดินดำอีกด้วย

ใหญ่ไปเป็นภัยแก่ตัว

เมืองใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องมีบั๊กตามซอกหลืบกันบ้าง

มาถึงจุดนี้คงไม่ต้องบอกกันอีกรอบแล้วว่าเกมภาค Odyssey มันใหญ่ยักษ์คับฟ้าขนาดไหน (เพราะพูดมาจนปากเปียกปากแฉะประมาณ 25 รอบได้) ซึ่งความใหญ่เกินงามของมันนี่แหละที่ทำให้เกมเมอร์ “เล่นจนเหนื่อย” เหนื่อยกับการวิ่งข้ามฉากเป็น 10 นาที เหนื่อยกับการจัดชุดเกราะและอาวุธใหม่ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง เหนื่อยกับการเก็บเลเวลเพื่อให้เก่งพอไปฟาดกับศัตรูในฉากได้ แถมจะเล่นแต่ละทีก็ต้องนั่งแช่ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยหากต้องการให้เนื้อเรื่องเดิน หากเป็นสายตอดวันละครึ่งชม. นี่รับประกันว่าไม่มีอะไรกระเตื้องแน่นวล

ซ้ำร้ายกิจกรรมที่มีมากมายเหลือคณานับก็ซ้ำกันเยอะแยะ และระบบเซฟเกมอัตโนมัติของเกมก็ไม่ได้เอื้อเฟื้อให้ผู้เล่นเท่าไหร่ หลายครั้งที่การสู้กับบอสยาก ๆ แทบตายจนชนะแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ดันถูกลูกระจ๊อกมันฟันตายหลังจากนั้นแป๊บนึงทำให้ต้องมาสู้ใหม่ทั้งหมดแต่แรก เจอแบบนี้มันยิ่งเหนื่อยนะเหวย ดังนั่นเราขอแนะนำให้คุณกด Quick Save บ่อย ๆ ไม่งั้นได้มีเขวี้ยงจอยกันแน่

สิ่งที่น่ากลัวกว่าลัทธิ Cult of Cosmos ก็คือการโหลดเกมนี่แหละ

สำหรับพระเอกชื่อดังประจำเกมยี่ห้อ Ubisoft นามว่า “บั๊ก” ก็ยังโผล่หน้ามาให้เห็นบ้างนาน ๆ ครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้แผลงฤทธิ์หนักขนาดทำให้เกมเจ๊งเล่นไม่ได้ แค่ทำให้ NC บางตัวนั่งเข้าไปในกำแพงบ้าง ศพศัตรูเด้งไปเด้งมาบ้าง ตัวละคร NPC ร่างหายไปกับสายลมบ้างก็เท่านั้น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีมพัฒนาว่าเก็บงานได้ดีสำหรับเกมสเกลบิ๊กเบิ้มขนาดนี้

แต่จุดที่น่าหน่ายใจที่สุดคือระยะเวลาในการโหลดเกมที่ค่อนข้างนานจนน่าหลับ (อย่างน้อยก็ในเครื่อง PS4 Pro) แถมเกมยังโหลดบ่อย สังเกตการณ์ผ่านนกอินทรีย์เสร็จก็โหลด เปิดเมนูแผนที่ขึ้นมาดูก็โหลด ที่สำคัญคือโหลดนานทุกครั้งที่ม่องเท่ง และคุณต้องตายบ่อยจนเบื่อแน่ ๆ ในช่วงต้นเกม นอกจากนี้ก็มีเกมค้างสองสามวินาทีบ้างในบางจุดเพราะโหลดไม่ทัน

ไม่น่าเชื่อว่าทะเลและระลอกคลื่นในกรีกโบราณจะสวยจับใจขนาดนี้

ส่วนงานภาพกราฟิกใน Odyssey ก็เรียกได้ว่าสวยดีแต่ไม่สวยสุด ความสวยงามของภาพมาจากงานออกแบบและการเล่นสีเป็นหลัก โดยเฉพาะภาพของน้ำทะเลและระลอกคลื่นกระทบชายฝั่งที่น่าทึ่งมาก สวยงามเหมือนทะเลจริงยิ่งกว่าหาดบางแสนซะอีก แต่ตัวกราฟิกเอนจิ้นนั้นค่อนข้างธรรมดาเนื่องจากรายละเอียดเท็กซ์เจอร์ที่จืดจางในหลาย ๆ จุด การแสดงออกทางสีหน้าหน้าท่าทางของตัวละครก็ยังดูแข็ง ๆ อนิเมชั่นก็ดูขัด ๆ ไม่ค่อยเนียน บางคนก็ทำท่าทางโอเวอร์แอ็คติ้งซะยังกับในละครน้ำเน่า ยิ่งเป็นฉากจีบ ๆ รัก ๆ ใคร่ ๆ นี่ไม่ต้องพูดถึง แข็งเป็นหินมากกกก จนดูน่าขนลุกเลยเจ้าข้าเอ๋ย

บทสรุปแห่ง Odyssey

โลกในเกมที่มีชีวิตชีวา และ AI ที่ชอบตีกันเองในยามว่าง…

Assassin’s Creed Odyssey มุ่งมั่นที่จะเป็นเกมที่ใหญ่ที่สุดโดยไม่มีการประนีประนอมถ่อมตัวใด ๆ อาจเป็นเพราะ Ubisoft วางแผนจะใช้เกมภาคนี้ต่ออีกหนึ่งปีด้วยการเพิ่มภาคเสริมเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งความยิ่งใหญ่เกินตัวที่ว่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างแบบช่วยไม่ได้ ดั่งมหากาพย์สุดอลังการที่ต้องมีช่วงยาวยืดน่าเบื่อปนอยู่บ้าง ดั่งบุฟเฟ่ต์ชั้นเลิศที่กินมากไปก็เริ่มไม่อร่อย และดั่งทริปเที่ยวตารางแน่นเอี้ยดที่ทำให้ความสนุกเริ่มกลายเป็นความเหนื่อย แม้กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังมอบประสบการณ์น่าประทับใจที่ควรค่าแก่การได้ลิ้มลองสักครั้ง หากคุณเป็นแฟน Assassin’s Creed ภาค Origins หรือกำลังมองหาเกมแอ็คชั่นผจญภัยใหญ่ ๆ ไว้นั่งเล่นยาว ๆ Odyssey ก็เป็นตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดนะขอรับ

*ต้องขอขอบคุณทีมงาน Ubisoft ที่ช่วยสนับสนุนโค้ดเกมสำหรับการรีวิวบนแพลตฟอร์ม Playstation 4 มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Games

[Review] Call of Duty: Black Ops 4 หวนคืนสู่เหย้า ซีรี่ส์เกมเดินหน้ายิงอันดับ 1 ของโลกกลับมาแล้ว !!

Published

on

ย้อนกลับไปในปี 2007 Call of Duty 4: Modern Warfare ได้ฉีกแนวทางของตัวเองจากการทำเกม FPS ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กลายมาเป็นสงครามในยุคปัจจุบัน ณ ตอนนั้น Story ของตัวเกมก็ยังไม่มีอะไรให้น่าจดจำมากสักเท่าไร นอกจากตัวละครอมตะอย่าง Captain John Price ที่โผล่มาตั้งแต่ภาคแรกของซีรี่ส์ ตัวเกมมาพร้อมกับระบบ Multiplayer ที่มีระบบล้ำยุคเป็นอย่างมาก จนทำให้เกมนี้ติดอันดับเกมที่มีผู้เล่นออนไลน์สูงที่สุดในโลก ณ เวลานั้นเลยทีเดียว (นึกถึง PUBG สมัยนี้)

ปี 2009 Call of Duty: Modern Warfare 2 ได้ตอกย้ำความสำเร็จของซีรี่ส์ไปอีกขั้น ด้วยยอดขาย 24 ชั่วโมงแรกที่ 4.7 ล้านชุดทั่วโลก ตัวเกมมาพร้อมกับ Story Mode ขั้นเทพ และมีฉากจบที่ข้างคาใจผู้เล่นทั่วโลก พร้อมกับระบบ Multiplayer ที่ปรับปรุงไปอีกขั้น ชื่อของ Call of Duty ได้กระจายออกไปกว้างมากยิ่งขึ้น สร้างฐานแฟนๆหน้าใหม่ได้ทั่วโลก และผู้คนต่างรอคอยการมาของ Modern Warfare 3 ที่จะมาเขย่าวงการเกมอีกครั้ง

จนกระทั่ง

Call of Duty: Black Ops วางขายปี 2010 ณ ตอนนั้นทั่วโลกได้ทุกหยุดเอาไว้ ด้วยยอดขายวันแรกที่ 5.6 ล้านชุด ตัวเกมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับ Modern Warfare 2 แต่ในภาคนี้ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Alex Mason ที่ถูกบังคับล้างสมอง และถูกส่งไปทำภารกิจลับ (ไม่ดีเท่าไร) จากคนระดับสูงของ CIA หรือที่เรียกที่ได้ว่า Black Operations อยู่ในยุค 60-70 อีกสิ่งนึงที่แตกต่างจากซีรี่ส์ Modern Warfare นั้นก็คือ ตัวเกมจะมีความดิบ เถื่อน และโหดขึ้นมาก

แน่นอนว่าตัวเกมก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีครับ ในปี 2012 Black Ops 2 ได้วางจำหน่าย ณ เวลานั้นตัวเกมต้องเจอกับมรสุมใหญ่อย่าง Battlefield 3 ที่ทำให้เกิดสงครามในโลกจริงๆ เช่นการตีกันระหว่างแฟนเกมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ Call of Duty ก็ยังมีจุดยืนของตัวเอง แต่ถึงแบบนั้นเอง ตัวเกมก็ยังโดนคำวิจารณ์จากหลายๆสื่อว่า ไม่มีการพัฒนาอะไรใหม่ๆเลยก็เถอะ

ตรงนี้เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า ทีมพัฒนาที่รับผิดชอบทำ Call of Duty นั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ทีมด้วยกัน ประกอบไปด้วย

  • Infinity Ward ( ทีมผู้ให้กำเนิดซีรี่ส์ 2003-ปัจจุบัน) : Modern Warfare, Ghosts, Infinite Warfare
  • Treyarch (2005–ปัจจุบัน) : World at War, Black Ops
  • Sledgehammer Games (2011-ปัจจุบัน) : Advanced Warfare, WWII

หลังจากนั้นก็มีสารพัด Call of Duty ออกมาวางขายให้เหล่าสาวกเสียตังกันหลายภาคจนนับไม่ถ้วน หลังจาก Black Ops 2 ซีรี่ส์นี้ก็พบเจอกับวิกฤตหลายอย่างมากมาย ที่ส่วนมากจะเป็นคำวิจารณ์ในแง่ลบ พร้อมกับกระแส Hater จากทั่วโลก เนื่องจากว่าตัวเกมออกวางขายรายปี แถมยังมีการนำเอาไปเปรียบเทียบกับเกมคู่แข่งอย่าง Battlefield อีกด้วย

“the disappointment”

Call of Duty: Black Ops 3 เปิดตัววางขายในปี 2015 นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมซีรี่ส์ Black Ops ได้ถูกวิจารณ์ไปในทางที่แย่ ซึ่งมันก็แย่จริงๆในทุกๆ ด้าน สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยที่สุด ก็น่าจะเป็นเนื้อเรื่องของเกม ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องอะไรกับ 2 ภาคแรก แถมยังมี Timeskip จากภาค 2 มากถึง 40 ปี ตัวเกมในโหมด Multiplayer และ Zombie ดันถูกวิจารณ์หนักกว่าเข้าไปอีก ทั้งเรื่องความสมดุลของอาวุธปืน การออกแบบฉากภายในเกมที่ทำออกมาได้แย่ ระบบ Micro-transaction ปลดล็อคปืน และฉากในโหมด Zombie ที่มีเพียงแค่ฉากเดียว (ที่เหลือก็ DLC) ยังไม่นับปัญหาของ Performance ในเวอร์ชั่น PC ที่แย่สุดๆอีกด้วย

จนตอนนี้ผ่านมา 3 ปีเต็มแล้วก็ถึงเวลาที่ Black Ops 4 จะกลับมา หลังจากปล่อยให้ทีมอื่นๆปล่อยของมาหลายปี Treyarch มีเวลามากถึง 3 ปีเต็มในการพัฒนาตัวเกมภาคใหม่ให้กลับมาเข้าสู่ยุค Next Gen อย่างแท้จริงกันสักที

และพวกเขาก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ


Black Ops.. IS Back !!


Call of Duty: Black Ops 4 เป็นเกม FPS วางจำหน่ายในแบบ Multi Platform หากเรานับแค่ตัวเลขของเกมภาคหลักๆ Black Ops 4 ถือเป็นภาคที่ 15 และตั้งแต่ซีรี่ส์ Call of Duty เปิดตัวมาในปี 2003 ปีนี้ก็ถือว่าครบรอบ 15 ปีพอดีครับ ตัวเกมในภาคนี้ได้ตัด Story Mode ที่เป็นเหมือนลายเซ็นหลักๆของตัวเกมออกไป เหลือไว้เพียงแค่ Multiplayer Mode, Zombie Mode, และแน่นอน Blackout Mode หรือ Battle Royale โหมดการเล่นที่เป็นกระแสหลักของเกมในยุคนี้ครับ

ในตอนแรกที่ตัวเกมประกาศออกมาว่า Black Ops 4 จะไม่มีโหมดเนื้อเรื่อง แต่จะเพิ่มโหมด Blackout เข้ามาแทน ผมเองที่ชอบภาค Black Ops มากที่สุดถึงกับสาปส่งตัวเกมตั้งแต่ยังไม่ได้วางจำหน่าย เพราะหลังจากที่ผิดหวังกับ Black Ops 3 ไป ตัวผมก็หมดหวังกับซีรี่ส์นี้อย่างจริงจังแล้ว สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยที่สุดก็คือการที่ตัวเกมมันดันใช้ชื่อ Black Ops ภาคที่ 4 แต่ไม่มี Story Mode ให้เล่นนี่ล่ะ (แล้วจะทำภาคต่อทำ….อะไร)

จนเมื่อผมได้ดูตัวอย่างเกมครั้งแรก ทันทีที่ได้ดูผมกลับรู้สึกชอบมันขึ้นมาซะงั้น ตัวเกมได้โชว์ให้เห็นถึง Gameplay รูปแบบใหม่ๆ ที่ยังคงความดั้งเดิมของ Call of Duty เอาไว้ โดยการเพิ่มระบบ Class Skill เข้ามา และเน้นการเล่นแบบ Team Work มากยิ่งขึ้น อีกทั้งสิ่งนึงที่ผมสังเกตได้เลยก็คือ การกระโดดไต่กำแพง หรืออาวุธปืนโคตร Hi-Tech มันหายไปแล้ว !!

สิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนๆเกมส่วนมากไม่ชอบ Call of Duty ยุคใหม่ๆ นั้นก็คือการที่ตัวเกมมันเล่นแต่ธีมโลกอนาคต ที่ผู้เล่นต่างกันใส่ชุดไอร่อนแมน มาพร้อมกับปืนอนาคตสุดล้ำที่ไม่ได้มีในชีวิตจริง และ Gameplay ที่เร็วซะจนมองไม่ทัน แฟนๆเกมยังคงโหยหาถึงบรรยากาศเดิมๆ แบบในภาค Modern Warfare 2 หรือบรรยากาศยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และ สงครามเย็น แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับตลอดหลายปีก็คือโลกอนาคตของ Call of Duty นี่ล่ะครับ

ใน Black Ops 4 นั้นตัวเกมจะย้อนเวลากลับไปในช่วงของ Timeskip 40 ปีระหว่าง Black Ops 2 และ Black Ops 3 โดยธีมภายในเกมนี้ก็จะเรียกว่าเป็นยุคอนาคตก็ได้ แต่ก็ไม่เวอร์วังถึงขนาดฝังชิบไว้ในหัว หรือมีแขนกลพิเศษฟังอยู่ในตัวอะไรแบบนั้น ตัวละครในเกมก็ยังคงเป็นทหารธรรมดาๆ ที่มีอุปกรณ์พิเศษสุด Hi-Tech ตามยุคนั้นแหล่ะครับ โดยในภาคนี้เราจะได้เห็นตัวละครจาก Black Ops 3 กลับมาร่วมแจมในสนามรบแบบครบเซ็ตอีกด้วย


Story Mode ??


ถึงแม้ว่าตัวเกมจะตัด Story Mode ออกไป ก็ใช่ว่าเกมนี้จะไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย ภายในเกมจะมีโหมด Specialist HQ ให้ได้เล่นกันเป็นตัวละครต่างๆภายในเกม โดยก่อนเริ่มและหลังจบภารกิจ เราก็จะได้ดู Cutscene ต่างๆ โดยไอ่เจ้า Cutscene พวกนี้แหล่ะ คือการเล่าเรื่องของ Black Ops 4 ครับ

ตัวเกมเปิดมาจะพูดถึง Savannah Mason ลูกสาวของ David Mason (ตัวละครหลักภาค 2) ที่เป็นลูกชายของ Alex Mason (ตัวละครหลักภาคแรก) ที่ได้จัดตั้งหน่วยรบพิเศษขึ้นมา และมีการฝึกผ่านเครื่องจำลองที่จะมี ตัวละครหลักอีกหนึ่งตัวอย่าง Woods (เวอร์ชั่นจำลอง) มาช่วยสอน Basic ให้กับเรา หรือเข้าใจง่ายๆ มันก็คือ Tutorial mode ดีๆนั้นเอง

จากการคำนวนของผมแล้ว ใน Black Ops 4 น่าอยู่ในช่วงเวลาหลักจากผ่านเหตุการณ์ในภาค 2 ประมาณ 20 กว่าปี และเป็นเหตุการณ์ก่อนภาค 3 20 กว่าปี แต่ถึงแบบนั้น ผมก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าทำไมตัวละครในโหมด Multiplayer ของ Black Ops 3 (ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก) มาโผล่ใน Black Ops 4 โดยดูเหมือนว่าจะกลายเป็นตัวละครของเนื้อเรื่องหลักไปแล้ว

และข้อมูลจาก wikia ก็แสดงให้เห็นว่าตัวละครจากภาค 3 นั้นเกิดในช่วงปี 2040 กันส่วนมาก แต่เหตุการณ์ใน Black Ops 2 คือช่วงปี 2025 และตัวละครใหม่ของ Black Ops 4 ก็เกิดในช่วงปี 2023 เข้าไปอีก จนถึงจุดนี้ผู้อ่านก็น่าจะงงกันบ้าง บางคนอาจจะงงเนื้อเรื่องภายในเกม หรือบางคนอาจจะงงสิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่ก็เป็นได้ครับ

แต่สิ่งที่น่าจะอธิบายได้ง่ายที่สุด ก็คือ Black Ops 3 อาจจะไม่ใช่เนื้อเรื่อง Canon หรือไม่ก็เป็นตัว Black Ops 4 เองที่ไม่ใช่ Canon เพราะอย่าลืมครับว่าใน Black Ops 2 มีฉากจบมากถึง 5 แบบ และก็ไม่มีการยืนยันอะไรจากปาก Treyarch เลยว่าแบบไหนคือ Canon Ending แต่การเปิดตัวของ Savannah Mason ลูกสาวของ David Mason นั้นก็อาจจะเป็นตัวบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างที่เรายังไม่รู้จนกว่าจะมี Black Ops 5 นั้นล่ะครับ


Multiplayer Mode


เป็นครั้งแรกของซีรี่ส์ ที่รื้อถอดระบบของตัวเกมออกมาทำใหม่ทั้งหมด แต่ยังคง Gunplay แบบเดิมๆเอาไว้ แต่ในภาคนี้จะไม่มีการ Regenerate Health อีกต่อไปแล้ว ใช่แล้วครับท่านอ่านไม่ผิด แต่ตัวเกมจะบังคับให้ผู้เล่นใช้ยาฉีดเพิ่มพลังชีวิตเองตลอดเวลา โดยมาในรูปแบบสกิลติดตัวที่สามารถกดใช้เมื่อไรก็ได้ และมี Cooldown ครับ

ในภาคนี้ตัวเกมจะเน้นการเล่นแบบ Teamwork มากยิ่งขึ้นเพราะฉะนั้นการที่จะเป็น One Man Show แบบในภาคก่อนๆ ก็อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไร ตัวเกมจะมี Specialists หรือตัวละครหลักๆ ให้ผู้เล่นเลือกก่อนเริ่ม Match โดยแต่ละตัวก็จะมีสกิลที่แตกต่างกันออกไป แต่การเลือก Specialists มาใช้ จะไม่เกี่ยวกับ Level ของผู้เล่น และไม่มี Loadout แยกออกไป สิ่งเดียวที่แตกต่างไปก็คือสกิล และรูปร่างหน้าตาของตัวละครนั้นล่ะครับ

หากเข้าใจกันง่ายๆ มันก็คือการนำเอา Overwatch มาผสมกับ Rainbow Six Siege นั้นแหล่ะครับ โดย Specialists ในเกมนี้จะมีความสามารถมากมายหลายแบบมาก แต่ละตัวก็จะมีสกิล Ultimate ประจำตัวด้วย เช่นอย่าง “Ruin” มีสกิลติดตัวคือ Grapple Gun และมีสกิล Ultimate อย่าง Grav Slam ที่กระโดดถล่มใส่พื้นสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

หรืออย่าง Ajax ที่มีสกิลติดตัวอย่างแรก คือระเบิด 9-Bang หรือก็คือ stun grenade เวอร์ชั่นอัพเกรด ที่ทำให้ศัตรูมีอาการมึนงงไม่สามารถทำอะไรได้ มาพร้อมกับสกิล Ultimate ที่ตัว Ajax จะกางโล่ Ballistic Shield ออกมาป้องกันการโจมตีทุกประเภท แถมยังติดตั้งปืน Machine Pistol เอาไว้ใช้งานขณะกางโล่อยู่อีกด้วย

โดยการทำงานของสกิลพวกนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัว Specialists นั้นๆครับ เช่นอย่าง Ruin ที่จะยิง Grapple Gun ได้บ่อยๆ เพราะมี Cooldown ค่อนข้างน้อย แต่ Ajax ก็จะปาระเบิด 9-Bang ไม่ได้บ่อยนัก เพราะมี Cooldown ค่อนข้างเยอะ ส่วนสกิล Ultimate ก็จะมีหลักการทำงานเหมือนเกม Overwatch ที่ถ้าผู้เล่นทำการ Action มากขึ้น หรือรอเวลาจนครบ สกิล Ultimate ก็จะปลดล็อคให้ใช้ได้ครับ

อย่างที่ผมได้บอกไปว่าภาคนี้จะไม่มีการ Regenerate Health เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีระบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะฟื้นฟูพลังชีวิตตัวเองไม่ได้เลย (ไม่ใช่ Counter Strike นะเออ) เริ่มต้นมาผู้เล่นจะมีพลังชีวิตที่ 150 สามารถใส่ชุดเกราะได้หากต้องการ เมื่อผู้เล่นโดนดาเมจไม่ว่าจากอะไรก็ตาม พลังชีวิตก็จะลดลงไปทันที แต่ผู้เล่นสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตจนเต็มได้ โดยการใช้ Stim Shot โดยจะมาในรูปแบบ Skill ติดตัวสำหรับทุกคน แน่นอนว่ามันมี Cooldown และ เมื่อใช้ Stim shot แล้ว พลังชีวิตก็จะค่อยๆฟื้นฟูเรื่อยๆจนเต็มภายในครั้งเดียว ไม่ว่าจะมีพลังชีวิตน้อยแค่ไหนก็ตามครับ

ตัวเกมยังมีระบบ Create a Class เหมือนเดิม เพราะอย่างที่ผมบอกไปว่าถึงแม้จะมี Specialists ให้เลือกเล่น แต่ Loadout ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้เล่นเองอยู่ดีว่าจะใช้อาวุธแบบไหน การปรับแต่ง Class ของตัวเองก็ยังคงเหมือนภาคก่อนๆ ที่ผู้เล่นสามารถใส่ของได้ 10 อย่างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นปืน ของแต่งปืน Perk ต่างๆ ทั้งหมดรวมกันได้ไม่เกิน 10 อย่าง

มาพูดถึงเรื่อง Gameplay และ Gunplay กันบ้าง ปกติแล้วซีรี่ส์ Call of Duty จะขึ้นชื่อเรื่องการ Action ที่รวดเร็วไม่อิงความสมจริง และยิ่งในภาคหลังๆ Gameplay ก็เร็วขึ้นมาก ราวกับเป็นสงครามระหว่างยอดมนุษย์ในชุดเกราะ สำหรับใน Black Ops 4 เอง ตัวเกมได้ตัดยอดมนุษย์เหล่านั้นออกไป เหลือไว้เพียงแค่ทหารธรรมดา ที่มีอุปกรณ์ Hi-Tech เท่านั้นเองครับ โดยจะให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ Black Ops 2

และอย่างที่ได้บอกไปว่าในภาคนี้ตัวเกมได้ตัดระบบ Regenerate Health ออก และบังคับให้ผู้เล่นกดใช้ Stim Shot ฟื้นฟูพลังชีวิตเอาเอง แถมยังมีสกิลตาม Specialists ต่างๆอีก ทำให้ Gameplay ไม่ได้รวดเร็วแบบภาคก่อนๆอย่างแน่นอนครับผม

ระบบ Scorestreaks หรือ Killstreaks ก็ยังคงอยู่เช่นเดิมไม่หายไปไหนครับ ในภาคนี้จะมี Streaks ให้ใช้ 15 แบบด้วยกัน อย่างพวก UAV, Hellstrom, Lightning Strike, Care Package, และอื่นๆอีกมาก

อีกสิ่งนึงที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือโหมดการเล่นครับ สำหรับ Black Ops 4 ดูเหมือนว่าทีมงานจงใจจะนำเอาโหมดใหม่ “Control” มาเป็นตัวชูโรง โดยจะมีการแบ่งทีมเป็น 5V5 ฝ่ายบุก และฝ่ายป้องกัน โดยที่ฝ่ายบุกต้องเข้าไปยึดต่ำแหน่ง A และ B ก่อนเวลาหรือแต้มเกิดหมด ระบบนี้จะคล้ายๆกับ โหมด Assault ของ Overwatch ครับ และก็ยังมีโหมดใหม่ “Heist” ที่อธิบายง่ายๆเลยมันก็คือการนำเอา Counter Strike มาใส่ใน Call of Duty นั้นล่ะ

แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ยังคงมีโหมดการเล่นดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็น Team Deathmatch, Kill Confirmed, Hardpoint, Domination มาพร้อมกับโหมด Hardcore ต่างๆ สิ่งนึงที่ผมชอบมากๆสำหรับเกมในภาคนี้คือการนำเอาด่านจากภาค 1 และ ภาค 2 มา Remake ใหม่ภาคละ 2 ด่าน และมีด่านดั้งเดิมใหม่ถึง 10 ด่าน และแน่นอนครับว่าการกลับมาของ Nuketown ที่จะเป็น Free Update ให้ผู้เล่นทุกคนเร็วๆนี้ครับ


Battle Royale


มาพูดถึงโหมด Blackout กันบ้าง ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นส่วนที่ผู้อ่านอยากรู้มากที่สุดแล้ว ก่อนที่ตัวเกมจะวางขาย โหมด Blackout ของ Black Ops 4 เคยเปิดให้เล่นฟรีในช่วง Open Beta มาแล้วครั้งนึง อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมยอม Pre-Order เกมนี้ ก็เป็นเพราะได้ลองเล่น Blackout Open Beta ตอนนั้นล่ะครับ เพราะมันทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากๆ

ก่อนที่เราจะเจาะลึกเข้าไปในโหมด Blackout ก่อนอื่นเรามาทำเข้าใจก่อนว่า Gamemode Battle Royale เอาเข้าจริงแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยสักนิด และการที่จะนำมันเอาเข้ามาไว้ในเกม Call of Duty ก็เป็นเรื่องง่ายมากๆอีกด้วย สิ่งที่ทีมงานต้องทำก็คือการออกแบบแผนที่ให้กว้างและสมดุลก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะในองค์ประกอบอื่นๆไม่ว่าจะเป็นตัวละคร อาวุธ มันก็เป็นส่วนหลักๆของการทำเกม Call of Duty อยู่แล้วนั้นล่ะครับ

Blackout มี Gameplay คล้ายๆกับเกม BR อื่นๆอย่างเช่น PUBG อยู่มาก นับตั้งแต่จับคู่หา Match เข้าห้อง รอที่ Lobby นับเวลาถอยหลังกระโดดร่ม เก็บอาวุธ เข้าสู่ Safe Zone เอาชีวิตรอดให้อยู่เป็นคนสุดท้าย แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากเกมอื่นๆ ก็คือตัวเกมได้ใส่ความเป็น “Call of Duty” เข้าไปครับ ไม่ว่าจะเป็น Gunplay ที่เป็นเอกลักษณ์ ระบบ Perk ที่มาเป็นรูปแบบ Item ให้ผู้เล่นได้ใช้งาน และสุดท้าย Zombie ที่โผล่มาเป็นศัตรูมือที่ 3 ในเกม

การใช้งาน Item และการจัดการช่องเก็บของ การบังคับตัวละครให้มีความลื่นไหล ถือว่าเป็นหัวใจหลักๆของเกมแนว BR เลยก็ว่าได้ และสำหรับ Blackout ก็ต้องบอกเลยว่ามันทำออกมาได้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ไม่ได้มี Action ที่รวดเร็วเหมือนในโหมด Multiplayer สักเท่าไร เพื่อความสมดุลของเกมครับ

การออกแบบแผนที่ ฉากภายในเกมก็ถือว่าทำออกมาได้ดีครับ รวมไปถึงเรื่องของยานพาหนะภายในเกมที่มีให้ขับหลายแบบ ตั้งแต่รถบรรทุก ATV ไปยันถึงเฮลิคอปเตอร์ !! และสิ่งนึงที่ต้องเอ่ยปากชมเลยก็คือ ตั้งแต่เริ่มเล่น Blackout มา ผมยังไม่เจอกับอาการ “เกลือ” หรือเข้าใจกันง่ายๆเลยก็คือไม่มีปืนให้ใช้ หรือหาปืนยาก ทันทีที่ลงถึงพื้นแบบเดียวที่เจอกันบ่อยๆตอนเล่น PUBG นั้นล่ะครับผม

พวกอุปกรณ์เสริมต่างๆอย่างพวกระเบิด ปืน Grapple Gun และอื่นๆสามารถติดตั้งใช้ได้ทีละอย่างเท่านั้น อันที่ไม่ได้ใช้ผู้เล่นก็ต้องเก็บไว้ในกระเป๋า พอจะเอามาใช้ก็แค่ติดตั้งไว้ในช่องอุปกรณ์พร้อมใช้งาน และกดปุ่มใช้งานได้ทันที จะแตกต่างจากพวก Item Perk ที่ผู้เล่นต้องเก็บไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา และกดใช้งานมันในกระเป๋าได้ทันทีไม่มีจำกัดชนิด และไม่จำกัดชิ้นครับ

เรื่องสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ Server และ Region ของเกมกันบ้าง ตัวเกมที่ผมเล่นเป็นเวอร์ชั่น PC โดยเกมนี้ได้วางจำหน่ายใน Battle.net ไม่ใช่ Steam แต่อย่างใด และอย่างที่ทราบกันว่า Bnet นั้นจะมีการแยก Region ให้ผู้เล่นก่อนเข้าเกมเป็น 3 ส่วนคือ US,EU,Asia สำหรับคนที่เกมของ Bnet อยู่แล้ว ก็จะรู้ว่าชาว SEA ส่วนใหญ่จะเลือก Region US ก่อนเข้าเกม ส่วน Asia นั้นก็จะเป็นคนเกาหลี จีน และ ญี่ปุ่นเสียมากกว่า

และใน Black Ops 4 เองก็เช่นกันที่มี Region ให้เลือกก่อนเข้าเกมครับ แน่นอนว่าผมก็เลือก US ไปปกติ และก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ เพราะต่อไปนี้ผมไม่ต้องมารับมือกับทัวร์จีนอีกต่อไป หรือไม่ก็เป็น Random Person ที่ไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษได้ ส่วนเรื่อง Ping นั้นก็ค่อนข้าง Random เช่นกันครับ เพราะว่าเกมนี้ได้ใช้ระบบ Dedicate Server ด้วยการที่ผมเลือก US ไปบางครั้งก็หลุดไปใน Server US บ้าง หรือมาใน SEA บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็เล่นได้ไม่มีปัญหาครับ


Zombie IX


มาถึงโหมดสุดท้ายของเกมอย่าง ZOMBIE กันบ้าง ในภาคนี้ตัวเกมเลือกโหมดนี้ว่า “IX” ครับ แถมภาคนี้ยังได้จัดเต็มกับโหมดนี้มากกว่าเดิม Skill Perk ใหม่ๆ แถมยังมีด่านเลือกเล่นเริ่มต้นให้มากถึง 3 ด่านด้วยกัน ไม่ต้องง้อ DLC อีกด้วย

ธีมหลักในโหมด Zombie ของเกมภาคนี้ก็คือ เทพเจ้านอร์ส และยุค 40-70 ครับ ระบบใหม่ที่ภูมิใจนำเสนอเลยก็คือ ระบบ Class เฉพาะเป็นครั้งแรกของโหมดนี้ ด้วยการที่Multiplayer มี Specialists โหมด Zombie เองก็ต้องมี Class กับเขาบ้าง ผู้เล่นจะสามารถเลือก Perk ประจำตัวต่างๆได้ โดยระบบนี้ต่อยอดมาจาก Black Ops 3 ครับ แต่ของเล่นใหม่ใน Black Ops 4 ก็คือ อาวุธพิเศษที่จะใช้ได้เมื่อ Cooldown พร้อมใช้งาน

โหมด Zombie ใน Black Ops 4 จะแยก Story ออกไปตามฉากต่างๆ โดยจะแบ่งเป็น 2 อย่างคือ Chaos Story และ Aether Story 

โดยสำหรับ Chaos Story ตัวเกมก็จะใช้ธีมเทพเจ้านอร์ส Perk ต่างๆก็จะสามารถชื้อได้ผ่านรูปปั้นเทพต่างๆในฉาก และผู้เล่นสามารถเลือกใช้อาวุธพิเศษต่างๆที่มีฐานมาจากเทพเจ้านอร์ส 4 อย่าง โดยที่แต่ละอย่างก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป เช่น Scepter of RA จะสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตให้เพื่อนได้ หรือ Hammer of Valhalla ที่จะสามารถปลดปล่อยพลังสายฟ้าได้อย่างในหนัง Thor นั้นเอง

สำหรับ Aether Story จะเป็นการเล่นธีมในยุค 40-70 โดยที่ Perk Skill ต่างๆก็ยังเหมือนเดิม แตกต่างที่ผู้เล่นต้องไปเลือกชื้อตามตู้เครื่องดืมภายในฉาก และสำหรับอาวุธพิเศษก็จะแตกต่างจาก Chaos Story อีกด้วยอย่างเช่น Overkill Mini-Gun ที่สามารถยิงลูกระเบิดได้ หรือ Path of Sorrows ดาบซามูไรที่ช่วยให้ผู้เล่นป้องกันการโจมตีได้ แถมยังเคลื่อนไหวได้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม

อาวุธพิเศษเหล่านี้จะสามารถ Upgrade ได้เรื่อยๆจากการนำมาใช้บ่อยๆใน Match ครับ สามารถ Upgrade ได้สูงสุดที่ระดับ 3 โดยอาวุธระดับ 3 นั้นต้องบอกเลยว่ามันโกงมาก ผู้เล่นสามารถเอาอาวุธพวกนี้ออกมาใช้ได้เรื่อยๆ แต่จะมีเวลาจำกัด และต้องรอ Cooldown หลังจากเวลาหมดแล้ว นอกจากนี้แล้วก็ยังมีพวก Equipment ต่างๆอย่าง Frag, Acid Bomb, Claymore โดยที่อุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้ได้เรื่อยๆไม่มีวันหมด แต่ต้องรอ Cooldown เช่นเดียวกับพวกอาวุธพิเศษนั้นล่ะครับ

ในภาคนี้ตัวเกมได้เพิ่มระบบน้ำยา Elixir เข้ามา หรือเข้าใจง่ายๆมันก็คือ Skill ที่ผู้เล่นจะกดใช้เมื่อไรก็ได้ โดยน้ำยาพวกนี้จะมีหลายรูปแบบ และติดตัวผู้เล่นมาตั้งแต่เริ่มเกม เราสามารถหาน้ำยาใหม่ๆได้จากการผสมน้ำยาผ่านหน้า Laboratory โดยการนำ Nebulium Plasma ที่ได้หลังจากการเล่นจบ มาผสมกันให้กลายเป็นน้ำยาระดับต่างๆไล่แต่ Common ถึง Epic เลยครับ ระบบนี้จริงๆแล้วก็ต่อยอดมาจาก GobbleGums ใน Black Ops 3 นั้นเอง

มาพูดถึง Gameplay กันบ้าง ก็ไม่มีอะไรต้องอธิบายให้มากสำหรับคนที่เคยเล่น หรือเป็นแฟนโหมดนี้อยู่แล้ว แต่สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ก็อาจจะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่การยิง Zombie ที่โผล่มาเป็น Wave เท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว Zombie Mode ใน Black Ops ค่อนข้างแตกต่างจากเกมอื่นๆที่มีอยู่ตามตลาดเยอะมากๆ อย่างแรกเลยก็คือระบบ Point ที่เอาไว้ชื้อปืนใหม่ๆตามฉาก หรือการสุ่มปืนผ่าน Mystery Box และเอาไว้เปิดประตูในฉาก เพื่อขยายพื้นที่ออกไป


Performance


เรื่อง Optimization กับเกม PC นั้นถือว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียวครับ สำหรับ Black Ops 4 นั้นในเวอร์ชั่น PC ตัวเกมได้จัดเต็มกับ Graphics Settings ชนิดที่ว่าผมเองยังตกใจว่ามันจำเป็นต้องเยอะขนาดนี้เลยหรือ สเป็คที่ผมใช้รีวิวครั้งนี้คือ Ryzen 5 1700 กับ GTX 1070Ti ผมตั้งค่าทุกอย่างให้อยู่ในระดับสูงสุดทั้งหมด เปิดการตั้งค่าทุกอย่างให้เป็น On ปิด Vsync และตั้ง Reader Resolution ไว้ที่ 115 ตัวเกมใช้ RAM การ์ดจอไปแค่ 3377MB และ Frame Rate ที่ได้ในตัวเกมสูงถึง 100-130FPS เลยทีเดียวครับ

แต่นั้นคือผลทดสอบในโหมด Multiplayer และโหมด Zombie แต่พอมาถึงโหมด Blackout Frame Rate ที่ได้นั้นตกลงมาอย่างเห็นได้ชัดเจนมาเหลือ 75-90 จนผมเองยังตกใจ แถมตัวเกมยังลดคุณภาพกราฟฟิกในโหมดนี้ลงมาอีกด้วย สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจน คือ Texture ในโหมด Blackout ที่ลดคุณภาพสุดๆ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะด้วยการที่แผนที่ใหญ่ขึ้นมา Object ต่างๆก็จะเยอะขึ้นตามไป และ Engine ของ Call of Duty เองก็ดูเหมือนจะไม่ได้ออกแบบมาสำหรับแผนที่ใหญ่ๆ ครับ

ส่วนต่อมาที่จะพูดถึงก็คือเรื่องเสียงภายในเกม Call of Duty ขึ้นชื่อเรื่องเสียงปืนห่วยแตกมานานหลายปี รวมไปถึงเสียงประกอบฉาก เสียงระเบิด และอื่นๆ อีกมากมายที่มันฟังดูเฉยๆ มาก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ไปแล้ว ใน Black Ops 4 เองก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เหล่านั้นเอาไว้ได้ดีเลยล่ะครับ แต่เสียงปืนในโหมด Blackout กลับให้ความรู้สึกถึงเดซิเบลที่มากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าปรับให้เข้ากับ BR ก็เป็นได้ หากรับได้กับเสียงปืนสุดเอกลักษณ์แล้ว ก็น่าจะผ่านข้อนี้ไปได้ครับ

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของซีรี่ส์นี้ก็คือ Server Online ของตัวเกม ที่ใน Console มักจะใช้ระบบ P2P เป็นหลัก และมันก็เป็นแบบนี้จริงๆมาหลายปีแล้ว ข้อดีของระบบนี้คือไม่ว่ายังไง Server ก็จะไม่มีวันตาย ตราบใดที่ยังมีคนเล่นอยู่ ส่วนข้อเสียก็มีเยอะมากกว่าข้อดีของมันเสียอีก แต่วันนี้เราจะมาพูดถึง Black Ops 4 ก็ขอแสดงความยินดีกับชาว PC Gamer ที่ในภาคนี้ตัวเกมได้ใช้ระบบ Dedicated Servers สำหรับชาว PC เท่านั้น

แต่สำหรับชาว Console ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะภาคนี้ก็ยังมีระบบ Dedicated Servers ช่วยในการจับคู่ แต่ถึงเวลาเล่นก็ยังเป็น P2P อยู่ดีครับ แต่ถึงแบบนั้นก็น่าจะอุ่นใจเรื่อง Ping ได้ เพราะการที่ตัวเกมจับคู่ผู้เล่นเข้าหากันตาม Region ของ Server นี่ล่ะ น่าจะทำให้การเล่นลื่นไหลขึ้นเยอะ


Back In Black


Black Ops 4 ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของตัวเองได้เป็นอย่างดี และนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีตั้งแต่ Black Ops 2 ที่ทำให้ผมรู้สึก Impress กับซีรี่ส์ Call of Duty และกลับไปอยู่ในวังวนของการ Hype ภาคต่อๆไปอีกครั้ง สำหรับแฟนๆเกมที่ต้องการบรรยากาศดั้งเดิม Since Modern Warfare เกมนี้ตอบโจทย์ได้อย่างดีเลยครับ ด้วยการธีมของตัวเกมไม่ได้เวอร์วังอยู่ในโลกอนาคตขนาดนั้น ทำให้ยังคงความดั้งเดิมเอาไว้ได้บ้าง

ถึงแม้ว่าตัวเกมจะตัดโหมดเนื้อเรื่องออกไป ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเกมนั้นดูแย่เลยสักนิดเดียว ในทางกลับกันมันกลับทำให้ทีมงานได้มีเวลาสร้างสรรค์โหมด Online ทุกๆอย่างให้มีความสดใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ตัวเกมได้มีการนำเอาตัวละครจากภาคเก่าๆทั้งหมดมาไว้ให้เลือกเล่นกันในโหมด Blackout เหมือนเป็นการ Service แฟนๆยุคเก่าส่วนนึง

แถมยังมีการนำเอาด่านของ Black Ops ภาคเก่าๆ (ยกเว้นภาค 3) มาใส่รวมๆกันไว้ให้เล่นทั้งโหมด Multiplayer และโหมด Zombie ก็เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆแล้ว สำหรับตัวผมแล้วนั้น Black Ops 4 มันก็คือ Call of Duty: Treyarch All-Star นั้นล่ะครับ และจนกว่าจะถึง Black Ops 5 ตระกูล Mason คงไม่จบง่ายๆแค่นี้แน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

หาคำตอบดีๆ เราเล่นเกมแล้วได้อะไร

Published

on

คุณเคยไหมที่กำลังนั่งเล่นเกมอย่างสนุกสนานอยู่ในบ้านในห้องอยู่ดีๆ ก็มีคนเดินมาถามคุณว่าเล่นเกมทั้งวันแบบนี้ได้อะไรบ้างรึเปล่า….? เจอถามแบบนี้เราก็คงไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดี เพราะถ้าเราจะพูดข้อดีของเกมออกไปว่า ได้การพักผ่อนได้ความสนุกเฮฮา คนเหล่านั้นคงจะฟังมาจนเบื่อและคิดว่ามันก็มีอยู่แค่นี้ เมื่อคิดได้แบบนั้นเราเลยไปค้นหาคำตอบดีๆที่น่าสนใจของการเล่นเกมมาบอกกัน เพื่อว่าคราวหน้ามีคนถามเราจะได้เอาสิ่งเหล่านี้มาบอกพวกคนเหล่านั้น จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

ด้เรียนรู้การเอาตัวรอดเมื่อโลกล่มสลาย

เมื่อพูดถึงโลกที่ล่มสลายแบบในหนังภัยพิบัติหรือในเกมต่างๆ เราอาจจะคิดว่ามันคือเรื่องไกลตัวที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเรา ที่จู่ๆ โลกจะมีซอมบี้หรือมนุษย์ต่างดาวบุกโลกจนมนษย์โลกตายไป จนเราต้องเอาตัวรอดแบบในเกมต่างๆมันเป็นไปได้ยาก แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งอย่างเหตุแผ่นไหว สึนามิ หรือสงครามที่คนซึ่งเล่นเกมแนวเอาตัวรอดบ่อยๆ จะเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดได้ดีกว่าคนที่ดูหนังแนวๆ นี้ เพราะเราในฐานะผู้เล่นเกมต้องควบคุมตัวละครในเกมให้ไปหาอาหารน้ำ แถมบางเกมเราก็ได้เรียนรู้การสร้างอาวุธการการจุดไฟอย่างเกม Ark Survival Evolved ที่ถ้าตัดไดโนเสาร์ออกไป นี่คือคือเกมแนวเอาตัวรอดเกมหนึ่ง หรือเกมอย่างเกม Don’t Starve Together ก็มีส่วนช่วยในการเรียนรู้ของเราในการเอาตัวรอด  หรือเกมที่เป็นตัวอย่างได้ดีที่สุดอย่างซีรีส์ Disaster Report ก็เป็นตัวอย่างชั้นดีในการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติที่นักเล่นเกมอย่างเราได้เรียนรู้

ได้พบอะไรที่แปลกใหม่ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ในโลก

แน่นอนว่าการเล่นเกมนั้นจะพาเราไปยังสถานที่ต่างๆมากมาย ทั้งดวงดาวที่เราไม่รู้จักต่างๆ ในเกม No Man’s Sky ได้ย้อนยุคไปสมัยยุคหินไปล่าสัตว์ใน Far Cry Primal หรือจะไปเที่ยวนรกไปสวรรค์ไปต่างประเทศก็สามารถทำได้ ซึ่งหลายที่นั้นก็ไม่ได้มีอยู่จริง แต่เมื่อเราได้เล่นเกมมันก็เหมือนเราได้ไปสถานที่นั้นจริงๆ ยิงเล่นด้วย VR ด้วยแล้วจะยิ่งสมจริงในการเดินทางจนรู้สึกเหมือนคุณได้ไปเที่ยวเองเลยทีเดียว

ฝึกความอดทนและวิธีแก้ไขปัญหา

แน่นอนว่าหลายเกมที่คุณเล่นนั้นต้องเป็นเกมที่เล่นยากผ่านยาก จนอาจจะทำให้คุณตายบ่อยจนแทบอยากเลิกเล่น แต่คุณกลับไม่ยอมแพ้และเล่นจนผ่าน ยิ่งเกม ‎Dark Souls ที่จัดเป็นเกมยากในการผ่าน คุณอาจจะต้องตายซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ในการตายแต่ละครั้งคุณจะได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเอง รวมถึงการมีสติมีความคิดในการแก้ไขจุดผิดพลาด และไม่ใช่เพียงแค่ ‎Dark Souls แต่เกมอื่นๆ ก็เช่นกัน และเชื่อรึเปล่าว่าคุณสามารถเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย เช่นการเรียนการทำงานที่เมื่อพลาดก็พยายามมีสติหาข้อผิดพลาดและแก้ไข เพราะเราเรียนรู้ว่าความหัวร้อนมันไม่ช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งคนที่เล่นเกมจะเข้าใจจุดนี้มากกว่าคนที่ไม่ได้เล่น

ได้การร่วมมือกันเป็นทีม

แน่นอนว่าในหลายๆ เกมโดยเฉพาะเกมแนวออนไลน์ เรามักจะต้องเล่นกันเป็นทีม ซึ่งส่วนมากแล้วเกมเมอร์อย่างเรามักจะนั่งเล่นคนเดียวในบ้าน แล้วใช้การค้นหาสมาชิกแบบสุ่มเอา มากกว่าจะชวนเพื่อนๆ ที่เรารู้จักชวนกันมาเล่นเกมนี้ ซึ่งสิ่งที่เราได้มาเกมเหล่านี้คือความสามัคคีในการร่วมมือกันทำงาน เช่นเกม Overwatch ที่ตัวละครในเกมจะแบ่งสายแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ซึ่งถ้าขาดใครไปสักคนหรือทีมไม่สมดุลก็จะทำให้ทีมแพ้ได้ หรือเกมดังสุดฮิตอย่าง Dota หรือ ROV ก็เช่นกันที่เราต้องเล่นกันเป็นทีมผสมผสานกัน จึงจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ เรียกว่าเป็นการฝึกการเข้าสังคมและเรียนรู้หน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี

ได้ฝึกยิงปืนและมีสติยามเกิดเหตุร้าย

แน่นอนว่าทุกบ้านในประเทศไทย คงไม่มีปืนติดบ้านหรือเราจะเอาไปยิงใคร แต่เรากำลังหมายถึงคนบางกลุ่มที่เขาเล่นเกมแนว FPS (แนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งซึ่งเห็นแค่ปืน) มากๆ จนมีทักษะในการยิงปืนที่มาจากการเล่นเกม จนไปรบกับพวก ISIS มาแล้ว โดยนายคนนี้มีชื่อว่า John Duttenhofer วัย 24 จากรัฐโคโลราโด เกมเมอร์ที่ยอมลาออกจากงานพนักงานบริการลูกค้า มาเป็นหน่วยพิทักษ์ประชาชนชาวเคิร์ด หรือ YPG ในเมือง Ragga ประเทศซีเรีย โดยเขาอาศัยทักษะจากการเล่นเกมจนสามารถยิงปืนได้แม่น แถมเขายังบอกว่าการเล่นเกมแนวๆอย่าง Call of Duty หรือ Counter-Strike ก็ช่วยฝึกทักษะให้เขามีสติเวลาเกิดเรื่องร้ายได้เป็นอย่างดี ซึ่งเราก็สามารถมีได้เวลามีโจรขึ้นบ้าน หรือไฟไหมเราจะได้มีสติในการเอาตัวรอด เพราะในเกมแนวนี้สติและความคิดที่รวดเร็วจะช่วยให้คุณชนะได้นั่นเอง

พบคู่รักหรือขอแต่งงานในเกม

เรื่องนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลายคู่ในต่างประเทศ อย่างการขอแต่งงานของหนุ่มที่ขอแฟนแต่งงานในเกม Spider-Man ที่แม้ต้นฉบับของคนที่ริเริ่มเกมนี้จะอกหัก เพราะก่อนที่เกมจะออกวางจำหน่าย แฟนของเขาได้ขอเลิกไปก่อน แต่ก็มีหนุ่มอีกคนที่มีแฟนชื่อนี้พอดี เขาเลยใช้ข้อความนี้ขอแต่งงานกับเธอและก็สำเร็จ และนอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีคู่เกมเมอร์ที่ได้พบกันในเกมและได้แต่งงานกันก็มีอยู่หลายคู่ เช่นคู่ของ Gary และ Kayleigh ที่ได้เจอกันในเกม Call of Duty Modern Warfare 2 ที่รู้จักกันเพราะนาย Gary ยิงใส่ Kayleigh บ่อย จนเธอข้อความไปบอกหนุ่ม Gary ว่า อย่างยิงฉันเลย จนชายหนุ่มรู้สึกผิดเลยแชทคุยกัน จนเกิดเป็นมิตรภาพจนนัดเจอกันและรักกัน กลายเป็นคู่รักที่รู้จักกันเพราะเกมของจริง

ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์

เมื่อพูดถึงข้อนี้เกมแรกที่เรามักจะคิดถึงเป็นเกมแรกๆ นั่นก็คือซีรีส์ Assassin’s Creed ที่มักจะอ้างอิงเรื่องราวจริงบุคคลจริงในประวัติศาสตร์มาเป็นการดำเนินเรื่อง ซึ่งเราจะได้เรียนรู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับความเป็นมาในประเทศต่างๆ ซึ่งหลายคนอาจจะบ่นว่านั่นมันเรื่องราวในต่างประเทศ เราจะรู้ไปทำไมและรู้แล้วได้อะไร ซึ่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นชาติใด ก็สามารถทำให้เราเข้าใจโลกเข้าใจในสิ่งต่างๆที่เรียกว่าความรู้ที่ยิ่งรู้มากก็ยิ่งดี เหมือนวลีที่ว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม และไม่ใช่แค่เกมต่างประเทศแต่เกมภาษาไทยที่ใช้ประวัติศาสตร์ไทยก็มีหลายเกม อย่างเกมตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ หรือเรื่องราวในเกมสามก๊กแบบต่างๆที่ให้เราเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ไม่ต่างกับในนิยายที่เราอ่านเลย จนมีวลีที่ว่าอ่านสามก๊กครบสามจบคบไม่ได้ ซึ่งการเล่นเกมก็ทำให้เราได้เรียนรู้ได้พอๆกับการอ่านเลยทีเดียว

ได้ท่องเที่ยวในสถานที่จริง

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า หัวข้อได้ท่องเที่ยวในสถานที่จริงอันนี้ กับหัวข้อด้านบนอย่างได้พบอะไรที่แปลกใหม่ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ในโลกนั้นมันคนละความหมายกัน เพราะหัวข้อนี้คือการเดินทางไปยังสถานที่จริงซึ่งเคยมีอยู่ หรืออาจจะเคยมีอยู่จริงเช่นเกม Assassin’s Creed  Origins ที่เราจะได้รู้ว่ากระชังเลี้ยงปลาหรือลอบดักปลาที่เราใช้นั้น ความจริงเรานำมาจากชาวอียิปต์โบราณที่ทำมาก่อน รวมถึงการเดินได้เล่นไปยังเมืองต่างๆ ในเกมหลายๆเกม ที่ทำออกมาได้สมจริงอย่างเกม Hitman ที่พาเราไปยังสถานที่จริงๆทั่วโลก หรือจะเป็นเมืองที่สร้างขึ้นมาเลียบของจริงใน GTAV หรือ Watch Dogs ก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้ไปสถานที่นั้นจริงๆเลยทีเดียว

เกมอาจนำพาความเดือนร้อนมาให้ได้เช่นกัน

ปิดท้ายด้วยข้อเสียกันบ้างเดี๋ยวจะว่าเราอวยเกมมากเกินไป หรือจะเรียกว่าเป็นการเตือนก็แล้วกัน สำหรับหลายคนที่เล่นเกมออนไลน์ แล้วต้องเจอเพื่อนมากมายหลายแบบ โดยเฉพาะคนไทยที่มักจะมีข่าวการทะเลาะกันเพราะเกมจนมีการต่อยตี ไปจนถึงขั้นฆ่ากันตายก็เคยมาแล้วในต่างประเทศ เช่นกรณีของนายแมทธิว วัย 28 ปีในรัฐแคลิฟอร์เนียที่โกรธเพราะเล่นเกมแพ้ และแม่ของเขาได้มาเตือน หนุ่มใจร้อนเลยคว้าปืนยิงแม่ตัวเอง หรือหลายกรณีที่เกิดจากการเล่นเกมมากเกินไปจนเสียชีวิตที่ในบ้านเราก็มีข่าวอยู่หลายครั้ง ซึ่งเราไม่ขอยกตัวอย่างก็แล้วกันเพื่อไม่เป็นการตอกย้ำผู้เสียชีวิต ซึ่งข้อนี้อยากจะเป็นการเตือนให้รู้ว่าเกมก็ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องดีๆเท่านั้น

เป็นอย่างไรกันบ้างกับสิ่งที่เราเอามานำเสนอ เอาไว้คราวหน้ามีคนมาถามเราจะได้มีข้อมูลเรื่องเหล่านี้ไปอ้างอิงได้ ว่าการเล่นเกมก็ให้สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี หรือใครจะเอาไปให้ผู้ปกครองได้อ่านจะได้เข้าใจว่าเกมก็มีมุมดีๆสิ่งดีเช่นกัน เพราะทุกอย่างในโลกนั้นมีทั้งสิ่งดีและไม่ดีขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาสิ่งไหนมาใช้มาคิดมาเป็นแนวทางมากกว่า ขอให้เล่นเกมให้สนุกและอย่างให้เกมเล่นเราจนสร้างความเดือนร้อนให้ตัวเองและผู้อื่นเป็นพอ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!