Connect with us

บทความ

คู่มือของขวัญส่งท้ายปี 2018 ฉบับเกมเมอร์! *New year gift guide (Gamers’ Edition!)

โฮ่ะ โฮ่ะ โฮ่ะ ช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วหลานเกมเมอร์เอ๋ย ซานต้าบ้าเกมคนนี้ขอให้ปีหน้าเกมเมอร์เจอเกมที่ถูกใจออกมาให้เล่นกันอย่างท่วมท้นจนหาเวลาเล่นไม่ทันนะ (แม้ปีนี้จะมีเกมดองเค็มเอาไว้เป็นตั้งแล้วก็ตาม) แน่นอนว่าช่วงหยุดยาวส่งท้ายปีแบบนี้ สิ่งที่เกมเมอร์อย่างพวกเราอยากได้นอกจากคำอวยพรดี ๆ ก็ต้องเป็นของขวัญปีใหม่ที่เกี่ยวกับเกมใช่ไหมล่ะ! จะเป็นของชิ้นใหญ่ ชิ้นกลาง หรือแค่ชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็สามารถทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้แล้ว

ดังนั้นวันนี้ซานต้าบ้าเกมจึงอยากจะมาแนะนำของขวัญเด็ด ๆ ให้สายพันธุ์เกมเมอร์กันหน่อย จะเอาไปซื้อให้เพื่อนเกมเมอร์ด้วย แฟนเกมเมอร์ หรือเกมเมอร์จะซื้อให้ตัวเองเป็นรางวัลชีวิตที่อุตส่าห์คืบคลานผ่านปีหฤโหดมาอีกหนึ่งปีแล้วก็ได้ และเนื่องจากเกมเมอร์นั้นมีหลายสปีชี่ส์ ดังนั้นในบทความนี้ซานต้าจะแบ่งประเภทของขวัญตามชนิดของเกมเมอร์แต่ละแบบนะ ว่าแล้วก็ไปแกะห่อของขวัญดูกันเลยดีกว่าเนาะ โฮ่ะ โฮ่ะ โฮ่ะ

เกมเมอร์สาย (อยากมา) คอนโซล

สำหรับเกมเมอร์ที่อยากจะกระโดดจากสายพีซีเกมมิ่งหรือโมบายเกมมิ่งกับมือถือมาสู่โลกแห่งเกมคอนโซลเป็นครั้งแรก ซานต้าขอแนะนำเครื่องเกม Playstation 4 Pro แพ็ค Bundle Red Dead Redemption 2 ของใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ให้ผู้ได้รับของขวัญเพลิดเพลินกับเกม Open World คาวบอยสุดเทพที่ทั้งภาพสวยและเล่นสนุกระดับว่าที่ Game of the Year 2018 หรือถ้าอยากมอบความพิเศษสุดแบบหาไม่ได้จากเครื่องเกมประเภทอื่นก็ลองชุด Limited Edition Marvel’s Spider-Man PS4 Pro Bundle ที่มาพร้อมกับเครื่องลายสวยและเกมฮีโร่ที่โคตะระสนุกสำหรับแฟน Marvel ที่น๊านนานจะมีซักเกม

แต่ถ้าอยากประหยัดลงมาซักนิดก็ลองเป็น PS4 Slim HITS BUNDLE ก็ได้นะ ในเซ็ตมาพร้อมกับ God of War สำหรับคอแอ็คชั่นที่ต้องการความมันส์ระห่ำในโลกแฟนตาซีสุดโหดที่เด็ดไม่น้อยหน้าสองเกมก่อนหน้า ถึงแม้ราคาของขวัญออพชั่นนี้จะแพงหูฉี่ แต่รับรองว่าใครได้ไปมีอันต้องกระโดดตัวลอยชนเพดานและมันคงจะเป็นช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ที่เขาจะจดจำไปอีกนาน… ว่าการโจ้เกมข้ามปีมันมีความสุขขนาดไหน (แต่ถ้างบไม่ถึงก็ซื้อแค่แผ่นเกม 3 เกมนี้ให้ก็ได้นะ เดี๋ยวเกมเมอร์ก็ไปขวนขวายหาเครื่องมาจนได้เองแหละ)

คุณพระ สิ้นปี PlayStation 4 มีลดราคาเหลือไม่ถึงหมื่น พร้อม 3 เกมเมพด้วย

ดาเมจต่อกระเป๋าตังค์: คริติคอล / เจ้าตายแล้ว (ประมาณ 9,990 – 17,990 บาท)

หาซื้อได้ที่: ร้าน Nadz, ร้าน Banana IT, ร้านเกมชั้น 4 MBK Center

 

เกมเมอร์สายเฮฮาปาร์ตี้

เกมเมอร์ที่ชอบเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ ก็ต้องอยากได้ปาร์ตี้เกมที่สนุกสนานบ้าบอเป็นพิเศษเวลาเล่นกันหลายคน และเกมของเครื่อง Nintendo Switch ก็ขึ้นชื่อเรื่องการโหวกเหวกโวยวายยามเล่นกับมิตรสหายอยู่แล้ว (รวมถึงขึ้นชื่อเรื่องการทำให้ด่ากันด้วย) หากเกมเมอร์และเพื่อนคนใดคนหนึ่งในคณะมีเครื่อง Switch ไว้ในครอบครอง ของขวัญอย่างเกม Overcooked 2 ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมหากคุณอยากให้เกมเมอร์และเพื่อนของเขาแตกคอ เอ้ย สมัครสมานกลมเกลียวกันเป็นพิเศษ เพราะเกมนี้เล่นด้วยกันได้ถึง 4 คนในเครื่องเดียวและต้องใช้การร่วมมืออย่างมีทีมเวิร์คหากต้องการจะผ่านครัวภารกิจสุดปวดหัวของมันไปได้ ซึ่งในระหว่างนั้รก็จะมีซาวน์แทร็คเป็นเสียงด่ากันรัว ๆ ประกอบไปด้วย

นอกจากนี้ก็มีเกม Super Smash Bros Ultimate สำหรับแก๊งเกมเมอร์ที่ชอบระบายอารมณ์ใส่เพื่อนด้วยเกมไฟท์ติ้งสไตล์มั่ว ๆ มันส์ ๆ เกม Super Mario Party สำหรับเกมเมอร์เบื่อง่ายที่อยากได้มินิเกมสนุก ๆ เอาไว้เล่นรัว ๆ หลายเกม สบถใส่กันได้หลายรูปแบบ และเกม Super Mario Kart 8 Deluxe ที่ให้ผองเพื่อนขับรถปาของใส่กันพร้อมทำบุญปล่อยสัตว์สารพัดประเภทจากปากผู้เล่น ดูภายนอกอาจจะเหมือนว่าคุณได้มอบของขวัญเป็นเครื่องมือทำลายมิตรภาพในกลุ่ม แต่จริง ๆ แล้วคณะเกมเมอร์เค้ากำลังสนุกอยู่นะเออ

ดาเมจต่อกระเป๋าตังค์: มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ (ประมาณ 1,590 – 1,890 บาท)

หาซื้อได้ที่: ร้านเกมแถวสยามและห้างสรรพสินค้าทั่วไป

 

เกมเมอร์สายย้อนวัย

ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเกมเมอร์สายเรโทรจริง ๆ เพราะบรรดาบริษัทเกมเจ้าใหญ่แห่ทำเครื่องเกมย้อนยุคออกมาขายใหม่ได้ไม่หยุดหย่อน ที่เด็ดที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นเจ้า Super Nintendo Classic Mini สีเทา ๆ ทรงโค้ง ๆ (โซนญี่ปุ่น) และ Super NES Classic Edition กล่องเหลี่ยม ๆ สีเทาม่วง (โซนอเมริกา) จากปู่นินที่เกมเมอร์วัยเก๋าน่าจะคุ้นตาพวกมันเป็นอย่างดี

นอกจากร่างใหม่ของเจ้าเครื่องเกม 2 ตัวนี้จะสวยเนี้ยบ ขนาดกระทัดรัด และมีจอยมาให้เล่นกับเพื่อนได้เลย 2 จอย พวกมันยังมาพร้อมกับเกมสนุก ๆ สุดคลาสสิกจากซีรี่ส์ในตำนานเพียบ เช่น Super Mario, Street Fighter, Contra, Zelda, Metroid, Donkey Kong ฯลฯ รวมแล้วมีมากกว่า 20 เกม เรียกได้ว่ามันเป็นของขวัญชั้นดีที่จะทำหน้าที่แหมือนไทม์แมชชีนพาเจ้าของกลับไปหาช่วงเวลาดี ๆ ในอดีต ให้เกมเมอร์ได้นั่งย้อนวัยอย่างสนุกสนานกับเพื่อนของเขาแถมยังไม่ทำร้ายกระเป๋าตังค์คุณจนเกินไปด้วย แต่ถ้าเขาเป็นสาวกเกม Sony ก็ลองมองหาเครื่อง Playstation Classic ดูก็ได้ พอเจอแล้วก็… กลับไปซื้อ Super Nintendo เหอะ เชื่อซานต้า จบนะ

ดาเมจต่อกระเป๋าตังค์: จุกกำลังดี (ประมาณ 3,390 – 3,590 บาท)

หาซื้อได้ที่: ร้าน Nadz, ร้านเกมชั้น 4 MBK Center, ร้านเกมใน Mega Plaza สะพานเหล็ก

 

เกมเมอร์สายแอ็คชั่นฟิกเกอร์

จริงอยู่ที่ของเล่นหรือหุ่นแอ็คชั่นฟิกเกอร์มันเอาไปทำอะไรไม่ค่อยได้หรอก อย่างมากก็เอามาจับ ๆ ดัด ๆ เปลี่ยนท่าโพสต์ตั้งโชว์เฉลี่ยปีละครั้งแล้วก็ปล่อยให้มันยืนฝุ่นเกาะต่อไป แต่คุณค่าทางใจมันเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้! (เรอะ?) เพราะการได้เห็นฮีโร่ในเกมโปรดออกมาเป็นตัวเป็นตน จับต้องได้ ลูบไล้ได้ (???) มันให้ความฟินอย่างบอกไม่ถูกจริง ๆ นะ ที่สำคัญการได้ของขวัญเป็นหุ่นพวกนี้ยังช่วยมอบความรู้สึกสนุกและตื่นเต้นแบบในวัยเด็กด้วย

สำหรับแบรนด์แอ็คชั่นฟิกเกอร์เกมที่ซานต้าบ้าเกมอยากแนะนำยี่ห้อแรกก็คือ NECA เพราะราคาไม่แพง งานละเอียด และหาไม่ค่อยยาก เหมาะกับแฟน Kratos จากเกม God of War นาย Nate จากเกม Uncharted 4 หรือแม้แต่แฟน Crash จากเกม Crash Bandicoot ก็ยังมีหุ่นให้สะสม นอกจากนี้ NECA ยังมีของใหญ่อย่างหมวก Masterchief จากเกม Halo ขนาดเท่าของจริงอีกด้วย

อีกหนึ่งยี่ห้อที่น่าจัดให้เป็นของขวัญก็คือ McFarlane เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ชอบหุ่นตั้งโชว์สีสวย ๆ แม้ราคาจะสูงกว่าและแอบหายากกว่า NECA แต่คุณภาพงานก็ดีกว่าและมีฟิกเกอร์จากเกมมากมายให้เลือกสรร ตั้งแต่ Fortnite, NBA2K, CoD, Destiny ฯลฯ แม้แต่อีตุ๊กตาผีจากเกม Five Nights at Freddy’s ยังมีเลยคิดดู ข้อควรระวังคือหากคุณเริ่มซื้อหุ่นแอ็คชั่นฟิกเกอร์ให้เกมเมอร์เมื่อไหร่ อีกไม่นานเจ้าหุ่นตัวนั้นจะมีเพื่อนโผล่เข้ามามากมายอย่างหาสาเหตุไม่ได้ กว่าเกมเมอร์จะรู้ตัวก็มักจะสายไปซะแล้ว…

ดาเมจต่อกระเป๋าตังค์: เจ็บนิด ๆ นะ แสบนิด ๆ นะ (ประมาณ 900 – 2,000 บาท)

หาซื้อได้ที่: ร้านของเล่นใน Mega Plaza สะพานเหล็ก, อาคาร Always One Plaza, สั่งซื้อออนไลน์

 

เกมเมอร์สายบอร์ดเกม

โลกของเกมนั้นช่างกว้างใหญ่นัก ลองให้เกมเมอร์กระโดดจากจอทีวีมาเล่นอะนาล็อกเกมด้วยของขวัญปีใหม่เป็นบอร์ดเกมสนุก ๆ ดูสิ หากคุณไม่ได้มีเงินถุงเงินถังและอยากให้เกมเมอร์กับผองเพื่อนของเขาได้มีเกมมิ่งไนท์มันส์ ๆ แบบง่าย ๆ ลองจัดบอร์ดเกมคลาสสิกขนาดย่อมเยาอย่างเกมไพ่ Werewolf, Coup หรือ Love Letter ให้เลย

เกมไพ่สายบลัฟพวกนี้มีกฎการเล่นที่เรียบง่ายชนิดที่ว่าเล่นกันเกมเดียวก็เป็นแล้ว มีให้เลือกทั้งแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และที่สำคัญที่สุดคือมันเป็นเกมแหกปากโวยวายที่มันส์มาก ส่งเสริมทักษะการปลิ้นปล้อนรวมถึงการด่าทับถมเพื่อนได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าคุณมีงบมากขึ้นมาหน่อยและอยากจัดบอร์ดเกมไซส์บิ๊กให้เกมเมอร์กับเพื่อน ๆ สายฮาร์ดคอร์ของพวกเขา ซานต้าขอแนะนำบอร์ดเกม Co-op นามว่า Mansion of Madness สำหรับสายหนังผี หรือ Star Wars Imperial Assault สำหรับสาย Force จริงอยู่ที่วิธีเล่นสองเกมนี้ซับซ้อนไม่ใช่เล่นจนต้องนอนอ่านกฎกันก่อนซักคืนนึง แต่รับประกันว่าเกมเมอร์จะต้องร้องโอ้โหอ้าหาไปกับฉากสวย ๆ และหุ่นฟิกเกอร์งาม ๆ ที่ถูกอัดมาในกล่อง นอกจากนี้ทั้งสองเกมยังเล่นคู่กับ App เฉพาะตัวของมันเองได้ และแล้วเวลาในชีวิตของเกมเมอร์พร้อมสหายก็จะเลือนหายไปในเรื่องราวการผจญภัยสุดตื่นเต้นอันยาวนาน อ้อ อย่าลืมเตือนพวกเขาให้ไปกินข้าวอาบน้ำด้วยล่ะ

 

ดาเมจต่อกระเป๋าตังค์: หมัดแย็บเบา ๆ ไปจนถึงอัปเปอร์คัท (ประมาณ 600 – 4,000 บาท)

หาซื้อได้ที่: ร้าน Battlefield Bangkok, ร้านบอร์ดเกมทั่วไป, สั่งซื้อออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของร้านบอร์ดเกม

 

เกมเมอร์สาย Steam

 

ซานต้าขอฟันธงตรงนี้เลยว่าเกมเมอร์สายพีซี (เดอะมาสเตอร์เรซ) 9 ใน 10 คนต้องมีโปรแกรม Steam ติดตั้งอยู่ในเครื่องชัวร์ และจะมีของขวัญอะไรที่เหมาะเจาะกับเกมเมอร์ไปมากกว่าเกมสนุก ๆ บน Steam ล่ะจริงไหม สำหรับให้เกมเป็นของขวัญผ่าน Steam นั้นหมูมาก เพียงแค่กด Purchase as a gift แล้วก็ใส่ไอดี Steam ของผู้โชคดีที่จะได้รับของขวัญลงไปก็เป็นอันเรียบร้อย

หากคุณอยากมอบของขวัญเป็นเกมใหม่ ๆ ใน Steam ที่เกมเมอร์น่าจะยังไม่มี (และราคาไม่โหดเหี้ยมเกินไป) ซานต้าขอแนะนำให้กดเกม Sunset Overdrive เลย เจ้านี่คือเกมแอ็คชั่นสุดคูลจากเครื่อง Xbox One ที่เหมาะแก่การเล่นเพลิน ๆ ช่วงวันหยุดยาวเป็นอย่างยิ่ง

หรือหากเป็นเกมเมอร์สาย RPG ก็จัด Thronebreaker: The Witcher Tales ให่ไปเลย เกมนี้มาพร้อมกับเนื้อเรื่องสุดเข้มข้นแถมระบบการต่อสู้ที่เป็นการ์ดเกมยังแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครด้วย ส่วนอีกเกมที่น่าจัดไม่แพ้กันก็คือ Mutant Year Zero: Road to Eden เกมวางแผนผลัดตาเล่นที่มาพร้อมกับเนื้อเรื่องและตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์ น่าโดนมากสำหรับแฟนเกม RTS ที่ชอบทักษะสายบุ๋นมากกว่าสายบู๊

แต่ถ้าทั้งคุณและเกมเมอร์ผู้ได้รับของขวัญเป็นคอเกม co-op ทั้งคู่ ขอแนะนำเกม Borderlands Game of the Year, The Division หรือ Shadow Warrior 2 เลือกมาซักเกมนึงใน 3 เกมนี้ที่คุณยังไม่เคยโจ้โหมดเนื้อเรื่องด้วยกันมาก่อน รับรองว่าได้ยิงกันมันส์ข้ามปี

ดาเมจต่อกระเป๋าตังค์: คัน ๆ ขำๆ (ประมาณ 359 – 990 บาท อาจจะถูกกว่านี้ได้หาก Steam ลดกระหน่ำวินเทอร์เซลล์)

หาซื้อได้ที่: หน้า Store ของ Steam

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

C internet BY CAT ให้คุณเลือก “เน็ตแรง” ได้ “ทั้งวัน” “ทั้งคืน”

Published

on

ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตหลากหลายค่ายก็เริ่มแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุก ๆ คน บ้างก็เน็ตราคาเบาที่ได้ความแรงพอประมาณ หรือหากแรงแบบจัดเต็ม แต่ราคาก็แรงตามไปด้วย แต่บางคนก็คงคิดว่า เน็ตแรง ๆ มีไว้ทำอะไร? แค่เท่าที่ใช้อยู่ก็ดีพอแล้ว วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ

เน็ตฯ แรง ทำอะไรได้บ้าง?

  • เกมเมอร์สายสตรีมมิ่ง (Streaming) ต้องการเน็ตที่มีขา Upload สูง ๆ เพื่อให้การส่งภาพไปยังอินเตอร์เน็ตมีความเสถียรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น YouTube Twitch หรือแม้แต่ Facebook Gaming ก็กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
  • คนค้าขายออนไลน์สมัยนี้ก็ใช้การ Live สดบน Social Media เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย ถ้าเน็ตแรง ๆ ภาพชัด ๆ ก็สามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี
  • คนชอบดูหนัง โดยเฉพาะการรับชมผ่าน NetFlix iFlix หรือ Video Provider เจ้าอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถรับชมคุณภาพระดับ 4K ได้ ถ้าเน็ตฯ คุณไม่แรงพอ หนังก็จะกระตุก ทำให้อารมณ์ของเราสะดุดไปด้วย
  • คนทำงานด้านต่าง ๆ ที่ต้องมีการรับ / ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ ถ้าเน็ตแรงไม่พอ กว่าจะส่งงาน รับงาน อาจจะชักช้าไม่ทันการได้

เรียกได้ว่าไลฟ์สไตล์ยุคใหม่นี้ต้องการพลังความเร็วของอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งสำคัญนอกเหนือจากความแรง คือความเสถียรที่ดีบนอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ ออฟติค แท้ 100% และจะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถเลือกช่วงเวลา “เน็ตแรง” ในราคาที่ “เบาสุด ๆ” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราได้ แบไต๋ขอแนะนำ C internet BY CAT อีกหนึ่งทางเลือกของการเล่นเน็ตในรูปแบบแพ็คเกจ Work all day play all night เน็ตบ้านเลือกได้ จะแรงส์ทั้งวัน หรือ จะมันส์…ทั้งคืน ก็คุ้มด้วยราคา 590 บาทต่อเดือนเท่านั้น

Work all Day

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนเน้นทำงานที่บ้าน ที่อยากได้เน็ตแรง ๆ เพื่อให้คุณสามารถอัปโหลด/ดาวน์โหลดงานได้อย่างทันท่วงที หรือจะซื้อ/ขายของออนไลน์ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเน็ตสะดุด พร้อมให้ความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

Play all Night

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนต้องการเน็ตแรง ๆ หลังกลับมาจากการทำงานเหนื่อย ๆ ให้คุณตะลุยโลกของเกมและภาพยนตร์ระดับ 4K ได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด บนความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ได้ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

ทั้ง 2 แพ็คเกจนี้ C internet BY CAT ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่เน้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตภายในบ้านทั้งทำงาน เล่น Social Media หรือเล่นเกมหนัก ๆ และแม้แต่ดูหนัง 4K ภาพคม ๆ ผ่านสตรีมมิ่งก็จัดเต็มได้อย่างลื่นไหลผ่านสายไฟเบอร์ ออพติค แท้ 100% บน Internet Gateway ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย แถมยังเลือกการใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของเราอีกด้วย

แล้วสำหรับบ้านไหนที่มีคนใช้เน็ตเยอะ ๆ จนคิดว่า 100/100 Mbps ยังไม่พอ เขาก็มีแพ็คเกจ 200/200 Mbps ในราคาสุดคุ้ม 890 บาทต่อเดือนให้คุณได้เลือกอีกด้วย งานนี้แรงสะใจแน่นอน

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้สมัครแพ็คเกจ

  • ยกเว้นค่าแรกเข้า : ค่าติดตั้ง 2,000 บาท และค่าลงทะเบียน 1,500 บาท
  • ยกเว้นค่าเช่าอุปกรณ์ปลายทาง (CPE) 300 บาท/เดือน/เครื่อง (ไม่รวม Vat) และผู้ใช้บริการได้รับสิทธิยกเว้นค่าประกันอุปกรณ์ 2,500 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) กรณียกเลิกบริการ C internet ต้องคืนอุปกรณ์ ให้กับบริษัทในวันที่ทำการยกเลิก

ถือได้ว่าแพ็คเกจ Work all Day Play all Night เป็นอีก 1 ทางเลือกที่ตอบโจทย์คนชอบใช้อินเตอร์เน็ตตลอดเวลา (Always On) เพื่อการรับข่าวสารที่รวดเร็ว ฉับไว ตอบโจทย์คนไทยยุคใหม่อย่างแท้จริง สุดท้ายนี้สำหรับใครที่สนใจสามารถสมัครแพ็คเกจได้ที่นี่ http://bit.ly/CinternetBYCAT

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

สรุปตัวอย่าง CGI ยาว 5 นาทีของ “Rainbow Six Siege” หรือนี่จะเป็นการมาของโหมดเนื้อเรื่อง ?? มาวิเคราะห์กัน

Published

on

ในงาน Six Invitational 2019 จัดขึ้นที่ Montreal, Canada ณ วันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ 2019 เป็นงานแข่งขัน E-SPORT ของเกม Rainbow Six Siege มีทีมต่างๆจากทั่วโลก รวมไปถึงเอเชียเองด้วยก็ได้ไปเข้าร่วม และดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่เมื่อมีการจัด Event E-SPORT เมื่อไร ก็จะมีการเปิดตัวโชว์เนื้อหาของเกมใหม่ๆออกมา และอย่างที่แฟนๆเกมรู้กันดีว่าภายในงานนี้จะมีการเปิดตัว Operation Burnt Horizon เนื้อหาเสริมแรกสำหรับ Year 4 Pass ที่วางจำหน่ายไปแล้วในเดือนธันวาคม 2018

แต่แล้ว Ubisoft ก็ได้เซอร์ไพรส์แฟนๆอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดโชว์ตัวอย่างใหม่ในรูปแบบ CGI กลางงาน Six Invitational 2019 แบบสดๆ ให้คนดูตกใจกัน และถือว่าไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นตัวอย่าง CGI จาก Rainbow Six Siege ยาวขนาด 5 นาที แสดงว่านี่จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเกมอย่างแน่นอน หลายๆคนที่ไม่เคยเล่นก็อาจจะสงสัยว่า ไอ่ Rainbow Six Siege เนี่ยมันเกมที่เน้น Multiplayer แล้วมันมีเนื้อเรื่องกับเขาด้วยหรอ ?? ก็ต้องขอบอกว่า มีครับ และมีเยอะมากด้วย

ขอแนะนำให้รู้จัก Harishva “Harry” Pandey หรือ The New Six ของทีม Rainbow เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วสำหรับคนที่เล่นเกม ทีม Rainbow จะมีผู้อำนวยการ หรือจะเรียกว่าหัวหน้าหน่วยก็ได้อยู่ ซึ่งในภาค Siege ผู้อำนวยการของทีม Rainbow ก็คือ Aurelia “Six” Arnot โดยเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับชื่อ Six เธอมีหน้าที่ดูแลและคัดเลือกคนมาเข้าร่วมทีม โดยการรวมตัวของทีม Rainbow ครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อร่วมกันต่อต้านผู้ก่อการร้ายนามว่า “White Masks” ที่ก่อเหตุไปทั่วโลก

ซึ่งตรงนี้ผู้เล่นจะได้ต่อสู้กับพวก White Masks ก็ในโหมด Terrorist Hunt นั้นเองครับ โดย AI พวกนั้นก็คือ White Masks นั้นแหล่ะ โดยหน้าที่ของเราก็แล้วแต่เช่น จัดการหยุดระเบิด ช่วยเหลือตัวประกัน ปราบศัตรูให้หมด อะไรพวกนี้เป็นต้น ส่วนในโหมด Multiplayer ที่เราเห็นเหล่า Operators มาแบ่งทีมยิงกันเองนั้น มันเป็นการฝึกซ้อมใน Virtual reality ของทีม Rainbow ครับ โดยเหตุการณ์ในช่วง Outbreak ของ Operation Chimera จะเป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นเห็นเหล่า Operators ต่างฝ่ายมาร่วมมือกัน

กลาง คุณ Lucien Soulban ขวา คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle

และการมาของ Harry หรือ The New Six นั้นจะหมายถึงอะไรกันแน่ ? จากที่ผมได้ดู Live สดๆ มาโดยเป็นการพูดคุยของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle (ชื่อโคตรยาว) มาพูดถึงแนวทางของเนื้อเรื่องภายในเกม ที่ตลอด 3 ปีตั้งแต่วางขายมานั้น ทีมงานพยายามใส่ความลึกล้ำของตัวละครทั้งหมดทั้ง Lore และเสียงพากย์ ให้มีความเชื่อมโยงกันนั้นเอง


 The Hammer and the Scalpel


เปิดตัวอย่างมา เราจะเห็นการฝึกซ้อมของทีม Rainbow ปกติ โดยเราจะเห็น Thatcher และ Dokkaebi กำลังจะบุก Dokkaebi ได้ใช้ Tablet ของเธอเข้า Hack กล้องวงจรปิดของฉากเพื่อที่จะได้เห็นวิสัยทัศน์โดยรวมก่อนบุกเข้าไป แต่ Thatcher นั้นรอไม่ไหว และกลับใช้ระเบิด EMP บุกเข้าห้องแทน แน่นอนว่ามันทำให้ทั้งกล้อง และแสงไฟในห้องดับหมด หลังจากฝึกเสร็จ Dokkaebi นั้นไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอได้เข้ามาคุยกับ Thatcher และมีการเถียงกันเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับ Harry

Harishva “Harry” Pandey เขานั้นมีบทบาทอยู่ในทีม Rainbow มาตั้งแต่เริ่มรวมทีมใหม่แล้ว เขาเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ Aurelia “Six” Arnot ผู้อำนวยการทีม Rainbow นอกจากนี้เขายังเป็นที่ปรึกษาด้าน จิตวิทยา และ การทหารให้กับตัวเธอเอง และคนในทีม Rainbow ทุกคนอีกด้วย หน้าที่หลักๆของเขา ก็คือช่วยเหลือ Aurelia ในการคัดกรองและคัดเลือกผู้สมัครเข้าทีม เพื่อให้แน่ใจว่าเขาสามารถเข้ากันได้ดีกับทีม Rainbow ได้เป็นอย่างดี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา Harry เป้าหมายที่จะรวบรวมทีมที่มีโดดเด่นและหลากหลายมากที่สุดในโลก โดยภารกิจในครั้งนี้จะประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 อย่าง ได้แก่ “To be the best, train with the best, joint training exercises, and comradery.” โดยเขามีแผนจะคัดเลือก Operators ที่มีความสามารถในการต่อต้านกับภัยคุกคามด้านเทคโนโลยี (เช่น Drone, อุปกรณ์สวมใส่, อาวุธไฮเทค, นาโนเทคโนโลยี) โดย Operators อย่าง Clash และ Finka นั้นตรงตามกับสิ่งที่เขาตามหาเป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องการเป็นที่ปรึกษาให้กับทีม Rainbow นั้น เราจะเห็นได้จากตอน Operation Para Bellum ที่ทั้งสองตัวละครใหม่อย่าง Alibi และ Maestro มีการประเมินผลทางจิตวิทยาเพิ่มเข้ามาในส่วนของประวัติตัวละคร ซึ่งตรงนี้หากผู้เล่นไม่สังเกตให้ดีก็อาจจะไม่เห็น ตัวอย่างนี้เตรียมการมาทั้งหมด 8 เดือนเต็ม โดยได้คุณ Andy McQueen นักแสดงทีวีซีรี่ส์ชื่อดังมารับบทพากย์เสียง Harry ให้ในครั้งนี้อีกด้วยครับ

จากการพูดคุยกันของ ของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle เขาได้บอกว่า ในตัวอย่างเราจะเห็นถึงการขัดแย้งกันของ 2 Operators Thatcher และ Dokkaebi ที่ทั้งสองคนนั้นอายุห่างกันมาก ใช้ภาษาต่างกัน ทัศนคติและความคิดต่างกัน บ้านเกิดก็ต่างกัน วัฒนธรรมและการเป็นอยู่ก็ต่างกัน แต่สิ่งที่ทั้งสองคนเหมือนกัน ก็คืออยู่ทีม Rainbow เหมือนกัน และต้องทำงานร่วมกันตลอดเวลา

ซึ่งตรงนี้มันก็เหมือนกับตัวผู้เล่นเกมทั่วโลกเอง ที่ต่างคนต่างมีอายุที่ห่างกัน ใช้ภาษาไม่เหมือนกัน อยู่คนละประเทศ แต่ก็ต้องมาเล่นเกมร่วมกันในทีมเดียวกัน โดยในตัวอย่างที่เราได้ดูไปนั้น มันคือภาพสะท้อนของสังคมใน Rainbow Six Siege นั้นเองครับ

“Outbreak” โหมดการเล่นแบบ Coop ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Operation Chimera”

แล้วตกลงมันจะสื่อถึงอะไรกันแน่ ?? เรื่องนี้เองพวกเขาไม่ได้ให้คำตอบเอาไว้ และเราเองก็คงไม่มีทางรู้จนกว่าจะได้เห็นประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเรื่องนี้ก็น่าจะคาดเดากันได้ง่ายๆอยู่แล้ว เพราะในช่วงต้นปีที่แล้วนั้น Operation Chimera ซึ่งเป็นอัปเดตแรกของ Year 3 ได้มีการเพิ่มโหมด Outbreak ซึ่งเป็นโหมดเสริมที่ทำออกมาให้ผู้เล่นได้สนุกกัน แถมยังมีการเติมเต็มเนื้อเรื่องของ Rainbow Six เข้าไปอีกด้วย

และแน่นอนว่าอัปเดตแรกของ Year 4 นั้นได้ประกาศออกมาแล้วในชื่อ Operation Burnt Horizon จะต้องมีโหมดอะไรสักอย่างมาให้เราเล่นในช่วงต้นปีนี้อย่างแน่นอน และจากที่เราเห็นตัวอย่างล่าสุดที่เป็น Teaser ล่าสุดไปก็จะเห็นว่า ไอ่ Operators ใหม่สองตัวนี้มันค่อนข้างจะหลุดความเป็นทหาร หรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ไปมากเลยทีเดียว ซึ่งมันก็น่าจะเข้าทางกับการที่ Harry ต้องการอะไรใหม่ๆจากทีม Rainbow นั้นเองครับ

และแน่นอนว่าหากมีการเคลื่อนไหวอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับ Rainbow Six Siege ทีมงาน Beartai เองจะรีบนำมาอัปเดตกันให้ทราบอย่างแน่นอน !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

คุยกับคุณกระทิงประธาน KBTG คนใหม่ ถึงอนาคตเทคโนโลยีกสิกรไทย และความเสถียรระบบในปัจจุบัน

Published

on

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG

หนึ่งในเนื้อหาจากงานแถลงวิสัยทัศน์ของกสิกรไทย ที่ 5 ผู้บริหารของธนาคาร ชูการผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตรเพื่อก้าวสู่ธนาคารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันในสมรภูมิที่เทคโนโลยีแข่งกัน Disrupt ธุรกิจเดิม ซึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับองค์กรยุคใหม่คือระบบไอทีที่รองรับงานยุคใหม่ได้ และมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ สำหรับธนาคารกสิกรไทย หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงคือ กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ซึ่งวันนี้แบไต๋ได้คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน KBTG ถึงอนาคตที่กำลังจะมุ่งไปครับ

ปี 2562 KBTG ชูนวัตกรรม 3 ด้าน

1. Cognitive Banking หรือธนาคารอัจฉริยะ

ธนาคารอัจฉริยะคือการนำข้อมูลและ insight ต่างๆ มาทำให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เหมือนเอาพนักงานแบงค์ 20,000 คน มาร่วมให้บริการลูกค้าโดยอยู่ในมือถือตลอดเวลา และให้บริการที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ซึ่งแอปต่างๆ จะต้องทำหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น KPlus ที่มีความสามารถหลายอย่างในแอปเดียว และให้ข้อมูลได้ทั้งในส่วนที่คิดว่าลูกค้าต้องการ และในส่วนที่ลูกค้ายังไม่สนใจ แต่คาดว่าน่าจะสนใจเมื่อได้รู้ข้อมูลได้ด้วย

2. Augmented Intelligence (AI)

กสิกรไทยไม่ได้มองว่าปัญญาประดิษฐ์คือคู่แข่งขันสำหรับแรงงาน แต่ AI ในความหมายของกสิกรไทยคือ Augmented Intelligence ที่หมายถึงการที่คนกับเครื่องจักรจะทำงานด้วยกัน เพราะบุคลากรของกสิกรไทยนั้นสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และความต้องการของลูกค้ามายาวนาน ส่วนปัญญาประดิษฐ์ก็ให้ความรู้ที่ครบรอบด้าน ซึ่งถ้าทำงานร่วมกันก็จะได้สุดยอดพนักงานที่เข้าใจลูกค้า และรอบรู้

แทนที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ชนะคน ก็สร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือคนให้ดีขึ้น

3. inclusive innovation นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้แก่ทุกคน

แบงค์จะต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เทคโนโลยีจะช่วยให้แบงค์เข้าใจคนมากขึ้น สามารถให้บริการคนได้ทุกระดับ เช่นนำเสนอสินเชื่อรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลให้กับลูกค้ากลุ่ม Underbanked ที่ในอดีตไม่สามารถรับบริการสินเชื่อจากธนาคารได้เพราะขาดคุณสมบัติ เช่น การเดินบัญชีไม่เพียงพอ หรือไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอ

ซึ่งภารกิจเหล่านี้ กสิกรไทยไม่อาจทำได้คนเดียว จึงมีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ผ่านนวัตกรรมการร่วมมือใหม่ที่ทำให้เชื่อมต่อระหว่างกันง่ายขึ้นคือ

  • Open Banking API ความสามารถในการต่อเชื่อมบริการของธนาคารให้แก่พันธมิตรโดยสะดวกและปลอดภัย
  • Innovation Sandbox คือ สนามทดลองเพื่อรองรับการทดสอบไอเดียทางนวัตกรรมใหม่ ๆ ของพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ได้อย่างประหยัดและรวดเร็ว
  • K PLUS Business Platform การสร้างความหมายใหม่ของ K PLUS จากการเป็นธนาคารบนโทรศัพท์มือถือไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่พันธมิตรสามารถนำไปต่อยอดสร้างบริการแบบดิจิทัล โดยการประยุกต์ใช้คุณสมบัติที่มีอยู่แล้วอย่างเต็มศักยภาพ

ซึ่งในปี 2562 นี้จะทุ่มงบลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากร กว่า 5,000 ล้านบาท (ซึ่งคุณกระทิงบอกว่า งบ IT 5,000 ล้านต่อปี ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้าคิดเป็น USD ก็ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับองค์กรระดับโลก) เพื่อเป้าหมายการพัฒนา KBTG ไปสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนแกนเทคโนโลยีของโลกมาสู่ประเทศไทย ภายในปี 2565

คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์เกี่ยวกับแง่มุมเทคโนโลยีใน KBTG

ความเสถียรของระบบธนาคารไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

คุณกระทิง: เรามีการวางแผนปรับปรุงขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมมากขึ้นอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ทำแอป K Plus ใหม่ก็มีการปรับ back-end ใหม่ด้วย ซึ่งตอนนี้ได้ถึงระดับใกล้หมื่นธุรกรรมต่อวินาทีแล้ว (TPS) ก็จะไปให้ถึงหลักหมื่น TPS ต่อไป และช่วงก่อนตรุษจีนจะมีการขยายขึ้นระบบขึ้นไปอีกเพื่อรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมากขึ้น

ที่เราทำตอนนี้คือเน้นวางสถาปัตยกรรมระบบใหม่ ป้องกันรักษาความปลอดภัยให้ดี ปรับปรุง Core banking ต่อไปถ้าย้ายจากระบบจาก On Premise (เซิร์ฟเวอร์ในบริษัท) ไปบน Cloud มากขึ้น ก็จะรองรับการใช้งานได้เยอะขึ้น เพราะสามารถขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานขึ้นลงได้ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ทุกแบงค์ต้องช่วยกันในการวางสถาปัตยกรรมกลางด้วย

แรงงานด้านเทคโนโลยีในไทยเป็นอย่างไร และการจ้างงานสายเทคโนโลยีโดยกสิกรเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกระทิง: ตอนนี้ KBTG มีพนักงานมากกว่า 1,200 คน และยังจะจ้างเพิ่ม 300 อัตรา ตอนนี้รับทุกสายของไอที ซึ่งรับประกันว่าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรียนรู้เทคโนโลยี รูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่นี่แน่นอน

KBTG ก็มีการใช้แนวทางการบริหารงานใหม่ๆ เสมอ อย่าง Flat Organization ที่การทำงานเสมอกันระหว่างผู้มีตำแหน่งสูงกับต่ำ หรือแนวคิด One KBTG รวมเป็นหนึ่ง ตัดงานต่างๆ ให้ไวขึ้น ลดขอบกั้นระหว่างแผนกต่างๆ เพื่อให้งานเดินไวขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มใช้ OKR ควบคู่ไปกับ KPI แบบเดิม และกำลังขยายให้ใช้มากขึ้น เพื่อวัดผลในรูปแบบสมัยใหม่ หรือกระบวนการพัฒนาที่ปกติ KBTG ทำในรูปแบบ Agile อยู่แล้ว ก็เริ่มก้าวไปสู่กระบวนการใหม่ๆ ให้ Beyond Aglie มากขึ้น

ซึ่ง KBTG ต้องเป็นอันดับหนึ่งขององค์กรด้านเทคโนโลยีในไทยให้ได้ ปัจจุบันในไทยก็มีคู่แข่งด้านองค์กรเทคโนโลยีอย่าง Agoda หรือ LINE ที่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

ใครที่สนใจก็ส่งใบสมัครมาได้เลยที่ recruitment@kbtg.tech

กสิกรไทยมองภาพ Super App ไว้อย่างไร

คุณกระทิง: Super App หรือแอปใหญ่ ความสามารถเยอะๆ ลูกค้าจะใช้เวลาอยู่กับแอปใหญ่ๆ แบบนี้นานขึ้น ซึ่ง KPlus จะเหนือแอปอื่นๆ กว่าตรงที่เข้าไปอยู่ใน Super App อื่นๆ ด้วย (เช่นระบบจ่ายเงินของ K Plus ไปอยู่ในเฟซบุ๊กให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านบัญชีของกสิกรได้) ซึ่งเราเรียกว่ากลยุทธ์แบบนี้ว่า Omni Presense ไปอยู่ทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เยอะมาก พอกสิกรไทยไปอยู่ในทุกที่ ก็จะ Disrupt ยากขึ้น เพราะเราพร้อมให้บริการจากทุกทาง

ซึ่ง KBTG จะโฟกัสที่เทคโนโลยี และเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อการพัฒนา ซึ่งจะไม่ได้เน้นสนับสนุน Startup มากนัก เพราะมีหน่วยงานอื่นๆ ในกสิกรไทยที่ดูแลเรื่องนี้อยู่

อนาคตของ KADE (K PLUS AI-Driven Experience) จะเป็นอย่างไร

คุณกระทิง: ระบบ AI ของกสิกรไทยก็ต้องเก่งขึ้น ด้วยข้อมูลต่างๆ ที่มีมากขึ้น มีการอ้างอิงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่นไปอยู่ใน Grab หรือ LINE ก็ต้องให้ผลต่างกันตามสภาพแวดล้อมของแอป

ซึ่งปีที่แล้วข้อมูลที่กสิกรไทยเก็บได้ เท่ากับที่เคยเก็บกันมา 60 ปี ซึ่งปีนี้ก็จะมากขึ้น จึงต้องมีการวางยุทธศาสตร์และรากฐานการจัดเก็บข้อมูลให้ดี ซึ่งเรื่องความปลอดภัยและความเสถียรถือว่าเป็น 2 เรื่องที่สำคัญมาก เราถึงมีการตั้ง Cyber Security Office เพื่อดูแลความปลอดภัยโดยเฉพาะ

Q: เราได้เรียนรู้อะไรได้จากจีน?

A: จีนเป็นประเทศที่มี Data มากที่สุดในโลก เรื่อง IoT ก็เป็นระดับโลก เราเรียนรู้เพื่อเอามาเทียบและพัฒนา ไม่ได้รู้เพื่อกลัว อย่างประกันในจีนสามารถเคลมได้ใน 8 วินาที เพราะเอาข้อมูลต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งของ 400,000 ชิ้นใน 3 ชั่วโมง เรื่อง Fintech จีนก็เก่งกว่าอเมริกา มี QR มีการปล่อยกู้ผ่านแอป รวมถึง AI ก็น่าจะนำได้เร็วๆ นี้

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ต้องการให้ AI ทดแทนคน แต่ทำให้คนเก่งขึ้น และสงครามเทคโนโลยีจีน-อเมริกาไม่จบเร็วๆ นี้แน่ๆ ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งของ Trade War ซึ่งเราก็ไม่ควรเลือกข้าง เพราะก็ต้องอิงธุรกิจและเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ฝั่งอยู่ดี

เมื่อเทคโนโลยีแข็งแกร่งเป็นรากฐาน กสิกรไทยก็มุ่งสู่วิสัยทัศน์ใหม่ได้

ซึ่งการแถลงข่าว K Bank Vision 2019 ยังมีทีมผู้บริหาร ขึ้นให้รายละเอียดของวิสัยทัศน์ที่จะใช้ AI เข้ามาเสริมการทำงานของธนาคาร ทั้งการทำงานเชิงรับที่พนักงานธนาคารจะเก่งขึ้น รอบรู้มากขึ้นจากความช่วยเหลือของ AI หรือการใช้งานเชิงรุกที่นำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์ถึงผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าน่าจะสนใจและนำเสนอออกไป นอกจากนี้ยังบุกตลาดในกลุ่ม CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ให้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง QR Code มาตรฐานไทยเพื่อให้ผู้ใช้แอปธนาคารไทยสามารถใช้สแกนชำระเงินนอกประเทศได้ หรือการพัฒนา National Digital ID (NDID) ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ เพื่อให้ระบุตัวผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ ผู้ใช้จึงสามารถใช้งานธุรกรรมสำคัญๆ อย่างการเปิดบัญชีหรือการขอสินเชื่อ โดยไม่ต้องไปธนาคารได้

ซึ่งผู้บริหารที่ขึ้นให้ข้อมูลในงานนี้มี 5 ท่านดังนี้

  1. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม inCorporate “แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน”
  2. ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในแง่มุม insight “มหัศจรรย์บิ๊กดาต้า เจาะลึกแบบรู้ใจรายคน ดันปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท”
  3. พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม ignite “ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในต่างประเทศ โตกว่า 8 เท่าใน 3 ปีภายใต้เศรษฐกิจผสานมิติ”
  4. พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แง่มุม integrate“เดินหน้าหาลูกค้าใหม่ มุ่งรายย่อยโต 9-12%”
  5. เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กับ innovate “เตรียม 5,000 ล้านลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง”

วิดีโอภาพรวมวิสัยทัศน์จาก 5 ผู้บริหารของกสิกรไทย

ซึ่งเนื้อหาในงานวัน Kbank A year of i ก็มีทั้งวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร และโซนซื้อของแบบไม่ใช่เงินสดให้ได้ทดลองกันด้วย สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดงานจากผู้บริหารท่านอื่นๆ ว่ากสิกรไทยในปี 2019 จะรุกตลาดอย่างไรบ้าง ก็สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทความ “สรุปวิสัยทัศน์ 2562 กสิกรไทย ผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตร สู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ” เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!