Connect with us

สัมภาษณ์

Unichat สัมภาษณ์ “แยม” บัณฑิตสาวคณะบริหารธุรกิจ กับงานอดิเรกชิคๆ

Published

on

คณะบริหารธุรกิจ” ถือเป็นคณะที่มีชื่อเสียงเรียงนามโด่งดัง เป็นคณะอันดับต้นๆ ที่หลายๆ คนอยากจะร่ำเรียน เพราะสามารถประยุกต์รายวิชาที่เรียนมาได้อย่างหลากหลาย แถมยังเรียนสนุก ลุกนั่งสบาย ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์หลากหลายด้วย เราเลยไม่แปลกใจกัน ที่ใครๆ ก็อยากจะรู้จักคณะนี้

วันนี้แบไต๋เลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสาวคณะนี้กันสักหน่อย ตัวแทนของสาวบริหารวันนี้คือ แยม-นิยุตา คงปรางค์ ที่เพิ่งเรียนจบเป็นบัณฑิตมาหมาดๆ จาก คณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ที่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และกำลังทำงานในตำแหน่ง Talent Assistant ที่ Thoughtful Media Thailand ไปคุยกับเธอกันเลย!

เพิ่งเรียนจบมาแบบนี้ เล่าย้อนความหลังให้ฟังหน่อยสิ

ตอนเรียนนี่เป็นอะไรที่สนุกมาก แยมโชคดีเจอเพื่อนดีๆ ทุกคนเลย สนุกสนานกันเต็มที่ แล้วก็จะมีคนที่คอยดึงเพื่อนๆ ให้ทำงานส่งงาน ก่อนสอบก็จัดติวกันเอง แล้วแยมเรียนบริหาร บางทีอ่านหนังสือคนเดียวมันไม่เข้าใจ ก็จะรวมตัวติวกัน ใครเก่งวิชาไหนก็สลับกันติวให้เพื่อน ที่มหาวิทยาลัยแยมบังคับเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วย ด้วยความที่คนญี่ปุ่นเค้าเคร่งมาก เรียนญี่ปุ่นเช้านี่เพื่อนต้องโทรปลุกกัน ต้องเช็คการบ้านกันน่าดู (หัวเราะ)

ว่าแต่คณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศเค้าเรียนอะไรกันบ้าง

ที่แยมเรียนจะเรียนทุกอย่างของสาขาบริหารเลย จะไม่ได้เน้นไปบัญชี การตลาด โลจิส หรือทางไหนเป็นหลัก แต่จะเน้นภาษาอังกฤษกับการปฏิบัติจริง

โดยปี1 จะเป็นพวกวิชาพื้นฐานหมดเลย ตอนเรียนบัญชีตอนแรก แยมสนุกมาก ชอบมาก แต่พอเข้าปี 2 ปี 3 เท่านั้นแหละ รู้เลยนรกมีจริง (หัวเราะ)

ตอนเรียนแยมจะชอบเรียนการวิชาอีคอมเมิช การตลาดอะไรแนวนี้มาก เพราะเราอยู่กับการซื้อของขายของตามสไตล์ผู้หญิง มันเลยแบบ เอ้อสนุกเนอะ เค้ามีวิธีคิดกันแบบนี้หรอ เราต้องทำแบบนี้หรอ เหมือนต้องอ่านใจคน มีดีเทลยิบย่อยเยอะมาก ก่อนจะแพลนทำการตลาดสักอย่างขึ้นมา ตอบโจทย์คนที่อยากเรียนรู้โครงสร้างการทำธุรกิจมากๆ ได้ทุกได้เรียนทุกอย่างจริงๆ

อีกอยากที่อยากนำเสนอมากๆ คือโปรเจคเฮ้าส์ ที่เป็นโปรเจคของสาขาธุรกิจระหว่างประเทศที่แยมเรียน คือเป็นโปรเจคที่ทำร่วมกันทั้ง 4 ชั้นปี ทำธุรกิจขึ้นมาจริงๆ ต้องคิดหาโปรดักซ์ที่เราจะสร้างเป็นแบรนด์ขึ้นมาขายจริง ลงทุนจริง ขาดทุนจริง (หัวเราะ) อันนี้คือดีมากๆ เหมือนเราร่วมกันเปิดบริษัท วางแพลน ทำแพคเกจ ทำการตลาด ขาดทุนก็ต้องช่วยกันแก้เพราะเราใช้เงินจริงลงทุน จบมาพอทำงานมันทำให้เรามั่นใจมากกว่าคนอื่นนะ เพราะเราเคยผ่านกระบวนการพวกนี้มาแล้ว เป็นพอร์ทตอนสมัครงานด้วย ถือเป็นโปรเจคที่ชอบและภูมิใจที่สุด

เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เล่าให้ฟังหน่อยสิ

หนูเป็นคนชอบใช้เงินค่ะ (หัวเราะ) เลยรู้สึกว่าใช้เงินเก่งก็ต้องหาเงินเก่ง คือตั้งแต่ตอนเข้ามหาลัย ปี1 เลย เรารู้สึกว่าเราอยากกินอยากเที่ยวตามประสาเด็ก เราเลยหารายได้พิเศษ เริ่มแรกเลยก็ไปเป็นเด็กร้านกาแฟ ก็ทำทุกอย่างในร้าน แต่พอเปิดเทอมมันก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เลยหางานที่ทำได้เวลาเลิกเรียน ก็เลยเริ่มไปเป็นติวเตอร์ สอนติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอนการบ้านดูแลเด็กประถม สอนหมดเลยค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นว่างเมื่อไหร่ก็รับสอนหมด ไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่น ก็ทำจนได้รับเชิญให้ไปติวเตอร์ที่โรงเรียน สอนเด็กกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เคยสอนมาเลย เป็น 100 คน รู้สึกแบบเราโชคดีมากได้โอกาสดีๆ แล้วเราก็ตั้งใจทำมันมาเรื่อยๆ เหนื่อยแต่แฮปปี้เพราะเรียนจบมาแบบไม่ขอเงินแม่เลย ส่งตัวเองเรียน แค่นี้ภูมิใจละหายเหนื่อย

จากเด็กจบใหม่ สู่การทำงานในชีวิตจริง เป็นยังไงบ้าง

ตอนนี้แยมทำงานอยู่ที่ Thoughtful Media Thailand ค่ะ เป็นบริษัทที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ YouTube แยมทำตำแหน่ง Talent Assistant จะได้คุยได้เจอคนเยอะมาก ซึ่งแยมชอบอยู่แล้วเพราะแยมไม่ชอบงานเอกสาร หลักๆ คือแยมจะติดต่อกับยูทูปเบอร์ ดูคอนเทนต์วีดีโอ  แล้วจะมีการ develop คอนเทนต์ สนุกดีตรงที่ได้ทำงานกับคนเยอะๆ คิดคอนเทนต์ต่างๆ แต่เวลาส่วนตัวบางทีก็จะมีงานมีอะไรเข้ามาบ้าง เพราะถ้ายูทูปเบอร์มีปัญหาหรืออยากสอบถามอะไรก็จะติดต่อเรา

ทำไมถึงเลือกทำงานด้านนี้หล่ะ

ตอนฝึกงานแยมได้ฝึกบริษัทที่ทำทางนี้เลย คือเป็นพาร์ทเนอร์ YouTube นี่แหละ แล้วรู้สึกว่ามันโอเคกับเรา ท้าทายตัวเองดีการที่เราต้องคุยต้องติดต่องานกับคนหลายๆ แบบ เหมือนจะง่ายนะ แต่ทำจริงๆ นี่ยากเลย แล้วฝึกเสร็จเค้าก็อยากให้เราไปทำงานด้วย ก็คุยกันแล้วโอเคเราก็เลยทำทางนี้ต่อเลย เพราะเรามีพื้นฐานความรู้ตรงนี้เคยทำงานตรงนี้แล้วด้วย

อีกอย่างงานด้านนี้ มีความท้าทายมากเลยค่ะ เพราะทัศนคติคนเราไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปคุยไปติดต่อกับเค้า วิธีการต่างๆ หรือการตอบรับจากคนแต่ละคนมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว อันนี้คือความท้าทายมากๆ เหมือนเราต้องเตรียมตัวตลอดเวลาที่จะออกไปพบพูดคุยกับคนใหม่ๆ ต้องแก้ไขสถานการณ์ให้ทันในบทสนทนานั้นๆ แยมต้องเรียกสติตัวเองตลอดเวลา (หัวเราะ) แต่สนุกดีค่ะ

คติการทำงานของแยม

อย่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีอะไรทำ (หัวเราะ) ล้อเล่นค่ะ คติประจำใจของแยมคือทำวันนี้ให้ดีที่สุด อันนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องเลย เพราะถ้าวันนี้เราทำดีแล้ว ผลมันก็จะออกมาดี ถ้าเราทำดีแบบนี้ทุกวัน ยังไงอนาคตข้างหน้าก็ต้องดีแน่นอนค่ะ

งานอดิเรกของแยมคือช่างภาพ!

เรื่องถ่ายภาพจริงๆ เริ่มมากจากที่แยมชอบไปเป็นแบบก่อนค่ะ พอเราไปถ่ายแล้วเห็นรูปสวยๆ เราก็อยากลองบ้าง ก็เริ่มศึกษาการถ่ายรูปจริงจัง เริ่มควักตังค์เยอะ (หัวเราะ) พอยิ่งเรียนรู้มันยิ่งสนุกเวลาเราได้พกกล้องออกไปข้างนอก กลับมาก็มาเช็คมาแต่งรูปที่เราไปถ่ายมา บางทีใช้เวลาทั้งวันแต่งรูปที่ไปถ่ายไปเที่ยวเล่น คือจริงจังมากกับทุกรูป เวลาไปกับกลุ่มเพื่อนหรือไปเที่ยวต่างจังหวัดก็จะเป็นคนคอยถ่ายรูปให้คนอื่น ชอบเวลาคนอื่นเอารูปที่เราถ่ายไปใช้เป็นรูปโปรหรือเอาไปลง มันแปลว่าเค้าชอบรูปที่เราถ่ายให้

ผลงานการถ่ายรูปของน้องแยม

งานอดิเรกอีกอย่างที่ต่อยอดจากการชอบถ่ายรูป คือพวกงานรีวิวต่างๆ ค่ะ แยมชอบเที่ยวค่ะ ไม่ว่าจะเที่ยวตระเวนหาของกินในกรุงเทพ หรือไปเที่ยวต่างจังหวัด เวลาไปทุกครั้งก็จะมีรูปกลับมาเยอะมาก แล้วแยมเป็นคนทำการบ้านดีมากก่อนไปเที่ยว หาที่พักที่แวะที่เที่ยวพร้อมหมด คิดแล้วว่ามีร้านอาหารกี่ที่ ร้านที่จะแวะถ่ายรูปตรงไหนอะไรเตรียมหมด เราก็จะเจอร้านดีๆ ที่พักดีๆ ที่คนอื่นยังไม่ค่อยได้ไปกัน ก็เลยเอามาเขียนเป็นไดอารี่ท่องเที่ยวนี่แหละใน Facebook เรา แล้วอยู่ๆ ก็มีคนแชร์ออกไปเยอะมาก ตกใจมากจริงๆ เพราะตอนนี้ยอดแชร์ 250,000 แชร์แล้ว กราบขอบคุณค่ะ (หัวเราะ)

แนะนำแอปเจ๋งๆ หน่อยสิ

แยมเป็นคนละเอียดเรื่องเงินมาก อย่างที่เล่าๆ ไป รายรับจากงานหลายอย่าง รายจ่ายก็เยอะ แยมเลยจะต้องจดบันทึกลงแอปเพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง (หัวเราะ) แอปที่แยมใช้เป็นประจำคือแอป WepleMoney ค่ะ ที่ชอบใช้แอปนี้เพราะมันมีอีโมติคอนน่ารักๆ แยกเป็นประเภทให้ เข้าใจง่าย แล้วก็มีกราฟสรุปให้ดูแบบเข้าใจง่ายมาก ว่ารายรับมาจากอะไร แต่ละเดือนหมดไปกับอะไรกี่เปอร์เซ็นต์ คือมีลูกเล่นเยอะแต่รูปแบบน่ารักเข้าใจง่าย ทำให้เราขยันจดบันทึก เพราะถ้าให้จดใส่สมุดหรืออะไรที่ไม่น่าสนใจ เราก็จะเบื่อ สุดท้ายเริ่มจดได้ไม่กี่วันก็เลิก แยมเคยเป็น (หัวเราะ)

ดาวน์โหลด

ถือเป็นสาวอีกคนที่มีไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ดูสนุกสนาน และมีความสามารถแบบสาวสมัยใหม่ ชนิดที่ว่าเก่งรอบด้านจริงๆ ส่วนคณะบริหาร ก็นับเป็นคณะที่น่าสนใจไม่น้อย ได้เรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนแบบเต็มๆ ชนิดที่ว่าจบออกมาประสบการณ์ล้นเหลือเลย แถมเรียนจบออกมายังได้ทำงานสนุกๆ อีกด้วย แบบนี้ใครสนใจอยากเข้าเรียนคณะนี้ ไม่ควรรอช้าแล้วหล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บันเทิง

จากผู้จัดละครสู่ เส้นทางสายไอดอล ของคุณปลั๊ก อธิปติ ไพรหิรัญ ผู้ก่อตั้งวง Fever

Published

on

ถ้าพูดถึงวงการละครแล้วน้อยคนนักที่จะไม่คุ้นเคยกันนามสกุลนี้ ไพรหิรัญ ทั้งในฐานะนักแสดงผู้ฝากผลงานไว้มากมาย และในฐานะผู้จัดละคร อย่าเพิ่งงงกันครับ ว่าผมจั่วหัวมาแบบนี้แล้วจะพูดถึงเรื่องละคร ผมกำลังนำเข้าสู่ บุตรชายของ สมมาตร ไพรหิรัญ คือคุณ ปลั๊ก อธิปติ ไพรหิรัญ ที่บ่มเพาะสืบสายประสบการณ์จากคุณพ่อในแวดวงละคร สู่เส้นทางการทำวงไอดอล กับโปรเจค Fever

จุดเริ่มต้นของวง FEVER
แท้ที่จริงการคุยของทีมมีการคุยกันมาก่อนแล้วว่าเราอยากจะทำวงไอดอลขึ้นมาอีก แต่เป็นไอดอลที่ต่างจากไอดอลหลักของประเทศไทยตอนนี้ หลังจากที่มี BNK48 เขาเป็นคนเปิดทางสายไอดอลของประเทศไทย และทั้งหมดทั้งมวลที่ออกมามันเป็นทางเดียวกันหมด เราคิดว่าจริงๆ มันแตกต่างกันได้ เราเลยลองเสนออีกมุม ซึ่งก่อนที่เราจะมาออดิชั่น เราคุยกันสรุปตรงกลางว่าเราจะไปทางไหนกันดี ก็เลยเริ่มเปิดรับออดิชั่นเด็กเข้ามา
ขยายอีกมุมนึงที่ว่า บอกคร่าวๆ ได้ไหมว่าเป็นยังไง? จะเป็นแนวไหน? ในตอนนั้นนะ?
จริงๆ มันเป็นทางเพลงที่ไม่เหมือน และไม่เคยได้ยินมาก่อน
แล้วทางภาพลักษณ์?
มันไปด้วยกันอยู่แล้ว ถ้าเกิดเพลงมันสายนี้ ภาพลักษณ์มันก็ประมาณนี้
มีแนวเพลงที่แบบชัดๆ เลยไหม? ที่เรียกกัน
ยังพูดไม่ได้ อยากให้ฟังมากกว่า แต่ไม่ใช่โอตะฟังเพลงไอดอลได้อย่างเดียว แต่อยากให้คนทั่วไปฟังเพลงไอดอลได้เหมือนกัน แต่ถ้ามีความไอดอลจ๋าเลย บางทีคนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยรับ เพราะเขารู้สึกว่าเขาก็เป็นไอดอลทั่วๆไป ใจเราอยากให้เพลงมันทำงานได้ในวงการเพลงด้วย ไม่ใช่วงการไอดอล
มองว่าภาพลักษณ์มันต้องเป็นยังไง? จำนวนคนมีเท่าไหร่ ? ในแง่ว่าไอดอลที่จริงต้องเป็นยังไงเราศึกษาเรื่องนี้อย่างไร?
ก็อย่างที่เล่าว่า 48 46 ของญี่ปุ่นที่มานี้ ด้วยระบบคร่าวๆ วิธีการจัดการเรามองว่ามันเหมือนถูกวางไว้จากญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดในการคุมไอดอล จากการทำงานวงไอดอลมันเป็นแบบนี้ เราก็จะยึดจากตรงนั้นมาประมาณหนึ่ง แต่เราก็จะปรับบางอย่างที่เข้ากับคนไทยมากกว่า เข้าจริตคนไทยมากกว่า

บางเรื่องที่ว่ามันดูเป็นญี่ปุ่น แล้วของญี่ปุ่นคือ?
มันเป็นกฎบางอย่างที่บางทีผมก็มองว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นหรือ? เพราะบางอันก็เป็นญี่ปุ่นจ๋า
อยากให้ยกตัวอย่าง
เช่น พวกงานจับมือ งานเลือกตั้ง ผมอาจจะปรับ แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าปรับเป็นแบบไหน แต่ผมคิดว่ามันน่าจะถูกปรับนิดหน่อย
มันมีเหมือนกัน แต่เป็นอีกแบบ
คาดหวังไว้อย่างไร? ว่าเมื่อมีการโพสต์ออกไป หลังจากมีการเปิดออดิชัน หวังไว้ว่าเราอยากได้เด็กแบบไหน?
วันที่สมัครมีมา 138 คน จริงๆ ผมหวังว่าไม่เกิน 100 คน ไม่คิดว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดี
ตอนนั้นสมัครผ่านทางไหน? เยอะแค่ไหน?
ใช้วิธีผ่านทางเพจ และช่วยกันแชร์ โพสต์ที่รับสมัครมีการถูกแชร์เยอะมาก เราก็ไม่เชื่อว่าจะถูกกระจายไปได้เยอะขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ทำโปรโมทอะไรมากมาย
มีการเตรียมคนอย่างไร?
ตอนแรกคิดไว้ 9 ถึง 12คน
ทำไมต้อง 9 ถึง 12 คน?
มันเป็นเรื่องของตำแหน่งบนเวที คิดว่าจำนวนประมาณนี้น่าจะสวยที่สุด เราเลือกคนที่เข้ากับคาเรกเตอร์มากกว่า ถ้าเห็นคนไหนน่าสนใจก็น่าจะไปต่อได้ เราจะสนใจคนพวกนี้มากกว่าบางคนที่มาแบบพร้อมทุกอย่าง แบบนี้จะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
สำหรับบางคนก็ค่อนข้างพร้อมนะ ร้องเพลงเก่งนะ
สำหรับเรา เรามองว่าสำหรับบางคนเราเอามาเพราะว่าหลายคนด้อยก็พอมีคนช่วยพยุง สร้างความบาลานซ์ในวงได้เหมือนกัน

 

ปลั๊ก อธิปติ ไพรหิรัญ

 

ใช้เวลาคัดเลือกนานไหมครับ?
ใช้เวลาคัดเลือก จากช่วงหลังออดิชั่นมาประมาณอาทิตย์ 1-2 อาทิตย์ ถึงจะตัดสินใจและประกาศออกไป
จากพฤษภาคม มาประมาณ 2 เดือนเองนะครับ
หลังจากได้ออดิชั่นเด็กๆ แล้ว มีหลายคนบอกว่ามีหลายๆ ที่แต่ก็ลืมกันไปแล้ว มันหายไปไหน หลังจากที่มีการออดิชั่นไปแล้ว มันหายเงียบ จริงๆ ระหว่างนี้เราทำคอนเท้นท์ นอกจากการทำเพลงเราก็ทำพวกรายการด้วย ตอนนี้เราถ่ายรายการไว้แล้ว หลายเทป เราอยากจะเตรียมพร้อมทุกอย่าง พอเวลาเพลงมาเราก็ได้มีคอนเท้นท์ลงไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ขาดช่วง ยังไม่ลงช่อง ตอนนี้ลงแค่ในยูทูป
ชื่อรายการอะไร ผมคิดว่าถ้าเตรียมจะออกอยู่แล้ว ก็น่าบอกชื่อรายการกับเราได้?
ขอพูดง่ายๆ ว่าตอนนี้ทำเพลง ทำรายการ เตรียมความพร้อมน้อง เอาเด็กทั้งหมดมารวมกันให้เข้ากันให้ได้ก่อน ผมคิดว่าทางนี้เตรียมหัวข้อไว้น้อยมาก เวลาแค่ 3 เดือนที่จะให้เด็กรวมกัน คุ้นเคยกัน
เป็นเวลาที่สั้นมาก เอาแค่เรื่องบรรยากาศ มันจะมีบางอย่างที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วน ?
ก็มีเล็กๆ ด้วยความที่ว่าเรา 12 คน แล้วเราไม่ได้ทำระบบแบบตัวเด่น ทุกคนถูกพรีเซนต์เท่ากันทั้ง 12 คน มันก็ตัดเรื่องการแบ่งแยก และโชคดีที่เด็กค่อนข้างเฟรนลี่ เหมือนบางคนก็รู้จักกันอยู่แล้วก็เลยคุยกันง่าย เข้ากันง่าย
เช่น เฟสบุ๊ค อินสตาร์แกรม สื่อโซเชียลมีเดียส่วนตัว ตัดหมด
ใช่ครับ จะเป็นของฟรีเวอร์ทั้งหมด เป็นไอจีของตัวตนในฟรีเวอร์ ทุกคนนับ 1 เริ่มต้นเท่ากัน
ชื่อ FEVER มาตอนไหน? ทำไมต้องเป็นชื่อ FEVER ?
ชื่อ FEVER มาตั้งแต่ประชุมตอนแรกว่า คำว่า FEVER ถูกมองได้เป็น 2 อย่าง เป็น (n.) หรือ (v.) เป็น n. คือ เป็นไข้ เป็น v. คือ ติดไข้ คิดดูว่าที่เปิดมาเป็น FEVER project เราก็ยังไม่ชัวร์ว่าเราจะลงกับวงนี้จะถูกไหม แต่พอมาดูแล้ว ผมว่า คำว่า FEVER เหมาะกับเด็กทุกคน
ขอถามตรงๆ นะครับ ถ้ามีคนบอกว่าก๊อปปี้หละครับ
ก็ขอบอกว่าระบบการเป็นไอดอล ถูกล๊อคไว้ประมาณนี้แล้ว ก็คือสิ่งที่ดีที่สุดของการทำไอดอล มันไม่ได้ copy แต่เป็นการ design มาแล้วว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดในการทำวง style นี้ มันเพียบพร้อม มันไปได้
ปีนี้จะมี single แรกให้ฟังไหมครับ หรือวางแผนไว้อย่างไรบ้างจนถึงสิ้นปีนี้?
ในช่วงแรกน่าจะได้ single มา 1 เพลงก่อน และภายในปีนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 เพลง คือที่แปลนไว้นะ มันถูกทำมาไว้แล้ว รอแค่ให้เด็กพร้อม เพราระหว่างทางที่ผ่านมาก็ได้มีการถูกซ้อม ให้ลองไปแล้ว
ที่บอกว่ามี 3 เพลง รวมเป็น Single เดียว หรือว่าแยกกันครับ?
ครับ อยู่ด้วยกัน

 

รายได้จะมาจากไหน?
รายได้ตามระบบไอดอลเลยครับ Photo ขายแผ่น
แล้วอะไรผลิตเสร็จก่อน? จะเริ่มอะไรก่อนระหว่างซีดีซิงเกอร์ หรือ โฟโต้ ?
ใจอยากจะให้เป็นเพลงที่ออกมาก่อน จริงๆ ผมอยากจะดู feedback เพลงแรกที่ออกไปก่อน เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่ากระแสจะกลับมาประมาณไหน
Feedback วัดจาก?
การพูดถึง การรู้จักของสังคมโดยรวม
ผมอยากรู้ เพราะบางคนมีวิธีวัดที่ต่างกัน เช่น ดูจากยอดวิว มี meet and greet วิธีการวัดของคุณคืออะไร?
ก็อย่างที่ว่าต้องดูจากยอดเยี่ยมชม ยอดการมองเห็น ยอดการมอง คนชอบ การพูดถึง สังคม โซเชียลโดยรวมเป็นอย่างไร ณ ตอนนั้น

 

ในแง่ของไอดอล หนึ่งในสิ่งที่ไอดอลพ่วงมาจากญี่ปุ่น มันจะไม่เหมือนไอดอลสมัยนี้ ทุกอย่างเป็นกระบวนการโดยค่าย และแต่ละคนต้องทำภาพเหมือนกัน คาเรกเตอร์ของเด็กมันพร้อมกับการที่ต้องทุ่มเทกับมันแล้วหรือยัง?
ผมมองว่ามีค่ายบางอย่างอาจจะไม่พร้อมไปนอนคลุกคลีตีโมง
ผมมองว่าส่วนหนึ่งในการที่ไม่มีข้อจำกัดของไอดอลแล้ว เด็กที่เข้ามารู้แล้ว มีตัวอย่างให้เห็นว่าการเป็นไอดอลจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีการเตรียมใจมาก่อน แต่ไม่ใช่ว่าเราจะมาแค่ร้องเพลง ออกอีเวนท์อย่างเดียว ชีวิตรอบตัวเราหลายๆ เรื่องก็จะกลายเป็นเบื้องหน้า ความเป็นไอดอลให้มากขึ้น ผมคิดว่าหลังจากที่มีกระแสไอดอล เด็กเข้าใจไอดอลมากขึ้น และมีการเตรียมตัว เตรียมใจมาแล้ว ว่าจะต้องเจออะไร
ผมไปดูซีนหนึ่งที่ไปเที่ยวทะเล แล้วมีอยู่คนหนึ่งที่พอถ่ายเสร็จปุ๊บก็กลับไปโลกของตัวเอง โลกของตัวเองคือ การไม่คุยกับเพื่อน แต่เป็หนการสร้างอะไรของตัวเองขึ้นมา
เตรียมน้องๆ กับการดูแลแฟนคลับ ผมขอถามทีเดียวเลยว่าความถี่ในการให้น้องๆ เข้ามาซ้อม เต้น ร้อง อย่างไร? เตรียมรูป เตรียมข้อความ ไหม? เรามีเงินให้น้องไหม? ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร?
การซ้อม ตอนนี้เราวางไว้ 3-4 ครั้ง ต่ออาทิตย์ รวมทั้งเต้นและร้อง เพราะคิวเด็กค่อนข้างยาก บางคนเรียน บางคนทำงาน เวลาว่างค่อนข้างน้อยมาก ส่วนเรื่องการเตรียมความพร้อมเรามีทีมที่เตรียมไว้อยู่แล้ว เขาจะคำนวณ ดูตลาด ว่าช่วงไหนควรลงความถี่เท่าไร เด็กควรจะลงเรื่องพวกนี้ หรือ ลงเวลาดีที่เด็กควรจะลง แต่ตอนนี้ก็มีเด็กบางคนที่มีทั้งเก่งโซเชียล และไม่เก่งโซเชียล เด็กที่ชอบโพสต์ ชอบกิน กับเด็กที่ไม่ชอบโพสต์ เราก็ต้องตีมาตรฐานว่าให้ช่วยลงให้เท่าๆ กัน
แล้วมีเงินเดือนให้เด็กๆ ไหม?
ผมไม่แน่ใจว่าพูดเรื่องนี้ได้ไหม เพราะจริงๆ แล้วก็มีทั้งเด็กที่เรียนและทำงานอยู่ เอาเป็นว่ามันเป็นวงที่เด็กได้ใช้ชีวิตปกติ คนที่เรียนก็เรียน คนที่ทำงานก็ทำงานอยู่ ก็จะได้รายได้จากการทำงานและได้รายได้จากตรงนี้ด้วย
คือเรามีจ่ายค่าร้อง เราไม่มีเงินเดือนใช่ไหม?
ตอบว่า มีรายได้จากการเป็นไอดอลดีกว่า
ผมคิดว่าคำถามนี้จะเป็นคำถามที่ถูกถามเสมอว่า ทำแล้วได้อะไร บางคนก็มีข้อสังเกตเสมอว่า official ได้โน้นได้นี่ แล้วเด็กๆ หละ?
ซึ่งบอกตัวเลขไม่ได้อยู่แล้ว บางที่บอกให้เป็นเงินเดือน บางที่ออกอีเวนท์แล้วให้ ของคุณเป็นรูปแบบไหน?
ด้วยความที่ว่า หลายคนก็เรียกว่าไอดอล part time เพราะเป็นส่วนวัฒนธรรมของเขา ไม่ได้ให้ลาออกจากงานทุกคน ทุกคนทำงานได้ แต่ต้องมีเวลาที่ต้องทำ มีการทำสัญญาด้วย ก็คือรูปเงินเดือนมันเป็นเงินเดือนไม่ได้อยู่
แล้วเพาะมันเป็น part time แต่ผมจะไปเคลียร์เรื่องรายได้ ความแตกต่างของการที่เข้าบริษัทกับที่เข้าน้อง ไม่ให้ต่างกันเท่าไหร่ อย่างรายได้บางอันควรเข้าเด็กให้เยอะกว่านี้
เป้าระยะสั้นที่เรามอง ไม่ขอมองระยะยาวนะครับอยากให้ FEVER เป็นอย่างไร?
อยากให้ FEVER เข้าไปอยู่ในสายไอดอลก่อนตอนนี้ ให้คนรู้จักว่า FEVER เป็นวงไอดอลอีกวงหนึ่ง ที่มีสไตส์เป็นแบบนี้ เพราะเป้าหมายแรกอยากจะให้เป็นที่รู้จักก่อนอยู่แล้ว ไปคาดหวัง ตอนนี้ก็คาดหวังไม่ได้อยู่แล้ว เพราะตอนนี้หมู่ไอดอลก็เยอะ
ถ้า BNK48 ขายความพยายาม บอกว่า FEVER ขายอะไร?
พูดยาก ถ้า BNK48 มีความพยายาม เรามีความแตกต่างดีกว่า กดดัน พูดยาก

 

สมาชิกวง Fever

 

BeamBeam FEVER
https://www.facebook.com/beambeam.fever/
https://www.instagram.com/beambeam.feverth/

 

Pop FEVER
https://www.facebook.com/poppy.fever/
https://www.instagram.com/pop.feverth/

 

Beam FEVER
https://www.facebook.com/beam.fever/
https://www.instagram.com/beam.feverth/

 

Baimon FEVER
https://www.facebook.com/baimon.fever/
https://www.instagram.com/baimon.feverth/

 

Ply FEVER
https://www.facebook.com/ply.fever/
https://www.instagram.com/ply.feverth/

 

Baifern FEVER
https://www.facebook.com/baifern.fever/
https://www.instagram.com/baifern.feverth/

 

Spam FEVER
https://www.facebook.com/spam.fever/
https://www.instagram.com/spam.feverth/

 

Su FEVER
https://www.facebook.com/ssu.fever/
https://www.instagram.com/su.feverth/

 

Baibua FEVER
https://www.facebook.com/baibua.fever/
https://www.instagram.com/baibua.feverth/

 

Froy FEVER
https://www.facebook.com/froy.fever/
https://www.instagram.com/froy.feverth/

Cee FEVER
https://www.facebook.com/cee.fever/
https://www.instagram.com/cee.feverth/

Boss FEVER
https://www.facebook.com/bossboss.fever/
https://www.instagram.com/boss.feverth/

ดูก่อนใคร แคชเฟส & อัลบั้มภาพ น้องๆ วง Fever ไอดอลเชื้อสายไทย [มีภาพ มีคลิป]

ทำความรู้จักน้องๆ Fever กับคลิปสัมภาษณ์แบบครบคน

สัมภาษณ์โดย : Peetapat Pothisaratana, Sukit Jaroenmukayanan

ถอดเทปโดย : นิรนาม

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บันเทิง

ทำความรู้จักน้องๆ Fever กับคลิปสัมภาษณ์แบบครบคน

Published

on

หลังจากที่แนะนำตัวด้วย แคชเฟส กันไปแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา วันนี้พาน้องๆ Fever มาแนะนำตัวด้วยชื่อนามสกุลจริง อายุ ปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์เวอร์ชั่นกระชับ กับตัวอย่างคำถามเช่น แรงบันดาลใจ ที่อยากเป็นไอดอล, ไอดอลในดวงใจ, เหตุการณ์ในวันออดิชั่น, นิสัยส่วนตัวเป็นยังไง ฯลฯ ตัดแยกมาเป็นคนๆ เชิญรับชมกันได้นะครับ

BeamBeam FEVER
https://www.facebook.com/beambeam.fever/
https://www.instagram.com/beambeam.feverth/

 

Pop FEVER
https://www.facebook.com/poppy.fever/
https://www.instagram.com/pop.feverth/

 

Beam FEVER
https://www.facebook.com/beam.fever/
https://www.instagram.com/beam.feverth/

 

Baimon FEVER
https://www.facebook.com/baimon.fever/
https://www.instagram.com/baimon.feverth/

 

Ply FEVER
https://www.facebook.com/ply.fever/
https://www.instagram.com/ply.feverth/

 

Baifern FEVER
https://www.facebook.com/baifern.fever/
https://www.instagram.com/baifern.feverth/

 

Spam FEVER
https://www.facebook.com/spam.fever/
https://www.instagram.com/spam.feverth/

 

Su FEVER
https://www.facebook.com/ssu.fever/
https://www.instagram.com/su.feverth/

 

Baibua FEVER
https://www.facebook.com/baibua.fever/
https://www.instagram.com/baibua.feverth/

 

Froy FEVER
https://www.facebook.com/froy.fever/
https://www.instagram.com/froy.feverth/

 

Cee FEVER
https://www.facebook.com/cee.fever/
https://www.instagram.com/cee.feverth/

 

Boss FEVER
https://www.facebook.com/bossboss.fever/
https://www.instagram.com/boss.feverth/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

สัมภาษณ์

UniChat ต้อนรับเปิดเทอมกับ “แสตมป์” เฟรชชี่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Published

on

เพิ่งเปิดเทอมกันไปสักพัก หนุ่มสาววัยมหาวิทยาลัยคงหน้าชื่นตาบาน มีความสุขต้อนรับเทอมแรกกันเรียบร้อย แต่น้องๆ เฟรชชี่หลายคนอาจยังรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยกันอยู่ รวมถึงยังปรับตัวไม่ค่อยได้ เพราะแผนการเรียนเอย ชั่วโมงการเรียนเอย เพื่อนใหม่เอย ได้เปลี่ยนไปหมดทุกอย่าง.. วันนี้แบไต๋ก็รีบจับสาวเฟรชชี่มานั่งพูดคุยด้วยว่ายินดียินร้ายกับขีวิตเฟรชชี่ยังไงบ้าง เอาล่ะ! ชักช้าอยู่ใยเดี๋ยววันนี้เราไปคุยกับ แสตมป์ – มนชิดา ลิขิตปถัมภ์ เฟรชชี่คณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรชีวการแพทย์ นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กันเลย!

เป็นมายังไง ทำไมกลายเป็นสาววิทยาได้

ที่แตมเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ชีวการแพทย์หลักสูตรนานาชาติ เพราะแตมชอบเรียนวิชาชีวะ ชอบศึกษา Anatomy และสนใจด้านสุขภาพค่ะ ซึ่งสาขาชีวการแพทย์ก็ตอบโจทย์ความสนใจของแตมมาก เพราะเราได้เรียนพื้นฐานทั้งหมด พูดง่ายๆ ก็เรียนวิชาพื้นฐานของแพทย์ แต่ว่าไม่ได้เจาะลึกค่ะ

เล่าวันประกาศผลการสอบเข้าให้ฟังหน่อยสิ

ตอนประกาศผลรอบ 3 มหิดลประกาศเกือบท้ายๆ เลยค่ะ ตอนนั้นแตมลุ้นมาก (หัวเราะ) แตมอยู่ที่กระบี่กับเพื่อนๆ ค่ะ วันนั้นตอนเช้ากำลังจะออกไปดำน้ำกัน มหิดลประกาศตอน 9 โมง แตมรอตั้งแต่ 7 โมง พอเห็นชื่อเราในประกาศของมหาวิทยาลัย มือสั่นไปหมดเลย ทั้งรู้สึกดีใจแล้วก็โล่งใจ เหมือนความพยายามที่เราอดทนรอมาและตั้งใจมันเห็นผลสักที รีบบอกคุณพ่อคุณแม่ก่อนเป็นอย่างแรก เพราะท่านเป็นกำลังใจและให้การสนับสนุนมาตลอด เรารู้สึกว่าพอเราติดแล้วทำให้ท่านภูมิใจ หายเหนื่อย แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

สมมติว่าแสตมป์ไม่ได้เข้าคณะที่ใช่ มหาวิทยาลัยที่ชอบ แตมจะบอกตัวเองว่ายังไง

จริงๆ แล้วแตมอยากเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ค่ะ แต่ว่าไม่ได้ในมหาวิทยาลัยที่แตมหวังไว้ วิธีที่แตมปรับทัศนคติและให้กำลังใจตัวเองคือก่อนเตรียมตัวสอบตลอดจนถึงการสอบ แตมพยายามตั้งใจทำให้เต็มที่ที่สุดค่ะ พอผลออกมาไม่ว่าจะตามที่เราต้องการหรือผิดหวังไปบ้าง แต่เราก็ได้ตั้งใจทำมันออกมาให้ดีที่สุดแล้ว เราก็ยอมรับผลที่ตามมาแล้วไม่รู้สึกเสียใจค่ะ และอีกทางคือเราก็หาคณะสำรองที่เราชอบและสนใจควบคู่ไปด้วย เป็นอีกแนวทางนึงที่เราควรเตรียมตัวเผื่อไว้ค่ะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ผิดหวังกับการเรียนต่อมหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะฝากบอกเค้าว่าอะไร

แตมอยากบอกว่า มหาวิทยาลัยเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นก้าวสำคัญของชีวิตก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่เราสอบไม่ติดคณะที่เราต้องการ จะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตค่ะ แตมอยากให้ทุกคนเคารพในความสามารถตัวเอง เห็นค่าในความพยายามที่เราทำ และเป็นกำลังใจให้ไปต่อ ถ้าเรายังชอบ ยังอยากเป็นในสิ่งนั้นๆ จริงๆ เรายังมีโอกาสที่จะทำตามฝันให้เป็นจริงเสมอค่ะ แตมเชื่อว่ามีอีกหลายคนมากๆ ทั้งครอบครัว ทั้งคนใกล้ตัวที่พร้อมจะเป็นกำลังให้เราค่ะ

กลับมาที่สาขาชีวการแพทย์กันบ้าง เค้าเรียนอะไรกันบ้าง

คณะวิทย์ ชีวการแพทย์หรือ Biomed เราเรียน 3 ปีครึ่งค่ะ ปี 1 ก็จะเรียนวิชาพื้นฐานทั่วไปค่ะ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ พอปี 2 ก็จะมีการผ่าอาจารย์ใหญ่ค่ะ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของคณะนี้ ที่ได้มีการผ่าอาจารย์ใหญ่และลองลงมือทำจริงๆ แล้วก็เรียนพื้นฐานอื่นๆ เช่น พยาธิวิทยา เภสัชวิทยา ฯลฯ เราจะเน้นเรื่องการวิจัยแล้วก็ทำแลปเป็นส่วนมากค่ะ

มีกฎเคร่งๆ หรือเรื่องพีคๆ ในมหาวิทยาลัยที่รู้สึกเซอไพรส์บ้างมั้ย

จริงๆ แล้วด้วยความเป็นภาคอินเตอร์ กฏระเบียบก็จะไม่เคร่งมากค่ะ ค่อนข้างสบายมากด้วย เรื่องพีคๆ ในมหาวิทยาลัยคงเป็นการเจอตัวเงินตัวทองหรือบุ๋ย ที่เด็กมหิดลชอบเรียกกัน เดินเพ่นพ่านเป็นว่าเล่นในมหิดลเลยค่ะ

ที่มหิดล มีกิจกรรมต้อนรับเฟรชชี่อะไรบ้าง

ที่มหิดลจริงๆ มีกิจกรรมเฟรชชี่ให้ร่วมเยอะมากค่ะ หลักๆ ก็กิจกรรมรักน้องที่เหมือนกิจกรรมรับน้องของมหิดลที่ผ่านมาค่ะ แล้วก็มีกิจกรรมตามชมรม แล้วก็ไฮไลท์เลยคือมหิดล มีคอนเสิร์ตเยอะมากค่ะ มาไม่หวาดไม่ไหวกันเลยทีเดียว

แสตมป์ชอบกิจกรรมไหนบ้าง

กิจกรรมที่แตมชอบมากที่สุดน่าจะเป็นค่ายรับน้องของคณะวิทย์ค่ะ ถึงจะเป็นค่ายที่ไม่ใหญ่มากแต่สนุกและอบอุ่นมากค่ะ ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ทุกสาขา กับรุ่นพี่ปีต่างๆ ได้มิตรภาพและความสนุกกลับไปเยอะแยะเลยค่ะ

เรื่องที่ยากที่สุดสำหรับการเป็นเฟรชชี่คืออะไร

แตมว่าเรื่องยากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการจัดเวลาต่างๆ ให้ลงตัวค่ะ ทั้งการเรียน และกิจกรรม เพราะว่าไม่มีใครมานั่งบังคับเหมือนตอนเราอยู่มัธยม เรามีอิสระมากขึ้นในแทบทุกด้าน วิธีของแตมก็คือจัดสรรเวลาให้ดีค่ะ วางแพลนไว้ว่า วันนี้ อาทิตย์นี้เราต้องทำอะไรบ้าง เรียนอะไร มีควิซตัวไหน ต้องเตรียมตัวยังไง และก็ที่สำคัญพยายามเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดด้วยค่ะ เพราะชีวิตเฟรชชี่มีครั้งเดียวค่ะ

ระหว่างม.ปลายกับเฟรชชี่ ต่างกันยังไงบ้างสำหรับแสตมป์

อย่างที่แตมบอกว่าต่างกันที่อิสระในการทำสิ่งต่างๆ แล้วก็สังคมค่ะ มหาวิทยาลัยสังคมกว้างขึ้นมากๆ ได้รู้จักเพื่อนเยอะ และมีโอกาสได้ลองทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนในกิจกรรมต่างๆ ค่ะ

เคล็ดลับในการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ

โชคดีที่แตมค่อนข้างเข้ากับคนง่าย และเพื่อนในมหาวิทยาลัยที่แตมรู้จักก็น่ารักมากๆ ค่ะ ถือว่าเป็นสิ่งที่โชคดี ส่วนวิธีที่แตมปรับตัวก็น่าจะเป็นการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆตลอดเวลาค่ะ แล้วก็ยอมรับความคิดเห็นและความแตกต่างของคนอื่น ทำให้เราอยู่ในสังคมอย่างแฮปปี้

วางแผนการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยไว้ยังไงบ้าง

แตมวางแผนไว้ว่าแตมตั้งใจจะจบตามกำหนด 3 ปีครึ่งค่ะ แล้วก็ระหว่างที่เรียนก็จะเก็บเกี่ยวและค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ ในตัววิชาค่ะ เพื่อเอาไปต่อยอดหลังเรียนจบ

ตั้งแต่เปิดเทอมมา ประทับใจเรื่องไหนในมหาวิทยาลัยบ้าง

เปิดเทอมมา แตมประทับใจความสัมพันธ์ของคณะภาคแตมมาก แตมไม่ได้จะอวยนะ (หัวเราะ) ด้วยความที่เรามีกันไม่เยอะ ทำให้เรารู้จักทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันแบบทั่วถึงจริงๆ มันทำให้เราสนิทกันเร็ว และมีอะไรก็ปรึกษากัน ช่วยเหลือกันจริงๆ เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นแล้วก็น่ารักมากค่ะ

เครดิตรูปจาก Alanggraph

แนะนำแอปดีๆ ที่ต้องมีติดเครื่องหน่อยค่ะ

แอปที่แตมชอบใช้คือ แอป Calendars ค่ะ ใช้ตั้งแต่ตอนเตรียมตัวอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้า จนถึงตอนนี้ มีประโยชน์ในการจัดการเวลาแล้วก็เตือนความจำได้ดีมากค่ะ

YouTube

ดาวน์โหลด

เป็นไงกันบ้างคะ กับสาวเฟรชชี่ของเราในวันนี้ ทำเอาเปิดเทอมนี้สดใสเลยใช่มั้ยล่ะ.. แบไต๋ก็ขอให้เปิดเทอมนี้น้องๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยสนุกและได้ประสบการณ์ดีๆ กันถ้วนหน้านะคะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!