Connect with us

สัมภาษณ์

Unichat สัมภาษณ์ “แยม” บัณฑิตสาวคณะบริหารธุรกิจ กับงานอดิเรกชิคๆ

Published

on

คณะบริหารธุรกิจ” ถือเป็นคณะที่มีชื่อเสียงเรียงนามโด่งดัง เป็นคณะอันดับต้นๆ ที่หลายๆ คนอยากจะร่ำเรียน เพราะสามารถประยุกต์รายวิชาที่เรียนมาได้อย่างหลากหลาย แถมยังเรียนสนุก ลุกนั่งสบาย ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์หลากหลายด้วย เราเลยไม่แปลกใจกัน ที่ใครๆ ก็อยากจะรู้จักคณะนี้

วันนี้แบไต๋เลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสาวคณะนี้กันสักหน่อย ตัวแทนของสาวบริหารวันนี้คือ แยม-นิยุตา คงปรางค์ ที่เพิ่งเรียนจบเป็นบัณฑิตมาหมาดๆ จาก คณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ที่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และกำลังทำงานในตำแหน่ง Talent Assistant ที่ Thoughtful Media Thailand ไปคุยกับเธอกันเลย!

เพิ่งเรียนจบมาแบบนี้ เล่าย้อนความหลังให้ฟังหน่อยสิ

ตอนเรียนนี่เป็นอะไรที่สนุกมาก แยมโชคดีเจอเพื่อนดีๆ ทุกคนเลย สนุกสนานกันเต็มที่ แล้วก็จะมีคนที่คอยดึงเพื่อนๆ ให้ทำงานส่งงาน ก่อนสอบก็จัดติวกันเอง แล้วแยมเรียนบริหาร บางทีอ่านหนังสือคนเดียวมันไม่เข้าใจ ก็จะรวมตัวติวกัน ใครเก่งวิชาไหนก็สลับกันติวให้เพื่อน ที่มหาวิทยาลัยแยมบังคับเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วย ด้วยความที่คนญี่ปุ่นเค้าเคร่งมาก เรียนญี่ปุ่นเช้านี่เพื่อนต้องโทรปลุกกัน ต้องเช็คการบ้านกันน่าดู (หัวเราะ)

ว่าแต่คณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศเค้าเรียนอะไรกันบ้าง

ที่แยมเรียนจะเรียนทุกอย่างของสาขาบริหารเลย จะไม่ได้เน้นไปบัญชี การตลาด โลจิส หรือทางไหนเป็นหลัก แต่จะเน้นภาษาอังกฤษกับการปฏิบัติจริง

โดยปี1 จะเป็นพวกวิชาพื้นฐานหมดเลย ตอนเรียนบัญชีตอนแรก แยมสนุกมาก ชอบมาก แต่พอเข้าปี 2 ปี 3 เท่านั้นแหละ รู้เลยนรกมีจริง (หัวเราะ)

ตอนเรียนแยมจะชอบเรียนการวิชาอีคอมเมิช การตลาดอะไรแนวนี้มาก เพราะเราอยู่กับการซื้อของขายของตามสไตล์ผู้หญิง มันเลยแบบ เอ้อสนุกเนอะ เค้ามีวิธีคิดกันแบบนี้หรอ เราต้องทำแบบนี้หรอ เหมือนต้องอ่านใจคน มีดีเทลยิบย่อยเยอะมาก ก่อนจะแพลนทำการตลาดสักอย่างขึ้นมา ตอบโจทย์คนที่อยากเรียนรู้โครงสร้างการทำธุรกิจมากๆ ได้ทุกได้เรียนทุกอย่างจริงๆ

อีกอยากที่อยากนำเสนอมากๆ คือโปรเจคเฮ้าส์ ที่เป็นโปรเจคของสาขาธุรกิจระหว่างประเทศที่แยมเรียน คือเป็นโปรเจคที่ทำร่วมกันทั้ง 4 ชั้นปี ทำธุรกิจขึ้นมาจริงๆ ต้องคิดหาโปรดักซ์ที่เราจะสร้างเป็นแบรนด์ขึ้นมาขายจริง ลงทุนจริง ขาดทุนจริง (หัวเราะ) อันนี้คือดีมากๆ เหมือนเราร่วมกันเปิดบริษัท วางแพลน ทำแพคเกจ ทำการตลาด ขาดทุนก็ต้องช่วยกันแก้เพราะเราใช้เงินจริงลงทุน จบมาพอทำงานมันทำให้เรามั่นใจมากกว่าคนอื่นนะ เพราะเราเคยผ่านกระบวนการพวกนี้มาแล้ว เป็นพอร์ทตอนสมัครงานด้วย ถือเป็นโปรเจคที่ชอบและภูมิใจที่สุด

เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เล่าให้ฟังหน่อยสิ

หนูเป็นคนชอบใช้เงินค่ะ (หัวเราะ) เลยรู้สึกว่าใช้เงินเก่งก็ต้องหาเงินเก่ง คือตั้งแต่ตอนเข้ามหาลัย ปี1 เลย เรารู้สึกว่าเราอยากกินอยากเที่ยวตามประสาเด็ก เราเลยหารายได้พิเศษ เริ่มแรกเลยก็ไปเป็นเด็กร้านกาแฟ ก็ทำทุกอย่างในร้าน แต่พอเปิดเทอมมันก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เลยหางานที่ทำได้เวลาเลิกเรียน ก็เลยเริ่มไปเป็นติวเตอร์ สอนติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอนการบ้านดูแลเด็กประถม สอนหมดเลยค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นว่างเมื่อไหร่ก็รับสอนหมด ไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่น ก็ทำจนได้รับเชิญให้ไปติวเตอร์ที่โรงเรียน สอนเด็กกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เคยสอนมาเลย เป็น 100 คน รู้สึกแบบเราโชคดีมากได้โอกาสดีๆ แล้วเราก็ตั้งใจทำมันมาเรื่อยๆ เหนื่อยแต่แฮปปี้เพราะเรียนจบมาแบบไม่ขอเงินแม่เลย ส่งตัวเองเรียน แค่นี้ภูมิใจละหายเหนื่อย

จากเด็กจบใหม่ สู่การทำงานในชีวิตจริง เป็นยังไงบ้าง

ตอนนี้แยมทำงานอยู่ที่ Thoughtful Media Thailand ค่ะ เป็นบริษัทที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ YouTube แยมทำตำแหน่ง Talent Assistant จะได้คุยได้เจอคนเยอะมาก ซึ่งแยมชอบอยู่แล้วเพราะแยมไม่ชอบงานเอกสาร หลักๆ คือแยมจะติดต่อกับยูทูปเบอร์ ดูคอนเทนต์วีดีโอ  แล้วจะมีการ develop คอนเทนต์ สนุกดีตรงที่ได้ทำงานกับคนเยอะๆ คิดคอนเทนต์ต่างๆ แต่เวลาส่วนตัวบางทีก็จะมีงานมีอะไรเข้ามาบ้าง เพราะถ้ายูทูปเบอร์มีปัญหาหรืออยากสอบถามอะไรก็จะติดต่อเรา

ทำไมถึงเลือกทำงานด้านนี้หล่ะ

ตอนฝึกงานแยมได้ฝึกบริษัทที่ทำทางนี้เลย คือเป็นพาร์ทเนอร์ YouTube นี่แหละ แล้วรู้สึกว่ามันโอเคกับเรา ท้าทายตัวเองดีการที่เราต้องคุยต้องติดต่องานกับคนหลายๆ แบบ เหมือนจะง่ายนะ แต่ทำจริงๆ นี่ยากเลย แล้วฝึกเสร็จเค้าก็อยากให้เราไปทำงานด้วย ก็คุยกันแล้วโอเคเราก็เลยทำทางนี้ต่อเลย เพราะเรามีพื้นฐานความรู้ตรงนี้เคยทำงานตรงนี้แล้วด้วย

อีกอย่างงานด้านนี้ มีความท้าทายมากเลยค่ะ เพราะทัศนคติคนเราไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปคุยไปติดต่อกับเค้า วิธีการต่างๆ หรือการตอบรับจากคนแต่ละคนมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว อันนี้คือความท้าทายมากๆ เหมือนเราต้องเตรียมตัวตลอดเวลาที่จะออกไปพบพูดคุยกับคนใหม่ๆ ต้องแก้ไขสถานการณ์ให้ทันในบทสนทนานั้นๆ แยมต้องเรียกสติตัวเองตลอดเวลา (หัวเราะ) แต่สนุกดีค่ะ

คติการทำงานของแยม

อย่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีอะไรทำ (หัวเราะ) ล้อเล่นค่ะ คติประจำใจของแยมคือทำวันนี้ให้ดีที่สุด อันนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องเลย เพราะถ้าวันนี้เราทำดีแล้ว ผลมันก็จะออกมาดี ถ้าเราทำดีแบบนี้ทุกวัน ยังไงอนาคตข้างหน้าก็ต้องดีแน่นอนค่ะ

งานอดิเรกของแยมคือช่างภาพ!

เรื่องถ่ายภาพจริงๆ เริ่มมากจากที่แยมชอบไปเป็นแบบก่อนค่ะ พอเราไปถ่ายแล้วเห็นรูปสวยๆ เราก็อยากลองบ้าง ก็เริ่มศึกษาการถ่ายรูปจริงจัง เริ่มควักตังค์เยอะ (หัวเราะ) พอยิ่งเรียนรู้มันยิ่งสนุกเวลาเราได้พกกล้องออกไปข้างนอก กลับมาก็มาเช็คมาแต่งรูปที่เราไปถ่ายมา บางทีใช้เวลาทั้งวันแต่งรูปที่ไปถ่ายไปเที่ยวเล่น คือจริงจังมากกับทุกรูป เวลาไปกับกลุ่มเพื่อนหรือไปเที่ยวต่างจังหวัดก็จะเป็นคนคอยถ่ายรูปให้คนอื่น ชอบเวลาคนอื่นเอารูปที่เราถ่ายไปใช้เป็นรูปโปรหรือเอาไปลง มันแปลว่าเค้าชอบรูปที่เราถ่ายให้

ผลงานการถ่ายรูปของน้องแยม

งานอดิเรกอีกอย่างที่ต่อยอดจากการชอบถ่ายรูป คือพวกงานรีวิวต่างๆ ค่ะ แยมชอบเที่ยวค่ะ ไม่ว่าจะเที่ยวตระเวนหาของกินในกรุงเทพ หรือไปเที่ยวต่างจังหวัด เวลาไปทุกครั้งก็จะมีรูปกลับมาเยอะมาก แล้วแยมเป็นคนทำการบ้านดีมากก่อนไปเที่ยว หาที่พักที่แวะที่เที่ยวพร้อมหมด คิดแล้วว่ามีร้านอาหารกี่ที่ ร้านที่จะแวะถ่ายรูปตรงไหนอะไรเตรียมหมด เราก็จะเจอร้านดีๆ ที่พักดีๆ ที่คนอื่นยังไม่ค่อยได้ไปกัน ก็เลยเอามาเขียนเป็นไดอารี่ท่องเที่ยวนี่แหละใน Facebook เรา แล้วอยู่ๆ ก็มีคนแชร์ออกไปเยอะมาก ตกใจมากจริงๆ เพราะตอนนี้ยอดแชร์ 250,000 แชร์แล้ว กราบขอบคุณค่ะ (หัวเราะ)

แนะนำแอปเจ๋งๆ หน่อยสิ

แยมเป็นคนละเอียดเรื่องเงินมาก อย่างที่เล่าๆ ไป รายรับจากงานหลายอย่าง รายจ่ายก็เยอะ แยมเลยจะต้องจดบันทึกลงแอปเพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง (หัวเราะ) แอปที่แยมใช้เป็นประจำคือแอป WepleMoney ค่ะ ที่ชอบใช้แอปนี้เพราะมันมีอีโมติคอนน่ารักๆ แยกเป็นประเภทให้ เข้าใจง่าย แล้วก็มีกราฟสรุปให้ดูแบบเข้าใจง่ายมาก ว่ารายรับมาจากอะไร แต่ละเดือนหมดไปกับอะไรกี่เปอร์เซ็นต์ คือมีลูกเล่นเยอะแต่รูปแบบน่ารักเข้าใจง่าย ทำให้เราขยันจดบันทึก เพราะถ้าให้จดใส่สมุดหรืออะไรที่ไม่น่าสนใจ เราก็จะเบื่อ สุดท้ายเริ่มจดได้ไม่กี่วันก็เลิก แยมเคยเป็น (หัวเราะ)

ดาวน์โหลด

ถือเป็นสาวอีกคนที่มีไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ดูสนุกสนาน และมีความสามารถแบบสาวสมัยใหม่ ชนิดที่ว่าเก่งรอบด้านจริงๆ ส่วนคณะบริหาร ก็นับเป็นคณะที่น่าสนใจไม่น้อย ได้เรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนแบบเต็มๆ ชนิดที่ว่าจบออกมาประสบการณ์ล้นเหลือเลย แถมเรียนจบออกมายังได้ทำงานสนุกๆ อีกด้วย แบบนี้ใครสนใจอยากเข้าเรียนคณะนี้ ไม่ควรรอช้าแล้วหล่ะ

แสดงความคิดเห็น

บันเทิง

สัมผัสที่คุณต้องหลงรักกับ 7 สาว 7th Sense T-Pop Idol Girl Group

Published

on

ตามที่เราได้พูดคุยกับผู้ก่อการวง 7th Sense ไปแล้วก่อนหน้านี้ แล้วก็มีความเคลื่อนไหวออกมาเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทำ MV เพลง สัมผัสรัก ที่ใกล้จะออกในเร็ววันนี้แล้ว และการจำหน่าย Photo Set ชุด First Date มาวันนี้เรามาทำความรู้จักกับสาวๆ 7th Sense ทั้ง 7 จากทั้งหมด 20 คนกันครับ (โดยมีครูพิม ผู้จัดการวงนั่งล้อมวงคุยร่วมกันนะครับ) เริ่มต้นด้วยแนะนำตัวกันก่อน

 

วาวา : อายุ 21 ปี

เรียนอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์ค่ะ

 

น้ำหวาน : อายุ 19 ปี

ปัจจุบันเรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เรียนเป็นภาควิชานานาชาติ BBA ค่ะ Major International Business

 

เวเฟอร์ : อายุ 22 ปี

เคยเรียนที่คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็ลงเรียนอีกที่คือมหาวิทยาลัยรามคำแหงคณะสื่อสารมวลชน

 

แองจี้ : อายุ 24 ปี

จบรัฐศาสตร์จุฬาฯ ปัจจุบันทำ HR อยู่ค่ะ

 

แพรวเล็ก : อายุ 24 ปี

เป็น operation executive ค่ะ ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง จะเกี่ยวกับประสานงานให้กับลูกค้า

เทคแคร์ดูแลลูกค้าอะไรอย่างนี้ค่ะ โดยใช้ ภาษาอังกฤษกับญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่

 

ตัง ตัง : อายุ 24 ปี

นักแสดงอิสระ

ต้นมอส : อายุ 22 ปี

ครูสอนบัลเลต์

ทำไมถึงเลือกที่จะมาเป็นไอดอล

แพรวเล็ก : แพรวเล็กขอตอบนะคะ โดยส่วนตัวแล้วเนี่ยป็นคนที่ชอบร้องชอบเต้นมาตั้งแต่เด็กค่ะ พอขึ้นมามัธยมต้นก็ได้มีโอกาสไปสัมผัสวงการไอดอลของทางญี่ปุ่นค่ะ คือบางทีก็ไปดูคอนเสิร์ต ทั้งไทยและญี่ปุ่น พอเราลองศึกษาดูมันไม่ใช่แค่แบบคำว่าไอดอล มันไม่ใช่แค่ตัวอย่าง หรือเป็นแค่คอยให้กำลังใจ คนต่างๆ หรือว่าแฟนคลับเพียงเท่านั้น แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นค่ะ มันเหมือนกับว่าเราเข้ามาเป็นส่วนนึงของวงนี้เพื่อที่จะศึกษา เป็นเด็กฝึกงานที่เราอยากจะเรียนรู้ชีวิตการเป็นศิลปินอะไรอย่างนี้ค่ะ มีทั้งร้องเพลง มีเต้น มีเล่นละครที่ทำให้เราสามารถฝึกในหลายๆ อย่างได้

ตัง ตัง : ที่มาวง 7th Sense นะคะ จริงๆ ก็น่าจะเหมือนๆ กันว่าเป็นความฝัน ตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่ชอบร้องเพลงชอบเต้น อยู่ที่บ้าน อยู่ในห้องน้ำ อยู่บนรถก็จะร้องเพลงแหกปาก แต่อย่างของตัง ก็จะมีเรื่องการเรียนมาด้วยอะค่ะ ถ้าเรียนก็จะไม่สามารถมาตรงนี้ได้ แล้วยิ่งตอนป.โท ที่ตังต้องไปเรียนที่ประจีน มันก็เหมือนต้องทิ้งความฝันเอาไว้ก่อน แล้วพอตอนนี้เรียน จบป.โท แล้วกลับมาไทย ก็มีพี่ที่รู้จักแนะนำว่า มันมีวง 7th Sense กำลังหาสมาชิกอยู่ เราก็เห็นว่าเป็นโอกาสดี เพราะอายุเราก็ไม่เกิน ก็เลยลองดู ทำตามความฝันตัวเอง ก่อนที่จะไม่ได้ทำ

แองจี้ : ตอนแรกมีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็ก อยากร้องเพลงชอบการร้องเพลงที่สุดเลยเพราะรู้สึกเหมือนว่าอยากสื่อสารส่งความสุขไปถึงคนดูผ่านบทเพลง แล้วพอได้รับโอกาสได้เข้ามาออดิชั่นวงนี้ก็รู้สึกดีใจมากๆ เลย ได้ร้องเพลง ได้เข้ามาพัฒนาค่ะ แล้วพอไปออดิทอเรียม (ที่พบปะแฟนคลับ) แล้วได้เจอแฟนคลับ ได้ร้องเพลง แล้วเขาร่วมร้องไปกับเรา เข้ามาให้กำลังใจเราในเพจว่าเขาดีใจมากเลยที่เขาได้มาร้องเพลงกับเรา แองจี้ยิ้มให้เขา เราก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น แล้วเราเหมือนกับว่าได้ทำตามความฝันของเราด้วย และได้ส่งความสุขให้คนดูด้วย

น้ำหวาน : คือหนูไม่ได้ติดตามทางไอดอลญี่ปุ่นเหมือนพี่แพรวเล็กมาก่อน หนูเหมือนเพิ่งเข้ามาเรียนรู้ใหม่ การที่มียิงมิกซ์อะไร หนูพึ่งเรียนรู้ใหม่หมดเลย แต่ก็ชอบมากเลย รู้สึกว่ามันมันมาก แต่คือที่พี่แองจี้บอกว่า แฟนคลับเขาตื้นตันคือ หนูก็มีวันนึงเขาก็ Direct Message มาในเฟสบุ๊คของออฟฟิเชียล หนูตอบไม่ได้นะคะ แต่หนูก็เข้ามาไปอ่าน พอวันที่มีออดิทอเรียมวันอาทิตย์ เขาตื่นเช้ากว่าทุกวัน เพื่อมาดูพวกเรา เขาส่งให้หนูอะ แฟนคลับส่งมายาวมากหลายคนมากๆ หนูรู้สึกว่าเราสามารถเป็น Inspiration เหมือนอยากที่จะมีแรงบันดาลใจในการทำงานหรือทำอะไรอย่างนี้อะค่ะ เหมือนเป็นแรงผลักดันที่อยากทำต่อไปเรื่อยๆ

วาวา : วาเคยอ่านสัมภาษณ์ของดาราคนนึงเขาบอกแบบว่า สื่อสมัยนี้ สื่อออนไลน์มันสำคัญ มันจะดันให้สังคมไปทางไหนก็ได้เพราะตอนนี้ทุกคนเข้าถึงง่ายมาก ถ้าเราเป็นส่วนนึงที่ออกมาแสดงด้านดีๆ ให้สังคมเห็น ให้เขาเห็นความตั้งใจ เป็นแรงผลักดันทางด้านดีให้เขา น่าจะดีกว่าที่ไปโพสต์อะไรที่ทำให้สังคมไปในทางที่แย่ๆ ถ้าเราเป็นแรงบันดาลใจทางด้านนี้น่าจะดีกว่า

 

พ่อแม่คัดค้านไหมที่เราเข้ามาในวง 7th Sense

เวเฟอร์ : คือคุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนค่ะ เวลาที่จะมาทุกวันคุณพ่อก็จะให้คุณแม่มาเป็นเพื่อน ท่านรู้สึกว่ามันเป็นความฝันของหนู หนูอยากทำอะไร เขาก็อยากทำให้มันสุด จนเท่าที่หนูต้องการ คือไม่มีการคัดค้านทั้งพี่น้องก็ไม่ได้คัดค้านว่าเรามาอยู่ตรงนี้นะ

เขาไม่กลัวเสียการเรียน

เวเฟอร์ : เขาก็พูดนะคะ ว่าให้เราต้องตั้งใจเรียน แล้วตอนที่หนูไปสอบทั้งๆ ที่อยู่วงนี้ หนูก็ได้เอมา หนูเลยรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถทั้งสองอย่างให้มันดีได้ค่ะ (ปรบมือรัวๆ)

 

แล้วเราแบ่งเวลายังไง เพราะเราต้องมาซ้อมทุกเย็นไหม

ครูพิม : เกือบทุกวัน

 

แล้วแบ่งเวลายังไง การบ้านก็ต้องทำ หนังสือก็ต้องอ่าน

เวเฟอร์ : ก็ถึงบ้านหนูก็อ่านแป๊บนึงอะค่ะ ก็คืออ่านให้รู้สึกว่าไม่ง่วง เราจำได้ จนกว่าจะพออะค่ะ จนกว่าหนูรู้สึกว่าเราควรจะพอแล้วนะ หนูรู้สึกว่าหนูเป็นคนอ่านหนังสือเข้าใจง่าย หนูก็เลยทำให้ตัวเองได้เอมาได้ง่ายๆ (ปรบมือรัวๆ)

น้ำหวาน : จริงๆ ของหนูไม่เหมือนเวเฟอร์เท่าไหร่ ตอนแรกเรียนธุรกิจมาใช่ไหมคะ แต่ก็เพิ่งมารู้ว่าเรามีความฝันตรงนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วแต่เราเก็บมันไว้ในส่วนลึกของหัวใจแล้วไม่ทำมัน จนกระทั่งวันนึงเรามาค้นพบเจอ เราเริ่มอยากจะทำแต่ทีนี้พ่อแม่ไม่ได้อยากให้เราทำขนาดนั้น แบบว่าเรื่องหลายๆ อย่างใช่ไหม เรื่องความปลอดภัย ความมั่นคงหลายๆ อย่าง แล้วคุยกับพ่อแม่หลายรอบมากๆ จริงๆ (เสียงสะอื้น น้ำตาร่วง) เรารู้ว่าตรงนี้เราทำแล้วเรามีความสุขมากๆ ทุกครั้งที่ได้ทำค่ะ แล้วแบบว่าพ่อแม่เขาจริงๆ เป็นคนเหมือนกับ… พ่อแม่เขาเป็นคนที่ออกมาคนละสายกับด้านวงการบันเทิง เขาไม่ได้ห้ามขนาดนั้น แต่เขาก็พูดหลายรอบว่าไม่อยากให้ไป เหมือนกับอยากให้ทำงานที่มันมั่นคง แต่หนูก็คุยหลายรอบเรื่องของความปลอดภัยด้วย แบบเวลาหนูไปแคสงาน หนูก็แบบว่า หนูขอเถอะ ไปแคสก็รายงานพ่อแม่ตลอด บางทีเขาก็ไปรับไปส่งอะไรอย่างนี้ค่ะ คุยบอกกับเขาว่า หนูตั้งใจจริงๆ มันเป็นความฝันของหนู หนูขอลองทำเพื่อพิสูจน์ สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ก็ขอลองเถอะ ชีวิตนี้ถ้าไม่ได้ทำหนูคงเสียดายก่อนตาย ก็มาทำ ตอนนี้พ่อแม่ก็โอเคแล้ว ถึงปากเขาจะบอกว่าไม่อยากให้มาทำเลย แต่ใจเขาไปรับไปส่งตลอด คอยพูดว่าเนี่ยหวานต้องพัฒนาตรงนี้นะ อยากให้ทำ อัพรูปคอยเช็ครูป เช็คยอดไลค์ เช็คอะไรให้หนูตลอดเลยอะ วันนี้ไลค์เพิ่มขึ้นแล้วเนี่ย

 

คิดว่าอะไรเป็นจุดที่ทำให้พ่อแม่ยอมรับในสิ่งที่เราเพียรสร้างเพียรขอเพียรพยายามทำ

น้ำหวาน : หนูว่าน่าจะเป็นที่แบบหนูทำมาตลอด คือตอนแรกๆ ที่หนูเข้ามาด้านนี้หนูก็ไม่รู้อะไรเลยอะ ไปแคสอย่างนี้ก็มีทั้งได้ไม่ได้ ไม่ได้เยอะมากเลย แต่หนูไม่เคยท้อ ถึงไม่ได้หนูจะเรียนรู้จากมัน แล้วหนูก็ไปใหม่ จนกระทั่งเอาให้ได้ แล้วเขาคงเห็นตรงนี้ของหนู

 

ก็คือไปแคสงานอย่างอื่นก่อนที่จะเข้ามาที่นี้

น้ำหวาน : ก่อนที่จะเข้ามาที่นี้

ครูพิม : น้องพยายามหาตัวเองแต่ยังไม่ค่อยเจอ จริงๆ น้องชอบทางด้านดนตรีมาอยู่แล้ว

น้ำหวาน : ใช่ๆ หนูก็เรียนเปียโนมาอยู่แล้ว

ครูพิม : เล่น อูคูเลเล่เป็นสายนี้มา เหมือนที่บ้านอาจจะตั้งความหวัง เพราะน้ำหวานเรียนเก่ง เขาก็ตั้งความหวังนิดนึง เขาก็กลัวว่าน้ำหวานอาจจะดรอปทางด้านนี้หรือเปล่า ทางเรียนดรอปลงหรือเปล่า แต่น้ำหวานก็พยายาม

พิสูจน์ว่าแบบมันไปด้วยกันได้ แล้วก็รับผิดชอบทั้งสองทาง

 

แต่ไม่ดรอปใช่ไหมการเรียน

น้ำหวาน : มันก็เพิ่งเข้ามา แต่หนูก็จะพยายามให้ให้มันอยู่ในมาตรฐานที่หนูโอเค หนูตั้งให้มันได้มากกว่า 3.6 เกียรตินิยมอันดับ 1 ก็โอเคแล้ว

วาวา : ถ้าพูดถึงเรื่อง Support จะคล้ายๆ พ่อน้ำหวาน เขาจะคอยเช็คเนี่ยยังขาดตรงนี้ ลองโพสต์รูปเยอะๆ แต่ว่าเขาจะมีความเข้าใจหนูทั้งพ่อทั้งแม่ เขาเชื่อในการตัดสินใจของหนูมากกว่า คือตอนที่หนูติดแล้ว จะเซ็นสัญญาหนูก็คิดแล้วว่าจะบอกกับเขายังไง จะคุยยังไง เขาจะให้ไหม เขาก็บอกแล้วแต่เลย แล้วแต่หนู เขาเชื่อว่าเราทำได้ เขาไม่เคยบังคับอะไรเลย แค่หนูชอบเขาเห็นว่าหนูตั้งใจ เขาเชื่ออะลองทำไม่ได้ห้าม

 

แล้วพี่ๆ หละครับ

ตัง ตัง : มันเหมือนของน้องๆ เลย คือเข้าใจค่ะ แต่เหมือนอย่างตัง ตัง ก็คืออย่างที่บอกว่าเรามีความฝันทางด้านนี้ตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็เรียน ป.ตรี ได้มีโอกาสเริ่มไปแคสงาน อย่างที่เล่าให้ฟังก็คือตัง เรียน ICT COMPUTER แต่ก็ได้มีโอกาสไปแคสงานโฆษณาหรือว่าถ่ายละครก็มีความรู้สึกว่าอันนี้ชอบแล้ว ไม่ใช่คอมพิมเตอร์แล้ว แต่ก็โอเคเรียนให้จบเพื่อที่บ้านและเพื่อคุณแม่ พอจบ ป.ตรี เราก็มีโอกาสได้ทำพิธีกร และโฆษณาด้วย ตอนนั้นจบ ป.ตรี อาจารย์เขาก็มาทักว่าอาจารย์มีทุนไปต่อ ป.โท ที่จีนให้นะ แล้วก็ไปเล่าให้แม่ฟังให้ที่บ้านฟัง ซึ่งก็รู้เลยว่าคุณแม่กับที่บ้านเนี่ย อยากให้ไป เขาก็ยังคิดแบบต้องการให้เรามีงานที่มั่นคง มีการเรียนที่ดี แต่เราก็รู้แล้วว่าเราชอบอะไร แต่เราก็โอเค สมัครไปให้ พอสมัครแล้วปรากฏว่าได้ ก็เลยต้องไป ก็เลยคุยกับแม่ว่าได้ทุนแล้วแต่หนูไม่อยากไปเลย หนูได้ทำตรงนี้แล้ว หนูชอบ หนูไม่อยากไป แต่อาจารย์ก็บอกว่าไม่ได้แล้ว เขาให้เราแล้ว ถ้าเราไม่ไปก็เหมือนเสียความสัมพันธ์ที่ดีไป ก็เลยไปเรียนต่อ ป.โท 2 ปี พอกลับมาพูดตรงๆ เรื่องอายุมันก็เยอะระดับนึงแล้ว หนูเลยขอมาม่าว่าขอ 1 ปี เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ว่าอยากทำตามความฝันตรงนี้ แต่ใจรู้เลยเพราะแม่ก็ถามบ่อยมากว่า ไม่ลองสมัครงานดูหรอ เพื่อนคนอื่นเขาก็ทำงานแล้วนะ ได้เงินเดือนทุกเดือน แต่ของเราไม่แน่นอนไม่มั่งคง แต่เขาก็ Support เขาก็รู้ว่าเราชอบตรงนี้ เขาให้เราทำ แต่เขาก็เป็นห่วงของเขาว่ามันจะไม่มั่นคงหรือเปล่า หนูเลยขอฮึดสุดท้าย

 

เหมือนว่า 1 ปี กับการพิสูจน์ตัวเองว่าเราจะไปได้ดีไหม ถ้าไปไม่ได้ก็จะยอม

ตัง ตัง : ใช่ค่ะ เหมือนอยากให้เวลาตัวเอง ขอโอกาสจากคุณแม่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ว่ามันไปได้ไหม เพราะหนูรู้สึกว่า ถ้า ณ จุดนี้ หนูไม่ได้ทำตรงนี้ หนูจะรู้สึกเสียใจไปตลอด เพราะว่าอายุมันอาจจะโตแล้ว มันจะไม่มีโอกาสได้มาทำตรงนี้อีกแล้วอะค่ะ

แพรวเล็กกับแองจี้พยักหน้าแรง 555

แองจี้ : จริงๆ ของแองจี้คล้ายทุกคนที่พูดมาเลย บ้านแองจี้ค่อนข้างเข้มงวดแบบคาดหวังสูงมากด้วยเพราะแองจี้เป็นพี่คนโตด้วย ตั้งแต่เด็ก ที่บ้านแองจี้เขาจะให้กฏ เขาขอแองจี้แค่เรื่องเรียน ต้องเรียนให้จบตรีและเรียนจุฬาเท่านั้น หรือว่าเขาก็อยากให้ทำงานประจำเหมือนที่บ้าน ตัง ตัง มีเงินเดือนเหมือนชีวิตคนอื่นเขา แต่เขาจะบอกแองจี้อยากจะทำอะไรเพิ่มก็ได้ แต่ต้องทำพื้นฐานที่เขากำหนดอยู่แล้วให้ได้ด้วย แองจี้ก็จะยิ่งชาเลนจ์ตัวเองมากขึ้นไปอีก แต่ว่าตอนแรกที่มาทำวงเหมือนกับว่าที่บ้านเขาก็ตามใจเราอยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้เสียในสิ่งที่เขาขอ

เพราะเรายังทำงานประจำอยู่

แองจี้ : แล้วเราก็ทำครบ 1 ปีตามที่เขาคาดหวังเอาไว้แล้ว

 

ผ่านช่วงพิสูจน์มาแล้ว

แองจี้ : ใช่ค่ะ แล้วก็เหมือนกับว่าพี่ที่ทำงานก็ชอบมาก อยากให้มาทำวง คือตอนนี้ทุกคนก็ผลักดัน ทุกคนก็จะแฮปปี้

 

แต่การที่เรามาทำตรงนี้ ทั้งที่เรามีงานประจำอยู่ เราต้องแบ่งเวลาไหม ต้องมีการลางานบ้างหรือเปล่า

แองจี้ : ก็มีบ้างค่ะ เราก็จะมีรูปแบบการลาหลายรูปแบบ เราก็ต้องมีการบริหารจัดการ หาช่องทางในการลาเอาเอง เราก็ต้องมาตรฐานเหมือนกัน แต่ว่าคือแองจี้เป็นคนแอคทีฟมาก ชอบทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน คือรู้สึกว่าถ้าทำอย่างเดียวมันเงียบเหงาเกินไป

ครูพิม : ต้นมอสมีอะไรไหม
ต้นมอส : ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาค่ะ เพราะว่าเหมือนกับแบบเป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กๆ เรียนเต้นมาตั้งแต่ 3 ขวบ ขอคุณแม่ พอเรียนจบปุ๊บ พอเริ่มสอนบัลเลต์ ตอนแรกก็บอกแม่ว่าจะมาเข้า 7th Sence นะ แม่ก็จะถามนิดนึง ก็ประมาณว่า แล้วจะแบ่งเวลาได้ไหม หรือว่าจะมั่นคงหรือเปล่า คุณแม่ไม่ได้มีปัญหา แต่ว่าจะเตือนตลอดว่าถ้าทำตรงนี้แล้วอย่าทิ้งการสอนบัลเลต์นะ หรือว่าทำบัลเลต์แล้ว สอนเหนื่อยวันนี้มาซ่อมไม่ไหว เราด้อยกว่าคนอื่นเป็นตัวถ่วงของวง เขาเรียกว่าอะไรนะ คือที่บ้านก็จะแบบค่อนข้างเคร่งเรื่องกฏระเบียบ แล้วก็การใช้ชีวิตคือเหมือนเวลาอยู่บ้านก็ต้องมีตารางอะค่ะว่า 7-8 โมง ตื่นนะ 8-9 โมงคุณอาบน้ำ คือต้องมีตาราง

แพรวเล็ก : สำหรับแพรวเล็กก็คล้ายๆ ทุกๆ คนเลย คือที่บ้านจะเคร่งมาก ยิ่งเรื่องเวลาคุณพ่อจะเข้มงวดมาก เราต้องมีความรับผิดชอบ ต้องตรงเวลาอยู่เสมอ คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนในสิ่งที่ทำค่ะ แต่จะมีเงื่อนไขตามมา ตั้งแต่มหาลัยแล้วหนูอยากไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น คุณพ่อก็สนับสนุนแต่มีกฏขึ้นมาว่าอย่างน้อยต้องจบได้เกียรตินิยมนะ ต้องได้เอทุกตัวนะ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนูอยากทำจริงๆ แล้วหนูก็แบบถ้าเรามีความตั้งใจทำไมจะทำไม่ได้ หนูก็เลยเรียนจบภายใน 3 ปีครึ่งได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ไม่เอทุกตัว เป็นคนไม่เก่งบริหารค่ะแต่จะได้เอทุกตัวทางฝั่งญี่ปุ่นแทน ก็จะมีเงื่อนไขแบบนี้มาตลอด จนกระทั่งช่วงเวลาทำงาน ตอนแรกก็ทำงานประจำอยู่แล้วพอออดิชั่นผ่าน คุณพ่อแม่ก็สนับสนุน แต่ก็บอกว่าเราต้องรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองนะ คือไม่ใช่ว่าทำฝั่งนี้ดีแล้วฝั่งหนึ่งจะด้อยลงไปนะ เหมือนต้นมอสอย่างนี้ค่ะ เราควรบริหารจัดการเวลาให้ดี อย่าให้เสียด้านใดด้านนึง อย่าให้เป็นตัวถ่วงของวง

 

แล้วเราทำงานประจำแล้วแบ่งเวลามาตรงนี้ยังไง อย่างวันนี้ก็ต้องลาหรือเปล่า

แพรวเล็ก : ใช่ค่ะ แต่ก็จะคุยกับหัวหน้าตั้งแต่แรกเลย ตั้งแต่ออดิชั่นผ่านมาจะขอปรับเวลาการทำงาน ก็จะลดเวลาการทำงานลงมา เพื่อให้ปรับเข้ากับการซ้อมของที่นี่

 

ยากกว่าคนอื่นๆ นะ เพราะว่าพี่ๆ ที่ทำงานด้วย นักเรียนมันตายตัวพอ 5 โมงก็เข้าซ้อมทุ่มนึง

ครูพิม : ตอนเย็นค่อนข้างจะเอื้อกับน้องๆ ทุกคน

 

แล้วพี่พิมจัดเวลาซ้อมยังไง

ครูพิม : ก็จะเริ่มประมาณ 6 โมงครึ่ง เลิก 3-4 ทุ่ม

 

พื้นฐานที่มีอยู่ เราพัฒนาต่อจาก 7th Sense เทรนนิ่งยังไง

ตัง ตัง : ก่อนอื่นขอเกริ่นก่อนว่าวงเราเนี่ย ไม่ได้เก่งทุกคน เวลาออดิชั่นเข้ามาไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นคนร้องเก่งหรือว่าเต้นเก่ง บางคนอาจจะร้องเพี้ยนด้วยซ้ำหรือว่าเต้นไม่ได้เลย แต่ว่าพี่ๆ เขาก็อาจจะเห็นบุคลิกหรือความตั้งใจของพวกเราค่ะเพราะฉะนั้นพอเราเข้ามาปุ๊บ ก็จะต้องมีการสอนร้องเพลง สอนเต้น เพราะว่าจริงๆ แล้วนอกจากการเป็นไอดอล หรือการเป็นศิลปิน นอกจะร้องจะเต้นแล้ว ก็จะต้องฝึกบุคลิกภาพ ฝึกระเบียบวินัย การพบสื่อการวางตัวอย่างนี้ด้วยค่ะ และบางทีการร้องเพลงก็อาจจะมีการแบ่งกลุ่มเพื่อที่จะได้เจาะลึกนักเรียนแต่ละคนมากขึ้น

 

จะเห็นว่ามาฝึกที่นี้จริงๆ จะมีประมาณ 3 ชม/วัน

ครูพิม : ก็จะประมาณ 6 โมงครึ่ง ถึง 4 ทุ่มอะค่ะ

 

สลับกันไปใช่ไหม ไม่ใช่ว่าทุกวันมาร้องมาเต้นใช่ไหม

ครูพิม : ถ้าหลักๆ ตอนนี้ก็จะมี ร้อง 2 วัน เต้น 2 วันแล้วก็วันอาทิตย์ก็จะมีงานที่ออดิทอเรียม แต่เราไม่ได้จัดทุกอาทิตย์ เพราะว่าเราต้องมีน้องพักบ้างหรือน้องไปออกสื่อบ้าง

 

เอาคนที่ร้องไม่เก่งก่อน เอาคนไหนดี ใครอยากจะตอบคนที่ร้องไม่เก่ง มีวิธีการฝึกยังไงนอกจากการมาฝึกที่นี่

เวเฟอร์ : ก็วันออดิชั่นนะคะ ร้องแล้วเปลี่ยนทำนองให้วงของตัวเอง เปลี่ยนทำนองให้เขาแถมร้องก็เพี้ยนเหมือนด้วยความตื่นเต้น แต่พึ่งสอบไป พี่พิมกับครูเอกก็ชมว่าดีขึ้นนะ รู้สึกว่าโอเคขึ้นเพราะว่าอยู่บ้านหนูเปิดยูทูปค่ะ แล้วก็ฟังเพลงหลายๆ แนวแล้วก็ทำอารมณ์ไปตามเพลง เพลงเศร้าหนูก็จะร้องไห้ไป เพลงมีความสุขก็เหมือนจะยิ้มไปกับเพลง หนูก็จะทำอารมณ์เหมือนสอนแอคติ้งให้ตัวเองมั้ง ทำตามเนื้อเพลงเลย
ครูพิม : วันออดิชั่นคือแบบว่า…
เวเฟอร์ : วันออดิชั่นทุกคนขำหนู แบบร้องเพลงเพี้ยน แถมยังทำนองท่อนสุดท้ายอะไรก็ไม่รู้ เปลี่ยนให้เขาไปหมดเลย
ครูพิม : ที่พิมบอกเมื่อกี้ เราเลือกจากหลายๆ แบบ เราไม่ได้เลือกจากคนที่เก่งอย่างเวเฟอร์ น้องน่ารักน้องยิ้มตลอด น้องก็สายทำบุญ เป็นแม่ชี เป็นคนจิตใจดีในการสัมภาษณ์อะไรอย่างนี้ค่ะ

 

มีใครร้องเพลงไม่เก่งอยากจะพูดอีกไหมครับ ว่าซ่อมยังไง

น้ำหวาน : หนูเองก็รู้สึกว่าตัวเองร้องเพี้ยนมากๆ ก็เคยไปเรียนร้องเพลงมาบ้าง ช่วงนี้ปิดเทอมอยู่หนูอยู่บ้านก็พยายามตั้งใจวอมเสียงให้ได้ทุกวัน เปิดคลิปวอมเสียง นั่งซ้อมที่บ้านแล้วก็มีการซ้อมเปียโนด้วย คือหนูเล่นเปียโนได้ แล้วหนูอัดคลิปลงยูทูปแฟนคลับขอเพลงมา หนูก็ตายเลยเพราะขอกันมาเยอะมาก หนูต้องทยอยซ้อมเพื่อให้แฟนคลับได้ฟังค่ะ ก็ตั้งใจเลยค่ะว่าต้องได้วันละ 1 ชั่วโมง เป็นมาตรฐาน

 

มีใครไหม มีใครก็เต้นยากจุง ร้องยากจัง

แองจี้ : เป็นคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย ร่างกายก็เหมือนกับไม่ค่อยคล่องหรือยืดหยุ่น ท่าเต้นส่วนใหญ่มันจะเป็นแบบการไอโซเลชั่น การแยกส่วนร่างกาย แล้วท่าเยอะมาก บางที 1-10 ภายในแปปเดียวแล้วแองจี้จำไม่ได้ แล้วต้องเต้นต้องโยกขาแล้วมันก็ไม่ลงจังหวะสักที ตอนแรกก็รู้สึกเหมือนกันนะว่าวันนึงเหมือนเต้นไปครึ่งเพลงแล้ว จะไปจำได้ยังไง ก็เลยใช้วิธีเหมือนกับว่าเรียนไปครั้งนึง กลับไปบ้านก็พยายามใช้วิธีการจำค่ะ จำให้เร็วที่สุดว่ามีท่าไหนบ้าง แล้วพอเริ่มทำท่าได้แล้วค่อยมาเก็บรายละเอียดให้มันถูกต้อง

 

อันนั้นก็คือไปทำที่บ้านต่อ

แองจี้ : ใช่แล้วตั้งแต่ตอนเรียนก็แบบให้ตัวเองเร็วที่สุด เข้าใจง่ายที่สุด คือดูปั๊บเข้าใจปุ๊บ ตอนแรกอาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่ก็เริ่มเปลี่ยนมายเซ็ทของตัวเอง ยิ่งเราช้ากว่าคนอื่น เราก็ยิ่งต้องให้ได้ไวเท่ากับเขา

 

ใครที่เก่งไหม ที่เต้นเร็วเต้นเก่งและสามารถดูแลน้องๆได้ ต้นมอสดูแลคนในวงยังไง

ต้นมอส : ก็ไม่ได้บอกว่าเต้นแบบดีมาก จนแบบครูโอเคขนาดนั้น

 

สเต็ปยังไงก็ต้องดีกว่าคนอื่น

ต้นมอส : ก็สอนทีละคน คนนี้มีปัญหาตรงไหนบ้างแล้วจะสอนทีละสเต็ป เขาขาดตรงไหน เขาถ่ายน้ำหนักผิดหรือเปล่า

 

ดูแล้วแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ให้ตอบทีละคน คิดว่าอะไรคือจุดเด่นของเรา

วาวา : อาจจะเป็นเพราะหนูเต้น Cover มาก่อน แล้วก็จะมีพื้นฐานด้านการเต้น เวลายิ้มแล้วไม่มีตา เวลายิ้มแล้วตาหายไปหมดเลย คงเป็นแบบรอยยิ้มอะไรอย่างนี้อะค่ะ

แองจี้ : จุดเด่นก็อาจจะเป็นรอยยิ้ม ความสดใสแล้วก็ความพยายามค่ะ อันนี้แฟนคลับบอกมา มีสโลแกนนะคะ ตอนนี้เป็นแองจี้ค่ะ แต่จะเป็นแองเจิ้ลในใจทุกคน

น้ำหวาน : ตาก็ตาหายเหมือนกัน แฟนคลับจะชอบแซวลืมตาแล้ว ลืมตาด้วย วันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็แซว นอกนั้นก็คงเป็นเรื่องของเปียโนอะค่ะ หนูเรียนเปียโนมาตั้งแต่เด็กๆ เล่นได้แล้วก็โพสต์ลง แฟนคลับเขาก็ชอบ ก็รีเควสมา แล้วก็ตอนนั้นไม่เคยรู้มาก่อนเลย ไปถามพี่พิมว่าเสน่ห์ของหวานคืออะไร พี่พิมบอกว่าเรื่องการพูด ซึ่งก็ไม่เคยรู้ แต่หวานก็เป็นพิธีกรประจำคณะอยู่แล้วอะค่ะ ก่อนหน้านี้ก็จะรับพิธีกรอีเว้น หรือแข่งพูดสุนทรพจน์ หรือทำดีเบตอะไรอย่างนั้นมาเยอะ

เวเฟอร์ : อาจจะเป็นเพราะหนูมองโลกในแง่ดีมาก แล้วจะสดใสเกินเหตุ สดใสเกินทุกคน แล้วก็ชอบยิ้มค่ะ ยิ้มเยอะ ยิ้มจนเห็นเหงือก รู้สึกว่าแฟนคลับชอบในความสดใส

แพรวเล็ก : ก็น่าจะเป็นที่เสียงเนอะ เสียงจะเล็กกว่าชาวบ้าน สโลแกนก็ถ้านึกถึงเสียงเล็กๆ ให้นึกถึงแพรวเล็กน้า โดดเด่นอีกอย่างก็น่าจะสายญี่ปุ่นมาเลย ยิงมิกซ์ ญี่ปุ่นแท้

ตัง ตัง : ก็เป็นเรื่องมุขแป๊กๆ เป็นคนร่าเริง ชอบยิ้ม แก้มบานเล่นมุกแป้กอะไรอย่างนี้อะค่ะ

ต้นมอส : ก็จะเป็นสาวสไตส์เท่ห์ๆ ขรึมๆ อะค่ะ ถ้าสมมุติว่ายืนอยู่ 20 คน ต้นมอสเหมือนจะนิ่งสุดหรือเปล่า

 

ในมุมมองของเรา คิดว่าเราแตกต่างจากคนอื่นยังไง

น้ำหวาน : เหมือนกับว่าของเราเป็น T-pop idol คือเป็นของไทย จะสังเกตได้จากวัฒนธรรมทั้งเรื่องของเพลงแนวเพลงของเราก็จะค่อนข้างแตกต่าง เพราะเราแต่งเองคนไทยเป็นคนแต่ง แล้วก็มีสไตล์ กลิ่นไอของยุค 90 เขามาเล็กน้อย

ตัง ตัง : ก็คือการนำเพลงสมัย 90 ที่ตอนนั้นยุคเพลงไทยกำลังเฟื่องฟู เราต้องการนำความสนุกนั้น เพลงไทยนั้นกลับมาอีกครั้งนึง แต่ว่าแนวเพลงของเราเนี่ย อย่างที่น้ำหวานบอก ก็คือเอาแนว 90 มาแต่ว่าเราจะบวกความเป็นอิเล็คทรอนิคให้เต้นไปด้วยได้ค่ะ

น้ำหวาน : ให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ฟังเพลงแนวเต้นมากขึ้น แล้วก็ปรับให้เข้ากับเขา

ตัง ตัง : เราขายความพัฒนา เหมือนรูปแบบก็คือ สัมผัสรัก ใช่ไหมคะ 7th Sense คือ สัมผัสรัก เป็นความรักระหว่างเมมเบอร์แต่ละคนกับแฟนคลับ เนื่องจากวงเราก็จะมีความใกล้ชิดกับแฟนคลับ เพื่อให้แฟนคลับเห็นความพัฒนาของพวกเรา และเป็นการส่งกำลังใจถึงกันและกัน

เตรียมรูป และข้อความกันยังไง เวลา Tu Tu Live เตรียมการกันอย่างไร

ต้นมอส : อันแรกเป็นรูปกับแคปชั่น คือรูปต้นมอสจะดูก่อนนอนว่าโอเคพรุ่งนี้จะรูปนี้นะ จะเตรียมตัวค่ะ จะคิดแคปชั่นให้มันคล้องจองกับรูปถ้าคิดไม่ออกจริงๆ อาจจะเป็นเหมือนเป็นคำให้กำลังใจหรือจะเป็นคำอะไรที่ตลกๆ ส่วนเรื่องไลฟ์จะคิดเรื่องไว้ วันนี้จะมาแนะนำตัว วันนี้จะมาคุยเรื่องสัตว์นะ จะคุยเรื่องของกิน จากนั้นจะมีแฟนคลับมาคุยด้วยตลอดอยู่แล้วเราก็จะอ่านคอมเมนต์แล้วก็ตอบ

แพรวเล็ก : สำหรับแพรวเล็กนะคะ ถ้าเรื่องรูปเนี่ยคือหนูเป็นคนที่แบบว่ามีแต่รูปเผลอ รูปหลุดหน้าตาตลกๆ เพราะฉะนั้นเลยรูปสวยๆ ไม่ค่อยมีค่ะก็เลยลงได้แค่วันละโพสต์เท่านั้นเพื่อที่จะได้มีรูปเหลือไว้ใช้ในวันต่อไป ก็อย่างต้นมอสเนอะว่ารูปนี้เราอยากจะสื่อสารอะไรกับแฟนคลับแต่ส่วนมากของหนูจะแบ่งเป็น 2 เรื่องหลักๆ ก็คือแนวตลกๆ ฮาๆไปเลย เพราะส่วนมากรูปไม่ค่อยสวย แล้วก็อีกรูปจะเป็นแนวให้กำลังใจอย่างนี้มากกว่าค่ะ ส่วนเรื่องไลฟ์เนี่ยพูดตรงๆ หนูเป็นคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วหนูจะชอบซ้อนประโยค ตอนช่วงก่อนจะไลฟ์เนี่ยหนูจะคิดเอาไว้แล้วว่า ในช่วงก่อนอาทิตย์นึงที่ผ่านมาเนี่ย เรามีอะไรที่เด็ดหรือมีอะไรที่อยากจะพูดกับแฟนคลับบ้าง แล้วก็จะเอามาพูดในไลฟ์ แต่ส่วนมากสิ่งที่คิดก็จะออกมาพูดได้แค่ 10 เปอร์เซ็น พอแฟนคลับพูดมา แล้วเราก็จะแบบว่าอะแล้วเมื่อกี้พูดอะไรไปนะ จะชอบเป็นอย่างนี้

เวเฟอร์ : ของหนูเมื่อก่อนเวลาลงรูปแล้วไม่มีแคปชั่นจะเป็นรูปอิโมจิ ตอนนี้ก็เริ่มคิดแล้วว่าเราจะต้องโพสต์ยังไงแบบรูปแบบนี้เหมาะกับแบบไหน แต่บางทีมันก็จะรูปไม่เหมาะกับแคปชั่น แต่ก็อยากโพสต์ให้แฟนคลับรับรู้ ตอนนั้นลงรูปแต่งตัวเท่ห์แต่ว่าลงแคปชั่นอะไรก็ไม่รู้ แล้วแฟนคลับถามว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน ก็เลยต้องปรับนิดนึงต้องคอยถามเพื่อนว่าแบบนี้โอเคไหม ก็จะมีเพื่อนๆ ช่วยกันตอบค่ะ ส่วนในไลฟ์ถึงบ้านก็ตั้งกล้องเลย ที่บ้านมีน้องหมาอยู่ 2 ตัวก็จะผลัดกันมาอ้อน เดี๋ยวก็ซ้ายเดี๋ยวขวา ก็เหมือนเรามีเพื่อนคุยเพิ่มขึ้นเป็นน้องหมา 2 ตัวคนก็จะอุ้ยน้องหมาน่ารักจังเลย เราก็จะจับขึ้นแบบ น่ารักไหม ก็คือใช้สัตว์เลี้ยงให้เป็นประโยชน์ค่ะ คือครึ่งชั่วโมงก็ต้องโชว์น้องหมา แต่ส่วนมากก็จะมีเดียร์ เดียร์ที่เข้ามาดูบ่อยๆ ก็มีเมมเบอร์เข้ามาดูบ่อย ก็เลยเผาเดียร์ พอเข้าไปเดียร์ก็จะเผาหนูผลักกันเผา เราจะมีเรื่องให้เผากันตลอดเวลา

น้ำหวาน : จริงๆ แล้วเป็นคนไม่ค่อยชอบเล่นโซเชียล หนูก็พยายามเล่นให้มากขึ้น วันแรกมีคนตะโกนว่า อยากให้น้องทุกคนโพสต์รูปทุกวันเลยหนูก็แบบอืม เราต้องพยายามโพสต์ให้บ่อยที่สุดแล้วละ แบบทุกวัน วันละโพสต์ละอย่างน้อย พยายามหารูปหาแคปชั่นก็จะเป็นแนวให้กำลังใจไม่ก็พูดฮาๆ ตลกๆ บ้าง ส่วนเรื่องไลฟ์ของหนูจะเป็นเล่นเปียโนให้เขาฟัง ก็พูดคุยก่อน คิดว่าเหมือนคุยกับเพื่อน แต่ละวันหนูไปเจออะไรมาบ้างก็จำมา อยากจะเล่าให้เพื่อนคนนี้ฟัง หนูก็เล่าตามนั้น เสร็จแล้วก็จะมีช่วงหลังนี้ก็จะมาเล่นเปียโน บางคนมาขอเพลงหนูก็มาเล่นให้เขา

 

แองจี่ : ถ้าเป็นในเพจส่วนใหญ่จะเล่า lifestyle ให้แฟนคลับฟังเพราะว่าแฟนคลับจะรีเควส อยากรู้จังเลยว่าวันนึงแองจี้ทำอะไรบ้าง ส่วนใหญ่จะลงเป็น 3 เวลาเช่นบางวันจะลงตอนเช้าก็จะ สวัสดีตอนเช้านะคะทุกคน ขอให้วันนี้เป็นเช้าที่ดีสำหรับทุกคน หรือตอนกลางวันก็จะแบบ ใกล้เที่ยงแล้วอย่าลืมหาอะไรทานนะคะ ถ้าเป็นตอนเย็นก็จะเป็นราตรีสวัสดิ์อะค่ะ แล้วก็จะมีโพสต์ให้กำลังใจ จะแบบสู้ไปด้วยกันนะคะ รูปที่เลือกส่วนใหญ่ก็จะเป็นรูปที่มีรอยยิ้มสดใส หรืออาจจะเป็นรูป lifestyle อย่างเช่นกินข้าวอยู่ก็ถ่ายเลย แล้วถ้าเป็นในไลฟ์นะคะ ยิ่งสดเลยค่ะ สดตามสถานการณ์จริงๆ อยู่ไหนก็ตรงนั้นเลยค่ะ สมมุติว่าเออทุกคนแองจี้ทานพิซซ่าอยู่นะ ทุกคนก็หันให้ดูเลย ทุกคนทานไหมอะไรอย่างนี้ แองจี้ยังไม่ได้กลับบ้านเลยอะไรอย่างนี้ ครั้งล่าสุดแองจี้ไปไลฟ์ที่ห้างแล้วมันตลกมากอะ คือแองจี้หยิบพาวเวอร์แบงค์กับสายชาร์จไป ที่พึ่งได้มาแล้วก็ไม่แกะดู แล้วตอนนั้นแบตก็จะหมดแล้ว แล้วก็มองหัว อ้าวมันไม่ใช่ทำยังไงแล้วเราอยู่กลางห้างก็ค่อยๆ เดินหา แล้วเขาไม่ใช้ไอโฟนกันเลย ก็เลยเดินไปที่ประชาสัมพันธ์ห้าง มันเป็นที่ชาร์จแบบตั้งโต๊ะ แองจี้ก็เลยต้องยืนไลฟ์ 1 ชั่วโมงอยู่ตรงนั้น แล้วแฟนคลับน่ารักมากบอกว่าแองจี้ร้องเพลงหน่อยสิ แองจี้ก็แบบแองจี้อยากร้องนะ แต่ถ้าแองจี้ร้องแล้วมันจะแปลกหรือเปล่า แล้วแฟนคลับก็บอกว่า เออชอบมากเลย เป็นการไลฟ์ที่เรียลมาก ได้เห็นจริงๆ เลยว่าเป็นอย่างไร

วาวา : วาวาต้องปรับตัวเยอะแต่ก่อนหนูเป็นคนไม่ค่อยเล่นโซเชียลเลยไม่ค่อยโพสต์เลยแบบเป็นเดือนอะไรอย่างนี้ แล้วพอมาอยู่ตรงนี้เราจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ เราก็ต้องค่อยหารูป พี่พิมก็ช่วยแบบวาวาต้องโพสต์

ครูพิม : แฟนคลับเขาแบบประกาศคนหายช่วยตามหน่อย

วาวา : บางทีเราก็คิดว่าเออวันนี้เราต้องโพสต์แน่ๆ แล้วพอตื่นมาอีกวันนึง อ้าวเมื่อวานลืมโพสต์ คือเราไม่ชินน่ะ พออยู่ตรงนี้ก็เริ่มเก็บรูปไว้ว่าเออเราจะโพสต์นะ โพสต์ทีเราก็จะคิดแคปชั่น อ่าวันนี้เราไปทำอะไรมา เราก็เล่าๆ ให้เขาฟัง เออทุกคนเป็นยังไงกันบ้างคะ ส่วนมากก็มีให้กำลังใจบ้างถ้ามีคนมาคอมเมนต์อะไรอย่างนี้ค่ะ ส่วนในไลฟ์ก็ไลฟ์เลยใครพิมพ์อะไรมาก็ตอบส่วนมากเป็นการชวนคุยมากกว่า

เวเฟอร์ : หนูขอเสริมได้ไหมคะ ในเพจมันจะตั้งเวลาได้ใช่ไหมคะ หนูก็จะไปหารูปเอาไว้ แล้วจะตั้งไว้เลยทั้งสัปดาห์ สวัสดีวันพุธหนูก็จะเอาเสื้อสีเขียวมาใส่ สวัสดีวันพุธค่ะทุกคน ลงตามเวลาที่หนูอยากจะตั้ง

ครูพิม : อันนี้เอาไว้สอนเพื่อน

เวเฟอร์ : เนี่ยหนูบอกไว้เลยว่าแบบหนูตั้งไว้เลยวันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ แล้วอาทิตย์หน้าค่อยทำใหม่

แพรวเล็ก : พอได้อยู่นะคะ ตั้งเวลาเป็นแล้วค่ะ

ตัง ตัง : โดยปกติแล้วเป็นคนชอบถ่ายรูปมากค่ะ ตัวเองก็ถ่ายตัวเองด้วย ไม่รู้เป็นเหมือนกันไหม ปกติใช่ไหม ผู้หญิงก็ต้องเซลฟี่ไปแบบ 20 รูปแล้วก็จะเลือกได้รูปเดียว

 

เจเจ

 

ครูพิม : จะมีน้องคนนึงชื่อเจเจจะเป็นน้องเล็ก โอโห รูปในกล้องนี่คือ สามสี่หมื่นรูป

แพรวเล็ก : แอบเผาเจเจนิดนึงค่ะ คือเขาจะยกกล้องขึ้นมาทุกๆ 10 นาทีแล้วก็ถ่าย ขนาดซ่อมเต้นก็ยังยกขึ้นมา

ตัง ตัง : อันนั้นได้เป็นฉายาเจ้าแม่ 40 โพสต์

ครูพิม : มันจะแฟนคลับทำให้ ว่าวีคนี้น้องคนนี้โพสต์กี่รูป เจเจได้ 42 รูป และขณะที่บางคน 1 รูป

ตัง ตัง : โดยส่วนตัวจะเป็นคนชอบถ่ายรูปอยู่แล้วก็เลยจะมีรูปค่อนข้างพอสมควร ส่วนแคปชั่นก็เนื่องจากเป็นคนตลกอยู่แล้ว แคปชั่นจะมาแนวตลกๆ หรือมุกๆ อย่างวันนี้ก็เพิ่งลงรูปไป ว่าถึงจะไม่มีลักยิ้ม แต่ก็มีแก้มนิ่มๆ ให้จับนะ ส่วนไลฟ์ ก็จะคิดของแต่ละวีค แต่พอถึงเวลาจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้ทำเท่าไหร่ อย่างวีคแรกที่ต้องการแนะนำตัวให้ทุกคนได้รู้จักใช่ไหมคะ ก็เลยคิดเกมไปแบบว่าให้เลือก 2 ข้อให้เลือกข้าวกับก๋วยเตี๋ยวก็ให้ทุกคนทายว่าหนูชอบอะไรมากกว่ากัน อย่างวีคล่าสุดก็คิดเกมทายใจ ถ้าคำถามนี้ตอบแบบนี้แสดงว่าจะเป็นคนแบบไหน แต่ปรากฏว่าพอไปถึงปุ๊บแฟนคลับก็ทักๆ ก็ไม่ได้เล่น ก็ตอบๆ จนแบบอ้าวเดี๋ยวดิ เตรียมเกมมายังไม่ได้เล่นเลย อ๋อแล้วก็อยากเสริมว่า 1 ชั่วโมงพวกเราก็คิดว่า 1 ชั่วโมงมันแบบนานมาก หูยจะพูดอะไร 1 ชั่วโมงพอไปจริงๆ แล้ว เวลาหมดเร็วมาก

 

ชีวิตเปลี่ยนขนาดไหนตั้งแต่เข้ามาอยู่ 7th Sense

น้ำหวาน : ก็เปลี่ยนไปนะคะได้ทำอะไรใหม่ๆ เยอะมากเลย อะไรที่ไม่เคยได้ลองทำก็ได้ลอง อย่างเช่นการมาออดิทรอเรียม ไฟว์ มาเจอแฟนคลับไม่เคยได้มายืนร้องเพลงให้กับคนดูมากมายอย่างนี้ค่ะ ชอบได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เรื่องของการเรียนร้องเพลง ช่วงนี้หวานปิดเทอมอยู่ใช่ไหมมันก็เลยแบบว่างก็ใช้เวลาตรงนี้แหละ มานั่งซ้อม ถ้าเป็นช่วงเปิดเทอมตอนนั้นก็เป็น Final เราก็ต้องแบบซ้อมตอนเย็นเสร็จพรุ่งนี้เช้าสอบ มันก็ต้องแบ่งเวลาดีดี ได้เรียนรู้เรื่องการแบ่งเวลา ทำงานก็คือทำงานจริงๆ เรายังเรียนไม่จบ แต่เราต้องทำงานจริงๆ มันคือความรับผิดชอบอย่างนึงแล้วค่ะ มันคือเรียนรู้ตรงนั้นเลยว่าเหมือนเราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเรารู้จักจัดการบริหารเวลา มีวินัยในตัวเองมากขึ้นค่ะ

ตัง ตัง : สิ่งที่เปลี่ยนไปเยอะที่สุดก็น่าจะเป็นแฟนคลับค่ะ ไม่เคยมีแฟนคลับมาก่อน แล้วตอนนี้เป็นที่รู้จัก คนรู้จักมากขึ้นก็จะต้องเปลี่ยนวิธีการวางตัว อย่างออกจากบ้าน เราก็ไปเซอร์ไม่ได้แล้ว เผื่อคนรู้จักทำไง ต้องมีการดูแลตัวเองมากขึ้นการวางตัวที่ดีมากขึ้น อย่างเรื่องโซเชียลก็ต้องมี keep contact ว่าเขาต้องไม่คิดถึงเรานะ ชอบมีคนมาบอกว่าลงบ่อยๆ นะ เดี๋ยวมีคนคิดถึง ส่วนเรื่องการร้องการเต้นก็ทำมากขึ้น จากที่ปกติแค่เล่นๆ งานอดิเรกที่ทำที่บ้านก็ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นก็ทำให้รู้สึกว่าเราอยากจะจริงจังกับมันมากขึ้นค่ะ

ครูพิม : วาวาจากเด็กเงียบๆ

วาวา : ก็เปลี่ยน เราจะเงียบเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะเรามาอยู่สาธารณะมากขึ้นก็ปรับหลายอย่างเลยช่วงเรียน หนูก็ต้องแบ่งเวลาดีดี แล้วพอเรียนเสร็จ ตอนปิดเทอมแต่หนูก็ต้องฝึกงานหนูก็ต้องแบบจัดเวลาว่าเออวันนี้หนูเข้ามาซ้อมนะวันนี้หนูลางานนะหรือวันนี้หนูลาซ้อมนะคะหนูถึงเข้าไปทำงาน หนูว่าก็ดี เราจะได้จัดการชีวิตเราได้ดีขึ้น
แพรวเล็ก : คือเมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่เล่นโซเชียลเลยเหมือนกัน โพสต์ก็คือเดือนละครั้งเลย แล้วก็เป็นคนที่ไม่ค่อยพูดด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก แต่พอได้เข้ามาทำตรงนี้ปุ๊บ รู้สึกมันเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ เลย ได้เปิดโลกใบใหม่ ที่เราไม่เคยเห็น ได้พบปะผู้คนมากขึ้น เรียนรู้การเข้าสังคมมากขึ้น ที่จริงหนูพูดไม่รู้เรื่องมากกว่านี้อีกแต่พอได้คุยกับแฟนคลับทางไลฟ์

 

นี่พูดรู้เรื่องมากขึ้นแล้วใช่ไหม

แพรวเล็ก : นี่ดีขึ้นเยอะแล้วนะคะ หนูก็คิดว่าต่อไปนี้หนูก็คงจะพัฒนามากกว่านี้ เหมือนเราได้พูดคุยกับหลายๆ คนมากขึ้น ได้ซ่อมร้องซ้อมเต้นได้ทำในสิ่งที่เรารัก

 

คิดยังไงกับกฏที่บริษัทตั้งให้เรา กับหลายๆ อย่าง กับการห้ามถ่ายรูปกับแฟนคลับ ห้ามลงรูปคู่ เราคิดยังไงกับกฏนี้ แล้วรับมือกับมันได้ใช่ไหม ปรับตัวเยอะไหม กับการที่ต้องรับมือกับกฏที่เพิ่มขึ้นมา

ตัง ตัง : ก็จะมีไม่ชิน โดยเฉพาะเรื่องของการถ่ายรูปคู่ เวลาไปพบเจอเพื่อนอะไรอย่างนี้อะค่ะ เพื่อนจะชอบมาแซวว่าโอ๊ยถ่ายรูปคู่ได้ปะเนี่ยหรือแบบคุยได้ปะเนี่ย หนูแบบคุยได้ ยังเป็นเพื่อนกันอยู่

 

ปกติเขาห้ามทั้งผู้หญิงผู้ชายถูกไหม

ครูพิม : ค่ะ ใช่ๆ

ครูพิม : แต่จริงๆ ถ้าเป็นผู้หญิง ถ้าดูไม่อะไรมาก ไม่ได้เคร่งมากแต่ก็มีห้ามเหมือนกันค่ะ เพราะว่ามันก็จะมีทั้งแฟนคลับผู้หญิงผู้ชายเพื่อความเท่าเทียมกัน

ตัง ตัง : อย่างเช่นกฏต่างๆ เนื่องจากเราเป็นไอดอลก็ควรจะเป็นต้นแบบที่ดีนะคะ ไม่ว่าจะเป็นกฏว่าห้ามไปเที่ยวกลางคืน ห้ามดื่มแอลกอฮอล์หรือว่าทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม แต่งตัวโป๊เกินไปอะไรอย่างนี้อะค่ะ เพราะว่าเรายืนอยู่จุดนี้ก็มีคนจับตาดู เราอยู่ รู้จักเรา เราก็ต้องวางตัวให้ดี ส่วนกฏอื่นที่บอกว่าไม่สามารถรับของกินที่แฟนคลับเอามาได้ เผื่อเราอยากจะกินก็ไม่ได้ก็เป็นเรื่องความปลอดภัย อย่างบางกฏที่บอกว่าอาจจะห้ามโดนตัว ห้ามสัมผัสกัน ตอนแรกจริงๆ ก็พวกเราไม่ได้คำนึงถึงกฏนั้นมาก แต่ตกใจที่โอตะเองเขาเซฟเรามากเลย เหมือนมีวีคนึงที่จะมีกิจกรรมการถ่ายรวมกับแฟนคลับใช่ไหม เราก็แบบเข้าไปใกล้แต่ยังไม่โดนนะคะ โอตะเขาก็ อุ้ยๆ อย่าใกล้ครับๆ เขาเซฟเราเขาไม่คิดที่จะแบบ ละลาบละล้วง ถือโอกาสหรือว่าถือวิสาสะเลย เราเห็นแล้วก็ประทับใจ

 

เห็นแล้วก็พุ่งชนไม่มีเลย

ตัง ตัง :ใช่ค่ะไม่มีใครถือวิสาสะเลย

ครูพิม : ซึ่งน้องตอนแรก น้องยังไม่ได้ระวังตัวด้วย โอตะเขาก็เตือนแล้ว เดี๋ยวมาโดนพี่นะ

ต้นมอส : ก็โอเคนะคะ เพราะถือว่าบริษัทเขาก็เซฟเราด้วยไปในตัว แล้วคนอื่นก็แบบพูดไปหมดแล้วอะ ก็เป็นผลดีกับตัวเมมเบอร์ทุกๆ คน

 

จะอยู่ในวงการไอดอลอีกนานไหม

ตัง ตัง : ความฝันอีกอย่างนึงก็คือการเป็นนักแสดง เป็นพิธีกร ตัง ตัง ก็คิดว่า ณ จุดตรงนั้นน่ะ มันมีโอกาสได้มากกว่านั้น ก็คือไม่จำเป็นจะต้องอายุน้อยอะไรอย่างนี้ แล้วก็อีกอย่างนึงการที่เรามาอยู่ตรงนี้ถึงแม้ว่าเราจะอายุมากขึ้น จนออกไปแล้ว เราก็ยังเป็นรุ่นพี่ที่ยังต้องดูแลรุ่นต่อๆ ไป เพราะ 7th Sense ก็ไม่ได้มีแค่รุ่น 1 เราก็ยังต้องดูแลน้องให้คำแนะนำน้องต่อไปค่ะ ส่วนเรื่องความฝันก็อาจจะไปทางด้านการแสดง พิธีกร ธุรกิจส่วนตัวอะไรอย่างนี้อะค่ะ

 

ธุรกิจส่วนตัวทำอะไร

ตัง ตัง : ตอนนี้จริงๆ ก็มีโปรเจคจะทำขนมขบเคี้ยวค่ะ แต่เอาไว้ก่อนเดี๋ยวมาขาย

ต้นมอส : จริงๆ ต้นมอสก็เป็นคนชอบวงการบันเทิง ก็คือถามว่าจะอยู่ให้นานไหม ต้นมอสคงจะตอบว่า ขออยู่จนกว่าจะไม่มีคนมาสนใจ เพราะว่ารักตรงนี้อะค่ะ รักการแสดงมากค่ะ

แพรวเล็ก : แน่นอนคือเป็นสิ่งที่อยากทำที่สุดในชีวิตคือการเป็นไอดอลเพราะฉะนั้นจะอยู่จนกว่าพี่พิม หรือคุณครูทั้งหลายจะบอกว่าเออแก่เกินไปละนะ แต่ก็คืออยากอยู่ในนานๆ แต่ก็มีอีกอาชีพนึงที่อยากทำเหมือนกันคืออยากเป็นนักแสดง อยากลองหลายบทบาทดู อยากรู้ว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหนกับงานนี้

 

ฝากอะไรถึงแฟนคลับนิดนึง

แองจี้ : ก็อยากจะฝากถึงแฟนคลับทุกคนเลยนะคะที่ติดตามทั้งวง 7th Sense และน้องๆ เมมเบอร์แต่ละคน อยากให้แฟนคลับติดตามพวกเราต่อไป พวกเราก็จะมีผลงานเพลง และเอ็มวีออกมาให้ทุกคนแน่นอนค่ะก็อย่าลืมติดตามและชมพวกเราด้วยนะคะ พวกเราจะสู้ไปด้วยกันแบบนี้ตลอดไปค่ะ

น้ำหวาน : ก็อยากจะขอบคุณแฟนคลับจริงๆ ที่ร่วมตั้งไข่ไปกับเรา มีความหมายมากจริงๆ สำหรับพวกเรา ติดตามพวกเราทุกช่องทางการติดตามพวกเราแล้วกันนะคะ ถ้าเป็นเฟสบุ๊คก็จะเป็นเอาของ 7th Sense ก่อน แล้วถ้าเป็นของแต่ละคนก็จะเป็นชื่อคนนั้นอย่างเช่นแบบพี่ตังค์ๆ แล้วก็เลข 7th Sense ถ้าในไอจีก็จะเป็นชื่อน้ำหวานแล้วก็จะเป็น 7th Sense

ตัง ตัง : ตัง ตัง ก็ฝากผลงานเพลงก็แล้วกันนะคะ อย่างเราบอกไปเรามี 4 ซิงเกิ้ล มี เพลงสัมผัสรัก เป็นเพลงประจำของวง เป็นเพลงที่มีชื่อเดียวกับชื่อวงนะคะ ส่วนอีก 3 ซิงเกิ้ลก็จะมีเพลง จ้องตา เพลงจังหวะ สนุกๆ น่ารักๆ เพลงที่สองคือเพลง ของขวัญ เพลงนี้ความหมายดี เพลงช้าซึ่งเนื้อหานี้ มอบให้กับแฟนคลับเลย เพลงที่สามคือเพลง ฝันของเรา ค่ะ ให้กำลังใจ สู้ๆ ไปด้วยกันนะคะ ก็ติดตามได้ในเพจออฟฟิเชียลนะคะ ส่วนเอ็มวีเพลงสัมผัสรัก ก็เร็วๆ นี้ค่ะ

TEASER สัมผัสรัก

 

ติดตามน้องๆ ได้จากลิ้งค์ด้านล่างนี้

7th Sense

ตัง ตัง 7th Sense

โมเม 7th Sense

หนิงหนิง 7th Sense

แฮมมี่ 7th Sense

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บันเทิง

Exclusive เปิดใจ 20 สาว 7th Sense กับ Photo Set & Mv ครั้งแรก (มีคลิป)

Published

on

จากการที่เราได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าวง 7th Sense ได้จัดให้มีการถ่ายภาพ Photo Set ชุด First Date และหลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีการถ่ายทำ Mv เพลงสัมผัสรัก ตามติดด้วยงาน 7th Sense Fan Meet พร้อมจำหน่าย Photo Set ชุด First Date ที่เราได้นำขิงไปแล้วเช่นกัน เข้าเรื่องๆ เวลามีน้อยใช้สอยประหยัดไหม? คือด้วยความตั้งใจแรกว่าจะถ่ายสัมภาษณ์รวม 7th Sense ทุกคน แล้วให้ตัวแทนน้องๆ 7th Sense พูดถึงความรู้สึกต่อบรรยากาศงาน Fan Meet เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2561 7th Sense Fan Meeting ณ Auditorium Five (ททบ. 5) ที่มีแฟนคลับ 7th Sense ให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และซื้อ Photo Set ชุด First Date จำนวน 1,500 ชุด หมดด้วยความรวดเร็ว เราก็อยากจะทราบความรู้สึก เลยจะให้น้องๆ 7th Sense พูดถึง บรรยากาศวันถ่าย Photo Set กับวันถ่าย Mv ไปด้วย เลยจัดให้ครบๆ 7th Sense 20 คน ไปชมกันครับ ก่อนได้ดู Mv เพลงสัมผัสรัก เต็มรูปแบบเร็วๆ นี้

 

ตัง ตัง 7th Sense

https://www.facebook.com/TangTang7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/tangtang7thsense/

นายน์ 7th Sense

https://www.facebook.com/nine7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/nine7thsense/

 

หนิงหนิง 7th Sense

https://www.facebook.com/Ningning7thsenseoffice/
https://www.instagram.com/ningning7thsense/

 

เจเจ 7th Sense

https://www.facebook.com/JJ7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/jj7thsense/

 

อัลตร้า 7th Sense

https://www.facebook.com/ultra7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/ultra.bt/

เดียร์ 7th Sense

https://www.facebook.com/Dear7thsenseOfficial/
https://www.instagram.com/Dear7thsense/

เวเฟอร์ 7th Sense

https://www.facebook.com/wafer7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/wafer7thsense/

เกรซ 7th Sense

https://www.facebook.com/Grace7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/Grace7thsense/

น้ำหวาน 7th Sense

https://www.facebook.com/Namwarn-7thsense-official-1818012094904398/
https://www.instagram.com/namwarn7thsense/

ต้นมอส 7th Sense

https://www.facebook.com/Tonmoss7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/tonmoss7thsense/

แฮมมี่ 7th Sense

https://www.facebook.com/7thsense.hammy/
https://www.instagram.com/hammybyn/

แพรวเล็ก 7th Sense

https://www.facebook.com/Praewlek7thsenseOfficial/
https://www.instagram.com/praewlek7thsense/

สตางค์ 7th Sense

https://www.facebook.com/Stang7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/stang7thsense/

วาวา 7th Sense

https://www.facebook.com/wawa7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/wawa7thsense/

ภีม 7th Sense

https://www.facebook.com/peam7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/peamnaphak/

กะทิ 7th Sense

https://www.facebook.com/kathi7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/kathi7thsense/

ใหม่ 7th Sense

https://www.facebook.com/Mai7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/mmaisurawan/

โมเม 7th Sense

https://www.facebook.com/Momay7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/momay7thsense/

แอนนี่ 7th Sense

https://www.facebook.com/AnNie7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/annie7thsense/

แองจี่ 7th Sense

https://www.facebook.com/Angie7thsenseofficial/
https://www.instagram.com/angie7thsense/

 

ภาพบรรยากาศงาน 7th Sense Fan Meeting ณ Auditorium Five (ททบ. 5) 8 กรกฎาคม 2561

 

เพลงฝันของเรา 7th Sense

 

เพลงของขวัญ 7th Sense

 

 

เพลงสัมผัสรัก 7th Sense

 

Exclusive บุกบ้าน 7th Sense ดูน้องๆ ซ้อมร้อง สด (มีคลิป)

Exclusive บุกบ้าน 7th Sense ดูน้องๆ ซ้อมร้อง สด (มีคลิป)

ถามตรง ตอบจริง เปิดใจผู้บริหาร 7th Sense T-Pop Idol Girl Group สัญชาติไทย

ถามตรง ตอบจริง เปิดใจผู้บริหาร 7th Sense T-Pop Idol Girl Group สัญชาติไทย

งานขิง ก็มี SSR ก็มา กับ Photo Set First Date ของวง 7th Sense

งานขิง ก็มี SSR ก็มา กับ Photo Set First Date ของวง 7th Sense

7th Sense จัดชุดใหญ่เอาใจแฟนคลับ มาทั้ง Photo Set ทั้ง MV

7th Sense จัดชุดใหญ่เอาใจแฟนคลับ มาทั้ง Photo Set ทั้ง MV

 

ขอบคุณ : 7th Sense

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บันเทิง

ถามตรง ตอบจริง เปิดใจผู้บริหาร 7th Sense T-Pop Idol Girl Group สัญชาติไทย

Published

on

7th Sense แรงบันดาลใจจาก Idol Girl Group แดนปลาดิบ ปรับสีเติมกลิ่นให้เข้ากับคนไทยมากขึ้น เริ่มนับหนึ่งด้วยใจ ขับเคลื่อนไปด้วยคนในวงการเพลง + ผู้เชียวชาญด้านการวางแผนธุรกิจ มาทำความรู้จักกับพวกเค้ากันครับ

รวม : เลดี้ เฟิร์สเลยครับ
เอย : ก็สวัสดีนะคะ ชื่อ ธัญฤทัย จตุรธำรง ชื่อเล่นชื่อเอยค่ะ ก็นอกจากทำ 7th Sense แล้วนะคะ ก็ ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ที่โรงเรียน Crème Academy เป็นโรงเรียนทางด้านสื่อ พัฒนาสื่อ สร้างสรรค์ค่ะ ก็เป็น academic coordinator ก็เป็นฝ่ายวิชาการของที่นี่ค่ะ

หน้าไม่เหมือนวิชาการเท่าไหร่
รวม : หัวเราะ
เอย : ทำไมหรอคะ

หน้าดูบันเทิง
เอย : ใช่ เป็นสื่อบันเทิงไงคะ สื่อสร้างสรรค์ สื่อบันเทิง ก็เลย academic ก็เลยเป็นแบบเนี่ย มันจะได้ครีเอทีฟกันหน่อย ก็รับฟรีแลนซ์บ้าง เป็นนักร้อง วงสวนพลู พาร์คค่ะ ก็เดี๋ยวจะมีไปแข่ง

คือเป็นนักร้อง
เอย : ด้วยค่ะ ทางด้านดนตรี

เคยมีวง มีอะไรไหม
เอย : อยู่วงคอรัสค่ะ สวนพลู คอรัสนี่เป็นวงประสานเสียงของ อ.ดุษฎี พนมยงค์ ลูกสาวของท่านปรีดีย์ พนมยงค์ ส่วนใหญ่ก็ทำตรงนี้ซะส่วนใหญ่ แล้วก็เป็นอุปกรณ์ด้านการเรียนอะไรอย่างนี้ ทั่วไปธรรมดา

เคยร้องเพลงประกอบละคร หรืออะไรยังไงไหมครับ
เอย : อ๋อ ถ้าอย่างนั้นเป็น … เมื่อนานมาแล้วค่ะ เป็นฝ่ายประกวดมากกว่าค่ะ เป็นประกวดแต่งเพลง ค่ะ ตั้งแต่มัธยมได้ถ้วยพระราชทานมาจากสมเด็จพระเทพฯ 2 รางวัล แต่นานมากมาแล้ว

 

4 ผู้บริหาร 7th Sense

(จากซ้าย เอย ธัญฤทัย จตุรธำรง / พิม พิมพ์พร ขยันเขียน / เอก เอกณรินทร์ ไวยะกรรณ์  / จ๊อบ พัชระเมศฐ์ สงวนสันติกุล )

ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นกันเป็นการทั่วไปว่า สัมภาษณ์เมมเบอร์กัน ไม่ได้คุยกับผู้บริหารถึงที่มาความไปกันสักเท่าไหร่ เพราะด้วยเนื้อแท้ของทุกความสำเร็จนั้น มักจะก่อเกิดจากพลังงานสะสมภายในที่รอวันจะฉายแสง จากผู้ก่อการนี่แหละครับ เพราะงั้น แรงบันดาลใจ พลังขับเคลื่อนที่ถูกส่งผ่านจากพวกคุณ คือขุมกำลังส่งต่อไปยังน้องๆ

เอย : แต่แรงบันดาลใจจริงๆ ก็คือ ที่ไปจบมาปริญญาโทอะค่ะ เกี่ยวกับ music industry ที่ลิเวอร์พูลแล้วพอมาอยู่ตรงนี้ เป็นพื้นทีที่เราได้จับของจริงละ เราได้เอาความรู้ที่เราลองไปเรียนมาเนี่ยมาทำจริงๆ

ในเชิง Business เลยใช่ไหม
เอย : ทั้งเชิง Business เชิงวิชาการ เชิงทุกอย่างเลยค่ะ ที่มันลงสนามจริงแล้ว

เกี่ยวกับ MUSIC
เอย : เกี่ยวกับ music industry เลยค่ะ อุตสาหกรรมดนตรี ว่าจะขายยังไง หรือผลิต พัฒนาศิลปินอย่างไร มีแนวทางอย่างไรดี จะตีตลาดยังไง จัดเต็มมาก

 

ดีกรี สวยเก่งเบอร์นี้ ชักเริ่มจะน่าสนใจกันแล้วใช่ไหมหละครับ ไว้มีเวลามานั่งคุยกันแบบส่วนตัวกับครูเอยแบบเจาะลึกกันอีกรอบก็น่าจะเป็นประโยชน์ดี

เชิญท่านต่อไปครับ
พิม : สวัสดีค่ะ ชื่อพิมนะคะ พิมพ์พร ขยันเขียนค่ะ ตอนนี้ก็ทำเป็นผู้จัดการศิลปิน นักแสดงค่ะ ก็มีแบบว่าทั้งเล่นของช่อง 3 ของช่อง 7 แล้วก็ของแกรมมี่ ของฟรีแลนซ์อะไรอย่างนี้ด้วยค่ะ

ดูแลศิลปิน
พิม : ใช่ค่ะ ดูแลศิลปิน นักแสดง

มีใครที่เรารู้จักบ้างไหมครับ
พิม : อืม จะเป็นดาราวัยรุ่นอะไรอย่างนี้ค่ะ ถ้ามีน้องที่เล่นช่อง 7 ชื่อมิ้นท์ บารมิตาค่ะ ก็จะมีเล่นเป็นนางเอกแล้วก็มีนางรองบ้าง

คืออาชีพของคุณเลยใช่ไหม ก็คือเป็นคนดูแลศิลปิน
พิม : ใช่ค่ะ พิมก็ทำเอง พิมเป็นฟรีแลนซ์ของพิมเองตั้งแต่แรกก็คือแบบ พิมเริ่มตั้งแต่แบบว่า หาเด็กมา แล้วก็เหมือนปั้นเด็ก แล้วก็เทรนเด็ก แล้วก็ค่อยไปแบบเสนอ

พี่พจน์นี่ พี่พจน์เวอร์ชั่นผู้หญิง
พิม : แล้วก็ค่อยๆ เริ่มมา โอกาสก็ได้รับมาเรื่อยๆ จนเด็กได้เข้าไปเล่นละคร เล่นซีรี่ส์ เล่นเอ็มวี ก็คือแบบถ้าเกิดว่า ส่วนใหญ่ เจ้าของงาน ลูกค้า เค้านึกว่าถ้าน่ารัก ใสใส สดใส จะนึกถึงพิม จะเน้นแบบว่าเด็กน่ารัก ธรรมชาติ สดใส แบบว่ามีพลังบวก อะไรประมาณนี้อะค่ะ

แต่ก็คือยังไม่มีประเภทที่แบบ ดังพุ่งออกมาเลย
พิม : อ๋อ ก็จะมีแบบที่ เกิร์ลกรุ๊ปบ้างนิดหน่อยอะค่ะ ที่แบบ วง soundcream

อ้าวหรอ วง soundcream
พิม : ใช่ค่ะ ประมาณนี้ แล้วก็จะมีแบบพวกนางเอกเอ็มวี แบบเอ็มวีของหลายๆ เพลงเลยค่ะ ของบอย พีชเมคเกอร์ ของ ETC อะค่ะ เล่นหนังเล่นซีรี่ส์อะค่ะ เป็นวัยรุ่นจะไม่ได้เป็นเบอร์ใหญ่อะไรขนาดนั้น

เป็นสายดูแลศิลปิน
พิม : ใช่ค่ะ แล้วก็มีแบบว่าเปิดสตูดิโอให้เช่าถ่ายภาพอะไรอย่างนี้อะค่ะ ก็คือมีเอาไว้ใช้ของตัวเองด้วย แล้วแหมือนแบบอยากจัดบ้านด้วย ก็เหมือนอารมณ์แบบว่าอยากแต่งบ้านด้วย แต่งเฟอร์นิเจอร์ด้วย แล้วคนเข้ามาใช้บริการสตูฯเรา เราก็แบบอุ้ยแบบของน่ารัก มุ้งมิ้งอะไรอย่างนี้ ก็เหมือนทำตามตัวเองชอบอะไรอย่างนี้ค่ะ
พิม : แล้วที่เข้ามา โปรเจคนี้ได้ก็เหมือน พิมก็เป็นคนที่แบบชอบดู เรียลลิตี้ต่างๆ ตั้งแต่สมัย AF นู้นนี้ THE STAR อะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ตามพวกไอดอลวงต่างๆ ด้วย แล้วก็เหมือนอินกับเรื่องพวกอย่างนี้อยู่แล้ว แล้วพอว่ามีโปรเจคอย่างนี้เข้ามาคุย แล้วดูน่าสนใจคือแบบแต่ก่อนเราอยู่บ้าน เราดู AF ผ่านทาง TV ใช่ไหมคะ แต่อันนี้วันที่เข้ามาคุยกับทุกคนแบบว่าเหมือนเราได้เข้ามาอยู่ ในบ้าน AF อย่างนี้มันก็ยิ่งทำให้เราแบบอิน แบบว่าเราชอบในการที่แบบปั้นเด็กเห็นเด็กพัฒนาอะไรอย่างนี้อะค่ะ แล้วมันจะแบบเอ้ย มีความสุข มันอยู่ตรงนี้มันก็เลยแบบ มี PASSION ทำงาน ไม่เหนื่อยแล้วก็เวลาเห็นน้องดีขึ้นๆ อะไรอย่างนี้ แบบจากคนที่อาจจะแบบบางทีหลงทางไปทางนู้นแล้วเราก็แบบชี้จุดพาน้องมาดีขึ้นอะไรอย่างนี้เราก็แบบมีความสุขอีก อินไปด้วยอะไรอย่างนี้ค่ะ

จริงๆ แล้ว ทุกคนเป็นเพื่อนกันอยู่ก่อนไหม หรือว่าเป็นเพื่อนต่อเพื่อน
พิม : ไม่เลยค่ะ

คนละทิศคนละทาง
เอย : เพื่อนของเพื่อน
พิม : แต่พิมก็แบบพึ่งมาเจอทุกคนวันนั้นวันแรกอะไรอย่างนี้ แล้วก็มาลองคุยมาดูโปรไฟล์แต่ละคน ดูทัศนคติแต่ละคน มันมีทางไปในทางเดียวกันอย่างนี้ค่ะ ทุกคนแบบทำเพื่อเด็กอะไรอย่างนี้ เหมือนครูเอย ครูเอก ครูจ๊อบก็แบบว่าตามล่าหาความฝันเหมือนกันแล้วเขาก็เออดูมี Passion เราเป็นคนมี Passion สูงมากเราเลือกทำงานกับคนที่แบบมี Passion สูงแล้วแบบมีพลังบวกแล้วมันจะไปได้ดีกว่าอะไรอย่างนี้อะค่ะ งั้นมาลองทำด้วยกันแต่ละคนก็มีความถนัดคนละทาง มาช่วยกัน

 

ต่อไป พี่เอก
เอก : สวัสดีครับ ผมชื่อเอกครับ เอกณรินทร์ ไวยะกรรณ์ ก็ก่อนหน้าก็เป็นอาจารย์สอนดนตรี ก็เป็นวิทยากรให้ตามมหาลัยเกี่ยวกับเรื่องของดนตรี ดนตรีสร้างสรรค์ ทางด้านไวโอลินโดยเฉพาะเพราะผมจบดนตรีมา จบทางด้านไวโอลินแล้วก็ทำหน้าที่เป็นทั้ง songwriter, music director, music score ให้กับไม่ว่าจะเป็นหนังสั้น หนังอะไรต่างๆ นานาของบริษัทนะครับ เพราะยังมีบริษัท บริษัทนึงของพี่แจ๊ค ชื่อ M Media ครับที่ผมทำงานร่วมด้วย แล้วก็มีแอบมีแจมๆ แสดงนิดๆ หน่อยๆ อะไรอย่างนี้

ผลงานสร้างชื่อ
เอก : อืม ยังไม่สร้างครับตอนนี้ 7th Sense ผลงานจริงๆ หลักๆ ก็ มันก็จะมีหนังเรื่องแทร็คที่ 9 ที่ทำให้ในหลวงอะครับที่พี่จั๊ก ชวินเป็นคนร้อง ใช่ แล้วผมก็เป็นคนเขียนเนื้อร้อง ทำนองทำดนตรีให้ แล้วก็มีร่วมเป็นศิลปินให้เขาเรียกเป็นแบ็คอัพ ร่วมกับทีมของพี่จั๊ก ชวิน ทีมนายละมุนฮะ ช่วงก่อนที่ๆ … ก็คือเราเป็นอีกศิลปิน คือผมก็เป็นศิลปินด้วยอีกกลุ่มหนึ่งชื่อวง ALL TOO ซึ่ง ALL TOO นี่จะเล่นสไตส์แบบยิปซีก็ไม่ใช่แต่เหมือนสไตส์ฟิวชั่นที่เล่น แอคคอเดียน กับไวโอลินที่เป็นเพื่อนสนิทผมที่เป็นพี่ชายของน้องเอย
พิม : แอคคอเดียนมือเทพ

ขึ้นเพลงอะไรมา เล่นได้หมด
เอก : ใช่ๆ ครับ
เอก : คือตัวเรา 2 คนเนี่ยรู้สึกแบบมีงานแสดงตลอดทุกเดือน เดือนละ 2-3 ครั้ง แล้วก็มีโชว์แถวร้านฝรั่ง

คือไปง่าย ไปกัน 2 คน
เอก : ใช่ครับ 2 คนคือไม่ต้องแบ่งตังค์ใครแล้ว อันนี้คือสิ่งที่ดีที่สุด ด้านนี้เขาก็มาเป็นนักร้องร่วมด้วย
เอย : เป็นสายแจ๊ส
เอก : มีอีกคนนึง แล้วก็ทำโปรเจคของตัวเองด้วย แล้วก็ของนี่ด้วย เพราะว่าแต่งเพลงให้ศิลปินคนอื่นที่กำลังจะเตรียมมีผลงานเช่นกัน

เป็น Producer ด้วย
เอก : ใช่ครับ

Exclusive บุกบ้าน 7th Sense ดูน้องๆ ซ้อมร้อง สด (มีคลิป)

พี่จ๊อบ
เอย : อันนี้ยาว

เดี๋ยวปล่อยให้เขาพูดอะไรของเขามา
จ๊อบ : จ๊อบครับจ๊อบ ชื่อจริงชื่อ พัชระเมศฐ์ สงวนสันติกุลครับผม ตอนนี้ทุกคนก็น่าจะเรียกกัน จ๊อบซังไปแล้วมั่งครับ
เอก : ไม่เอาสิ อย่าพูดอย่างนั้น
จ๊อบ : โจบิ ต้องเป็น โจบิซัง ใช่ ใช่ เขาให้ฉายามาว่าเป็นโจบิซัง ก็ส่วนตัวของผมเองเนี่ยจริงๆ ก็มีบริษัทของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องของ Business consult ครับ จบวิศวะการบินแล้วก็โทบริหาร แล้วก็มีพวก certificate จากต่างประเทศเป็นเรื่อง management , HRM อะไรพวกนั้น ครับผม แล้วก็รับเป็นวิทยากรบรรยายตามมหาวิทยาลัย แล้วก็งานต่างๆ

ก็คือเรื่อง Mamagement เรื่อง..
จ๊อบ : เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจทั้งนั้นเลยครับ ก็พูด motivation การให้กำลังใจคน ปลุกพลังในตัวคุณขึ้นมาอะไรอย่างนี้ครับ

พอรู้อย่างนี้ปุ๊บผมไม่แปลกใจเลยสิ่งที่ผมเห็นเมื่อวันอาทิตย์ (งานพบปะแฟนคลับของวง)
จ๊อบ : อ่า ประมาณนั้น ก็คือๆ อันนี้เป็นธุรกิจหลัก อีกส่วนนึงก็คือทำพวกอีเว้น ออแกไนซ์เซอร์ แล้วก็เข้ามาใน 7th Sense ได้ยังไง เพราะการเชิญชวนกันเข้ามาแล้วก็มาพบกันอย่างที่พิมเล่าไปเนี่ยครับ

เพื่อนต่อเพื่อน เพื่อนต่อเพื่อนอีกที
จ๊อบ : ใช่ครับ ถือว่าเป็นเรื่องดี พรหมลิขิต ผมลิขิตให้มาเอง ก็คือรับหน้าที่เป็น Music Director แล้วก็ดูแลในเรื่องของอาจจะต้องใช้คำว่าวางพวก PLAN ต่างๆ แล้วก็ให้ทุกคน ผู้บริหารอื่นๆ ช่วยกันเคาะว่าเอาไม่เอา อะไรประมาณนี้ คือก่อนที่จะมาเป็น Music Director เนี่ยผมทำงานกับบริษัทที่ชื่อว่า jam factory อยู่ที่ประเทศเกาหลีเขาเป็น music publishing ที่เขียนเพลงให้กับ EXO ให้กับพวก girls generation อะไรต่างๆ เพราะงั้นคือเรื่องสายดนตรีผมจะอิงทางนู้นซะส่วนใหญ่ แต่ว่าก็คือใส่ความเป็นไทย แล้วก็ใส่ความเป็นญี่ปุ่นเข้าไป 7th Sense ออกมาเป็น กิมมิกซ์ของวง

ทีนี้เดี๋ยวจะกลับมาทางนี้ พอดี คุณแดเนียลอยู่ด้วย ผมก็จะถามว่า คุณแดเนียลมันเหมือนปาร์ตี้นึงแล้วทีนี้คุณแดเนียลมาตอนไหน
เอก : จริงๆ แล้ว คุณแดเนียลมาตั้งแต่เริ่มเลยครับ
เอย : มาตั้งแต่เริ่มเลยค่ะ

 

คุณแดเนียล แนะนำตัวนิดนึงครับผม
แดเนียล : ครับ อ่าผมชื่อ แดเนียล ชูนะครับเป็น MD ของสถาบัน Crème Academy นะครับ ถามว่าเข้ามาร่วมกับ 7th Sense ยังไง คือตั้งแต่ต้นที่เห็นทีมงานเข้ามาเสนอ ผมก็ชอบ ผมก็มีการจัด artist development แบบนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันดีเจ ผมก็เป็นผู้ตั้ง all free man DJ มาตั้งแต่ 2004 ก่อนหน้านั้น คือผู้หญิงที่เป็นดีเจน้อยมาก ผมก็จัดเลย เดินตามห้างใครอยากเป็นดีเจ ผมก็มาพัฒนา มาสอนแล้วก็ปั้นให้ออกไปเข้าอุตสาหกรรม
จ๊อบ : มันเหมือน ถ้าเกิดว่าให้ผมอธิบายความคือมันเหมือนกับฝันที่เราค้างไว้แล้วน้องๆ เนี่ย มาเติมฝันเขาเรา
แดเนียล : ใช่ๆ อันนี้คือ 1 ของเรา มาพูดถึง 2 คือเพราะว่าเราอยากให้อุตสาหกรรมสามารถมีหลากหลาย แล้วก็สามารถโอเค คุณอยากเข้าอุตสาหกรรมนี้ถามว่าเข้ายากไหม ยากมากเพราะว่าต้องมีสายกว่าจะเข้าได้ มีงานได้ เราต้องฝากน้องเข้าไป ก็โอเคไหนๆ เราได้โอกาสแล้ว ก็โอเคช่วยน้องที่อยากเข้ามา ก็โอเคช่วยปั้นแต่ละคน ช่วยเข้า ส่งเข้าอุตสาหกรรม แล้วเวลามา 7th Sense ก็น่าสนใจนะเพราะช่วงนี้ก็ยังไม่มีโปรเจคอะไรที่ทำ ผมก็โอเครับ ผมก็เห็นด้วยว่าควรมีเกิร์ลกรุ๊ปที่ตามแนวทางที่เราอธิบายเมื่อกี้

ก่อนที่จะเจอกัน โปรเจคมันเริ่มจากคนใด ท่านใด มันต้องสักคนเป็นผู้ก่อการ
จ๊อบ : ผู้ก่อการร้าย (หัวเราะ)

จะปฏิวัติมันต้องมีสักคนที่ทุบโต๊ะแล้วบอกว่าผมจำเป็นต้อง…
จ๊อบ : เรื่องนี้ต้องให้เอกเล่าครับ
เอก : คือจริงๆ แล้ว 7th Sense ถ้าจะให้ผมพูดอะนะครับเกิดขึ้นโดยจากหัวพวกเราทุกคน คือชื่อวงมาที่หลัง

ชื่อมันน่าจะมาทีหลัง โปรเจคน่าจะมาก่อน อะไรดลใจ หรือคิดว่าคุณอยากจะทำ
เอก : มันเริ่มมาจาก ผมกับพี่คนหนึ่งที่เมื่อก่อนก็เคยทำงานร่วมกัน เขาอยากจะแบบ มีวงผู้หญิงแล้วเขาก็มาปรึกษาว่า เออ จะทำยังไงอยากได้เพลงแนวนี้ๆ อ่าเขียนให้ได้ไหมผมก็บอก เห้ยโอเคผมทำได้ คุณอยากได้แนวไหน บอกผมมา ผมเขียนให้ได้หมด หมอลำ ลูกทุ่ง สตริง ลิเก…
ขอให้บอก
เอก : ไม่ได้นะครับ

จั่วมาเหมือนมันจะได้หมดไง (หัวเราะ)
เอก : ทำได้หมด ยกเว้นลิเกครับ ก็คือจริงๆ แล้วเราทำเพลงได้ทุกสไตส์ อาจจะแบบพอเริ่มลงตัวในแนวคิดแนวทางที่จะทำหลังจากนั้น เขาก็บอกว่า เออเนี่ย มีคนนึงที่อยากเข้ามาจอยงานด้วยที่จะติดต่อให้ ก็คือจ๊อบตอนแรกก็คือเราตำแหน่งเดียวกัน คือผมเป็นทั้ง songwriter, music director ที่นี้มาเจอกันปุ๊บเขาก็มีตำแหน่งเดียวกัน ก็เลยมาคุยกัน เอางี้ผมแต่งอย่างเดียวแล้วคุณไปทำดนตรี ใช่ แล้วในขณะเดียวกัน ผมก็เสนอน้องเอยมาว่า เอยเนี่ยเป็นน้องของเพื่อนที่สนิทผมซึ่งเขาก็มีความสามารถในการสอน ต้องเอาเข้ามาพัฒนาเด็ก ซึ่งเอยก็ได้ ชักชวนกันมาจนวันนี้ สะพานสื่อรักซึ่งกันและกัน ซึ่งกรณีเดียวกัน พี่คนนั้นก็เชิญคุณพิมมาเจอกัน แล้วที่นี้ด้วยความที่เรามาเจอพบกันทั้งหมดและไอเดียเราโดยส่วนใหญ่แล้ว
จ๊อบ : มันมีน้องโน่ด้วยอีกคนนึง
เอก : อ่า น้องโน่ ใช่ๆ

โน่ นี่ใคร
เอก : โน่เนี่ยเป็นคนติดต่อให้ผมไปเจอกับคนนั้น ซึ่งเขาไม่รู้จะไปทางทิศไหน เลยให้โน่ติดต่อมาทางผม ซึ่งโน่น่ะ กับผมรู้จักกันอยู่แล้ว
จ๊อบ : โน่ก็เป็นหนึ่งในทีมผู้บริหาร

ก็คือมีหุ้นส่วนร่วมกันอยู่ 6 ชีวิต อันนี้ร่วมตังต์ด้วยไหมครับ หรือยังไง
รวม : ใช่ค่ะ ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน
พิม : แล้วตอนแรกก็ โปรเจคเรายังเหมือนยังเป็นเด็ก ยังไม่ได้มาทางไอดอลขณะนี้ แต่พอดีว่าพิมอินทางไอดอล แล้วพิมก็เลยมาเสนอมาปรับมาคุยกัน

มีวงไหนที่เป็นแบบ AKB48
พิม : จริงๆ แล้วพิมชอบ BNK48 ด้วยแหละค่ะ
เอก : แนวทางในการบริหารวงไอดอลครับ ส่วนใหญ่แล้วพิมเนี่ยจะเป็นคนที่แบบใส่ เป็นคนฉีดสปีชีส์เข้าไป ประเด็นที่ผมปั้นบ่อย พวกเกิร์ลกรุ๊ป แต่พอไอดอลเนี่ย ไอดอล สคูลเนี่ยจะเป็นพิมเขาเขาจะเป็นคนที่แบบ…

มันจะมีความแตกต่างกันระหว่าง เกิร์ลกรุ๊ปกับบอยแบนด์
พิม : เกิร์ลกรุ๊ปเขาจะต้องมีความพร้อม ความเป๊ะในการปล่อยอย่างนี้ค่ะ แต่ถ้าไอดอลเขาจะเลือกคนที่แบบว่ามีใจ มีความฝัน แต่ว่าอาจจะยังไม่ได้เก่งทั้งรอบด้านแล้วค่อยมาพัฒนาอะไรอย่างนี้ แล้วซึ่งมันก็อินพอดีกับตัวที่พิมชอบพวก AF พวก THE STAR คนที่แบบไม่ค่อยเก่งมา แล้วพอเขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ เออมันมีความผูกพัน ใช่ แล้วเออพิมก็แบบตามดูอะไรอย่างนี้ ตอนแรกพิมก็ไม่ได้รู้จัก AKB48 พิมก็รู้จัก BNK48 ตอนแรกก็เอ๊ะ วงอะไร อะไรอย่างนี้ แล้วพอเข้าไปดู อุ้ย เขาซ้อมหนักกันขนาดนี้ แล้วเขาเก่งขึ้นนู้นนี้ ร้องไห้นู้นนี้คือแบบอินกับเขาหมด คือแป๊บเดียวจำได้ทุกคน จำได้ทุกเรื่องราวอะไรอย่างนี้อะค่ะ คือประเทศไทย มันมีเด็กที่มันมีฝันอีกเยอะเลยนะ บางคนก็อาจจะอายุเกินนั้นด้วยอะไรอย่างนี้ ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่แล้วเรามาคุย แล้วเรามีแรงสนับสนุนได้ เราก็แบบช่วยปั้นฝันให้เด็กอีกกลุ่มนึงดีไหมคะ

ทีนี้ไอ้เหตุการณ์ที่ว่ามาป๊ะกันแหมตั้งแต่เมื่อไหร่ ก่อนที่จะเป็นรูปเป็นร่าง มีออดิชั่น
พิม : ช่วงมี.ค. เองนะคะ ประมาณปลาย ก.พ. มี.ค.
เอก : เจอกันเริ่มจากผมได้ไหม ตอนต้นปี มันคือเริ่มคุยวางแผนกันก่อน แบบไม่ได้เจอหน้าก่อน ประมาณปลายปีกับอีกคนนึง

ตอนนั้นคือช่วงที่ BNK48 เกือบจะพีคที่สุด
เอก : ใช่ครับ

 

ถ้า ธ.ค. กำลังมาแต่ ม.ค. เนี่ยคือช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว ก.พ. เนี่ยดังสุดๆ ของ BNK48 ละ
พิม : ก็คือฝั่งของครูเอก เขาจะเริ่มคุยกันมาก่อนอย่างที่พิมบอกที่ครูเอกเล่าตอนแรกแล้วค่อยๆ พัฒนาเข้ามา ปรับๆ ระบบมา
เอก : ด้วยความที่ พอตัวผมเองทำอย่างนั้นมันไม่แตกต่างจากเด็ก COVER ลง youtube ธรรมดา ผมก็เลยแบบ เออพอมาเจอทุกคน เลยบอกว่า เรามีออดิชั่นไหม เราทำแบบนี้ไหม คราวนี้เขาถนัดทางบอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ป ถนัดทางไอดอลก็เลย ผสมกันเลย พอมันผสมกันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ เราได้คอนเซ็ป จนร่วมกันตั้งชื่อจนเกิดป็น 7th Sense
พิม : ตอนแรกมันเล็กๆ ค่อยๆ ขยายใหญ่

ชื่อโปรเจคทีแรกก่อน 7th Sense นั้นคือ
จ๊อบ : 7th Sense เป็นชื่อแรกแล้วเคาะชื่อนี้เลยครับ

ไม่มีแบบมา 5 ชื่อ 10 ชื่อแล้วมา
เอย : ไม่มี

มันมาจากใครคำนี้
พิม : มันมาจากเด็ก เขาเสนอกันมาค่ะ ช่วยกันคิดว่า มันจะเป็นคำอะไรดีที่เราเข้ามาช่วงแรกอะค่ะ

หมายความว่าเราออยังไงช่วงแรกๆ
พิม : ช่วงแรกเหมือนออกับเด็กที่เรารู้จักกันก่อน แล้วเข้ามาเทสกันค่ะ พอเราได้กลุ่มตั้งต้น กลุ่มนึงก่อนตอนแรก

กี่คนครับ
พิม : ตอนแรกยังแค่ 6-7 คนเลย แล้วเราก็ออเข้ามาเพิ่มที่ละนิดอะค่ะ

ก็คือเป็นการ ออภายใน
พิม : ค่ะ แล้วพอมาเป็น 10 คนแรกแล้วเราก็ทำ พัฒนาขึ้นระดับนึง นิดนึงแล้วเราก็ปล่อยเพลง All Version แล้วเราก็รับสมัคร ออดิชั่นเพิ่มมา จนมารวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน ตอนนี้ 20 คนค่ะ ก็คือเด็กที่มาครบกันน่ะ

ตอนเปิดให้ออดิชั่น มีเข้ามาเยอะไหมครับ
พิม : ก็ค่อนข้างพอสมควรค่ะ แต่เราก็คัดมาระดับนึง แล้วเราก็มาเทสแบบตัวจริง อย่างนี้ค่ะ

ตอนนั้นออยังไงอะครับ
พิม : ส่งคลิป
จ๊อบ : ส่งคลิปเข้ามาทาง official แล้วเราก็มานั่งดูกัน แล้วเราก็เออคนนี้น่าสนใจ คนนี้มี Passion แบบนี้ อะไรอย่างนี้ครับก็เรียกมาสัมภาษณ์ แนะนำตัว เรียกว่าเจอกันจริง ออดิชั่นแล้วแบบขอฟังเสียงหน่อย ขออุปนิสัย ดูลักษณะ มีวิธีการพูดจา ถามในเรื่องของ Passion ตัวเองให้เล่าให้เราได้รู้จักคุณได้มากที่สุดอะไรประมาณนั้น

แล้วอย่างนี้หลักเกณฑ์เป็นยังไง สมมุติผมก็ตั้งเป็นเด็กแบบไหน อาจจะต้องเพอร์เฟคไหม หรืออาจจะไม่เพอร์เฟค มีอะไรที่เราใช้เป็นตัววัด
เอย : ทัศนคติ
จ๊อบ : ผู้บริหารทุกคนมีแนวคิดเป็นของตัวเอง ถ้าอย่างผมเนี่ยครับ ผมจะดูในเรื่องของ Passion กับสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมค่อยถามเสมอเลยว่า คือคุณพร้อมที่จะสละเพื่อคนอื่นไหม พร้อมที่จะทิ้งความเห็นแก่ตัวไหม อันนี้คือคำถามของผม เพราะว่าเรามาอยู่กันใน ยูนิต เราต้องเป็น ยูนิตตี้เดียวกัน คุณไม่ใช่คนเด่นคนเดียว คุณต้องถอยให้เป็น และหลีดให้เป็น เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีอย่างนี้ครับ แต่ส่วนของน้องเอยน่าจะดูในเรื่อง performs
เอก : ก็ดูเรื่องของ Performance พื้นฐานของเขา ก็จริงๆ ไม่ได้เป็นคนเน้นเรื่องความสามารถมาตั้งแต่ต้น แต่จะดูว่าเด็กคนนี้มีโพเทนเชียลไหม มีใจไหมที่เขาอยากจะพัฒนา แล้วมีเซนส์ ขนาดไหน เรื่องเซนส์ เนี่ยเป็นรองมากกว่าทัศนคตินะค่ะ ในการที่เขาจะขับเคลื่อนตัวเองไปได้ขนาดไหนเพราะว่างานพวกนี้ มันต้องใช้เวลามาก ต้องทุ่มเทมากอย่างที่ครูจ๊อบได้บอกไป ว่าใจเขามาขนาดไหน แต่ว่าเราต้องยอมรับอย่างนึงว่าในบรรดาเด็กทุกคน เด็กมาสมัครเยอะอย่างนี้อะค่ะ สุดท้ายมันก็จะมีคนที่เขาจะมีมาตรฐานของเขาที่เราก็จะหยิบเขาขึ้นมา ในเชิงความสามารถทางการแสดง แล้วก็ทัศนคติ คือเราจะดู 2 อย่างให้บาลานซ์กันด้วย อะไรมากไปมันก็จะไม่ดีเหมือนกัน สำหรับเกิร์ลกรุ๊ป
จ๊อบ : สิ่งสำคัญที่เราตัดสินใจเลือกก็คือว่า เราจะดูคนที่สามารถพัฒนาได้ เพราะว่าบางคนอาจจะคิดว่าตัวเองเก่ง พอมันมาอยู่ในวง มันจะมีปัญหาที่ว่า ฉันไม่สามารถพัฒนาต่อได้ เราก็เลยแบบ ตรงนี้อาจจะมีปัญหาหน่อยแต่ช่วงนั้นเราก็เลยแบบคุยกันว่า ในเมื่อวงเราพร้อมที่ขายเด็กเพื่อพัฒนา เราก็ต้องเอาคนที่ยังไม่พร้อม แต่พร้อมที่จะพัฒนามาเข้าแทน
พิม : ถ้าในส่วนของพิม พิมก็จะมอง คือพิมทำงานกับเด็กผู้หญิงมาเยอะอะค่ะ พิมก็จะค่อนข้างแบบดูได้ น้องคนนี้แบบ นิสัยประมาณยังไง คนเห็นแล้ว รักไหมหรือน้องเขามีมุมไหนที่เราจะสามารถทำให้ผู้คนเป็นแฟนคลับ รักได้หรือน้องเขาแบบมีทัศนคติดีที่แบบจะไปให้กำลังใจคนไหม เพราะว่าหลักๆ ของการเป็นไอดอลคือมันจะต้องคิดดีก่อนมันถึงจะส่งพลังให้ทุกคนได้ค่ะ เราก็จะมองในมุมนี้ แล้วก็เลือกคาแร็คเตอร์ที่มันแตกต่างกัน เพราะว่ามันก็ดีต่อตัวน้องด้วย แล้วแฟนคลับก็สามารถแบบว่า ชอบได้หลายแบบ คือมีหลากหลายแบบหลายแนว ประมาณนี้ค่ะ

 

ทีนี้ โมเดลธุรกิจละ ไอ้ที่มันจะทำเงินให้เรา มันคืออะไร เพราะพวกคุณก็ลงทุนกันมาหลายเดือนแล้ว
จ๊อบ : ในส่วนของโมเดลธุรกิจใช่ไหมครับ ถ้ามองจริงๆ แล้วเนี่ย เราก็คือ music publishing คือค่ายเพลงนึง ซึ่งวิธีรับ Income เนี่ยคงเหมือนบริษัทอื่นๆ อย่างนึงของประเทศไทยเนี่ยเรื่องค่าลิขสิทธิ์ copy right เนี่ยยังไม่แข็งแรง จริงๆ เนี่ย อยากฝากลงข่าวด้วยให้ทุกคน remind เรื่องนี้ไว้ให้คิดถึงเรื่องนี้ เพราะมันจะเป็น Income ที่จะอยู่ตลอดชีวิต ครับในเรื่อง copy right แต่ว่าตรงส่วนนี้ก็ต้องยอมรับจริงๆว่ากำไรเนี่ยมันก็จะมา หนึ่งสปอนเซอร์ สองคือการออกอีเว้น การออกงาน สามดีอย่างนึงที่โมเดลของเราเนี่ยมันเป็นโมเดลของไอเดลซึ่งหมายความว่าเวลาเราออกพวก Product อะไรพวกนี้ ต่างๆ เราจะมีกลุ่มที่คอยสนับสนุน เก็บซื้อเป็นคอลเล็คชั่นไว้ เก็บอะไรไว้งี้ครับ อันนี้คือเป็น Call income

แล้วมีแผนที่จะออก product ก็เห็นพูดถึง Photo set กันอยู่ ตอนนี้เคาะหรือยังครับ
พิม : ใช่ค่ะ เร็วๆ นี้ค่ะ
จ๊อบ : เริ่มเคาะวันที่แล้วครับ ตอนนี้พิมเนี่ย เริ่มวางแผนในเรื่องของสไตล์ เป็นยังไง ชุดเป็นยังไงครับ เริ่มคุยกับสไตส์ลิสแล้ว

ผมว่ามันมีอยู่คำถามหนึ่งที่ต้องถูกถามแน่นอน ว่ามันเป็น copy หรือเปล่า
จ๊อบ : ต้องบอกอย่างนี้เลยครับ ว่า ธุรกิจเนี่ย อะไรดังมันหอมหวานเสมอคนก็อยากจะเข้าไป แต่ถามว่าเรา copy ไหม อย่าใช้คำว่า copy เราเป็น benchmark คือเราเป็น benchmark ของเขา เขามีข้อดียังไง แล้วข้อเสียอะไรที่เราต้องระวังแล้วป้องกันไม่ให้เกิด ถามว่า copy ไหม ถ้าทุกคนมองคำนี้ วง rock จะมีแค่วงเดียว วง jazz จะมีแค่วงเดียว ศิลปิน บลิสเทล คุณไม่สามารถเล่นตาม บลิสเทลได้อีกแล้ว ไมเคิล แจ็คสัน คุณก็ไม่สามารถไปราชา pop dance ได้ใครจะขึ้นมาเทียบกันก็อาจจะเป็น Bruno mars เขามี MJ หรือ ไมเคิล แจ็คสันเป็นไอดอลเพราะฉะนั้นคืออย่าใช้คำว่า copy เราใช้คำว่า benchmark แล้วเราดูว่า ประสบความสำเร็จยังไง เราลองทำดูบ้างสิ ให้เราประสบความสำเร็จแบบเขา

ผมเห็นว่าพยายามจะใช้ชื่อที่ไม่เหมือนกันอยู่ ใช่ไหมฮะ
พิม : บางส่วน
จ๊อบ : ใช่ เป็นบางส่วน เพราะว่าเรามีความตั้งใจและทุกคนคุยกันไว้ว่า เห้ยทำยังไง เราถึงจะขายวัฒนธรรมไทยของเราได้บ้าง ขายความเป็น Thai Pop ของเราได้บ้าง ไม่ได้บอกว่า J-pop ไม่ดี ไม่ได้บอกว่า K-pop ไม่ดี แล้วทำไม T-pop หรือว่า Thai Pop ของเรามันจะถึงมาตรฐานสแตนดาร์ตของเขาได้บ้าง ให้คนที่อยู่ต่างประเทศ ในคนที่อยู่อาเซียนเนี่ยรู้จัก Thai Pop บ้าง อย่างที่เราเห็นไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม พม่า กัมพูชา เขามีเพลงเจ๋งๆ ออกมา มีอะไรออกมาที่แบบโห เรายังโอโหอะครับ เราเลยรู้สึกว่า อ้าวแล้วทำไมเราทำไม่ได้ละ เราต้องลองทำดูสิ ต้องบอกว่าในยุค 90 เนี่ยมันดี มันดีมากๆ มันดีจนแบบ เพื่อนบ้านของเราในยุค 90 เนี่ยเพลงไทยเนี่ยคือเจ๋งจังเลย ไม่ต้องดูใครครับดูประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว ทุกคนร้องเพลงพี่เบิร์ดได้แบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็น ร้องแบบพี่เบิร์ดได้อะ ร้องแบบคนรู้จักสิงโตไปนู้นนั้นนี้ คือทุกคนรู้จักพี่สิงโตหมด เรารู้สึกว่าเราเอายุคแบบนั้นกลับมา ก็เลยครูเอก ก็เป็นครูเพลงที่เขารู้จักการใช้คำสัมผัส ใช้นู้นนี้นั้นในเรื่องของการแต่งเพลง เขาเลยเอาคำแบบนี้กลับมาอะไรอย่างนี้อะครับ อย่างเอยเขาก็จะรู้มาตรฐานอยู่แล้ว พิมเขาจะรู้ว่าแบบทุกคนควรทำตัวยังไงให้ยูเป็นอาร์ทติสจริงๆ ให้ยูเป็นศิลปินแบบนั้นจริงๆ สร้าง passion ให้เด็กยังไง สร้างแรงบันดาลใจยังไง ใช่ครับ เพราะฉะนั้นเราเลยรู้สึกว่าแบบไอคำว่า T-pop ของเราเนี่ยแหละจะเป็นตัวละครหลักของเรา
พิม : เพราะเราก็ไม่เหมือนวงอื่น เพราะของเราเป็นเพลงไทยล้วนเลย
เอก : ใช่แล้วเป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ ไม่ได้ว่ายกเพลงของ อ่าใช้คำว่าแฟรนไชส์ก็แล้วกันเอามาแปลง
พิม : เอกลักษณ์ของเราเลยคือ T-pop ล้วน

ที่ชัดเจนที่สุดคือสไตล์เพลง
เอก : เพราะว่าอย่างที่บอกครับว่า เราหนึ่งเลยเราขอบคุณผู้สนับสนุนที่เป็นกลุ่มขออนุญาตเรียกว่ากลุ่มโอตะละกัน กลุ่มที่เป็นแฟนคลับตอนนี้ที่มีอยู่เนี่ย เขาเนี่ยเป็นกระบอกเสียงที่ดีมากในการออกไป แล้วเราทำไงละเมื่อเพลงของเรากลุ่มของเราเนี่ยออกไปสู่สาธารณะชนแล้วกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มโอตะที่มีอยู่จำนวนหลักแสนเนี่ย เราจะ cast up ยังไงอีก สิบกว่าล้านคนในประเทศไทย ให้เขา ฟังเพลงแล้วแบบอยากร้องตาม เอาไป cover บ้างไปที่ไหนก็จะได้ยินเพลงแบบนี้อะไรอย่างนี้
จ๊อบ : เพราะเท่าเพลงของขวัญปะ
เอก : ขอบคุณครับ
พิม : พิมฟังครั้งแรก พิมก็จะน้ำตาไหล นึกถึงในเอ็มวีแล้วอะ
จ๊อบ : หมายความว่าเวลาเราฝึกซ้อมเด็กเนี่ยครับ เป็นมีการบิวอัพอารมณ์กันให้เข้าใจ ซึ่งวิธีการสอนของเราเนี่ยคือเพลงหนึ่งเพลง มันเท่ากับหนังสั้นหนึ่งเรื่อง คุณต้องคิดหนังตามให้ได้ เพราะเอกก็แต่งเพลงจากการที่เพลงเล่าเรื่องไงครับ คือทำให้รู้สึกว่าแบบเพลง เพลงนี้มันสื่อถึงอะไร มันมีที่มาที่ไปยังไง story ของเพลงนี้มันเป็นยังไง เพื่อที่เขาจะได้อิน เขาจะได้สื่อความหมายออกมาได้อย่างดี

 

ตกลงจะเป็น 3 รูป หรือ 5 รูป แรนด้อม
พิม : 3 รูป
เอก : พี่พิมเคาะแล้วครับๆ
พิม : แล้วมี SR อะไรอย่างนี้ด้วย

มีเซ็นลายเซ็นอะไรอย่างนี้ด้วยไหม
พิม : รอติดตาม จะเป็น Comp 3 เพราะว่าถ้าเป็นค่อม 5 คอม 6 เขาตังค์ไม่พอ
เอก : เขามาบอกเราว่าอย่าไปค่อม 5 -6 เลยนะเดี๋ยวกระเป๋าฉีก เราก็อ๋อๆได้ครับ

นอกจาก photo set จะมีอย่างอื่นอีกไหม
พิม : เดี๋ยวมีค่ะ จะต้องเทรนน้องให้พร้อมอีกสักพักนึงก่อนนะคะ ถึงจะค่อยปล่อยเพราะว่าจริงๆ แล้ว รวมทั้งหมดเนี่ยอะค่ะพึ่งจะประกาศรวมครบทั้งหมด 18 เมษานี้เองค่ะซึ่งตอนนี้ 2 เดือนเองที่เราเทรนขึ้นมา
เอย : 2 เดือนจากวันนั้น

18 เมษาคือเหมือนนับ 1 ของเด็กกลุ่มนี้ อย่างนี้คือเดบิวหรือยัง
พิม : ยังค่ะ คืออย่างที่พิมบอก ของเราเป็นคอนเซ็ปตั้งไข่ไปด้วยกัน แล้วเราแบบเปิดให้เห็นเลย คือไม่มีวงอื่นที่เขาเปิดให้เห็นขนาดนี้ คือเรารู้จักเมมเบอร์แล้วเราก็มีให้แบบ อย่างนี้เลย
เอย : เพราะว่าปกติแล้ว ศิลปินนะคะ เราจะเก็บตัวซ้อมกันเป็นปีเลย เพราะให้แบบว่ามันเพอร์เฟคที่สุดแล้วออกขายเหมือน เราก็ต้องยอมรับว่าวงการเนี่ยเราจะมองศิลปินเหมือนเป็นสินค้าเนอะ แต่เป็นสินค้าที่แบบเป็นมนุษย์ทั้งจุดขายอะไรเขาก็จะเก็บตัวทำแต่อันนี้อะค่ะ มันคือโปรเจคยังไม่มีความเป็นศิลปินแม้แต่ Mindset ของเขาเนี่ย เขาเข้ามาแล้วมันผ่านอะไรบ้าง แล้วพอแฟนคลับเข้าใจตรงนี้ ก็เลยคิดว่าหนึ่งนอกจากที่เขาจะได้รู้แล้ว มันก็จะทำให้เขาอิน อ่าให้เขารู้สึกว่าอยากเชียร์
พิม : ผูกพัน
เอย : ผูกพันกับน้องๆ ไป

แล้วเราเตรียมเด็กยังไงเพราะว่าเด็กก็จะต้องเซอร์วิสแฟนคลับถูกไหม ต้องโพสรูป ต้องคิดแคปชั่น ปัญหาโลกแตก รูปก็ต้องเตรียมมาเพื่อโพสอีก สองเรื่องนี้แบบสุดๆ
จ๊อบ : ต้องแบ่งเป็น 2 ลักษณะในการเตรียมเด็กหนึ่งคือในเรื่องของเพลงโชคดีที่เรามี Crème Academy  เอยเนี่ยเป็น artist development เอยก็จะเทรนเด็กได้ เขาก็จะเทรนในเรื่องของ ต้องบอกว่าทั้งสองท่านเลย เอยกับพิมเนี่ย เขาจะเตรียมในเรื่องของวิธีการคิด วิธีการพูด การพบปะสื่อ การพูดคุยตอบแฟนคลับ ในเรื่องของการที่พอไปออกสื่อแล้วจะต้องมาลงโพสในไอจีจะต้องเขียนในลักษณะแบบไหน มีคำพูดอะไรเป็นคีย์หลัก Hashtag ยังไง สองท่านเนี่ยครับที่จะเป็นคนเตรียมน้องๆ แล้วก็พูดถึงในเรื่องของเตรียมการพบปะสื่อเราก็จะมีลิสถามมา เขาก็จะทำกิจกรรม มีคอร์สลิสเลยคำถาม 50 คำถาม แบบนี้แบ่งกลุ่ม มีกลุ่มนักข่าวใจดี มีกลุ่มนักข่าวแบบว่า จะต้องรู้ความจริง อะไรแบบนี้ แกห้ามโลกสวยใส่ฉันอะไรประมาณนั้น
เอย : กิจกรรมก็จะให้น้อง เขาหัดเป็นนักข่าวกันเอง เป็นไอดอลกันเอง เพราะฉะนั้นน้องไอดอลทุกคนก็จะรู้ว่ามุมมองนักข่าว เขามองกันยังไง อันนี้ก๊อดซิปสิ น้องเขาก็จะรู้ว่าฉันต้องเขียนอะไร แล้วเวลาถามเพื่อน เพื่อนก็จะแบบทำไมใจร้ายจังเลย แต่เป็นเรื่องจริงค่ะ แล้วก็ทุกคำถามที่ออกมาจากน้องๆ เอง
เอก : แหม ตั้งกล้องทิ้งไว้จริงๆ
เอย : เราไม่ได้ทำอะไรเลย
จ๊อบ : มีน้องบางคนอะครับที่โดนยิงคำถามแล้ว เขาอินแล้วเขาร้องไห้คือเครียดโดนกดดัน คือเราให้ไปเจอสภาวะแบบนั้น
เอย : ช่วยกันคิดแล้วว่าถ้าน้องเจอแบบนี้จะตอบยังไง บางทีก็ต้องให้เขาพูดตามลองดู เพราะเขาไม่เคยเลย ก็ต้องค่อยๆ ดูเป็นทีละคน

ต้องถึงกับเรียงคำเขาเลยไหม
พิม : ไม่ขนาดเรียงคำค่ะ แค่แนะแนวทางให้ปรับเป็นตัวเอง เพราะว่าเราไม่สามารถบังคับให้เขาพูดเป็นคำๆ ได้ เพราะมันจะไม่เป็นธรรมชาติแล้วมันจะไม่ได้ออกมาจากน้องเอง พออะไรที่ไม่ได้ออกมาเองพอไปสัมภาษณ์แต่ละที่แล้วมันจะไม่เหมือนกัน เราก็จะสอนวิธีคิด วิธีรับมือ
จ๊อบ : ตั้ง Mindset ของเขาไว้ ตั้งวิธีคิดของเขาไว้

แล้วเตรียมรับมือโอตะแบบแรงๆ ยังไง
เอย : หัวร้อนใช่ไหมคะ

 

หัวร้อนก็เคยเจอ เหมือนวันนั้นผมก็ตกใจ จำชื่อไม่ได้เฮนแล้ว (โอชิเฮน แปลว่า การเปลี่ยนไปชอบเมมเบอร์คนอื่นมาจากตัวคันจิในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าเปลี่ยนแปลง เรียกสั้นๆ ว่า “เฮน”) เอ้า เขาต้องจำพี่ได้ด้วยหรอ
เอย : อุ้ยๆ เป็นประเด็น
จ๊อบ : จริงๆ ต้องขอบคุณพี่คนนั้น ที่ทำให้เราได้วัดเด็กเหมือนกัน คุณรู้สึกยังไง

ถ้าเป็นผมๆ ไม่เห็นด้วยนะ
จ๊อบ : แต่ก็กลายเป็นว่าน้องเนี่ย บอกว่า ไม่เป็นไร หนูไม่โกรธ หนูโอเค หนูเข้าใจเพราะเราอธิบายเสมอครับว่ากลุ่มแฟนคลับไหนลักษณะเป็นแบบไหน แล้วเขาก็บอกว่า อ่อหนูเข้าใจ คือเขาสนใจเรา เขาก็อยากได้รับอะไรกลับไปเหมือนกัน ซึ่งวันนั้นน้องจำได้จริงๆ น้องหันไปถามว่าใช่ไหม เออใช่พี่คนนี้แหละ ใช่เลย เขาเลยหันมาตอบ คือเขาจำได้อยู่แล้วละ
พิม : ของเราไม่ใช่แค่ตั้งไข่เฉพาะเด็กๆ ผู้บริหารของเราก็เหมือนตั้งไข่ในสายงานนี้เหมือนกัน เราก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไปเหมือนกันค่ะ ค่อยปรับพฤติกรรมไป ค่อยๆ ศึกษาพฤติกรรมไป เพราะว่ามันก็จะมีโอตะใจดีอะไรอย่างนี้ค่ะ แนะนำว่าถ้าพี่เจออย่างนี้พี่ควรทำแบบนี้นะ ควรปกป้องน้องแบบนี้ หรือแบบอันนี้พี่ต้องปล่อยไป เราก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปอะค่ะ

ที่นี้เป้าประสงค์ หรือว่ามันต้องมี Timeline แหละเนอะในการทำธุรกิจ อาจจะมี timeline ว่าอีก 6 เดือนข้างหน้ามันจะอย่างนี้นะ จะต้องมีสักกี่เพลงนะ น้องๆ จะต้องพัฒนาไปถึงขนาดไหน หรืออีกปีนึงหรืออีก 2 ปีก็ได้ อย่าง BNK48 ต้องเรียกว่ามันเหมือนเป็น คุกกี้เสี่ยงทายมันเป็น Turning Point ถ้าไม่มีคุกกี้เสี่ยงทายป่านนี้อาจจะยังไม่ขนาดนี้ก็ได้ งั้นคุณวางไว้ยังไงถ้าเกิด Step ปกติที่ไม่มี Turning point ขนาดนั้น
จ๊อบ : ต้องเท้าความก่อนว่าจริงๆ แล้ว ธุรกิจบันเทิงเนี่ยเวลาออกอะไรไปอย่างหนึ่งเนี่ย มันเหมือนการพนัน ใช่หรือไม่ใช่ ถูกจริตคนส่วนใหญ่หรือเปล่า ชอบหรือไม่ชอบ เพราะฉะนั้นก็คือ timeline ของบริษัทเราเนี่ยมีจนถึงกลางปีหน้าแล้ว ถ้าในส่วนของปีนี้เนี่ย เราก็ดูไว้ว่า MV เนี่ย 4 เพลงที่จะออกโดยประมาณ ก็คือเพลงที่ได้เปิดตัวเซ็นเตอร์ไปแล้ว

กี่เพลง เปิดไปกี่เพลงแล้ว
จ๊อบ : ถ้ารวมเพลงประจำวง ใช่ก็คือทั้งหมด 4 เพลง แต่ความก็คือการให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรกเนี่ยครับ เราวางเป้าหมายไว้ว่าใน 1 ปี เราจะออก 7 เพลงซึ่งไม่ได้แปลว่าเราจะมีแค่ 7 เพลงนี้มันก็จะมีอะไรขึ้นมาเรื่อยๆ สำหรับ Member ที่พร้อม member ที่พัฒนาอะไรอย่างนี้ ในส่วนของเป้าหมายหลักเนี่ย คงคิดว่าเป็นมินิคอนเสิร์ตแหละ เพียงแต่มันต้องดูว่าแบบกระแสมาไหม น้องๆ พร้อมหรือยัง พร้อมที่จะขึ้นไปเอนเตอร์เทนได้แบบ… ไม่ใช่ขึ้นไปแล้วเก้ๆ กังๆ และขึ้นไปส่งพลังไม่ได้ มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ

คุณให้เวลาเท่าไหร่ มันต้องมีเวลาให้น้อง
จ๊อบ : คือที่มองไว้เนี่ยครับ ตั้งแต่วันที่เราเปลี่ยนคณะผู้บริหาร เปลี่ยนทีมใหม่ Set up ใหม่เนี่ย อีก 6-7 เดือน คือคุณต้องเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เป็น Professional artist ที่ดี

นับจากตอนไหน ตอนนี้ใช่ไหม
จ๊อบ : ใช่ครับ จริงๆ ต้องนับตั้งแต่ตอนนี้

ก็อีก 6 เดือน
เอก : ต้นปีหน้า
จ๊อบ : ใช่ครับ อันนี้เป็น timeline ที่เราวางไว้แต่ในความเป็นจริงใครจะรู้

อาจจะก่อนก็ได้
จ๊อบ : คือใครจะรู้ พอต้นปีหน้าเนี่ย มันก็บังเอิญที่เป็นพฤศจิกา ธันวาที่แบบโหงาน งานอิเว้นในประเทศไทยมันเยอะมาก มันช่วงเทศกาลจ๋าเลย แล้วพอต้น ม.ค. เดี๋ยวก็วันเด็ก เดี๋ยวก็วันหยุด ซึ่งงานแสดง อีเว้นเยอะมาก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าในความเป็นจริงแล้วเราจะได้สถานที่แสดงหรือเปล่า คนพร้อมที่จะใช้จ่ายไหม ยังไง ซึ่งเราก็ต้องมองจริงๆ ครับว่า ธุรกิจ เอนเตอร์เทนเม้นท์เนี่ยถ้าทำเอาสนุกอย่างเดียวแล้วไม่สนใจกำไร คุณจะทำเมื่อไหร่ก็ได้แต่ถ้าคุณต้องกังวลเรื่อง Financial ดูคอร์สของตัวเองด้วย ดูตลาดด้วยเนี่ย มันก็ต้องดูความเป็นจริงด้วยว่า มันถูกต้องหรือเปล่าในช่วง ทามมิ่งนั้น

ก็ดูอีกที ใช่ไหม
จ๊อบ : ใช่ครับ แต่ว่าใน timeline ของเราเนี่ย เรามีวางไว้แล้วทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นการออกช่วงจำหน่ายสินค้า ช่วงเวลาของการออกเพลง ช่วงเวลาของการถ่าย photo set ช่วงเวลาของการถ่าย MV ช่วงไหนจะปล่อยยังไง ระยะเวลาความห่าง ความถี่อะไรอย่างนี้ครับ

ทีนี้กลับมาน้องๆ บ้าง แล้วน้องๆ เนี่ย เรามีค่าใช้จ่ายให้ไหม แบบว่ามีเงินเดือนให้ไหม หรือว่าให้เป็นอีเว้นหรือให้เป็นค่าซ้อมหรือยังไง
จ๊อบ : ต้องบอกว่าเป็นนโยบายของ ผู้บริหารใหม่ทุกคน น้องให้เรามา เราก็ต้องตอบแทนน้องเช่นกัน ก็คือมีเงินเดือนให้ แล้วก็มีสวัสดิการ เวลาเราจัดอีเว้น เราต้องออกไปนอกสถานที่ แม้ว่าการไปพบปะสื่อข้างนอก เราก็มีกองสวัสดิการ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร คือทุกคนได้รับตรงนั้น คือเราไม่ได้มองเขาเป็นสินค้า เราไม่ได้มองน้องว่าเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง เรามองเขาเป็นลูกศิษย์เรา เรามองเขาคือคนในครอบครัวเดียวกัน เพราะฉะนั้นคือพ่อแม่เลี้ยงพวกเรายังไง เราเลี้ยงน้องๆ อย่างนั้นเช่นกันพ่อแม่ของน้องๆ ทรีตเขาแบบไหน รักเขาแบบไหนเรารักเขาแบบนั้น
พิม : พวกสินค้าต่างๆ เราก็มีเปอร์เซ็นให้ด้วยเหมือนกัน
จ๊อบ : ใช่ๆ แบ่งเปอร์เซ็นให้

เพลงมีให้ดาวน์โหลดหรือยัง
จ๊อบ : ตอนนี้เพลงยังไม่เสร็จแต่วางแผนไว้ว่า ดอกจัน ITUNES , JOOKS ตอนนี้กำลังเคาะอยู่ ก็จะเริ่มทำดีล

อันนี้แบ่งน้องไหม
จ๊อบ : มีครับ คือกิจกรรมอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับรายได้ของบริษัท มีการแบ่งน้องๆ ด้วย อย่างที่เราบอกว่า เพราะว่าระบบ Copy right ในเมืองไทยเนี่ย มันไม่ได้แข็งแรงจริงๆ เราก็สร้าง Copy right ของเราเนี่ยแหละให้เด็กรู้ว่าเห้ยเนี่ยละ copy right จริงๆ นะ คุณมีสิทธิ์ที่จะได้ส่วนแบ่งตรงนี้ด้วย

แบ่งกันยังไงครับ อย่างเช่นเท่ากันทุกคน หรือคนที่เป็นเซ็นเตอร์ได้เยอะกว่า จะเท่ากันได้ยังไง
จ๊อบ : ต้องบอกก่อนว่าเงินเดือน เงินเดือนเท่ากัน แล้วก็เวลาออกอีเว้นก็คือหารเท่า คนไหนไปคนนั้นได้
พิม : เอ๊ะ เดี๋ยวนะ เราไม่ควรพูดว่าเงินเดือนเท่ากันไหมคะ
จ๊อบ : ก็เงินเดือนตั้งต้นไงแต่เราไม่ได้พลัสค่านู้นนี้นั้น

เงินเนี่ยคือ BASE เท่ากัน แต่ในอนาคตถ้ามีพรีเซนเตอร์ มีนู้นนี้นั้นก็มีเอ็กตร้าบวกให้อันนั้นมันปกติอยู่แล้ว
จ๊อบ : ให้มองเหมือนนักบินหรือแอร์ ว่าเราจะมี BASE ให้มี base salary แล้วก็จะมีค่านู้นค่านี้ เคลียคำนี้ว่ารายได้ส่วนอื่นๆ อะไรอย่างนี้ครับ ก็ดูตามเนื้องาน
เอย : ดูตามที่เขาทำงานมากหรือน้อย
เอก : base salary เท่ากัน แต่ในเรื่องของงานของอะไรอย่างนี้ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า คือในธุรกิจ เรามองแบบไม่สวยงามแล้วกัน ลูกค้าเขาจะเข้ามา pick up คนไหนเราไม่มีวันรู้ได้เลย เพราะฉนั้นเราก็ดูตามความเป็นจริงดูตามเนื้องาน Access ว่าเขาขายได้จริงๆ โชคดีที่แต่ละคน มีความเป็นครูและความเป็นแม่
จ๊อบ : แล้วความเป็นพ่อ
พิม : มีความเป็นพี่สาว
จ๊อบ : อ่า โอเคๆ มีความเป็นพี่สาว มีความเป็นพี่ชาย

กฏเกณฑ์ที่ กฏเหล็กของเรามีอะไรบ้าง
พิม : ส่วนใหญ่แล้วก็ห้ามโดนตัว Member อะค่ะ มันก็เป็นเรื่องการให้เกียรติอยู่แล้ว เคารพสิทธิส่วนตัว แล้วก็ไม่ให้ตอบไดเร็กกับอินบ๊อกซ์ส่วนตัวอย่างนี้ค่ะ เพราะว่ามันก็เป็นการเซฟน้อง กับการที่จะมีกลุ่มคนนำไปอ้างในทางที่ไม่ดี แล้วก็ห้ามถ่ายรูปคู่อย่างนี้อะค่ะ แต่ว่าถ้าถ่ายรูป 3 คนขึ้นไปเวลาเจอกันข้างนอกอย่างนี้เราอนุญาต แต่ว่าถ้าน้องใส่ชุดออฟฟิตเชียลหรือว่าอยู่ในงานอีเว้นอย่างนี้เราต้องงด ต้องตามแล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละงาน
เอก : หมายถึงว่าน้องอยู่บนรถไฟฟ้า มีกลุ่มคนขอถ่ายรูป
พิม : จริงๆ มันก็พอได้ค่ะ แต่ก็อาจจะต้องรบกวนแฟนคลับดูว่าน้องเหมาะสมที่จะถ่ายหรือเปล่า แต่ว่าแฟนคลับที่เป็นโอตะเขาจะค่อนข้างให้เกียรติอยู่แล้วอะค่ะ เขาจะค่อยข้างรู้และไม่เข้าไปยุ่งเวลาส่วนตัวของ Member แต่ละคน เราก็เซฟไว้ในกรณีที่แบบว่า มีผู้ใหญ่ คนทั่วไปเขาอยากจะถ่าย เราจะรบกวนให้เขาถ่ายเป็นกลุ่ม ถ้าน้องปฏิเสธเลยมันก็จะดูว่า เสียใจนิดนึง แต่เราต้องงดขอรูปคู่ไว้ เพราะมันจะมีกรณีที่ผ่านมามันจะคนที่เขาเอารูปไอดอลไปอ้าง มันจะเกิดผลเสียกับน้อง

แล้วจะมีเซกิหรือเปล่า
พิม : เซกิเราเปิดถ่ายไปแล้วครั้งนึงค่ะ

โพลาลอยใช่ไหม
พิม : อ่าเดี๋ยวมีกฏอีกอันนึง ห้ามรับของขวัญโดยตรงส่วนตัว ถ้ามีของขวัญให้มาฝากพวกทีมงานค่ะ ราคาก็ต้องไม่เกิน 1,000 บาท เพราะเราก็ไม่อยากให้แบบแฟนคลับมาเสียตังค์อย่างนี้ค่ะเพราะน้องเขาก็อยากการ์ดได้จดหมายอยากได้กำลังใจ อยากได้ของอะไรนิดหน่อยก็พอแล้วอะค่ะ

แต่ตอนนี้เรายังไม่มีเซ็นเตอร์ให้เขาไปส่งเนอะ ใช่ไหม ส่วนใหญ่เรามีปะ
พิม : เดี๋ยวเราจะประกาศขึ้นออฟฟิเชียล
จ๊อบ : มีแล้วครับ ตอนนี้เราเตรียมสถานที่ไว้ให้แล้วครับ

จะมีตู้ปลาไหมครับ
พิม : ยังค่ะ
จ๊อบ : อยู่ในช่วงคุย พิจารณา

น้องๆ มีแฟนได้ไหม
พิม : คือทางเราไม่ได้มีสัญญาห้ามอะไรอย่างนี้อะค่ะ แต่เราจะแนะนำและสอนมากกว่า ถ้าน้องเลือกที่จะมี น้องต้องรับผลอย่างนี้ๆ นะ อาจจะต้องมีผลกระทบแบบนี้แล้วน้องควรต้องประพฤติตัวยังไง

ก็เหมือนว่ามีก็ห้ามรู้และพูดอยู่ดี
พิม : ใช่ค่ะ แต่ว่าห้ามลงรูปคู่

เด็ดขาด
เอย : เด็ดขาด ก็จะมีการทำโทษ ถ้าเกิดมีการฝ่าฝืนกฏ

ที่นี้มันด้วยความที่มี 20 ใช่ไหมครับ มันก็มีโอกาสที่น้องบางคนถึงเวลาก็ไปอีก เรามีแผนที่จะรับรุ่น 2 ให้มันเป็น 20 ตลอดไหม หรือว่าจะรับเข้ามา
จ๊อบ : เราไม่ได้กำหนดว่ามันเป็นแค่ 20 หรือไร แต่เราเป็นรุ่นเติมเต็มขึ้นมา คือเรามองว่าเป็นการเติบโตขององค์กรนึง เราจะมีแค่ 20 นี้มันไม่ได้จะทำให้ค่ายเราอยู่ได้ตลอด10 กว่าปีแน่นอน มันไม่ใช่ประเด็นนั้น
พิม : แต่ว่าถ้าในช่วงนี้เราก็จะผลักดันน้องกลุ่มนี้ไปให้ได้ระดับนึงก่อนนะคะ อาจจะยังไม่ใช่แบบว่าเร็วๆ นี้เลยอะค่ะ เราก็รอ
เอก : คือต้องบอกว่า น้องตอนนี้ คือน้องที่จะเป็นคนเซตสแตนดาร์ดสำหรับรุ่นต่อไป เราคุยกับภายในว่านี้มันรุ่นเลเจนด์เลยนะ รุ่นในตำนานเลย แล้วเขาเนี่ยแหละจะเป็นไอดอลจริงๆ เขาเป็นคนที่เซตสแตนดาร์ดให้กับ 7th Sense จริงๆ

เรามองว่ามันยาวแค่ไหนอะ ที่ญี่ปุ่นก็ 10 ปีเนอะ
จ๊อบ : ก็เหมือนๆ กันครับ ก็ต้องบอกว่าด้วยความที่เราดำเนินธุรกิจอะครับเราก็มีแผนว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเนี่ย บริษัทของเราจะต้องเติบโตแบบไหนยังไง เพราะว่าเราก็คงไม่เปิดขึ้นมาฉาบฉวย ขายความฝันแค่นี้นะจบ ทิ้งไป

อยู่ๆ นายทุนมาบอกว่า น่าสนใจ ซื้อต่อ
พิม : ถ้าเป็นพิม พิมไม่ทิ้งเด็กไปอะค่ะ
จ๊อบ : ไม่ทิ้งเลย
พิม : ยังไงก็จะอยู่อะ
จ๊อบ : ผมเองรู้สึกว่าถ้านายทุนเข้ามาซื้อผมก็ถามเขาว่าคุณรู้จักหรือเปล่า คุณรู้จักธุรกิจนี้ดีหรือเปล่า รู้จักน้องๆ เราดีหรือเปล่าถ้าเป็น Partner มาสนับสนุน ไม่ได้ปิดกั้น
พิม : ถ้ามาทางสนับสนุนอะไรอย่างนี้ดีกว่า ถ้ามาซื้อ มาเอาเด็กของเราไปเลย มันรู้สึกแบบว่ามันไม่ได้ มันไม่
จ๊อบ : นี้เขาหวงมากนะ บอกแล้วเขาไม่ใช่แค่พี่สาว เขาเป็นแม่ โอเคเขามองมุมมอง BUSINESS แล้วกัน ถ้ามาสนับสนุน สมมุติว่าเราได้เข้าตลาดหลักทรัพย์เหมือนกัน คุณจะซื้อเราจะถือหุ้นกี่เปอร์เซ็น มีการประชุมบอร์ด มีแนวทางการแจ้งผลในที่ประชุมทราบนั้นนู้นนี้นั้น เป็นสิ่งที่ดีเพราะนั้นเท่ากับว่าเรามีกำลังทุน เราจะขยายเป็น BUSINESS ต่อไป เราจะขายเป็น BUSINESS UNIT เพิ่มหรือเราจะขยาย BUSINESS LINE เพิ่มได้ เรามีอะไรที่เราสามารถสแตนดาร์ดที่มันสูงมากกว่านี้เข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการฝึกซ้อมเรื่องเพลงที่เราอาจจะ นักแต่งเพลงต่างประเทศเราซื้อเพลงเข้ามาเลยแล้วเราเอามาใส่เนื้อไทย อย่างที่บอกครับ ถ้า Financial สตรองเราจะพัฒนาให้มันไปขีดจำกัดให้มันสูงแค่ไหนก็ได้

ย้อนกลับเรื่องสินค้านิดนึง พอดีผมพึ่งนึกได้คุณก็ต้องทำเองหนะสิ
พิม : ใช่ค่ะ เราคุยๆ กันอยู่ เดี๋ยวต้องรอดูว่า ระบบจะออกมาเป็นในรูปแบบไหน

ลงทุนอีกนะ ไม่ถูกด้วยนะ
พิม : ใช่ค่ะ ก็ต้องรอดู

หา partner เพิ่มไหม
จ๊อบ : ก็อันนี้อยู่ในแผนของเราเองเหมือนกัน ตอนนี้เราหา Partner ที่อยู่ในส่วนของ E-payment บริษัทที่เขารับ E-commerce คือเราก็ดูช่องทางการจำหน่ายดูอะไร หลายๆ อย่าง
พิม : เราก็ดูอะไรหลายๆ อย่าง ย้อนกลับไปอย่างที่เราบอกคือตอนนี้เรายังไม่ได้เดบิวด้วยอะค่ะ มันก็จะมีแพลน

แล้วซิงเกิ้ลก็ยังออกไม่ได้
พิม : ใช่ค่ะ ก็จะเร็วๆ นี้

จริงๆ แล้วเดบิวนี่วางแพลนไว้อีกกี่เดือนนะครับ
จ๊อบ : ที่ผมมองไว้ก็ควรจะ 2-3 เดือน ถ้า 3 เดือนเนี่ยมันเริ่มจะแบบดีเลย์ช้าพอสมควรแล้ว เราตั้งเป้าไว้ว่า เราควรต้องทำ Goal ของเราให้ได้ ภายใน 2 เดือนนี้ น้องจะต้องมีที่เดบิว อาจจะทำขึ้นมาเองก็ได้ หรือโชคดีมีเวทีให้โอกาสน้องๆ ได้ไปเดบิวประมาณนั้น ใช่ครับ ก็อย่างวงไอดอล วงรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ เขาก็อาจจะเวทีนู้นเวทีนี้เป็นที่เดบิว แล้วก็มีบูธในการขายนั้นนี้ เราก็หวังว่า น้องๆ ของเราจะได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่หรือทีมงานที่มองเห็นศักยภาพของเราให้ได้ไปร่วมแจมในงานนั้น เราก็ยินดีครับ

ฝากอะไรนิดหนึ่งครับ
จ๊อบ : ที่เราให้ความสำคัญกับผู้หญิงเนี่ย เพราะว่า woman power woman right เนี่ยเรามองเห็นจริงๆ ว่าผู้หญิงมีความเป็นผู้นำสูงเหมือนกันนะ เพียงแต่เขาไม่ได้โอกาสได้แสดงความคิดเห็น แต่ต้องยอมรับจริงๆ ว่า ผมสตรองในเรื่อง BUSINESS แต่เรื่อง เซอร์วิส เรื่อง MIND เรื่อง SET เรื่องอะไรที่แบบอะลุ่มอล่วย คือเราเป็นประเภทสายพุ่งชน อันนี้เขาประนีประนอม บอกจ๊อบ ใจเย็น ให้พิมในเรื่องของน้องๆ และผลงานแล้วกัน
พิม : พิมอยากให้ทุกคนเปิดใจ รับฟังเพลง T-pop ที่ทุกคนคิดให้กลับมาให้วงการกลับมาคึกคักอีกครั้ง และก็น้องๆ ในกลุ่ม 7th Sense เนี่ย ทุกคนมีความฝันและความตั้งใจจริงแล้วผู้บริหารก็เห็นถึง passion ของน้องๆ และรักน้องๆ มากก็อยากให้ทุกคนได้สัมผัสได้รู้จักตัวตนแล้วก็รักน้องเหมือนที่พวกเรารักอะค่ะ
จ๊อบ : อยากให้ทุกคนเปิดใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นกลุ่มนักฟังเพลง กลุ่มโอตะที่ชื่นชอบในตัวบุคคลของน้องๆ ก็อยากให้เข้ามาดูว่า T-pop idol ของเราเนี่ยที่เราพยายามสร้างตรงนี้ขึ้นมา ให้ทุกคนเปิดใจยอมรับดูให้ทุกคนมาลองดูผลงานของน้องๆ ของบริษัทเรา ของค่ายเราว่า เนี่ยเราบิวอัพขึ้นอย่างนี้ ถูกใจคุณไหม
เอย : ก็สำหรับน้องๆ กลุ่มนี้มีความตั้งใจมาก ต้องเรียกว่า น้องๆ มีความฝันประเภทนี้อยู่เขาจะมีความตั้งใจมากที่อยากจะเข้ามาและเป็นไอดอลเพราะฉะนั้นเขาจะเป็นกลุ่มที่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนได้ แต่ก่อนที่เราจะมีแรงบันดาลใจต้องขอกำลังใจจากแฟนคลับทุกๆ คนให้ช่วยกันติดตามก่อนค่ะ

7th Sense Girl Group
https://www.facebook.com/7thsensegirlgroup
https://www.instagram.com/7thsensegirlgroup/
https://www.youtube.com/channel/UCabtTY6ghtOyV-CRsQ4V8Vw

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!