ดีเจโซเซฟ-อัจฉริย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา

‘ดีเจโซเซฟ’ คน “พูดไม่ค่อยเก่ง” ที่อยากใช้การพูดพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ฝันไว้

หลังการถ่ายทำคลิปของเพจ Thailand Game Show เสร็จสิ้น ‘ดีเจโซเซฟ อัจฉริย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา’ นั่งลงและพูดประโยคแรกในการสัมภาษณ์ว่า เขาเป็นคนไม่มั่นใจในตนเอง และเขาเลือกที่จะลบปมความไม่มั่นใจในตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ตั้งแต่ไปแสดงเดี่ยวไมโครโฟน เป็นยูทูบเบอร์ และเริ่มต้นการตัดสินใจทำงานเป็นดีเจ ก่อนที่เขาจะมาร่วมงานในฐานะทาเลนต์เกี่ยวกับเกมใน Thailand Game Show

เขาให้คำนิยามตัวเองว่าเป็นคนพูดไม่เก่ง เป็นคนที่ถูกเหลียวแล และเป็นคนที่ไม่มีใครได้ยินแม่้ว่าจะพูดออกไปก็ตาม แต่น่าสนใจตรงที่ สุดท้ายเขาก็เลือกการพูดนี่แหละ เป็นเครื่องมือในการตามความฝันและทำสิ่งที่ปรารถนา


ก่อนอื่น แนะนำตัวคุณเองหน่อยว่ามาจากไหน ทำอะไรมาบ้าง

ผมเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ เกี่ยวกับวิทยุโทรทัศน์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ เรียกได้ว่าเรียนมาโดยตรงเลย พอจบมาก็มาเป็นดีเจที่ 94 EFM เลย มีรับงานแสดงบ้าง แล้วก็เคยเป็นสมาชิกกลุ่ม ‘ยืนเดี่ยว’ ที่ทำ Stand-up Comedy ครับ แต่ว่าไม่ได้มีเวลาไปยืนตรงนั้นซักเท่าไหร่ (หัวเราะ) แต่ก็แอบใฝ่ฝันว่าอยากเป็นแบบพี่โน้ต (อุตม แต้พานิช) อยู่เหมือนกันครับ ก็พยายามอยู่

ดีเจโซเซฟ-อัจฉริย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา

ถ้างั้นคุณเป็นคนช่างพูดด้วยหรือเปล่า หรือขี้อาย

จะบอกว่าขี้อายก็ไม่เชิงครับ แต่ถ้าจะบอกว่าช่างพูดด้วยก็ยังไม่ค่อยถูกเหมือนกัน ถ้าให้เล่าเร็ว ๆ นะครับ ผมตอนเด็ก ๆ ประมาณ ม.3 – ม.4 ผมเป็นคนที่พูดไม่เก่งครับ คือแม่จะไม่ใช้ผมไปซื้อของเลย เพราะกลัวว่าจะพูดกับแม่ค้าไม่รู้เรื่อง แล้วก็พูดแบบถามคำตอบคำด้วย “ไปเที่ยวไหม” “ไป…” “กินข้าวป่ะ” “กิน…” แค่นี้เลย ก็เลยไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคน มันก็เลยเป็นปมในใจว่า รักครั้งแรกของผมก็ไม่สำเร็จ เพราะว่าพูดไม่เป็น เวลาสอบพูดหน้าห้องวิชาภาษาไทย ผมก็จะได้ศูนย์คนเดียวในห้อง แล้วก็ไม่เข้าใจว่ามันยากยังไง

ผมก็เลยรวบรวมความกล้าไปสมัครดีเจโรงเรียน ก็โดนไล่ออกตั้งแต่วันแรก ไปสมัครเป็นพิธีกรวันเด็กที่ท้องฟ้าจำลอง ไปพากย์ฟุตบอลก็โดนคนด่า โดนผู้ปกครองด่าด้วยว่าเอาใครมาพากย์ เพราะว่่ามันไม่สนุกเลย มันก็เลยเป็นปมในใจมาก ๆ ครับ

พอโตมา ผมเลยซื้อคอมพิวเตอร์มา ซื้อไมโครโฟนราคา 300 าท หูฟังถูก ๆ แล้วช่วงนั้นมันจะมีคำว่า VJ ที่จัดรายการผ่านออนไลน์ ผมก็เลยทำเทปเพื่อจะสมัคร สุดท้ายก็ได้เป็น แต่ก็ทำได้ 2 ครั้งแล้วก็โดนไล่ออก ก็เลยอยากเป็นดีเจ ผมก็เลยฝึกด้วยการทำเทปเดโมอยู่ประมาณปีครึ่ง ได้มา 2,460 เทป ซึ่งผมว่าสิ่งที่ได้มาไม่ใช่ว่าผมพูดเก่งขึ้น เพราะธรรมชาติผมเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่ผมว่าได้ในเรื่องของการพูดทีี่ไหลลื่นขึ้น

ดีเจโซเซฟ-อัจฉริย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา

เป็นการลบปมของตัวเอง

ประมาณนั้น แต่ผมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หลายคนอาจจะไม่อยากยอมรับว่าเป็นคนขี้แพ้ แต่ตัวผมยอมรับว่าตัวเองมีความเป็นคนขี้แพ้ เป็นคนที่ไม่ค่อยมีใครยอมรับ และเป็นคนที่ถูกมองว่าไม่มีความสามารถ หรือว่าเป็นคนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะในหมู่เพื่อน จีบสาว ผมไม่เคยถูกมองเห็นแบบนั้นเลย

ตอนเด็ก ๆ ผมไม่เคยได้รับคำชมจากใครเลย แล้วในห้องเรียน 50 กว่าคน ผมมีเพื่อนอยู่ไม่เกิน 4 คน ที่เหลือไม่มีใครคิดอยากจะรู้จักผมเลย ที่ตลกคือ ผมเคยคิดจะโพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊ก เพื่ออยากให้เพื่อน ๆ มากดไลก์ อยากให้เพื่อนสนใจเรา อยากให้เขามองเห็นว่าเราคิดเก่ง เขียนเก่งนะ เห็นว่าเรามีคนกดไลก์เยอะนะ

การเป็นคนขี้แพ้สำหรับผมคืออะไรแบบนี้แหละครับ เป็นการเรียกร้องความสนใจที่ถูกมองข้าม ที่ถูกมองว่าไม่มีตัวตน มันก็เหมือนขั้นความต้องการของมาสโลว์* นี่แหละครับ คือเมื่อเราได้รับสิ่งต่าง ๆ แล้ว สุดท้ายเราก็อยากจะได้ความรัก และความเคารพนับถือ ผมก็เลยติดเรื่องนี้ในใจมาก ๆ

เวลาที่ผมเจอคนที่มาบอกว่าไม่กล้าพรีเซนต์ หรือไม่กล้าจีบสาว พูดไม่เก่ง ผมจะไม่ไปขัดเขาเลย เพราะผมก็เข้าใจและรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

ดีเจโซเซฟ-อัจฉริย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา

แต่ตอนนี้คุณก็ไม่ได้โนเนมแล้ว คิดว่าตอนนี้ตัวเองไปถึงขั้นนั้นแล้วหรือยัง

ตอนนี้ผมไม่ได้คิดถึงตรงนั้นแล้วครับ ตั้งแต่ตอนที่ผมเรียน 4 ปี เขาจะให้ทำรายการทุกปี ปี 1 ปี 2 มีรายการ ปี 3 เป็นรายการสด ปี 4 ทำธีสิส ซึ่งเราสามารถเข้าไปเป็นพิธีกรได้หมดเลย ผมก็วางแผนเลยว่า ปี 1 ต้องเป็นพิธีกรในงาน ปี 2 ต้องเป็นพิธีกรกีฬาสี ปี 3 ต้องเป็นพิธีกรรายการสดให้ได้ โน่นนั่นนี่

สิ่งที่ผมพยายามทั้งหมด จนกระทั่งมาทำ Stand-up Comedy จนมาเป็นดีเจที่ EFM พอมาถึงสักระยะหนึ่ง ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมเลิกคิดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าถามว่าผมรู้สึกมาถึงหรือยัง ผมก็ตอบไม่ได้หรอก แต่เวลานี้ ผมไม่ได้คิดถึงมุมนั้นแล้ว เพราะ 1 เราจะสร้างความมั่นคงให้ตัวเองได้อย่างไร 2 คือ ผมจะเพิ่มทักษะได้อย่างไร ตอนที่ผมทำ Stand-up Comedy ตอนนั้นผมมีไฟมาก แต่ตอนนี้ทำไมรู้สึกว่ามันยากขึ้นก็ไม่รู้ อาจจะเพราะผมโตขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้นหรือเปล่า ที่ไปกลบความต้องการของมาสโลว์ ทุกวันนี้ผมเลยไม่ได้ต้องการให้คนยอมรับเลย ทุกวันนี้ผมแค่รู้สึกว่าขอบคุณมาก ๆ ถ้าชื่นชอบผลงานของผม แต่คงไม่ได้ถึงขั้นหิวแสงอะไรขนาดนั้น

ดีเจโซเซฟ-อัจฉริย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา

แล้วคุณมาลองทำ Stand-up Comedy ได้ยังไง

ถ้าย้อนไปคงประมาณ ม.5 ที่ทำเทปดีเจนี่แหละครับ พอดีว่าตอนนั้น น้าเน็ก (เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) ก็ทำเดี่ยวเหมือนกัน คือ “The Naked Show” ตอนนั้นผมได้ไปดู เพิ่งมารู้ว่าน้าเน็กไม่ได้เขียนสคริปต์อะไรเลย แต่ทำไมเล่าได้แบบอินมาก แล้วก็สนุกมาก ๆ แล้วตอนนั้นก็ไปดู “เดี่ยว 8” ของพี่โน้ต อุดมอีก ทำไมเขาเล่าเรื่องการไปต่างประเทศได้สนุกขนาดนี้

ผมก็เลยลิสต์เป้าหมายก่อนเข้ามหาวิทยาลัยถึงสิ่งที่อยากจะทำ 7 อย่าง ซึ่งตอนนี้ทำได้ 2 อย่าง คือเป็นดีเจที่ EFM กับการแสดง Stand-up Comedy คิือการพูด ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่สิ่งที่ยากกว่าการพูดคือการพูดให้มีเสน่ห์ การเล่าเรื่อง แล้วก็เล่าเรื่องให้ตลกนี่แหละ

แต่ว่ามันไม่ใช่แค่การเล่าให้ตลก เพราะว่ามันต้องมีการศึกษา มีการวางแผน หลังเริ่มเล่น 2 นาทีแรก มุกแรกต้องฮา เพราะถ้าไม่ฮา คุณจะเริ่มเกร็ง แล้วก็จะเล่นไม่เป็นธรรมชาติ แล้วพอถึงจุดหนึ่งก็จะต้องมี Punch line คือลูกตบ รวมถึงเรื่องของบรรยากาศด้วย ถ้าพี่หัวเราะ ผมหัวเราะ ทุกคนจะหัวเราะ แล้วก็มีจังหวะเก็บกลับเพื่อให้คนเข้าใจเรื่อง มันมีศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ยากมาก มันก็เลยเป็นสิ่งที่ผมอยากทำให้ได้

แล้วลิสต์อีกข้อหนึ่ง ทำไมถึงอยากเป็นดีเจ

นี่เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองบ่อยมาก แล้วต้องเป็น EFM เท่านั้นด้วยนะ ถ้าย้่อนไปก็คือช่วงที่ผมโดนด่าเยอะ ๆ แล้วสมัยนั้น EFM ดังมาก ตอนนั้นมีดีเจหลายคน ทั้งอาไก่ (สมพล ปิยะพงศ์สิริ) อาตุ่ย (พุทธชาด พงศ์สุชาติ) น้าเน็ก แปะโป้ง (ณัฏฐพงษ์ สมรรคเสวี) พี่เชาเชา (ชวลิต ศรีมั่นคงธรรม) เรียกว่าเป็นรวมดาวดีเจเลย แล้วผมชอบฟังมาก กลับมาจากโรงเรียนก็นั่งฟังทุกวันเลย เรียกว่าเป็นคลื่นที่ฟังมากที่สุดเลยแหละ

ตอนนั้นผมเคยขึ้นไปถ่ายรูปกับป้ายหน้า A-Time ด้วยนะ ที่ตึกแกรมมี่ชั้น 38 ที่พี่ ๆ เค้าชอบมาถ่ายรูปกัน ยามก็ดุมาก ผมก็ไหว้วอนขอเลยว่าขอไปถ่ายรูปหน่อย สุดท้ายก็ได้เข้าไปถ่ายจริง ๆ ภูมิใจมาก จนวันหนึ่งได้ทำเทปและได้เข้าไปเป็นดีเจที่นั่นจริง ๆ พอมองย้อนกลับไป มันก็เป็นอะไรที่ภูมิใจจริง ๆ

ดีเจโซเซฟ-อัจฉริย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา

มาร่วมงานกับ #beartai ในฐานะทาเลนต์ได้อย่างไร

ก็มีคนเชิญมาครับ ก็เลยมา (หัวเราะ) แต่จริง ๆ ผมแฮปปี้นะครับ โดยเฉพาะการมาร่วมงานกับ Thailand Game Show เพราะว่าผมเองก็เป็นคนที่สนใจเรื่องเกมอยู่แล้ว มีคอนโซลรุ่นใหม่ออกมาก็ซื้อหมด แล้วตัวผมก็สตรีมเกมในยูทูบแชนแนลของตัวเองด้วย เรียกว่าอยู่กับมันมาทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้ ก็เลยยิ่งแฮปปี้ใหญ่เลยครับ

พูดถึงงานทาเลนต์ของตัวเองหน่อยว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง โดยเฉพาะกับเพจ Thailand Game Show ยากง่ายยังไงบ้าง

จริง ๆ ข้อเสียของผมคือ ผมไม่ค่อยอิงกับสคริปต์ เพราะว่าผมเป็นดีเจ ก็ไม่เคยมีสคริปต์ แสดงเดี่ยวก็เล่าเอาจากความรู้สึกเลย ขนาดเล่นละคร ผู้กำกับยังฉีกบททิ้งเลยครับ แต่พอมาเป็นที่นี่ ผมต้องมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เกม หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเกม เป็นการเล่าเรื่องจากข้อมูลจริงที่มันผิดไม่ได้ เพราะถ้าพูดผิด คนก็จะทักเลยว่า “เฮ้ย พูดผิดนะเอ็งน่ะ”

ผมเลยค่อนข้างกังวลเรื่องของสคริปต์มาก ในการทำให้ข้อมูลตรงที่สุด แล้วก็ต้องทำให้สนุกด้วย มันก็เลยเป็นสิ่งที่ผมกังวลมาก แล้วตัวผมเองก็ไม่ได้แม่นสคริปต์แบบว่าจำได้เป๊ะ ๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าต้องใช้เวลาปรับตัวเหมือนกัน แต่ว่ายังไง งานที่ผ่านมาของผมก็ถือว่าสนุกนะครับ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เราชอบจริง ๆ

ดีเจโซเซฟ-อัจฉริย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา

ถ้าจะให้คุณรีวิวงานทาเลนต์ของตัวเอง คุณอยากให้กี่คะแนน

ถ้าจะรีวิว ผมให้แค่ 5 คะแนนครับ ถ้าเต็ม 10 คะแนน ผมให้แค่ 5 คะแนน อย่างแรกคือตอนนั้น ตอนที่ผมทำคลิปเกียวกับเกมโรคระบาด ‘Incident Corrupted Blood’ ทรงผมของผมค่อนข้างจะดูดีครับ ทรงผมค่อนข้างเป๊ะ (หัวเราะ) แล้วก็อย่างที่สอง ผมให้เพราะว่าผมค่อนข้างเข้าใจในสคริปต์พอสมควร เวลาเล่าก็เลยออกมาค่อนข้างลื่นไหล โดยรวมผมเลยให้ที่ 5 คะแนน ส่วนอีก 5 คะแนน ผมยอมรับว่าในการถ่ายทำ ผมยังไม่ค่อยแม่นเรื่องสคริปต์จริง ๆ ก็เลยทำให้เกิดอาการกระตุกบ้าง หรือมีประเด็นที่สำคัญ แต่ยังไม่ได้เล่าบ้าง ก็เลยหักคะแนนตรงนี้

ในฐานะทาเลนต์ของ #beartai คุณตั้งเป้าหมายสูงสุดไว้อย่างไรบ้าง

ถ้าจะให้ผมหวังจริง ๆ ผมหวังแค่ว่า ผมจะกลบจุดอ่อนอย่างที่ผมเล่าได้ นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่า ตอนที่มาอยู่ที่นี่ ผมไม่เคยมองเห็นจุดอ่อนของตัวผมเองเลย อย่างที่บอกว่า ขนาดงานแสดง ผมก็ทำงานโดยไม่มีสคริปต์ เพราะโดนผู้กำกับฉีกสคริปต์ตลอด พอได้มาทำงานที่เป็นข้อมูลจริง ๆ ผมถึงมองเห็นจุดอ่อนของตัวเอง ผมก็เลยหวังแค่ว่าผมจะแก้จุดอ่อนตรงนี้ให้ได้ เท่านั้นเองครับ

ดีเจโซเซฟ-อัจฉริย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา

คำถามสุดท้าย ถ้าคุณได้มีโอกาสคิดเนื้อหาคลิป และเป็นทาเลนต์ของคลิปนั้นด้วยตัวเอง คุณอยากทำคลิปแบบไหนมากที่สุด

จริง ๆ ถ้าอะไรที่เกี่ยวกับเกม ผมว่าน่าสนใจหมดครับ แต่ถ้าให้ผมคิด ไม่รู้ว่าได้หรือเปล่านะ คือผมอยากลองสตรีมเกม หรือไม่ก็อัดเทปเอาไว้แล้วเอาไปตัดแบบฮา ๆ อะไรแบบนี้ เพราะว่าผมทำในแชนแนลตัวเองแล้วมันฮามาก ๆ ผมชอบความฮาแบบไม่ตั้งใจฮาน่ะ เป็นการโชว์ตัวตนของผมผ่านการเล่นเกม ก็เลยคิดว่าอยากจะลองทำดู

ถ้าได้ทำจริง ๆ อยากเล่นเกมไหน

ถ้าให้ผมเลือกก็น่าจะเป็นเกม ‘Dark Pictures’ ครับ โดยเฉพาะแนวเกมแบบ Butterfly Effects คือทฤษฏีที่เราสามารถกำหนดได้เองว่าเราจะไปซ้าย หรือจะไปขวา แล้วมันก็จะมีผลกระทบเป็น Butterfly Effects ด้วย เกมแนว ๆ นี้มีเยอะมาก และก็สนุกมากด้วย หรืออีกเกม ‘Detroit: Become Human’ ที่เกี่ยวกับ AI อันนี้มีฉากจบ 3,000 แบบ อยู่ที่เราจะเป็นคนเลือก หรือ ‘Beyond: Two Souls’ ที่เวลาเล่นจะคล้าย ๆ กำลังเล่นหนังเลย สามารถบังคับได้ว่าจะไปซ้ายหรือขวา

หรืออีกเกมที่อยากเล่นก็คือ ‘Resident Evil’ ครับ ถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซเลย หรือเกมปั่น ๆ แบบ ‘Fall Guys’ หรือ ‘Among Us’ ก็ชอบนะครับ ผมเป็นคนชอบสืบนะ แต่ว่าโดนโหวตออกคนแรกเลย (หัวเราะ)


*ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) คือทฤษฎีทางจิตวิทยา ที่เสนอโดย ‘อับราฮัม มาสโลว์‘ ที่กล่าวถึงการแสดงออกด้านพฤติกรรม และแรงจูงใจของมนุษย์เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งปรารถนานั้น ๆ โดยเรียงตามลำดับขั้น ได้แก่ 1.) ความต้องการทางกายภาพ 2.) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย 3.) ความรักและการเป็นเจ้าของ 4.) ความเคารพนับถือ และ 5.) ความสมบูรณ์ของชีวิต


ติดตาม Thailand Game Show ได้ที่
Facebook : https://.facebook.com/thailandgameshow
YouTube : Thailand Game Show

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส