Connect with us

ภาพยนตร์

5 เหตุผลที่คุณไม่ควรพลาด Beauty and the Beast!

Published

on

จากแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่สามารถทำรายได้เกิน 100 ล้านดอลล่าร์ สู่การเป็นภาพยนตร์ครั้งยิ่งใหญ่ ที่นำแสดงโดยนักแสดงหญิงชายยอดนิยม อย่าง “เอ็มม่า วัตสัน” และ “แดน สตีเว่นส์” และกำลังได้รับการกล่าวถึง จนเรียกได้ว่า เป็นภาพยนตร์ที่ฮอตที่สุดในช่วงนี้!! แล้วแบบนี้จะไม่ให้บีพูดถึงได้ยังไง เพราะตัวบีเองก็โตมากับเบลล์และเดอะบีสต์ และแอบฝันเล็กๆ ว่าวันนึงจะได้เจอเจ้าชายแบบนี้บ้าง (ตื่นๆ!!)

สำหรับ Beauty and the Beast ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของปี 2017 นั้น บีขอลงความเห็นเลยว่าทุกคนไม่ควรพลาด!! และนี่คือเหตุผลเหล่านั้นค่ะ!

รักโรแมนติกตลอดกาล

เพราะ Beauty and the best เป็นหนึ่งในพล็อตเรื่องที่เป็นอมตะตลอดกาล ความรักที่มาพร้อมความแตกต่าง การต่อสู้และยอมรับความแตกต่าง ความหวานและความนุ่มนวลของผู้หญิงที่ทำให้ผู้ชายต้องอ่อนไหว และความเป็นสุภาพบุรุษของผู้ชายที่สามารถเอาชนะใจผู้หญิงได้

พล็อตเรื่องแบบนี้ มักจะได้รับความนิยมอย่างมหาศาล แถมยังพาลทำให้อินในความรักได้ง่ายๆ เลยไม่แปลกที่ความโรแมนติกเหล่านี้ จะทำให้ Beauty and the Beast ฮิตตลอดกาล ไม่ว่าจะอยู่ในเวอร์ชั่นการ์ตูนหรือภาพยนตร์

ใครที่รักกำลังคลอนๆ ลองจูงมือคนที่ใช่ไปดูเรื่องนี้สิ อาจกอบกู้ความรู้สึกกันได้ดีค่ะ!

ไปดื่มด่ำกับรักโรแมนติกกัน!

ปลุกความเป็นเด็กในตัวคุณ

ทุกครั้งที่เห็นโปสเตอร์ Beauty and the Beast มันทำให้หัวใจเต้นตึกๆ และเหมือนมีไทม์แมชชีน ดึงพวกเราทุกคนกลับไปสู่ห้วงเวลาของความเป็นเด็กอีกครั้ง วัยที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการและความสวยงาม เรียกได้ว่า ทำให้อดยิ้มไม่ได้ทุกครั้งจริงๆ และ Beauty and the Beast เวอร์ชั่น 2017 นี้ ก็คงทำให้หัวใจของเราอบอวลไปด้วยความหอมหวานของความเป็นเจ้าหญิง ดิสนีย์อีกครั้งแน่ๆ รับรองว่าคุณจะต้องเดินยิ้มแป้นออกจากโรงหนัง เพราะความทรงจำในวัยเด็กมันหอมหวานค่ะ!

“ชีวิตในวัยเด็ก ช่างงดงามจริงๆ และฉันพร้อมจะเป็นเจ้าหญิงเสมอ”

อลังการงานสร้าง งานละเอียดทุกอย่าง

แว่วมาว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทุ่มทุนสร้างกับฉาก แสง สี เสียงมาก ชนิดที่ว่าสวยอลังอย่างกับคนดูเป็นเบลล์เอง อย่างฉากห้องเต้นรำในปราสาทของเจ้าชายอสูร ก็อลังการมาก!

pelikulamania.com

แต่ละฉาก องค์ประกอบละเอียดยิบ

และชุดราตรีที่สวยมาก โดยเป็นการออกแบบของดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง แจ็คเกอลีน เดอร์แรน ที่เคยออกแบบชุดให้กับภาพยนตร์มากมาย และได้รับรางวัลรางวัลออสการ์ สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม ในปี 2013 ดังนั้นไม่ต้องคิดเลยว่าชุดของเบลล์ จะเลิศขนาดไหน!!

เริ่ด เริ่ด เริ่ด!!

หนังมิวสิเคิลเรื่องแรก ของเอ็มม่า วัตสัน

จากบทบาทแม่มดแสนสวย กลายมาเป็นเจ้าหญิงในชุดราตรีหรูๆ พ่วงด้วยการเป็นมิวสิเคิลเรื่องแรกของเธอ นี่แหละ คือสิ่งที่แฟนๆ ของเอ็มม่า วัตสัน ไม่ควรพลาด Beauty and the Beast อย่างแรง!!

แถมตัวเอ็มม่าเอง ยังอดปลื้มอกปลื้มใจกับเรื่องนี้ไม่ได้

เอาหล่ะ ไปดูการเปลี่ยนบทบาทครั้งยิ่งใหญ่ของเธอกัน!!

เพลงดีงาม พระรามแปด

ถ้ายังจำตอนเด็กๆ กันได้ ในยุคที่ Beauty and the Beast ยังเป็นแอนิเมชั่น ตอนนั้นก็มีเพลงเพราะเวอร์ชั่นเก่าออกมาแล้ว แต่เวอร์ชั่นนี้ที่ขับร้องโดยอะรีอานา กรานเด กับจอห์น เลเจนด์ มาร้อง ก็ถือว่าเพราะไปอีกแบบเลย

บรรดาแฟนคลับของสาวฮอต อะรีอานา กรานเด น่าจะปริ่มกันมาก ยังรวมไปถึงเพลงที่นักแสดงหลักและนักแสดงประกอบขับร้องดำเนินเรื่องด้วย

โอ้ย ดีดี๊

ที่เซอร์ไพรส์ไปกว่านั้นคือ บางฉากในภาพยนตร์ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากแอนิเมชั่นเดิมด้วย แต่แน่นอนว่าความฉลาด อดทน และเป็นเฟมินิสต์ของเบลล์จะไม่เปลี่ยนไปแน่นอน

และนี่แหละ คือเสน่ห์ของ Beauty and the Beast 2017

ที่ไม่ควรพลาด!!

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Sicario: Day of the Soldado : กลายเป็นหนังแอ็คชั่นสาดกระสุนไปแล้ว

มาถึงภาค 2 ของหนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์ ที่เล่าบรรยากาศระอุระหว่างเจ้าพ่อค้ายาเม็กซิโกและกองกำลังของอเมริกาบนชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ รอบนี้เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ ผู้กำกับมือดีที่อยู่ในช่วงขาขึ้นไม่สามารถกลับมากำกับภาคต่อได้ เพราะต้องกำกับ Arrival และต่อด้วย Blade Runner 2049 และเจ้าของหนังก็ไม่รอด้วย เลยส่งไม้ต่อให้ สเตฟาโน ซอลลิมา ผู้กำกับหน้าใหม่ในฮอลลีวู้ด แต่เป็นมือเก๋าจากอิตาลี แต่เจ้าของเรื่องก็ยังคงเป็น เทย์เลอร์ เชอริแดน ที่ถนัดมากกับการเล่าเรื่องราวอาชญากรรมระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะเท็กซัส และรอบนี้ก็กล้าที่จะเล่าความร้ายกาจของกลาโหมอเมริกันที่ใช้แม้กระทั่งวิธีสกปรกในการขจัดปัญหาแมงเม่าแมงหวี่กวนใจตามชายแดน ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนว่าอาชญากรเม็กซิกันเป็นตัวร้ายของเรื่อง แต่ถ้าสังเกตแล้วตัวร้ายจริง ๆ ของเรื่องก็คือกลาโหมอเมริกานี่แหละที่สั่งการมาจากเบื้องบนโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม โดยที่ตัวเองอยู่ในภาพพจน์ที่ขาวสะอาดอยู่เสมอแล้วให้เหล่าทหารรับจ้างทำงานมือเปื้อนเลือดแทน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

มาถึงภาค 2 ของหนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์ ที่เล่าบรรยากาศระอุระหว่างเจ้าพ่อค้ายาเม็กซิโกและกองกำลังของอเมริกาบนชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ รอบนี้เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ ผู้กำกับมือดีที่อยู่ในช่วงขาขึ้นไม่สามารถกลับมากำกับภาคต่อได้ เพราะต้องกำกับ Arrival และต่อด้วย Blade Runner 2049 และเจ้าของหนังก็ไม่รอด้วย เลยส่งไม้ต่อให้ สเตฟาโน ซอลลิมา ผู้กำกับหน้าใหม่ในฮอลลีวู้ด แต่เป็นมือเก๋าจากอิตาลี แต่เจ้าของเรื่องก็ยังคงเป็น เทย์เลอร์ เชอริแดน ที่ถนัดมากกับการเล่าเรื่องราวอาชญากรรมระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะเท็กซัส และรอบนี้ก็กล้าที่จะเล่าความร้ายกาจของกลาโหมอเมริกันที่ใช้แม้กระทั่งวิธีสกปรกในการขจัดปัญหาแมงเม่าแมงหวี่กวนใจตามชายแดน ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนว่าอาชญากรเม็กซิกันเป็นตัวร้ายของเรื่อง แต่ถ้าสังเกตแล้วตัวร้ายจริง ๆ ของเรื่องก็คือกลาโหมอเมริกานี่แหละที่สั่งการมาจากเบื้องบนโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม โดยที่ตัวเองอยู่ในภาพพจน์ที่ขาวสะอาดอยู่เสมอแล้วให้เหล่าทหารรับจ้างทำงานมือเปื้อนเลือดแทน

เห็นได้ชัดว่าผู้กำกับสเตฟาโน พยายามที่จะสานต่อบรรยากาศและอารมณ์หนังให้ครึ้ม หม่น ตามสไตล์ที่วิลล์เลอเนิฟวางไว้ในภาคแรก ซึ่งถ้ามองเผิน ๆ ก็อาจจะกลมกลืน แต่ถ้าเปรียบกันชัด ๆ แล้ว Sicario: Day of the Soldado น่าจะถูกใจคนดูในตลาดวงกว้าง โดยเฉพาะคอแอ็คชั่นมากกว่าภาคแรก โดยเนื้อหาที่เน้นแอ็คชั่นในแบบโฉ่งฉ่าง ฉากรบจัดหนักและมาถี่ สาดกระสุนว่อน ระเบิดตูมตาม จ่อกบาลยิงกันเลือดท่วมจอ แต่ถ้าคนดูที่ชื่นชมในสไตล์กำกับของวิลเลอเนิฟในภาคแรกอาจจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง อาจจะด้วยสไตล์กำกับที่แตกต่างกัน และด้วยเนื้อหาของหนังที่ไปกันคนละทิศทางกับภาคแรก ที่มีเอมิลี่ บลันต์ เป็นตัวละครนำและทำหน้าที่แทนสายตาคนดูพาเราไปรู้จักโลกอันโหดร้ายบนชายแดนเม็กซิโกที่อยู่ใต้เงามืดของเจ้าพ่อค้ายา

พอมาถึงภาคนี้ เอมิลี่ บลันต์ ไม่กลับมา ก็เหลือแต่เพียง จอช โบรลิน ในบท แมตต์ เกรเวอร์ ทหารรับจ้างมากประสบการณ์ แล้วก็ดันบทอเลฮานโดรของ เบนิซิโอ เดลโตโร ให้ขึ้นมาเป็นบทเด่นเคียงคู่กับแมตต์ เกรเวอร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครเก่าจากภาคแรก ก็เลยไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวละครกันอีกต่อไป มาถึงก็เดินหน้าได้เลย หนังวางเรื่องให้แมตต์ รับงานใหม่จากกลาโหมอเมริกันให้ปิดฉากแก๊งค้ายาเม็กซิกัน ที่นับวันจะเพิ่มปัญหาให้กับชายแดนเท็กซัส เป็นการทำงานใต้ดินที่รัฐบาลไม่ขอออกหน้า แมตต์จึงต้องใช้ทีมทหารรับจ้างล้วน ๆ ด้วยการวางแผนจับตัว อิซาเบล เรเยส ลูกสาววัย 16 ของคาร์ลอส เรเยส เจ้าพ่อค้ายารายใหญ่ และอ้างตัวว่าเป็นแก๊งตรงกันข้าม เพื่อเสี้ยมให้ 2 แก๊งตีกันเอง

แล้วเรื่องราวจากนั้นก็กลายเป็นปมเคร่งเครียดอย่างที่เราเห็นในตัวอย่างหนัง เมื่อรัฐบาลสั่งให้ฆ่าปิดปาก อิซาเบล เรเยส แต่เธออยู่ในการคุ้มครองของอเลฮานโดร ที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งรัฐบาล เป็นผลให้ แมตต์ จำต้องจัดทีมที่เหลือตามเก็บทั้งอเลฮานโดร และ อิซาเบล เสีย จากนี้ค่อยไปตามดูกันนะว่าศึกระหว่าง 2 ทหารรับจ้างผู้คร่ำหวอดจะลงเอยอย่างไร

สิ่งที่ขาดหายไปคือเสน่ห์ในลายเซ็นของเดนนิส วิลล์เลอเนิฟ ที่แม้จะไปแบบช้า ๆ หม่น ๆ ครอบคลุมไปด้วยบรรยากาศลึกลับหนัก ๆ แต่ก็ยังถ่ายทอดให้เห็นความโหดดิบของโลกอาชญากรเม็กซิกัน สิ่งที่ทดแทนมาในภาคนี้คืองานแอ็คชั่นที่อัดมาแน่นในสเกลที่ใหญ่ขึ้น กระสุดสาดกันว่อน จรวดอาร์พีจี ระเบิดมือ และเครื่องแบล็คฮอว์คที่เป็นพระเอกในหลายฉาก กลายเป็นหนังแอ็คชั่นบนสนามรบที่ทำได้ดุ มันส์ และเข้าใจง่ายกว่างานในแบบของวิลล์เลอเนิฟแน่นอน แล้วก็ตรงคอนเซ็ปต์กับชื่อของภาคนี้ Day Of Soldado ที่แปลว่า “วันของทหารหาญ” ก็เลยเน้นปฏิบัติการของทหารเป็นหลัก ไม่เห็นเงาของเจ้าพ่อค้ายาเลย แต่เส้นเรื่องที่เดินขนานกันไปในภาคนี้คือ ขบวนลักลอบการพาคนเม็กซิกันเข้าอเมริกา ที่เล่าสลับกันไปตลอดเรื่องและเส้นเรื่องมาบรรจบกันท้ายเรื่องกลายเป็นไคลแมกซ์ที่ตึงเครียด

แม้หลาย ๆ ฉากเราเห็นกันมาแล้วในตัวอย่างหนัง แต่พออยู่ในหนังจริงก็ทำได้ชวนลุ้นระทึกดี โดยเฉพาะฉากขบวนรถหุ้มเกราะทำหน้าที่ขนย้ายอิซาเบล เรเยส เข้าสู่เม็กซิโก ต้องระแวดระวังแก๊งตรงข้ามมาชิงตัว เป็นฉากยาวที่ดูไปก็ต้องลุ้นไปว่าจะโดนโจมตีหรือไม่ตอนไหน ดนตรีประกอบฝีมือของ Hildur Guðnadóttir (ขอไม่เขียนชื่อไทยนะ อ่านยากมาก) ก็ช่วยได้มาก กับการปูอารมณ์เข้าแต่ละช่วงฉากแอ็คชั่น ฮิลเดอร์ เป็นนักทำดนตรีประกอบมือใหม่เลื่อนขั้นมาจากทีมทำดนตรีที่เคยทำงานให้กับผลงานทุกเรื่องก่อนหน้าของ เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ

จุดหนึ่งที่เสียดายพอสมควรคือตัวตนของอเลฮานโดร ในภาคแรกวางตัวอเลฮานโดรไว้เป็นมนุษย์ที่ลึกลับน่ากลัว พูดน้อย ดูไม่เป็นมิตรและมีอดีตที่มืดมน พอมาภาคนี้บทของอเลฮานโดร จำเป็นต้องกลายมาตัวละครนำ ความลึกลับน่ากลัวเลือนหายไปสิ้น กลายเป็นอเลฮานโดรที่พูดมากขึ้น เฟรนด์ลี่ขึ้น ได้เห็นด้านอ่อนโยนของเขา เริ่มมีการเปิดเผยอดีตของเขามากขึ้น เพื่อปูถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของเขาที่เลือกจะปกป้องอิซาเบล เรเยส

อีกฉากที่ไม่คาดคิดว่าจะเห็นคือ การพบกันของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ แมตต์ มาชักชวน อเลฮานโดร ให้เข้าร่วมปฏิบัติการนี้ ด้วยการแอบเข้าไปในห้องของอเลฮานโดร แล้วก็นั่งรออยู่ในมุมมืด ๆ เมื่อเจ้าของบ้านกลับมา ด้วยทักษะของทหารทำให้รู้ว่ามีคนบุกเข้าบ้าน ก็ถือปืนสอดส่องตามหา แล้วก็จ๊ะเอ๋ว่าเป็นเพื่อนเก่ามาหา ไม่คิดว่าเราจะยังคงเห็นฉากเชย ๆ แบบนี้ในหนังฮอลลีวู้ดในปี 2018 นะ ชวนให้สงสัยมากว่าทำไมพี่ ๆ เค้าไม่โทรนัดกันนะ แล้วถ้ารายหลังไม่กลับมาบ้าน ผู้มาเยี่ยมไม่ต้องรอเก้อเหรอ

2 ชั่วโมงของหนังเดินหน้าไปอย่างน่าติดตาม มีฉากแอ็คชั่นให้ดูเรื่อย ๆ ไม่เว้นช่วงนาน แต่ฉากไคลแมกซ์ท้ายก็ทำได้ตึงเครียดสุด โหดสุด แล้วก็จบแบบทิ้งปริศนาไว้มากพอควร รอไปเฉลยในภาค 3 ที่หนังเริ่มขั้นตอนการสร้างแล้วอย่างมั่นใจ ไม่รอดูผลลัพธ์ของภาค 2 เลย ดูฟอร์มแล้วหนังน่าจะทำรายได้ดีกว่าภาคแรก แต่ในทางตรงกันข้ามคะแนนจากนักวิจารณ์ก็ออกมาต่ำเตี้ยกว่าภาคแรกแน่นอน เป็นหนังที่ดูเอามันส์ สนุกไปกับหนังได้แม้ไม่เคยดูภาคแรกครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Disobedience: หนังรักต้องห้ามขึ้นหิ้งแห่งปี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ผู้กำกับ เซบาสเตียน เลลิโอ ถือเป็นผู้กำกับที่ถนัดงานดราม่าจัด ๆ ซึ่งชอบดึงคนดูให้อินและทำความเข้าใจกับคนเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะเสียงสรรเสริญในหนังออสการ์ A Fantastic Woman ตามต่อด้วย Disobedience หน้าหนังที่ขายความสัมพันธ์แบบหญิง-หญิง ท่ามกลางประเด็นกฏข้อห้ามของหลักศาสนา ศีลธรรมและความศรัทธา ซึ่งได้รับคำวิจารณ์บวกมาก ๆ ในเทศกาลหนังโตรอนโตเมื่อปีที่แล้ว โดยได้สองสาว เรเชล แม็คอดัมส์ และ เรเชล ไวสซ์ มาสวมบทอดีตคนรักที่ได้หวนกลับมาพบกันอีกครั้ง

Disobedience ดัดแปลงมาจากนิยายระดับรางวัลของ นาโอมิ อัลเดอร์แมน โดยตัวหนังเล่าเรื่องราวของ โรนิท (เรเชล ไวสซ์) ช่างภาพสาวที่เติบโตมากับครอบครัวนับถือยิวออร์โธด็อกซ์เคร่งครัดในลอนดอน และพ่อของเธอซึ่งเป็น แรบไบรู้ความลับที่เธอชอบผู้หญิง ทำให้ โรนิท ต้องหนีออกจากบ้านไปเป็นช่างภาพอยู่ในนิวยอร์ก จนกระทั่งเมื่อเธอรับรู้ว่าคุณพ่อเสียชีวิต จึงกลับมาร่วมพิธีศพที่บ้านเกิด และการกลับมาครั้งทำให้ โรนิท ต้องพบกับ เอสตี้ ครูสาวโรงเรียนมัธยม ผู้หญิงที่เธอเคยรักสุดหัวใจ ในวันที่ได้รู้ว่าแต่งงานกับ โดวิท (อเล็กซานโดร นิโวลา) ลูกพี่ลูกน้องของเธอ ซึ่งคุณพ่อมอบหมายให้เป็นทายาทสืบตระกูล แต่ทว่าจะทำอย่างไรเมื่อดูเหมือนว่าถ่านไฟเก่าพร้อมจะกลับมาปะทุอีกครั้ง

ตัวหนังไม่ได้ใช้เวลามากมายในการปูแบ็คกราวน์ความสัมพันธ์ในวัยเด็กของคนทั้ง 3 แต่เน้นไปที่บรรยากาศความเคร่งครัดของกลุ่มยิวออร์โธด็อกส์ ทำให้เราได้เห็นกฏระเบียบ จารีต ประเพณี หรือ ‘กรอบ’ ของศาสนา อย่างเช่น ผู้ชายจะต้องสวมหมวกคิปป้า ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็ต้องสวมผ้าคลุมหรือใส่วิกผมไว้ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมทั้ง เอสตี้ และ โดวิท ที่เติบโตมาในบรรยากาศและแวดล้อมดังกล่าวมาตลอดตั้งแต่เด็ก คอนทราสต์กับ โรนิท เองที่เป็นสาวอินดี้นิวยอร์เกอร์สไตล์ ผู้ที่หนังวางไว้เป็นตัวแทนของตัวละครที่อยู่ ‘นอกกรอบ’ หรือ freedom

ความรักแบบฉิ่งฉับที่หนังนำมาเสนอเปรียบเสมือนเครื่องปรุงให้อาหารมีรสชาติ ซึ่งต้องบอกว่าเลิฟซีนของสองสาวเรเชลนั้น เร่าร้อนและดูดดื่มมาก เป็นเลิฟซีนที่ทรงพลัง หนังเก็บทุกรายละเอียด อินเนอร์มาเต็มเหลือเฟือ โดยเฉพาะ ‘แววตาพูดได้’ ของทั้งคู่คือความสวยงามคลาสสิกของ Disobedience อย่างแท้จริง และทั้งหมดทั้งมวลมันแผ้วทางให้หนังย้ำเมสเซจในเรื่องการมีสิทธิ์เลือกที่จะมีอิสระหรือถูกพันธนาการจากกรอบสังคม กฏเกณฑ์ศาสนาที่วางไว้ ภายใต้เงื่อนไขของความกลัวว่าหากทำแบบนี้แล้วมันเรียกว่า ‘บาป’ หรือ ‘ไม่บาป’

หนังเรื่องนี้ พูดถึงหลาย ๆ แง่มุมในชีวิตมาก นอกจากเรื่องความเป็นเกย์ของสองสาวหรือว่า freedom แล้ว ประเด็นเรื่องครอบครัวก็ถูกหยิบยกมาจับด้วย โดยเฉพาะ โรนิทเองที่แม้เธอจะเป็นช่างภาพแต่เธอกลับรู้สึกผิดบาปที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้ถ่ายภาพพ่อของตัวเองสักใบ ขณะที่ความกดดันตั้งแต่การเจอหน้ากันของแฟนเก่า ค่อย ๆ บีบเค้นความรู้สึก บีบคนดูให้อึดอัดกับความสัมพันธ์ ก่อนจะระเบิดออกมาได้พีคมาก การแต่งงานไม่ใช่กรอบ ไม่ใช่โซ่ตรวนพันธนาการชีวิต ไม่เคยสิ่งการันตีใด ๆ ไม่มีคำว่าตลอดไป ความสมหวังผิดหวังเกิดขึ้นได้กับคนเราทุกเมื่อ และไม่มีใครมีความสุขหรือทุกข์ไปตลอด

อย่างไรก็ตาม จุดที่ผมชอบในหนังคือ บทสรุปที่ไม่เลือกเชียร์ความสัมพันธ์แบบใดแบบหนึ่ง มันคล้ายกับ coming of age ของผู้ใหญ่วัย 40 ที่ยังตกหลุมพรางของความลุ่มหลงเหมือนวัยรุ่น แต่ก็เรียนรู้ที่จะยับยั้งชั่งใจ กับโจทย์ของความถูกต้องและความถูกใจได้ในที่สุด

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Escape Plan 2: Hades หนังแหกคุกท่าดีทีเหลวแห่งปี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

กลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีสำหรับแรมโบ้แหกคุกใน Escape Plan 2: Hades ซึ่งคราวนี้ไร้เงาของป๋า อาร์โนลด์ ชวาเซเนกเกอร์ แต่ได้ ‘The Animal’ เดฟ บาติสต้า ที่จะมาช่วย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน แรมโบ้รุ่นดึกทำภารกิจแหกคุกอีกครั้ง พร้อมด้วย หวงเสี่ยวหมิง สตาร์จากแดนมังกรและแร็ปเปอร์ดัง 50 Cent มาร่วมแจมบทบาทสำคัญในเรื่องด้วย

การกลับมาในครั้งนี้ของ Escape Plan 2 ก็ทำการออกแบบคุกใหม่ได้ไฮเทคโคตร ๆ ดูฉีกแนวดี หนังพยายามปูพรมผูกปมสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ เรย์ เบรสลิน (ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) มีเหตุต้องกลับไปช่วยเหลือเพื่อนอีกครั้งในคุกเฮเดส ซึ่งเคลมว่าเป็นคุกอเวจีที่ไม่มีใครสามารถออกมาได้ ซึ่งในช่วงแรกของการปูทางนั้น ฟอร์มหนังดูมีของไม่น้อยเลย นั่นทำให้เกิดความคาดหวังว่าภาคนี้น่าจะสนุกกว่าภาคที่แล้วด้วยซ้ำ

แต่ใครจะไปรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว หน้าหนังคุณหลอกดาวมากก! ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะหนังพยายามทำเอาใจพี่จีนนายทุนมากเกินไปนั่นแหละ เลยกลายเป็นว่า สตอลโลน และ บาติสต้า มีสภาพไม่ต่างอะไรกับดาราสมทบ ให้หวงเสี่ยวหมิง สวมบทเป็น ไมเคิล สกอฟิลด์ หล่อ ๆ ทั้งเรื่อง มาทรงเดียวกับ China Salesman ที่ไปขนดาราหมดสภาพแพ็คคู่กับสตาร์เกรดรองมาเป็นป๋าดันให้พระเอกจีนปล่อยของไม่มีผิด แต่เอาไปเอามา พลอตเรื่องก็เละ พาร์ที่ควรจะเป็นจุดขายอย่างเรื่องการใช้เหตุผลวิเคราะห์ ปฏิภาณไหวพริบ หรือความคิดสร้างสรรค์ในการแหกคุก หรือทำยังไงก็ได้ให้เชื่อว่าตัวละครตัวนี้ดูมีสมองแหกคุกหน่อยก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น มันตื้นเขิน อะไรมันก็ดูง่ายเวอร์ แต่อย่างน้อย หวงเสี่ยวหมิง ก็มีอินเนอร์ในฉากต่อสู้อยู่พอตัว

เพียงแต่…แกจะเอาหวงเสี่ยวหมิงมาแบกทั้งเรื่องไม่ได้! มันเอาไม่อยู่ว้อย! 

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงภาพรวมของ Escape Plan 2 มันเริ่มต้นมาด้วยการวางปมทิ้งไว้หลายอย่างให้ซับซ้อน แต่สุดท้ายก็ตัดจบง่าย ๆ เกินคาด แถมยังมีหลายปมที่ไม่ได้คลี่คลายให้ชัดเจน มีความวอนนาบีในการเล่นแร่แปรธาตุให้ทุกอย่างมันดูล้ำ ดูเจ๋ง ท่ามกลางความเล่นใหญ่ แต่พี่จีนอาจลืมไปว่าคนดูทั่วโลกไม่ได้คิดจะเออออหยวน ๆ ทนดูอะไรง่อย ๆ ได้นาน ๆ เหมือนละครหลังข่าวนะ เอาจริง ๆ ฉากบู๊ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยกระดับก็มาจากลุงแรมโบ้อยู่สองสามฉากนี่แหละ แล้วเรื่องไดอะล็อกของตัวละครก็ยังเป็นเหมือนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ยุคไดโนเสาร์ ไอ้ประเภทฝากไว้ก่อนเถอะ หรือว่าเราจะตามล่ามันให้จงได้เนี่ย มันมุกรุ่นพ่อแล้ว มันไม่ควรหลุดออกจากปากของคนอย่าง สตอลโลน แล้ว

สรุปการกลับมาครั้งนี้ของ Escape Plan ถือว่าแย่กว่าภาคที่แล้วอีก ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับหนังแหกคุกดี ๆ เลย เดินเรื่องเอื่อย แถมชอบยืดเรื่องนานอีก นี่มันเข้าสูตรพี่จีนชัด ๆ! ซีจีรวม ๆ ถือว่าพอใช้ได้ เพียงแต่ไม่ได้น่าจดจำเท่าไหร่ ยกเว้นคำคมคูล ๆ ที่พอจะสอดแทรกออกมาให้เห็นระหว่างที่หวงเสี่ยวหมิงคิดหาวิธีแหกคุก แต่ที่เฟลหนักก็คือลาสบอสของหนัง ที่เอาเข้าจริงไม่มีห่าอะไรเลย! ง่อยมากกถึงมากที่สุด มิติตัวละครอ่านง่าย มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการตามที่หนังแผ่นควรมี

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!