Connect with us

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความ “เมื่อลูกๆของผมไม่ได้อยู่ในโลกของเกมส์” จากเพจ Dad Mom and Kids ที่แสดงทัศนะว่าทำไมเราถึงไม่ควรให้เด็กๆ เล่นเกม โดยยกประสบการณ์ของผู้เขียนเองที่เคยเล่นเกมในวัยเด็ก และพ่อแม่หักดิบไม่ให้เล่นอีกเลย จนประสบความสำเร็จเป็นนายแพทย์ในทุกวันนี้มาเล่าให้ฟังกัน ซึ่งผู้เขียนเองก็ยึดถือเป็นแบบอย่างในการเลี้ยงลูก โดยปฏิเสธเกมอิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างที่จะเข้ามาในครอบครัว

ผมไม่อยากเห็นลูกของตัวเอง กลายเป็นเด็กหลังงอๆ นั่งหน้าทีวีเล่นเกมส์ หรือเป็นเด็กนั่งติดโต๊ะคอมพิวเตอร์ส่วนตัว แล้วก็นั่งเล่นเกมส์ทั้งวัน
ผมไม่ยอมให้ลูกตั้งเป้าเป็นแชมป์เกมส์ เพราะการไปถึงจุดที่สำเร็จมีน้อยคนมาก แปลว่าคนที่ไม่ถึงจุดหมาย ชีวิตจะแย่มาก เพราะทำอย่างอื่นไม่เป็น นอกจากเล่นเกมส์
ผมไม่ต้องการให้ลูกผมกลายเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่เชื่อฟัง เพียงเพราะว่าสมองติดเกมส์อย่างหนัก และไม่อยากเห็นลูกทนทุกข์ทรมาน กับการเรียนไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆที่เค้าสามารถทำได้ดีกว่านั้น เพราะว่าต้องแบ่งเวลาไปกับการเล่นเกมส์
ผมไม่ต้องการฝึกเค้า ให้โตไปเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงผิดปกติ เพราะขาดทักษะทางสังคมที่ดี
ผมอยากเห็นลูกๆของผม เป็นคนที่เข้าใจเพื่อนมนุษย์ รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไรนพ.อิทธิฤทธิ์

แน่นอนว่าคนเรามีความเห็นที่แตกต่างกันได้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับบทความนี้ในบางจุดที่เกมส่งผลกระทบกับผู้เล่นจริงๆ แต่วันนี้เรามาคุยกันครับว่าทำไมผมถึงแนะนำให้คุณและเด็กๆ ควรเล่นเกม แทนที่จะหักดิบไม่ให้เล่นไปเลยอย่างในบทความ

เราติดความสนุกของเกมและสื่อบันเทิง

คุณหมออิทธิฤทธิ์ เจ้าของบทความ “เมื่อลูกๆของผมไม่ได้อยู่ในโลกของเกมส์” กล่าวถึงเรื่องความสนุกของเกมสั้นๆ ว่า

ก็ทำมาซะสนุกเร้าใจขนาดนั้น เล่นแล้วก็ติดสิคร้าบ

ใช่ครับ เป้าหมายของเกมทุกเกมคือทำให้คนติด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือทำให้เกมสนุกจนคนติดนั้นแหละ และถ้าสังเกตดู คำว่า “ความสนุก” ของเกมและสื่อบันเทิงต่างๆ นั้นเติบโตขึ้นตามกาลเวลา ไม่มีมนุษย์คนไหนจะรู้สึกสนุกกับสิ่งเดิมๆ รูปแบบเดิมๆ ไปได้ตลอด เมื่อมีของใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้น แปลกใหม่กว่า ผู้คนจะรู้สึกสนุกกว่ากับสิ่งนั้น จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของความสนุกที่เราแทบไม่หวนกลับไปหาความสนุกแบบเดิมๆ อีก มันเป็นความคิดที่สั่งสมในกระบวนการสร้างความสนุก ที่ตกผลึกไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างของใหม่ที่สนุกกว่าเดิมไปเรื่อยๆ

พูดให้เห็นภาพความสนุกที่เปลี่ยนไป

  • เกมหรือหนังที่คุณรู้สึกสนุกในวัยเด็ก มาชม มาเล่นตอนนี้ อาจจะไม่รู้สึกสนุกแล้วก็ได้ เพราะเรามีอะไรที่ดีกว่าให้เสพในยุคนี้
  • สื่อบันเทิงที่คุณชอบมาก คิดว่าดีมากในอดีต มาเปิดให้เด็กยุคนี้ดู อาจไม่รู้สึกว่ามันดีแล้วก็ได้ เพราะเรามีสิ่งที่ดีกว่า

เกมเป็นจุดยอดของสื่อบันเทิง

ในอดีตเราอาจพูดว่าภาพยนตร์คือสื่อที่เป็นจุดสุดยอดของความบันเทิงแล้ว เพราะการสร้างภาพยนตร์สักเรื่องต้องรวมทุกศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน ถึงจะสร้างหนังที่ดีได้ แต่ปัจจุบันนี้เกมได้เข้ามาแทนตำแหน่งนี้ของภาพยนตร์ไปแล้ว เพราะการสร้างเกมระดับท็อปสักเกม จะต้องใช้แทบทุกความรู้ของโลกในการสร้าง

  • เกมดี เนื้อเรื่องต้องสนุก – มันคือศิลปะการเล่าเรื่องของนักประพันธ์
  • เกมดี กราฟิกต้องสวย – มันคืองานอาร์ตที่ต้องใช้ทั้งศิลปินวาดภาพ และปั้นภาพ
  • เกมดี ท่าทางของตัวละครในเกมต้องดี – มันคือศิลปะการแสดง ที่ปัจจุบันใช้คนจริงๆ เพื่อบันทึกทวงท่า สีหน้า ไปปรากฏในเกม
  • เกมดี รูปแบบการเล่นต้องดี – มันคือศาสตร์และศิลป์ในการออกแบบวิธีเล่น เข้าใจว่าคนจะสนุกกับมันได้ยังไง
  • เกมดี ต้องลื่นไหล – มันคือวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมให้ดึงประสิทธิภาพเครื่องสูงสุด
  • เกมดี เสียงต้องใช่ ดนตรีต้องสนับสนุน – มันคือศาสตร์ของการบันทึกเสียง และศิลป์ของการประพันธ์เพลง
  • เกมดี ต้องขายได้ – มันคือจิตวิทยาการตลาด ความสัมพันธ์ระหว่างคน
  • และเกมดี ต้องได้ผู้ควบคุมที่มองภาพออก – Producer ของเกมก็เหมือนผู้กำกับภาพยนตร์ ต้องมีภาพเกมที่สมบูรณ์ในหัว และไกด์ผู้เกี่ยวข้องไปสร้างได้

สิ่งที่เราต้องการจะสื่อคือ ในปัจจุบัน เกมนั้นเป็นตัวแทนของทุกศาสตร์ในโลกที่บูรณาการกันเป็นผลงานออกมา การที่ไม่ได้เล่นเกมเลย จึงไม่เข้าใจว่าความบันเทิงในยุคนี้เป็นอย่างไร และจึงอาจมีปัญหาเมื่อต้องสร้างอะไรที่เกี่ยวกับความสนุกออกมา

กลไกของเกม เรื่องง่ายๆ ที่อธิบายยากมากสำหรับคนไม่เคยเล่น

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเถียงว่า ไม่เห็นต้องเล่นเกม เราก็เข้าใจความสนุกที่ชาวโลกต้องการได้น่า เราอ่านหนังสือเยอะๆ ดูหนังมากๆ ออกไปเที่ยว ออกไปเปิดหูเปิดตาในโลกมากๆ มันได้อะไรยิ่งกว่าการเล่นเกมอีก

มันก็จริงครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ทดแทนไม่ได้คือแนวคิดกลไกของเกม

กลไกความสนุกของเกม เป็นสิ่งพิเศษที่ทำให้เกมแตกต่างจากสื่อบันเทิงอื่นๆ เพราะมันคือรูปแบบที่ผู้เล่นเข้าไปมีส่วนร่วมกับเกม

  • ถ้านิยายคือการเล่าเรื่อง เปลี่ยนมาเป็นเกมก็ต้องคิดเพิ่มว่าจะให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับเรื่องยังไง
  • ถ้าภาพยนตร์คือการเสพประสบการณ์เหนือจริง เปลี่ยนมาเป็นเกมก็ต้องคิดว่าจะให้ผู้เล่นเข้าไปอยู่ในประสบการณ์นั้นยังไง ทำอะไรได้บ้าง

ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวมากๆ กับเกมมือถือนี่แหละ สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกมเลย คุณเข้าใจกลไกหัวใจไหมครับ ว่าทำไมเราเล่นเกมต้องใช้หัวใจ แล้วทำไมต้องรอให้หัวใจขึ้นถึงจะเล่นเกมได้ หรือกลไกอัปพลังต่างๆ ว่าทำไมต้องเก็บไอเท็มนี้ก่อน ถึงไปอัปพลังตัวละครได้ ทำไมไม่ให้อัปพลังไปตรงๆ และอีกมากมายที่ผมเคยลองเล่าให้คนไม่เล่นเกมฟังแล้ว อธิบายยังไงก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

ไม่เห็นต้องเข้าใจกลไกเกม ฉันก็มีชีวิตได้น่า

จริงครับ กลไกของเกมมันไม่ใช่ปัจจัยสี่สักหน่อย แต่สำหรับบางสายงาน โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ งานการตลาด งานสื่อ งานเศรษฐกิจดิจิทัล หรืองานที่เกี่ยวกับมวลมหาประชาชน ถ้าคุณไม่มีพื้นความคิดกลไกเกมสมัยใหม่อยู่ในหัว มันก็ทำงานยากแล้ว ก็คุณไม่เข้าใจว่าความสนุกของคนยุคนี้มันเป็นยังไงนิหน่า แล้วคุณจะไปเข้าใจอารมณ์ของเด็กๆ ที่นั่งดูวิดีโอคนอื่นเล่นให้ดู หรือเข้าใจอารมณ์ของคนที่ต้องเติมเงินเข้าเกมมือถือได้ยังไง

เรื่องของเกมที่เคยคิดว่าเป็นของขวัญจากปีศาจ เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับเด็กๆ แต่ถึงตอนนี้ดันสำคัญเพราะอนาคตเราจะอิงกับกลไกเหล่านี้มากขึ้น ในโลกที่ถนนทุกสายมุ่งสู่ดิจิทัล โลก VR ที่เราเจอหน้าคนอื่นได้เหมือนอยู่ด้วยกัน โดยไม่ต้องขับรถไปหากำลังจะมาถึง แนวคิดความสนุกของเกมกำลังโอบล้อมผู้คน การปิดกั้นจากเกม มันเป็นการปิดกั้นความคิด ความเข้าใจในเรื่องที่โลกกำลังจะมุ่งไปรึเปล่า

เข้าใจและเล่นไปด้วยกันตั้งแต่เด็ก ดีกว่าเสียคนตอนผู้ใหญ่

ก่อนจบก็ขอพูดประโยคมาตรฐานว่า ทุกสิ่งมีดี มีร้าย ก็ต้องรู้จักใช้อย่างสมควร เรื่องเกมก็เหมือนกัน เล่นมากไป ก็เสียงาน ตัดขาดโลกความจริง อารมณ์รุนแรง แต่การหักดิบไม่ให้เล่นเกมเลยในโลกที่กระแสดิจิทัลกำลังเชี่ยวกราก เมื่อถึงวันหนึ่งที่ต้องเล่น หรือโดนดึงเข้าสู่โลกของเกม จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเรื่องนี้รึเปล่า

  • เมื่อยังเด็ก ได้เล่นเกมที่ผู้ปกครองได้อยู่ควบคุม ได้หัวร้อน ได้เสียเงินไปด้วยกัน ก็เข้าใจและรู้ว่าลิมิตของตัวเองอยู่ที่ไหน
  • เมื่อเติบโต อยู่มาวันหนึ่งหลงเข้าไปอยู่ในโลกของเกมที่ไม่คุ้นเคย แต่เชื่อว่าตัวเองมีวุฒิภาวะดี และโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เลยไม่ปรึกษาใคร สุดท้ายอาจจะเสร็จของขวัญจากปีศาจชิ้นนี้เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันก็ได้

อย่างน้อยการได้เข้าใจเกม เข้าใจโลกที่มันกำลังจะเป็นไป ก็ทำให้อยู่ร่วมในสังคมที่สื่ออิเล็กทรอนิกส์กำลังครองเมืองได้ง่ายขึ้น โดยไม่คิดว่าคนอื่นโง่เขลาครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น