Connect with us

บทความเทคโนโลยี

สรุปครึ่งปี 2018 หัวเว่ยงัดของแรงลงตลาดมากแค่ไหน

ปีนี้หัวเว่ยวางภาพลักษณ์ของสมาร์ทโฟนในสังกัดตัวเองชัดเจนมากนะครับว่าเป็นมือถือที่ให้กล้องคุณภาพที่ดีที่สุดในระดับราคานั้นๆ เราลองมาไล่จากรุ่นใหญ่ไปหารุ่นเล็กกันดีกว่า

Published

on

(Advertorial)

เราผ่านครึ่งปี 2018 มาหน่อยๆ แล้วนะครับ ซึ่งปีนี้หัวเว่ยก็แรงดีไม่มีตก ส่งผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกกลุ่มตั้งแต่ประสิทธิภาพสูงลิบ จนถึงราคาสุดคุ้มค่าให้ซื้อหากันได้อย่างสบายกระเป๋า เรามาสรุปกันดีกว่าว่าครึ่งปี 2018 ของหัวเว่ยนั้นมีสมาร์ทโฟนอะไรออกมาบ้าง

เปิดพอร์ตมือถือหัวเว่ยครึ่งปี 2018

ปีนี้หัวเว่ยวางภาพลักษณ์ของสมาร์ทโฟนในสังกัดตัวเองชัดเจนมากนะครับว่าเป็นมือถือที่ให้กล้องคุณภาพที่ดีที่สุดในระดับราคานั้นๆ เราลองมาไล่จากรุ่นใหญ่ไปหารุ่นเล็กกันดีกว่า

Huawei Mate RS Porsche Design มือถือรุ่นใหญ่ใจต้องนิ่ง

ครองตำแหน่งมือถือระดับท็อปยอดมงกุฎเพชร 3 ดวงไปอย่างเต็มภาคภูมิกับ Huawei Mate RS Porsche Design สมาร์ทโฟนหรูที่สุดประจำปีนี้ ด้วยการออกแบบเครื่องร่วมกับ Porsche Design สำนักออกแบบชื่อดังของโลก ให้เครื่องที่โค้งมนสวยงาม ให้สัมผัสที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นอื่นๆ สะท้อนตัวตนคนใช้ พร้อมอัดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของหัวเว่ยประจำปีนี้ ทั้งกล้องหลัง 3 ตัวที่พัฒนาร่วมกับ Leica ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล พร้อม Master AI ช่วยประมวลผลภาพให้เหมาะสำหรับสถานการณ์ต่างๆ และยังซูมภาพ 5 เท่าแบบไม่แตก สเปคเครื่องก็จัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Kirin 970 ที่สามารถประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ด้วยหน่วยประมวลผลพิเศษ NPU ในตัว อัดแรมมาให้ 6 GB และหน่วยความจำในเครื่องอีก 256 GB พร้อมจอ AMOLED ความละเอียดสูง 2880 x 1440 pixel นอกจากนี้ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของหัวเว่ยที่มีตัวสแกนนิ้วทั้งด้านหลังเครื่อง และอยู่ในหน้าจอให้ผู้ใช้แตะนิ้วสแกนได้จากจอเลย

Huawei Mate RS Porsche Design นั้นเริ่มขายในไทยตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม โดยตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 54,990 บาท และมีแค่ไม่กี่เครื่องเท่านั้นในไทย

Huawei P20 Series สมาร์ทโฟนเรือธงขวัญใจมหาชน

สมาร์ทโฟนในตระกูล P20 นั้นสร้างชื่อให้หัวเว่ยอย่างมากตั้งแต่เปิดตัวในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งตัวพี่ Huawei P20 Pro ที่ชูจุดเด่นเรื่องกล้อง 3 ตัวพัฒนาร่วมกับ Leica ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล พร้อม Master AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่างๆ แถมยังซูมได้ 5 เท่าโดยที่ภาพยังคงคมชัดอยู่ และทีเด็ดสำคัญคือระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI ทำให้ผู้ใช้สามารถถือกล้องได้นาน 6 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ผู้ใช้จึงสามารถถ่ายภาพกลางคืนได้สวยสด คมชัดแม้จะใช้มือถ่าย จนได้คะแนนสูงสุดใน DxOMark ที่ 109 คะแนนมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่สามารถสมาร์ทโฟนตัวไหนมาโค่นได้ ซีพียู Kirin 970 ตัวแรงสุดของหัวเว่ย จอภาพแบบ AMOLED ที่สวยสด และยังเป็นสมาร์ทโฟนที่สร้างเทรนด์การออกแบบฝาหลังสะท้อนแสงไล่สีจนฮิตอีกด้วย

ส่วน Huawei P20 ก็ครองใจผู้ใช้ในฐานะสมาร์ทโฟนสเปคเรือธงความสามารถครบรอบด้านในราคาสุดคุ้ม ซึ่งเราก็เคยทำบทความแนะนำ 5 เหตุผลกันไปแล้วว่าทำไม Huawei P20 ถึงน่าใช้ให้อ่านกันไปแล้วก็น่าจะเข้าใจภาพว่ามือถือราคาเปิดตัวแค่ 19,990 บาท รุ่นนี้มันคุ้มยังไง ทั้งได้กล้องที่ร่วมออกแบบโดย Leica มีโหมดถ่ายภาพครบครันเหมือนที่สมาร์ทโฟนในตระกูล P เคยมีมา แถมเพิ่มความสามารถของ Master AI ช่วยปรับภาพให้เหมาะสมตามซีนที่ถ่ายภาพ รวมถึงมีความสามารถถ่ายภาพกลางคืนไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเหมือนรุ่นพี่ P20 Pro ด้วย โดยกวาดคะแนน DxOMark ไปได้ 102 คะแนน นอกจากนี้ยังมีจอภาพที่ให้แสงสีดีมาก ซีพียูตัวท็อป Kirin 970 พร้อม NPU ทำให้มี AI ช่วยถ่ายภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพในเครื่อง แถมยังรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย รองรับ 4G ทั้งสองซิมพร้อม VoLTE และ VoWifi

ซึ่ง Huawei P20 ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 19,990 บาท ส่วน HUAWEI P20 Pro ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 27,990 บาทครับ

Huawei nova 3 และ nova 3i สมาร์ทโฟนรุ่นกลางพร้อมกล้อง AI 4 ตัว

น้องใหม่ล่าสุดในพอร์ตสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยประจำครึ่งปีนี้คือ Huawei nova 3 และ nova 3i โดยเป็นตัวแทนสมาร์ทโฟนราคาระดับกลางที่คัดเทคโนโลยีจากสมาร์ทโฟนตัวท็อปอย่าง Huawei P20 มาใส่ แน่นอนว่าจุดเด่นของตระกูล nova 3 นั้นหนีไม่พ้นกล้อง 4 ตัวที่ได้พลัง AI มาช่วยประมวลผล

  • น้องเล็ก Huawei nova 3i – กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 16MP+2MP
  • รุ่นพี่ Huawei nova 3 – กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 24MP+16MP

เมื่อตระกูล nova 3 มีกล้องหน้าและกล้องหลังด้านละ 2 กล้อง จึงทำให้สามารถถ่ายภาพในโหมด Portrait ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง AI จะช่วยปรับแต่งภาพให้สวยงาม ถ้าถ่าย Selfie ก็จะปรับสีผิว โครงหน้าให้ดูดี หรือจะถ่ายอื่นๆ AI ก็วิเคราะห์ซีนและปรับรูปแบบภาพให้เหมาะสมได้ นอกจากนี้กล้องหน้ายังมี HDR Pro แก้ปัญหาถ่าย Selfie หน้าสว่างสดใส แต่ฉากหลังเบิร์นหายด้วยการเก็บรายละเอียดแสงแบบ HDR พร้อมลูกเล่นที่เหมาะสำหรับผู้ใช้กลุ่มวัยรุ่นคือ AR Effect ที่เติมความฟรุ้งฟริ้งเข้าไป ใส่หูแมว หัวใจล่องลอย สารพัดจะใส่เข้าไปในภาพ รวมถึง 3D Qmoji สร้างตัวการ์ตูนแอนิเมชั่นจากสีหน้าของเรา

ภาพ AR จากกล้องหน้า

เมื่อสมาร์ทโฟนตระกูล nova มีความสามารถ AI หน่วยประมวลผลก็ต้องรองรับการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ด้วยถึงจะทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น โดย nova 3 นั้นมาพร้อม Kirin 970 ซีพียูตัวท็อปที่ใช้ไล่มาตั้งแต่ Huawai Mate RS, P20 จนมาถึงรุ่นนี้ ก็การันตีชื่อชั้นความแรงของชิปตัวนี้ได้ ส่วน nova 3i นั้นมาพร้อมชิประดับกลางรุ่นใหม่อย่าง Kirin 710 ที่ปรับปรุงให้แรงขึ้นจากชิปรุ่นก่อน และเพิ่ม NPU เพื่อช่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ลงไปด้วย

Huawei nova 3i นั้นวางตลาดในราคา 9,990 บาท ก็เป็นราคาที่เร้าใจเลยสำหรับสมาร์ทโฟน 4 กล้องแบบนี้ ส่วน Huawei nova 3 ที่อัปเกรดกล้องหลังให้ละเอียดมากขึ้น และใช้ชิปประมวลผลตัวแรง วางจำหน่ายในราคา 16,990 บาท ถึงแม้จะไม่ได้มีกล้อง Leica แบบ Huawei P20 แต่สเปคนั้นสู้กันได้ในราคาที่ถูกกว่า

Huawei Y Series น้องเล็กราคาสุดคุ้ม

เราไล่กันจนมาถึง Huawei Y Series สมาร์ทโฟนตระกูลเล็กที่สุดจากหัวเว่ยนะครับ โดยในปีนี้สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Y Series นั้นมีทั้งหมด 4 รุ่นคือ Huawei Y3 2018, Huawei Y5 Prime 2018, Huawei Y7 Pro 2018 และ Huawei Y9 2018 ซึ่งเราเคยแนะนำกันแบบเจาะลึกกันไปแล้ว ในครั้งนี้เราขอสรุปแต่ละรุ่นสั้นๆ ดังนี้

  • Huawei Y9 2018 ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 6,990 บาท มีกล้องทั้งหมด 4 ตัว คือกล้องหลักด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล + กล้องรอง 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล และกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล ซึ่งการที่มีกล้องรองตัวนี้ ทำให้สามารถถ่ายโหมด Portrait ปรับฉากหลังให้เบลอสมจริงกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในระดับราคาต่ำกว่าหมื่น พร้อม Smart Face Recognition เพื่อจูนการปรับแต่งใบหน้าให้เหมาะสมกับผู้ใช้ ซึ่ง Y9 รุ่นนี้ใช้ซีพียูระดับกลาง Kirin 659
  • Huawei Y7 Pro 2018 มาพร้อมราคาเปิดตัว 4,990 บาท เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเดียวที่ออกในปีนี้ที่ใช้ซีพียู Snapdragon 430 แถมยังได้กล้องหลังคู่ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซลนะ ก็ทำให้ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนขึ้น ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม Selfie Toning Flash ช่วยส่องสว่างใบหน้าให้ใสเนียนได้ แม้ถ่ายในที่แสงน้อย
  • Huawei Y5 Prime 2018 ตั้งราคาไว้ที่ 3,990 บาท ได้กล้องหลังมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อม Selfie Toning Flash และสามารถปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าได้ แถมในราคานี้ก็ยังได้จอยาว 18:9 ขนาด 5.45 นิ้วด้วย
  • Huawei Y3 2018 สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กที่สุดในปีนี้จากหัวเว่ย ด้วยราคาเปิดตัว 3,290 บาท ซึ่งก็ใช้ Android Oreo Go Edition ระบบปฏิบัติการที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษสำหรับเครื่องที่มีข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ ทำให้ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันยังลื่นอยู่ กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซลทีมีโหมดหน้าสวยด้วยนะ และ กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล และมีลำโพงเสียงดังลั่นห้องระดับ 85 เดซิเบล

เปรียบเทียบสเปกของ Huawei Y-Series ทั้ง 4 รุ่น

 HUAWEI Y3 2018HUAWEI Y5 Prime 2018HUAWEI Y7 Pro 2018HUAWEI Y9 2018
CPUMediatek MT6737MMediatek MT6739Qualcomm Snapdragon 430Hisilicon Kirin659
RAM1 GB2 GB3 GB3 GB
หน่วยความจำ8 GB16 GB32 GB32 GB
หน้าจอ5" (854 x 480)5.45'' HD (1440 x 720) 18:9
HUAWEI FullView Display
5.99 นิ้ว HD (1440 x 720) 18:9
HUAWEI FullView Display
5.93 นิ้ว (2160 x 1080) 18:9
HUAWEI FullView Display
กล้องหน้า2 MP5 MP8 MP16 MP + 2 MP
กล้องหลัง8 MP13 MP13 MP + 2 MP13 MP + 2 MP
แบตเตอรี่2280 mAh3020 mAh3000 mAh4000 mAh
AndroidAndroid™ Oreo (Go edition)Android™ 8.1Android™ 8.0Android™ 8.0
ราคา3,290 บาท3,990 บาท4,990 บาท6,990 บาท

หัวเว่ยรุกตลาดสมาร์ทโฟนเน้นกล้องได้ เพราะมีการค้นคว้าวิจัยสนับสนุน

Ren Zhengfei, CEO ของ Huawei (ขวา) และ Dr. Andreas Kaufmann, ผู้ถือหุ้นใหญ่และบอร์ดของ Leica Camera AG(left) ลงนามความตกลงตั้งศูนย์ ‘Max Berek Innovation Lab’

เราอาจแบ่งเทคโนโลยีเรื่องกล้องของหัวเว่ยได้ 2 สายนะครับ คือสายซอฟต์แวร์ระบบประมวลผลภาพต่างๆ และสายฮาร์ดแวร์ ซึ่งสายซอฟต์แวร์หัวเว่ยมีการร่วมมือกับ Leica สร้างศูนย์วิจัย The Max Berek Innovation Lab ขึ้นในเยอรมันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการประมวลผลภาพสำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ในอนาคต ซึ่งเราก็คงเห็นผลของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในสมาร์ทโฟนกล้องเทพรุ่นต่างๆ ของหัวเว่ยที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วยประมวลผลภาพ รวมถึงโทนสีของภาพที่เป็นเอกลักษณ์จากการพัฒนาร่วมกับ Leica นะครับ

นอกจากนี้ในส่วนของฮาร์ดแวร์ยังมีการพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตเซนเซอร์ เพื่อให้ได้เซนเซอร์ที่มีลักษณะเฉพาะ อย่างเซนเซอร์ความละเอียดสูง 40 ล้านพิกเซลที่อยู่ใน Huawei P20 Pro และ Huawei Mate RS Porsche Design ก็เป็นเซนเซอร์ที่มีการออกแบบเฉพาะที่เรียกว่า Quad Bayer Design ทำให้สามารถรวม 4 พิกเซลเข้าเป็นพิกเซลใหญ่พิกเซลเดียวได้ (ในโหมดนี้จะมีความละเอียด 10 ล้านพิกเซล) จึงมีความสามารถในการรับแสงได้ดีขึ้น สามารถเร่ง ISO สูงและถ่ายภาพกลางคืนได้ดีขึ้น

และแน่นอนว่าปี 2018 ยังไม่จบแค่นี้ ช่วงปลายปีของทุกปีจะเป็นเวลาของสมาร์ทโฟนในซีรี่ส์ Mate ที่เชื่อได้ว่ากล้องจะพัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

คุยกับคุณกระทิงประธาน KBTG คนใหม่ ถึงอนาคตเทคโนโลยีกสิกรไทย และความเสถียรระบบในปัจจุบัน

Published

on

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG

หนึ่งในเนื้อหาจากงานแถลงวิสัยทัศน์ของกสิกรไทย ที่ 5 ผู้บริหารของธนาคาร ชูการผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตรเพื่อก้าวสู่ธนาคารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันในสมรภูมิที่เทคโนโลยีแข่งกัน Disrupt ธุรกิจเดิม ซึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับองค์กรยุคใหม่คือระบบไอทีที่รองรับงานยุคใหม่ได้ และมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ สำหรับธนาคารกสิกรไทย หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงคือ กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ซึ่งวันนี้แบไต๋ได้คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน KBTG ถึงอนาคตที่กำลังจะมุ่งไปครับ

ปี 2562 KBTG ชูนวัตกรรม 3 ด้าน

1. Cognitive Banking หรือธนาคารอัจฉริยะ

ธนาคารอัจฉริยะคือการนำข้อมูลและ insight ต่างๆ มาทำให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เหมือนเอาพนักงานแบงค์ 20,000 คน มาร่วมให้บริการลูกค้าโดยอยู่ในมือถือตลอดเวลา และให้บริการที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ซึ่งแอปต่างๆ จะต้องทำหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น KPlus ที่มีความสามารถหลายอย่างในแอปเดียว และให้ข้อมูลได้ทั้งในส่วนที่คิดว่าลูกค้าต้องการ และในส่วนที่ลูกค้ายังไม่สนใจ แต่คาดว่าน่าจะสนใจเมื่อได้รู้ข้อมูลได้ด้วย

2. Augmented Intelligence (AI)

กสิกรไทยไม่ได้มองว่าปัญญาประดิษฐ์คือคู่แข่งขันสำหรับแรงงาน แต่ AI ในความหมายของกสิกรไทยคือ Augmented Intelligence ที่หมายถึงการที่คนกับเครื่องจักรจะทำงานด้วยกัน เพราะบุคลากรของกสิกรไทยนั้นสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และความต้องการของลูกค้ามายาวนาน ส่วนปัญญาประดิษฐ์ก็ให้ความรู้ที่ครบรอบด้าน ซึ่งถ้าทำงานร่วมกันก็จะได้สุดยอดพนักงานที่เข้าใจลูกค้า และรอบรู้

แทนที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ชนะคน ก็สร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือคนให้ดีขึ้น

3. inclusive innovation นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้แก่ทุกคน

แบงค์จะต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เทคโนโลยีจะช่วยให้แบงค์เข้าใจคนมากขึ้น สามารถให้บริการคนได้ทุกระดับ เช่นนำเสนอสินเชื่อรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลให้กับลูกค้ากลุ่ม Underbanked ที่ในอดีตไม่สามารถรับบริการสินเชื่อจากธนาคารได้เพราะขาดคุณสมบัติ เช่น การเดินบัญชีไม่เพียงพอ หรือไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอ

ซึ่งภารกิจเหล่านี้ กสิกรไทยไม่อาจทำได้คนเดียว จึงมีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ผ่านนวัตกรรมการร่วมมือใหม่ที่ทำให้เชื่อมต่อระหว่างกันง่ายขึ้นคือ

  • Open Banking API ความสามารถในการต่อเชื่อมบริการของธนาคารให้แก่พันธมิตรโดยสะดวกและปลอดภัย
  • Innovation Sandbox คือ สนามทดลองเพื่อรองรับการทดสอบไอเดียทางนวัตกรรมใหม่ ๆ ของพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ได้อย่างประหยัดและรวดเร็ว
  • K PLUS Business Platform การสร้างความหมายใหม่ของ K PLUS จากการเป็นธนาคารบนโทรศัพท์มือถือไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่พันธมิตรสามารถนำไปต่อยอดสร้างบริการแบบดิจิทัล โดยการประยุกต์ใช้คุณสมบัติที่มีอยู่แล้วอย่างเต็มศักยภาพ

ซึ่งในปี 2562 นี้จะทุ่มงบลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากร กว่า 5,000 ล้านบาท (ซึ่งคุณกระทิงบอกว่า งบ IT 5,000 ล้านต่อปี ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้าคิดเป็น USD ก็ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับองค์กรระดับโลก) เพื่อเป้าหมายการพัฒนา KBTG ไปสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนแกนเทคโนโลยีของโลกมาสู่ประเทศไทย ภายในปี 2565

คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์เกี่ยวกับแง่มุมเทคโนโลยีใน KBTG

ความเสถียรของระบบธนาคารไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

คุณกระทิง: เรามีการวางแผนปรับปรุงขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมมากขึ้นอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ทำแอป K Plus ใหม่ก็มีการปรับ back-end ใหม่ด้วย ซึ่งตอนนี้ได้ถึงระดับใกล้หมื่นธุรกรรมต่อวินาทีแล้ว (TPS) ก็จะไปให้ถึงหลักหมื่น TPS ต่อไป และช่วงก่อนตรุษจีนจะมีการขยายขึ้นระบบขึ้นไปอีกเพื่อรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมากขึ้น

ที่เราทำตอนนี้คือเน้นวางสถาปัตยกรรมระบบใหม่ ป้องกันรักษาความปลอดภัยให้ดี ปรับปรุง Core banking ต่อไปถ้าย้ายจากระบบจาก On Premise (เซิร์ฟเวอร์ในบริษัท) ไปบน Cloud มากขึ้น ก็จะรองรับการใช้งานได้เยอะขึ้น เพราะสามารถขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานขึ้นลงได้ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ทุกแบงค์ต้องช่วยกันในการวางสถาปัตยกรรมกลางด้วย

แรงงานด้านเทคโนโลยีในไทยเป็นอย่างไร และการจ้างงานสายเทคโนโลยีโดยกสิกรเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกระทิง: ตอนนี้ KBTG มีพนักงานมากกว่า 1,200 คน และยังจะจ้างเพิ่ม 300 อัตรา ตอนนี้รับทุกสายของไอที ซึ่งรับประกันว่าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรียนรู้เทคโนโลยี รูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่นี่แน่นอน

KBTG ก็มีการใช้แนวทางการบริหารงานใหม่ๆ เสมอ อย่าง Flat Organization ที่การทำงานเสมอกันระหว่างผู้มีตำแหน่งสูงกับต่ำ หรือแนวคิด One KBTG รวมเป็นหนึ่ง ตัดงานต่างๆ ให้ไวขึ้น ลดขอบกั้นระหว่างแผนกต่างๆ เพื่อให้งานเดินไวขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มใช้ OKR ควบคู่ไปกับ KPI แบบเดิม และกำลังขยายให้ใช้มากขึ้น เพื่อวัดผลในรูปแบบสมัยใหม่ หรือกระบวนการพัฒนาที่ปกติ KBTG ทำในรูปแบบ Agile อยู่แล้ว ก็เริ่มก้าวไปสู่กระบวนการใหม่ๆ ให้ Beyond Aglie มากขึ้น

ซึ่ง KBTG ต้องเป็นอันดับหนึ่งขององค์กรด้านเทคโนโลยีในไทยให้ได้ ปัจจุบันในไทยก็มีคู่แข่งด้านองค์กรเทคโนโลยีอย่าง Agoda หรือ LINE ที่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

ใครที่สนใจก็ส่งใบสมัครมาได้เลยที่ recruitment@kbtg.tech

กสิกรไทยมองภาพ Super App ไว้อย่างไร

คุณกระทิง: Super App หรือแอปใหญ่ ความสามารถเยอะๆ ลูกค้าจะใช้เวลาอยู่กับแอปใหญ่ๆ แบบนี้นานขึ้น ซึ่ง KPlus จะเหนือแอปอื่นๆ กว่าตรงที่เข้าไปอยู่ใน Super App อื่นๆ ด้วย (เช่นระบบจ่ายเงินของ K Plus ไปอยู่ในเฟซบุ๊กให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านบัญชีของกสิกรได้) ซึ่งเราเรียกว่ากลยุทธ์แบบนี้ว่า Omni Presense ไปอยู่ทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เยอะมาก พอกสิกรไทยไปอยู่ในทุกที่ ก็จะ Disrupt ยากขึ้น เพราะเราพร้อมให้บริการจากทุกทาง

ซึ่ง KBTG จะโฟกัสที่เทคโนโลยี และเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อการพัฒนา ซึ่งจะไม่ได้เน้นสนับสนุน Startup มากนัก เพราะมีหน่วยงานอื่นๆ ในกสิกรไทยที่ดูแลเรื่องนี้อยู่

อนาคตของ KADE (K PLUS AI-Driven Experience) จะเป็นอย่างไร

คุณกระทิง: ระบบ AI ของกสิกรไทยก็ต้องเก่งขึ้น ด้วยข้อมูลต่างๆ ที่มีมากขึ้น มีการอ้างอิงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่นไปอยู่ใน Grab หรือ LINE ก็ต้องให้ผลต่างกันตามสภาพแวดล้อมของแอป

ซึ่งปีที่แล้วข้อมูลที่กสิกรไทยเก็บได้ เท่ากับที่เคยเก็บกันมา 60 ปี ซึ่งปีนี้ก็จะมากขึ้น จึงต้องมีการวางยุทธศาสตร์และรากฐานการจัดเก็บข้อมูลให้ดี ซึ่งเรื่องความปลอดภัยและความเสถียรถือว่าเป็น 2 เรื่องที่สำคัญมาก เราถึงมีการตั้ง Cyber Security Office เพื่อดูแลความปลอดภัยโดยเฉพาะ

Q: เราได้เรียนรู้อะไรได้จากจีน?

A: จีนเป็นประเทศที่มี Data มากที่สุดในโลก เรื่อง IoT ก็เป็นระดับโลก เราเรียนรู้เพื่อเอามาเทียบและพัฒนา ไม่ได้รู้เพื่อกลัว อย่างประกันในจีนสามารถเคลมได้ใน 8 วินาที เพราะเอาข้อมูลต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งของ 400,000 ชิ้นใน 3 ชั่วโมง เรื่อง Fintech จีนก็เก่งกว่าอเมริกา มี QR มีการปล่อยกู้ผ่านแอป รวมถึง AI ก็น่าจะนำได้เร็วๆ นี้

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ต้องการให้ AI ทดแทนคน แต่ทำให้คนเก่งขึ้น และสงครามเทคโนโลยีจีน-อเมริกาไม่จบเร็วๆ นี้แน่ๆ ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งของ Trade War ซึ่งเราก็ไม่ควรเลือกข้าง เพราะก็ต้องอิงธุรกิจและเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ฝั่งอยู่ดี

เมื่อเทคโนโลยีแข็งแกร่งเป็นรากฐาน กสิกรไทยก็มุ่งสู่วิสัยทัศน์ใหม่ได้

ซึ่งการแถลงข่าว K Bank Vision 2019 ยังมีทีมผู้บริหาร ขึ้นให้รายละเอียดของวิสัยทัศน์ที่จะใช้ AI เข้ามาเสริมการทำงานของธนาคาร ทั้งการทำงานเชิงรับที่พนักงานธนาคารจะเก่งขึ้น รอบรู้มากขึ้นจากความช่วยเหลือของ AI หรือการใช้งานเชิงรุกที่นำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์ถึงผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าน่าจะสนใจและนำเสนอออกไป นอกจากนี้ยังบุกตลาดในกลุ่ม CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ให้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง QR Code มาตรฐานไทยเพื่อให้ผู้ใช้แอปธนาคารไทยสามารถใช้สแกนชำระเงินนอกประเทศได้ หรือการพัฒนา National Digital ID (NDID) ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ เพื่อให้ระบุตัวผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ ผู้ใช้จึงสามารถใช้งานธุรกรรมสำคัญๆ อย่างการเปิดบัญชีหรือการขอสินเชื่อ โดยไม่ต้องไปธนาคารได้

ซึ่งผู้บริหารที่ขึ้นให้ข้อมูลในงานนี้มี 5 ท่านดังนี้

  1. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม inCorporate “แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน”
  2. ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในแง่มุม insight “มหัศจรรย์บิ๊กดาต้า เจาะลึกแบบรู้ใจรายคน ดันปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท”
  3. พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม ignite “ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในต่างประเทศ โตกว่า 8 เท่าใน 3 ปีภายใต้เศรษฐกิจผสานมิติ”
  4. พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แง่มุม integrate“เดินหน้าหาลูกค้าใหม่ มุ่งรายย่อยโต 9-12%”
  5. เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กับ innovate “เตรียม 5,000 ล้านลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง”

วิดีโอภาพรวมวิสัยทัศน์จาก 5 ผู้บริหารของกสิกรไทย

ซึ่งเนื้อหาในงานวัน Kbank A year of i ก็มีทั้งวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร และโซนซื้อของแบบไม่ใช่เงินสดให้ได้ทดลองกันด้วย สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดงานจากผู้บริหารท่านอื่นๆ ว่ากสิกรไทยในปี 2019 จะรุกตลาดอย่างไรบ้าง ก็สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทความ “สรุปวิสัยทัศน์ 2562 กสิกรไทย ผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตร สู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ” เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

IBM, Netflix ฯลฯ ร่วมกันติวเข้มฝ่าวิกฤต Digital Disruption ในงาน AIS Vision!

Published

on

AIS Digital Intelligent Nation คืองานสัมมนาที่ช่วยเสริมแกร่งให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภายภาคหน้าที่ซ้ำยังมีเซคชั่นครึ่งหลังของงานอย่าง ACADEMY for THAIS ซึ่งความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันเพราะได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำระดับโลกทั้งไทยและเทศ มาร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์ตรงถึงการก้าวผ่านวิกฤติ Digital Disrupt พร้อมเผยเคล็ดลับความคิด จนสามารถพลิกเกมชิงความได้เปรียบกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จ

Welcome Speech โดย คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม

คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลของทาง AIS ได้กล่าวเปิดช่วง ACADEMY for THAIS พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าใน 2-3 ปีมานี้คนไทยมีการพูดถึง digital disruption หรือการถูกดิจิตัลแทรกแซงมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายบริษัทได้มองถึงการยกระดับคนไทยให้มีความเข้าใจและรับมือได้อย่างลึกซึ้ง

น้อมรับ ท้าทาย และมองหาโอกาสในยุค Digital Disruption

ดิจิทัลคือสังคมของการเปิด สังคมแห่งการแชร์

หลังจากนั้นในลำดับถัดมา คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม (IBM) ประเทศไทย จำกัด ก็ได้ขึ้นเวทีมาให้ความรู้แลกเปลี่ยนมุมคิดในหัวข้อ “Embracing Digital Disruption : Challenges and Opportunities” อันเป็นการนำเสนอกรณีศึกษาทั้ง 4 ที่ทาง IBM สรุปมาให้ ได้แก่

1) Dancing with Disruption เปลี่ยนแปลงการทำงานของตัวเอง หรือการยอมรับและอยู่กับมันด้วยการสร้างความสมดุลของสิ่งที่ตัวเองเป็นและกำลังจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างจากบริษัท ปตท. จำกัด ที่ใช้ Watston ปัญญาประดิษฐ์จากทาง IBM ในการทำนายการซ่อมบำรุงล่วงหน้า (predictive maintenance) ว่าเครื่องยนต์ในโรงงานมีโอกาสเสียหายหรือต้องการซ่อมบำรุงมากน้อยเพียงใด

2) Trust in the journey รับฟังผลตอบรับจากผู้ใช้งานและนำมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาทิ DHL ได้เพิ่มการขนส่งด้วยโดรนให้กับผู้ใช้งานที่ห่างไกลจากเขตเมือง

3) Orchestrating the future ทำอย่างไรถึงจะคิดถึงโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น Beam บริษัทผลิตแปรงสีฟันที่สร้างแอปในเก็บข้อมูลการแปรงฟันของลูกค้า เพื่อสร้างช่องทางให้กับทันตแพทย์และบริษัทประกันเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจของตน (เช่นหากแอปตรวจพบว่าสุขภาพฟันของผู้ใช้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีก็จะได้ส่วนลดค่าประกัน เป็นต้น)

4) Innovation in motion นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อให้ธุรกิจตอบรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น Woodside ได้นำความรู้และทักษะการขุดเจาะแท่นนำมั่นกลางทะเลของพนักงานไปใส่ใน Watson ปัญญาประดิษฐ์จากทาง IBM เพื่อให้มันเรียนรู้และช่วยเหลืองานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เหตุใด Netflix ถึงสะเทือนวงการบันเทิงโลกได้!?

วิทยากรท่านถัดมาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเขาคือ Mitch Lowe ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ที่มาพร้อมหัวข้อ “How Netflix Disrupted the Entertainment World” และแม้จะไม่สามารถมาบรรยายได้กับตัว แต่เขาก็ได้ฝากบันทึกวิดีโอที่เป็นประโยชน์มาให้รับฟังกัน

บันทึกวิดีโอของ Lowe ได้อธิบายว่า Netflix คือแพลตฟอร์มที่พยายามแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ที่ในแรกเริ่มพวกเขาถือกำเนิดมาจากบริษัทเปิดให้เช่าดีวีดีที่ส่งแผ่นไปให้ถึงบ้าน ก่อนที่ในภายหลังจะเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มบริการสตรีมมิ่งวิดีโอ ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Netflix และเจ้าอื่นคือ ความเข้าใจผู้ชม ไม่ว่าจะการพยายามทำให้สามารถรับชมซีรีส์จากที่ไหนก็ได้ผ่านอุปกรณ์พกพา, มีฟีเจอร์ในการรับชมวิดีโอตอนต่อในทันที และเป็นผู้คิดค้นคอนเซปต์ของการยกซีรีส์ทั้งซีซั่นให้ผู้บริโภครับชมได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องตามติดแบบรายสัปดาห์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันคู่แข่งของทาง Netflix มีเพียงสิ่งเดียว คือ ”ความง่วง”

และในช่วงท้ายสุดนั้น Lowe ก็ได้จำแนกกุญแจสู่ความสำเร็จของ Netflix ออกมาเป็น 3 หลักด้วยกัน ได้แก่ People, Culture และ Leadership

People (บุคลากร) พวกเขาไม่ได้วัดความคุณภาพพนักงานจากความขยัน แต่ดูจากประสิทธิภาพของงานที่ออกมา, ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา หมั่นหาแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาฝีมือ และที่สำคัญต้องไม่ A***ole (แปลเอาเองละกันนะครับประโยคหลังสุด ฮ่าๆ)

Culture (วัฒนธรรมในหน่วยงาน) Netflix เป็นองค์กรที่มอบความยืดหยุ่นให้กับพนักงานเป็นอย่างมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าพวกเขาถือคติอย่างกรายๆ ว่างานที่ดีย่อมออกมาจากพนักงานที่สมบูรณ์พร้อม อาทิ การไม่จำกัดวันพักร้อนให้หยุดกี่วันก็ได้ตามใดที่งานสำเร็จ, พวกเขาไม่ได้สนใจว่าพนักงานทำงานที่ไหน หากสนแค่พวกเขาต้องทำงานจริงๆ

Leadership (สร้างความเป็นผู้นำ) ทัศนะคติคือสิ่งที่สำคัญ และองค์กรต่างๆ ควรจะปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามยุคสมัย เพราะไม่มีที่จะปลอดภัยในธุรกิจของตัวเองไปตลอดกาล (ยกตัวอย่างจาก ร้านเช่าวิดีโอ Blockbuster, แบรนด์ขายฟิล์มกล้อง Kodak ฯลฯ) ซึ่ง Netflix คำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง จะทำอย่างไรให้ประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้น

“เดินธุรกิจอย่างไรเมื่อโลกไร้พรมแดน”

หลังจากที่ฟังแนวทางวิธีการจากวิทยากรคนไทยในต่างแดนและ Netflix กันไปเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงคราวของหลากผู้บริหารองค์กรของไทยมาร่วมกันนำเสนอวิธีการรับมือปรับตัว และนำเทคโนโลยีไปใช้ได้อย่างไรในหัวข้อ “เดินธุรกิจอย่างไรเมื่อโลกไร้พรมแดน” ที่ได้รับเกียรติจาก คุณชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลกรุ๊ป, ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), คุณมารุต ชุ่มขุนทด CEO & Founder Class café, คุณอราคิน รักษ์จิตตาโภค Head of Service Application & Network Development, AIS โดยที่มีผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจคนดังคุณบัญชา ชุมชัยเวทย์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ความคิดเห็นจากคุณชนิตร ชาญชัยณรงค์ (รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลกรุ๊ป)

  • ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่งจะได้การยอมรับเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเพราะการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งวัฎจักรเทคโนโลยีพร้อมจะเข้ามาและออกในทุกอุตสาหกรรมได้ตลอดเวลา ทำให้นักธุรกิจควรมีแนวคิด 3 X คือ
    Exponential การต้องเติบโตเรียนรู้ตลอดเวลา, Exclusive ควรมีสิ่งที่มีแค่เรา และ Execution การทำให้เกิดขึ้นจริง
  • ธุรกิจต้องปรับตัวและทำความเข้าใจมากที่สุดในเรื่อง Data
  • กลุ่มคนวัย Baby boomers น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะรูปแบบและวิธีการทำงานในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปจากแบบเดิมที่พวกเขาเคยเจออย่างชัดเจน เลยอาจจะปรับตัวและเรียนรู้ได้ยาก ซึ่งอาจเกิดกรณีร้ายแรงคือถูกแทนที่ได้หากไม่ธุรกรรมต่างๆ งานพวกนี้เครื่องจะเข้ามาแทนได้ นักวิเคราะห์ก็จะสู้เครื่องไม่ได้ (Machine Learning) ซึ่งไม่มีความแอบแฝงในข้อมูลด้วย และข้อมูลสะอาดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ฯลฯ

ความคิดเห็นจากผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ (ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล: Depa)

  • ความรู้ความเข้าใจเรื่องดิจิทัลนั้นสำคัญมาก, ซึ่งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานหลายองค์ยังตามไม่ทัน
  • ควรมีบริษัทตั้งบริษัทเอกชนเข้ามาดูแล Data ให้กับทางภาครัฐ​ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (แต่น่าเสียดายที่มีคนไม่เห็นด้วย)
  • ตอนนี้ภาครัฐบาลกำลังจัดทำ Cyber Security Law (กฎหมายความปลอดภัยไซเบอร์) แต่ไทยยังขาดมาตรฐานความปลอดภัยของ Smart Device ต่างๆ ที่อุปกรณ์ IoT เก็บข้อมูลออกไป
  • ประชาชนคาดหวังกับรัฐว่าจะทำเร็วเหมือนเอกสาร ซึ่ง depa ก็ทำงานบน cloud, paperless แล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว

ความคิดเห็นจากคุณมารุต ชุ่มขุนทด (CEO & Founder Class café)

  • Startup มีอาวุธเป็นเทคโนโลยีและความกล้าที่จะแหวกแนวคิด แต่สิ่งที่กีดกั้นเรามากที่สุดคือแนวคิดจากคนสมัยก่อน
  • SME เป็นองค์กรที่สามารถใช้งาน Big Data ได้ดีกว่าองค์กรใหญ่ โดยยกตัวอย่างด้วย Class Cafe เอง ที่ใช้ AI Recognition (เทคโนโลยีจดจำใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์) เพื่อให้พนักงานจดจำลูกค้าได้ดีขึ้น ระบบแนะนำได้ว่าชอบกินอะไร ให้บาริสต้าเอาไปนำเสนอได้

ความคิดเห็นจากคุณอราคิน รักษ์จิตตาโภค (Head of Service Application & Network Development, AIS)

  • องค์การโทรคมนาคมต้องปรับตัวให้ทันผู้ใช้งาน เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนลูกค้าจะเดินเข้ามาหาหรือพาร์ทเนอร์จะเข้ามาที่ AIS เอง แต่กลายเป็นว่าในปัจจุบันได้ติดต่อผ่านอินเทอร์เน็ตแทน และระบบ Cloud เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้และมันรวดเร็วมาก มันทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน อาทิ
    บริการของ LINE ที่เปลี่ยนรูปแบบโปรแกรมแชท,  facebook ก็เปลี่ยนโซเชี่ยล, Grab ก็เปลี่ยนรูปแบบการใช้แท็กซี่ ฯลฯ
  • องค์กรใหญ่ๆ ต้องเรียนรู้จากการล้ม และปรับตัวให้ทัน ไม่ควรหยิ่งทะนงในจุดยืน

จริงอยู่ที่ Digital Disruption เป็นยุคอันใกล้ที่อาจจะดูน่ากลัว แต่หากเราสามารถปรับตัวและเรียนรู้ได้ทันท่วงที พวกเราก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากวิกฤตนี้ในการส่งเสริมให้แบรนด์หรือองค์กรของตนเติบใหญ่และไปในทิศทางทีดีขึ้นได้ ซึ่งทาง AIS ก็พร้อมที่จะเป็นหนึ่งในผู้ช่วยเหลือให้พวกเราอยู่รอดในยุคสมัยนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

สรุปวิสัยทัศน์ 2562 กสิกรไทย ผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตร สู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ

Published

on

ท่ามกลางกระแส Disrupt ที่กวาดต้อนธุรกิจรูปแบบเก่าให้ล้มหายตายจากไปจากสารบบ ซึ่งเราเห็นเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจนในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และช่องทีวีในปีที่ผ่านมา และปี 2019 นี้ก็คาดว่าจะได้เห็นการ Disrupt เปลี่ยนแปลงอย่างหนักหน่วงในธุรกิจธนาคารและการเงินเช่นเดียวกัน เมื่อเทคโนโลยีการเงินยุคใหม่เริ่มเข้าถึงผู้ใช้และจับต้องได้ง่ายขึ้น แน่นอนว่าธนาคารยักษ์ใหญ่อย่างกสิกรไทยก็ไม่ยอมตกเป็นผู้ถูกกระทำในการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่เตรียมการกันอย่างหนัก เพื่อนำธุรกิจไปพร้อมความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และนี่คือวิสัยทัศน์ของธนาคารกสิกรไทยปี 2562 จาก 5 ผู้บริหารยุคใหม่ครับ

กสิกรไทยประกาศพันธกิจสู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ ต้องแกร่งทั้งในประเทศ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ จัดทัพคน ไอที ดาต้าและพันธมิตร ให้บริการตรงใจ ไปทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ หวังใช้ดาต้าช่วยปล่อยกู้ปีนี้ 30,000 ล้าน สินเชื่อรายย่อยโต 9-12% จับตาตลาด CCLMVI คาดรายได้ธุรกิจในต่างประเทศโตกว่า 8 เท่า ใน 3 ปีข้างหน้า

โดย 5 ผู้บริหารของธนาคารกสิกรไทยที่ขึ้นให้วิสัยทัศน์ปี 2562 ก็พูดถึง 5 เรื่องที่ทำงานไปพร้อมกันในหลากหลายเฉดของ i ตามคอนเซปต์ A Year of i แต่สุดท้ายก็มาส่งเสริมซึ่งกันและกันคือ

(ซ้าย) พัชร สมะลาภา, ปรีดี ดาวฉาย, ขัตติยา อินทรวิชัย, พิพิธ เอนกนิธิ, เรืองโรจน์ พูนผล

  1. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม inCorporate “แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน”
  2. ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในแง่มุม insight “มหัศจรรย์บิ๊กดาต้า เจาะลึกแบบรู้ใจรายคน ดันปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท”
  3. พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม ignite “ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในต่างประเทศ โตกว่า 8 เท่าใน 3 ปีภายใต้เศรษฐกิจผสานมิติ”
  4. พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แง่มุม integrate“เดินหน้าหาลูกค้าใหม่ มุ่งรายย่อยโต 9-12%”
  5. เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กับ innovate “เตรียม 5,000 ล้านลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง”

inCorporate แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน

คุณปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย พูดถึงภาพรวมว่าธุรกิจธนาคารต้องต่อสู้กับความเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากความเปลี่ยนแปลงและเหตุการณ์โลกมาตั้งแต่อดีต เช่นสงครามอ่าว ต้มยำกุ้ง ซึ่งปัจจุบันเรื่องที่ธนาคารกำลังเผชิญคือความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่ผู้เล่นใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นไม่ใช่ธนาคารเข้ามาแข่งขัน จึงกลายเป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญ เมื่อลูกค้าและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

แน่นอนว่าธนาคารกลุ่มก็ไม่นิ่งเฉย มีการร่วมมือกันเพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้อยู่ในธุรกิจได้ หลายเรื่องคือ

  • PromptPay ที่สร้างมาตรฐานการรับจ่ายด้วย QR Code ในไทย ที่ทุกวันนี้มีลงทะเบียนไป 46.5 ล้านบัญชี ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี
    • ตอนนี้มีปริมาณธุรกรรม 4.5 ล้านรายการต่อวัน
    • มีร้านค้าใช้งาน QR Code แล้ว 3 ล้านราย
    • ขยายศักยภาพ ITMX ระบบกลางที่รองรับธุรกรรมข้ามธนาคารให้เป็น 1,000 รายการต่อวินาที
  • ส่งเสริมการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสด
    • ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรเดบิตทั้งสิ้น 59 ล้านใบ
    • มีเครื่องรูดบัตร (EDC) รวม 700,000 เครื่อง
  • ตั้ง TB-CERT เพื่อส่งเสริมเรื่องความปลอดภัยของระบบไอทีในองค์กรสมาชิก

เป้าหมายคือเน้นบุกต่างประเทศมากขึ้น

และโครงการในอนาคต กสิกรไทยร่วมกับกลุ่มธนาคารไทยก็จะเพื่อรุกกลุ่มตลาด CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) มากขึ้นอย่างการใช้ QR Code มาตรฐานไทยในประเทศ CLMV+3 เพื่อให้ผู้ใช้โมบายแอปของธนาคารไทยสามารถใช้สแกนชำระเงินนอกประเทศได้

นอกจากนี้ยังมีโครงการในอนาคตที่น่าสนใจ ที่ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับธนาคารไทยพัฒนาขึ้นมาเช่นกันคือ

  • Thailand Blockchain Community Initiative เป็นการนำเทคโนโลยี ฺBlockchain ไปให้บริการด้านหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) โดยมีสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างประเทศ 22 ธนาคาร กลุ่มภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจ 7 กลุ่มเข้าร่วม คาดว่าในปีนี้จะมียอดธุรกรรมประมาณ 40,000 รายการ
  • Blockchain เพื่อใช้รับรองเอกสารทางการศึกษา (E-Transcript) ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจ เพิ่มความสะดวก ให้แก่นิสิต นักศึกษาที่จบใหม่ รวมทั้งบุคคลที่ต้องการหาตำแหน่งงานและองค์กรที่กำลังเปิดรับบุคลากร
  • National Digital ID (NDID) ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ ทำให้สามารถเปิดบัญชีและทำธุรกรรมต่างๆ เช่นการขอสินเชื่อ ได้โดยไม่ต้องไปธนาคาร เพราะมีการเก็บข้อมูลการยืนยันตัวแบบดิจิทัลไว้
  • โครงการเอทีเอ็มสีขาว (White-Label ATMs) ที่จะช่วยให้ธนาคารบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ก็กำลังคุยและทำกันอยู่ แต่ก็ไม่ง่าย

เรื่องร้อนในสังคม ค่าธรรมเนียมกดเงินสด จะฟรีต่อไหม

เรื่องนี้ต้องคุยกันอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งค่าธรรมเนียมกดเงินสดมันอาจจะมีได้ ถ้าสามารถทำดิจิตอลให้ชำระเงินได้เต็มตัว เมื่อนั้นการใช้เงินสดก็จะลดลง ทำให้ต้นทุนการให้บริการเงินสดสูงขึ้น เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงๆ ก็ต้องคิดกันอีกรอบว่าค่าธรรมเนียมจะเป็นยังไง ซึ่งแน่นอนว่าจะยังไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมในปีนี้

insight เมื่อธนาคารจะชนะด้วยข้อมูล

คุณขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เล่าถึงเรื่องข้อมูลในปัจจุบันว่า ข้อมูลที่เกิดเยอะขึ้นรวมกับเทคนิคด้านข้อมูลที่มีมากขึ้น ทำให้สามารถแปลงข้อมูลมาเป็น insight เพื่อให้รู้ใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น รู้จักตัวลูกค้าดีขึ้น ธนาคารจึงสามารถตัดสินใจเรื่องทางการเงินได้เร็วขึ้น เช่น

  • อนุมัติบัตรเครดิตเร็วขึ้น อนุมัติสินเชื่อง่ายขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลง
  • ถ้าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ใช้บริการของ kbank อย่าง kplus SME ก็จะสามารถเก็บข้อมูลเพื่ออนุมัติการขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
  • การเก็บข้อมูลธุรกรรมหรือการใช้บัตรเครดิต จะทำให้สามารถปรับการชำระหนี้ที่แตกต่างไป ให้เหมาะสำหรับช่วงของรายรับรายจ่ายต่างๆ

ข้อมูลเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากของธนาคาร เพื่อใช้วิเคราะห์และวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ และสามารถนำเสนอบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้คือ

  1. สร้างประสบการณ์ที่สะดวกไร้รอยต่อ ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งก็มีเทคโนโลยีหลายตัวที่กสิกรไทยกำลังพัฒนาอยู่ เช่น Face Pay หรือการใช้ใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน ก็สามารถใช้ใบหน้าเพื่อจับจ่ายซื้อของ หรือถอนเงินโดยไม่ต้องใช้บัตรหรือโทรศัพท์มือถือ
  2. ตอบสนองลูกค้าได้เฉพาะเจาะจง และเข้าถึงทุกคน เมื่อธนาคารรู้จักลูกค้ามากขึ้น ความเสี่ยงในการให้บริการก็ลดลง โดยช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่ม Unbanked และ Underbanked ที่มีการเดินบัญชีผ่านธนาคารน้อย หรือไม่มีหลักฐานแสดงรายได้ที่สม่ำเสมอ
  3. บริการที่กระชับ อัตโนมัติ และใช้เอกสารน้อย เพราะข้อมูลจะอ้างอิงถึงกันได้ง่ายขึ้น

แต่เรื่อง Privacy หรือความเป็นส่วนตัวก็เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด

ธนาคารก็รับรองรับว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ซึ่งข้อมูลที่เอามาวิเคราะห์จะดึงเอาการระบุตัวตนออก และจะไม่แชร์ข้อมูลถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากลูกค้าก่อน พนักงานทุกคนจะต้องถือปฏิบัติตามกฎระเบียบเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด

แน่นอนว่าการจัดการข้อมูลเยอะขนาดนี้ เรื่องคนก็สำคัญ ตอนนี้กสิกรไทยมี Business Analytics กว่า 500 คน และ Machine Learning Analytics จำนวน 284 คน ซึ่งสำหรับพนักงานธนาคารที่เจอกับลูกค้า ก็มีการเอา AI มาเสริม เพื่อสนับสนุนการทำงานของคน เรียกว่า Augmented Intelligence หนึ่งสาขาจะมีคนที่ได้รับการรับรองประมาณ 7-8 คน

ปีนี้ยังไม่ปลดพนักงาน สาขาที่ปิดก็จะมีการให้ความรู้ re-skill กันใหม่ โดยวางแผนปิด 80 สาขาในปี 2562 แต่ก็มีเปิดเพิ่ม 30 สาขา

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายปี 2562 ของ Data-Driven Lending เป็นวงเงิน 30,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายการนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจจนสร้างรายได้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งก็เป็นการตั้งเป้าที่หนักหน่วงพอสมควรเพราะปัจจุบันตัวเลขในส่วนนี้มีสัดส่วนเพียง 5% เท่านั้น

ignite ตั้งเป้าธุรกิจต่างประเทศโต 8 เท่าใน 3 ปี

คุณพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เริ่มต้นการนำเสนออย่างน่าสนใจ เมื่อทักทายผู้ชมด้วยภาษาจีน และใช้เครื่องแปลภาษากลับมาเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง เพื่อสื่อให้เห็นว่าทุกวันนี้ อุปสรรคเรื่องภาษาไม่ใช่ปัญหาสำคัญอีกต่อไป เมื่อเทคโนโลยีสามารถช่วยให้สื่อสารได้ง่ายขึ้น แต่เรื่องที่ต้องคิดถึงตลอดเวลาในการทำธุรกิจคือ “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน”

คุณพิพิธ เล่าเรื่องราวของเรือ Peak Pegasus ที่ขนถั่วเหลือง 70,000 ตัน มูลค่ามากกว่า 20 ล้านเหรียญจาก Seattle สหรัฐอเมริกาไปจีนตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2561 แต่ถึงบริเวณท่าเรือ ช้าไปเพียง 5 ชั่วโมงหลังจากที่จีนตั้งกำแพงภาษีใหม่ในวันที่ 6 กรกฏาคม 2561 โดยขึ้นภาษีขาเข้าจากเดิมอีก 25% ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าเข้าจีนได้ ต้องวนเรืออยู่ในน่านน้ำ Dalian เป็นเดือนกว่าจะเคลียร์ปัญหากันได้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2561 ซึ่งก็เกิดความเสียหายด้านธุรกิจทั้งเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปแล้ว

จากความท้าทายเรื่องความไม่แน่นอนทางธุรกิจ ทำให้ธนาคารกสิกรไทยเริ่มใช้แนวทาง “เศรษฐกิจผสานมิติ (Augmented Economy)” หรือเศรษฐกิจผสมผสานการเชื่อมต่อโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งทำให้ธนาคารปรับกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจใหม่ใน 3 ด้านคือ

  1. Beyond Frontier (ไกลกว่าเส้นคั่นประเทศ) คือ มองถึงโอกาสในตลาดภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง ด้วยขนาดเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในปี 2573 กลุ่มประเทศ CCLMVI จะมีจีดีพีรวมอยู่ที่ 28.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่กว่าเศรษฐกิจไทยถึง 41 เท่า และมีประชากรรวมมากกว่าไทยถึง 28 เท่า
  2. Beyond Banking (ไกลกว่าเรื่องธนาคาร) มองโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นและวางเป้าหมายที่จะอยู่ในทุก ๆ ช่องทางที่ลูกค้าใช้ชีวิต
  3. Beyond Competition (ไกลกว่าแค่คู่แข่ง) คือ มองหาโอกาสร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ ๆ ทั้งฟินเทค สตาร์ทอัพ ข้ามประเทศ ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการให้บริการของธนาคารและเสริมศักยภาพให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าสู่ตลาด CCLMVI ได้

เพื่อให้แผนงานบุกธนาคารไปสู่พรมแดนใหม่ๆ เติบโตได้ กสิกรไทยจึงตั้งบริษัทลูกอย่าง KVision เพื่อแสวงหาเทคโนโลยีใหม่และลงทุนในฟินเทค หรือ สตาร์ทอัพที่เหมาะสม ด้วยเงินลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท โดย KVision ได้จัดตั้ง Innovation Lab ขึ้น ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อิสราเอล จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อเฟ้นหา Innovation, Tech Partner, และ Tech Talent ใหม่ ๆ เพื่อนำมาสนับสนุนการพัฒนาบริการของธนาคารใน CCLMVI

ซึ่งในปีนี้ธนาคารกสิกรไทยจะเชื่อมโยงลูกค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคใน CCLMVI ได้ด้วยการนำเสนอ 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

  1. ให้คำแนะนำและเชื่อมโยงพันธมิตรในท้องถิ่น (Local Partnership & Insight) ให้กับลูกค้าจากช่องทางและพันธมิตรที่มีอยู่ครบทุกประเทศ ทำให้เข้าใจบริบทของการทำธุรกิจในแต่ละประเทศ
  2. ให้บริการทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงการค้าระหว่างลูกค้ากับคู่ค้า (Cross-Border Value Chain Solution) ในต้นปีนี้ธนาคารจะเริ่มให้บริการ Solution ดังกล่าวในลาวและกัมพูชาก่อน โดยการนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยให้การชำระค่า​สินค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายเกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. สร้างแพลตฟอร์มการชำระเงินแห่งภูมิภาค (Single Regional Payment Platform) เริ่มต้นที่โครงการ “QR KBank” แอปฯ กระเป๋าเงินออนไลน์สำหรับชาวเวียงจันทน์ใน สปป.ลาว ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ใช้เงินสด สนองนโยบายรัฐบาล สปป.ลาว นำร่องให้บริการที่ตลาดหนองจัน หรือ “ตลาดขัวดิน” เป็นพื้นที่แรก ตั้งเป้าปี 2562 นี้ จะมีธุรกรรมผ่าน “QR KBank” ประมาณ 2 ล้านรายการ มูลค่ากว่า 36,000 ล้านกีบหรือประมาณ 115 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ธนาคารเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้จ่ายด้วยระบบดิจิทัล (Digital Spender) ในลาวอีกด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายขยายการให้บริการและเชื่อมต่อแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันทั่ว CCLMVI ในอนาคต

อยากจุดประกายผู้ประกอบการไทย กล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะปรับ และมาร่วมทางกับกสิกรไทย เพื่อออกสู่ตลาดโลกพร้อมกัน

integrate หาลูกค้าใหม่ พร้อมมุ่งรายย่อยโต 9-12%

คุณพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เผยว่าในปี 2562 มีภารกิจสำคัญเพื่อให้ธนาคารกสิกรไทยก้าวไปอย่างมั่นคง พร้อมผลการดำเนินการที่เติบโตขึ้นคือ

  1. จับมือพันธมิตรเพื่อขยายฐานลูกค้า ทั้งการนำบริการพันธมิตรมาอยู่ในแอป K PLUS เพื่อให้คนใช้แอปธนาคารนานขึ้น หรือนำ K PLUS ไปอยู่บนแพลทฟอร์มอื่นๆ เช่นการจ่ายเงินผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ให้บริการได้ราบลื่นขึ้น เรียกว่า Omni Presense ไปอยู่ทุกที่ในที่ๆ ลูกค้าอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เยอะมาก พอกสิกรไทยไปอยู่ในทุกที่ ก็จะ disrupt ยากขึ้น เพราะมีอยู่ในทุกที่
  2. เดินหน้าธุรกิจเพื่อหารายได้ใหม่ โดยแผนธุรกิจปีนี้จะเน้นที่การให้สินเชื่อลูกค้าบุคคลที่มีจำนวนผู้กู้ยืมในตลาดนี้ประมาณ 31.3 ล้านราย ซึ่งปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 7% และตั้งเป้าหมายจะดันส่วนแบ่งตลาดเป็น 16% รวมถึงสร้างช่องทางใหม่ๆ ผ่านพันธมิตรเพื่อไปอยู่ที่ที่ๆ ลูกค้าอยู่ และเปิดช่องทางใหม่ๆ อย่างการนำเสนอสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อสร้างรายได้ชดเชยรายได้ที่ธนาคารเคยได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ยกเลิกไป รวมถึงประกันที่ขายได้ลดลง
  3. บริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการนำสินทรัพย์ที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการปรับพอร์ตเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น การปรับปรุงกระบวนการติดตามหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างเหมาะสมต่ออัตราการฟื้นตัวของสินเชื่อ

โดยคุณพัชรเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินปี 2562 ที่วางไว้คือ

  • อัตราการเติบโตของเงินให้สินเชื่อรวม 5-7%
    • สินเชื่อธุรกิจบรรษัทเติบโต 3-5%
    • สินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโต 2-4%
    • สินเชื่อลูกค้ารายย่อยเติบโต 9-12%
  • อัตราส่วนผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ 3.3-3.5%
  • อัตราการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย -5% ถึง -7%
  • อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม 3.3-3.7%

และสุดท้ายคือเรื่องราวของคุณกระทิงเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ที่เตรียม 5,000 ล้านบาทลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง ซึ่งสามารถติดตามได้จากบทความที่ทีมงานของเราได้พูดคุยกับคุณกระทิงครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!