Connect with us

บทความเทคโนโลยี

5 เหตุผล ทำไม Huawei P20 ถึงเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงในราคาไม่ถึง 20,000 บาท ที่น่าใช้ที่สุด

ในยุคของการแข่งขัน เราเลยมีสมาร์ทโฟนที่จัดเทคโนโลยีระดับเรือธงในราคาไม่ถึง 20,000 บาท

Published

on

(Advertorial)

สำหรับใครที่มีงบประมาณในการซื้อมือถือใหม่ไม่ถึง 2 หมื่นบาท แต่อยากได้สมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่ทุกองค์ประกอบจัดมาในระดับท็อปทั้งประสิทธิภาพเครื่อง หน้าจอ กล้อง ระบบเสียง หรือการเชื่อมต่อเครือข่าย เราแนะนำ Huawei P20 ให้เป็นสมาร์ทโฟนที่น่าใช้ที่สุดด้วยเหตุผลต่อไปนี้ครับ

1. คุณภาพกล้องระดับท็อป เชื่อใจได้

จุดเด่นของกล้องในสมาร์ทโฟนตระกูล Huawei P20 เลยคือเป็นกล้องที่มาพร้อม AI หรือปัญญาประดิษฐ์ครับ ตัว Master AI นั้นสามารถวิเคราะห์ลักษณะภาพที่กล้องเห็นว่าคือภาพอะไร แล้วปรับลักษณะภาพให้เหมาะสมกับภาพแนวนั้นๆ ได้ เช่นถ่ายภาพต้นไม้ กล้องจะวิเคราะห์ว่าเป็น Greenery แล้วปรับสีเขียวให้สดขึ้น หรือถ่ายเห็นท้องฟ้าเยอะๆ กล้องจะปรับภาพแบบ Blue Sky เพื่อเร่งความสดให้ท้องฟ้าให้ฟ้าเข้มขึ้น ซึ่งกระบวนการปรับของ P20 นั้นปรับให้เห็นตั้งแต่ก่อนถ่ายรูปเลย ว่าภาพที่เปลี่ยนไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้ากล้องปรับแล้วไม่ถูกใจก็สามารถเลือกปิดการทำงานของ AI ในจุดนั้นๆ ได้

แล้ว AI ของ P20 ยังช่วยแนะนำเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพให้ผู้ถ่ายได้ด้วย เช่นเมื่อถ่ายภาพวิว ในหน้าเล็งภาพจะขึ้นเส้นระนาบเพื่อช่วยในการปรับเส้นขอบฟ้าให้ตรง หรือเมื่อถ่ายภาพหมู่จะสามารถแนะนำการจัดองค์ประกอบ เพื่อให้ถ่ายติดทุกคนได้

โหมดถ่ายภาพบุคคลของ Huawei P20 ก็น่าสนใจครับ มีการใช้กล้อง 2 เลนส์ด้านหลังเพื่อคำนวณระยะเบลอฉากหลังให้ได้เนียนตา มีคำสั่งเพิ่มเข้ามาใหม่คือ 3D Lighting Effect เลือกทิศทางของแสงที่จะเข้าใบหน้าได้ แถมยังปรับตำแหน่งแสงหลังจากถ่ายไปแล้วได้ด้วย ส่วนกล้องหน้าถ่ายภาพ Selfie ได้สว่างใสและละลายหลังได้เนียนอยู่แม้จะมีแค่กล้องเดียว ก็เป็นภาพคนละสไตล์จากภาพคมเข้มของกล้องหน้านะครับ

โหมดที่ว้าวสุดของ Huawei P20 น่าจะเป็น Night Mode เปิดรับแสง 6 วินาทีไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง

ในสมาร์ทโฟนตระกูล Huawei P20 นั้นมี Night Mode ทำงานร่วมกับ AI นะครับ เรียกว่า AIS หรือ AI Image Stabilizer ที่สมาร์ทโฟนจะใช้เซนเซอร์ในเครื่องเพื่อชดเชยการสั่นไหวของกล้อง แล้วแบ่งการถ่ายภาพออกเป็นช่วงๆ เช่นถ่ายภาพนาน 4 วินาที อาจจะแบ่งถ่ายครั้งละวินาทีออกมา 4 ภาพ เพื่อใช้ AI ปรับตำแหน่งทุกภาพให้เท่ากัน แล้วเอาผลที่ได้มาซ้อนกัน จนได้ภาพที่สว่างขึ้นกว่าการถ่ายภาพตามปกติ และไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง

กล้องของ Huawei P20 นั้นพัฒนาร่วมกับ Leica เช่นเคยนะครับ โดยกล้องตัวแรกเป็นเลนส์ถ่ายภาพสี ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 ส่วนเลนส์อีกตัวเป็นเลนส์ถ่ายภาพขาวดำความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/1.6 ซึ่งเซนเซอร์รับภาพมีขนาด 1/2.3 นิ้ว ถือเป็นเซนเซอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป จึงให้คุณภาพที่ดี จนกวาดคะแนนจาก DxOmark ไป 102 คะแนน ซึ่งไม่น้อยเลย

Huawei P20 ถ่ายวิดีโอ Super Slow Motion 960 fps ก็ได้นะ

กวาดคะแนน DxOMark กันไปขนาดนี้

ตัวอย่างภาพจาก Huawei P20

2. หน้าจอของ Huawei P20 นั้นดีมาก

หน้าจอของ Huawei P20 นั้นเป็นหน้าจอ IPS-LCD แบบ FullHD+ สัดส่วน 18.7:9 นะครับ แม้ว่าจะไม่ใช่จอระดับ OLED แต่หน้าจอของ P20 นี้ก็ให้สีสันดีที่มาก เป็นจอที่ให้ Contrast ได้ดี แสดงผลสีดำได้มืดใกล้เคียงกับจอ OLED เลย แล้วผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งสีสันของจอได้อีกเยอะ ทั้งปรับโหมดสีให้สดใสขึ้น หรือเปิดโหมด Natural Tone เพื่อปรับโทนสีหน้าจอให้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อม หรือโหมด Eye Comfort สำหรับตัดแสงสีฟ้า เพื่อให้สบายตาเวลาใช้ตอนกลางคืนอีกด้วย

(ซ้าย) Huawei P20 ที่จอดำได้พอๆ กับ Huawei Mate 10 Pro ด้านขวา ที่ใช้จอ OLED

ส่วนใครที่ไม่ชอบให้จอแสดงรอยบากด้านบน ก็สามารถสั่งปิดรอยแหว่งใน settings ของเครื่องได้ง่ายๆ แต่เราว่ามีรอยแหว่ง มันก็แสดงความทันสมัยของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ได้ดีนะ

3. การเชื่อมต่อ รองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi

บางคนอาจจะคิดว่า VoLTE และ VoWiFi นั้นเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ใครที่ได้ลองใช้ 2 ระบบนี้แล้วต้องติดใจจนไม่อยากใช้มือถือที่โทรออกรับสายในระบบเดิมเลย VoWiFi หรือ Voice Over WiFi คือการคุยกันด้วยเสียงผ่านระบบ WiFi ทำให้สามารถใช้โทรศัพท์รับสายและโทรออกได้แม้จับได้แค่สัญญาณไวไฟแต่ไม่สามารถจับสัญญาณโทรศัพท์ได้ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับคนที่ท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ จะสามารถโทรออกและรับสายได้เหมือนอยู่ในประเทศเลย ค่าบริการก็อัตราเดียวกับที่ใช้ในประเทศ

ส่วน VoLTE หรือ Voice Over LTE คือการโทรออกผ่านระบบ 4G LTE ทำให้เสียงสนทนาคมชัดกว่าการโทรปกติ และโทรออกได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอครู่หนึ่งกว่าสัญญาณอีกฝั่งจะดังครับ ที่สำคัญคือการโทรผ่าน VoLTE ทำให้เน็ตไม่ตัดด้วยนะ ใครที่เล่นเกมอยู่แล้วสายเข้า ก็ไม่ต้องหงุดหงิดเพราะเน็ตตัดด้วย

ซึ่ง Huawei P20 รองรับทั้ง 2 ระบบนี้ ใครที่ใช้ P20 แล้วไอคอน VoLTE กับ VoWiFi ไม่ขึ้น ก็ลองปรึกษาผู้ให้บริการโทรศัพท์ดูนะครับ อาจจะต้องมีการตั้งค่าอะไรอีกนิดหน่อยถึงจะใช้ได้ แถม P20 ยังรองรับ 4G LTE ได้แบบ 2 ซิมพร้อมกันด้วยนะ

4. เรื่องเสียงของ Huawei P20 ล่ะ ลืมได้ยังไง

Huawei P20 ใช้ Dolby Atmos เพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียง

Huawei P20 นั้นมาพร้อมกับระบบประมวลผลเสียง Dolby Atmos นะครับ ก็ช่วยทำให้เสียงดังกังวาลขึ้น และทำให้มิติของเสียงดีขึ้น โดยเฉพาะการฟังผ่านสาย (แต่ต้องเสียบจากช่อง USB-C นะ P20 ไม่มีช่อง 3.5 mm แล้ว) ส่วนการฟังจากลำโพงของตัวเครื่องก็ให้เสียงดังดี แม้ว่าจะมีลำโพงเดียว ไม่ใช่ลำโพงคู่สเตอริโอแบบที่รุ่นพี่ Huawei P20 Pro จะทำได้

Huawei P20 รองรับ Codec Bluetooth เพียบ

ส่วนใครที่ชอบฟังเพลงแบบไร้สาย ก็น่าจะถูกใจที่ Huawei P20 รองรับ Codec เสียงผ่าน Bluetooth เยอะมาก ทั้ง aptX HD, LDAC, AAC รวมถึงมาตรฐานใหม่อย่าง HWA (Hi-res Wireless Audio) คือไม่ว่าหูฟังหรือลำโพงจะเป็นแบบไหน P20 ก็สามารถส่งเสียงที่ดีที่สุดที่อุปกรณ์รับจะรับได้ไปให้ได้ เจ๋งป่ะล่ะ (อ่านความสำคัญของ Codec ในการส่ง Bluetooth ได้จากบทความนี้เลย)

5. ประสิทธิภาพของ Huawei P20 มาจาก CPU ตัวท็อปของค่าย

Huawei P20 ใช้ชิป Kirin 970 ซึ่งเป็นชิปที่แรงที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้ โดยมี RAM 4 GB และหน่วยความจำในเครื่องอีก 128 GB ซึ่งก็ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีทั้งการใช้งานทั่วไป และการเล่นเกม (ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเกมด้วยว่าปรับแต่งมาให้เหมาะกับชิป Kirin มากแค่ไหน) แต่ในช่วงวันแรกๆ ที่ใช้งานอาจจะรู้สึกหน่วงๆ หน่อย เพราะ AI ต้องใช้เวลาเรียนรู้ในการปรับจูนเครื่องให้เหมาะสมนะ

ความพิเศษของ Kirin 970 นั้นอยู่ที่มีหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์หรือ NPU อยู่ในตัวด้วย ทำให้วิเคราะห์ภาพ หรือวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานได้รวดเร็วกว่าการใช้ CPU เพียวๆ เช่น ในแอปกล้องที่มีการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์อย่างรวดเร็วว่าภาพในเฟรมนี้คืออะไร จะได้ปรับรูปแบบการถ่ายภาพให้เหมาะสม หรือแอปอื่นๆ อย่างแอปแปลภาษาที่ NPU ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นครับ

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Kirin 970 จากแอป Geekbench 4.2 นั้นได้คะแนน Multi-core ราว 6600 คะแนน ก็เป็นคะแนนที่สูงกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิป Snapdragon 835 นะ

ร่ายเหตุผลดีๆ ของ Huawei P20 มาให้ฟังขนาดนี้ จะไม่สนใจได้ยังไง นี่เรายังไม่ได้ชูเรื่องความสวยงามในการออกแบบให้ฟังเลยนะ แต่ดูรูปในบทความนี้ก็น่าจะเห็นว่าฝาหลังมันดีไซน์สวยจริงๆ จับก็ถนัดมือ

Huawei P20 นั้นเปิดตัวที่ราคา 19,990 บาท แต่หลายค่ายมือถือก็จัดโปรพิเศษสมัครพร้อมแพ็กเกจได้ค่าเครื่องที่ถูกลงไปอีก ก็ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่เลยนะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ตอบทุกข้อสงสัย..ก้าวต่อไปของ Netflix

Published

on

เมื่อวันที่ 8 – 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมาทางแบไต๋ได้รับเชิญจากทาง Netflix ให้เข้าร่วมงาน See What’s Next Asia ที่ Marina Bay Sands Expo and Convention Center ประเทศสิงคโปร์ โดยทาง Netflix ได้เชิญสื่อมวลชนจากทั่วเอเซียเข้าร่วมรับฟังการนำเสนอคอนเทนต์ใหม่และการพัฒนาขององค์กรที่ทาง Netflix มุ่งพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแบบรายบุคคล หรือ Personalisation เพื่อกุมหัวใจของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง (แถมขโมยเวลานอนพวกเราอีกต่างหาก ฮ่าาา ) โดยแบไต๋ขอสรุปประเด็นสำคัญจากงานดังนี้

เพราะ Disrupt คืองานของเรา

ต้องยอมรับว่ายุคนี้คือยุคของการ Disruption หรือการล้มล้างสิ่งเดิมๆอย่างแท้จริง หากจะว่าถึงจุดกำเนิดของ Netflix แล้วอาจจะต้องนั่งไทม์แมชชีนกลับไปในปี 1997 หรือ พ.ศ. 2540 ในวันที่ผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง รีด เฮสติงส์ และมาร์ค แรนดอล์ฟ  สองคู่หูคิดการใหญ่ท้าทายวงการเช่าแผ่นหนังด้วยการเปิดเว็บไซตฺ์ให้เช่าแผ่น DVD ออนไลน์ จนขยับขยายทดลองระบบสตรีมมิงภาพยนตร์ควบคู่การเช่า DVD และขยายขอบเขตข้ามประเทศไปแคนาดาปี 2010 จนอีก 6 ปีต่อมา Netflix มีสมาชิกถึง 190 ประเทศ ให้บริการคอนเทนต์หลากหลายประเภททั้ง ภาพยนตร์ ซีรีส์ และรายการบันเทิงต่างๆ ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความหลากหลายในแต่ละภูมิภาคของโลกด้วยหนัง ซีรีส์ดัง รวมถึงคอนเทนต์ต้นฉบับ นำเทรนด์ผู้นำการผลิตคอนเทนต์ในระบบสตรีมมิ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

ผลิตคอนเทนต์ที่ก้าวข้ามกำแพงภาษาและวัฒนธรรม

และคงไม่เป็นการกล่าวเกินจริง ถ้าจะพูดว่า Netflix ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างแท้จริงด้วยการสรรหาคอนเทนต์แปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลกทั้งอเมริกา ยุโรป และโดยเฉพาะในเอเซีย ที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลายและเฉพาะตัวเป็นอย่างยิ่ง โดยทาง Netflix ได้ตั้งทีมจัดหาคอนเทนต์ทั้ง เอริกา นอร์ธ (Erika North) ผู้จัดหาคอนเทนต์ในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่มาพร้อมซีรีส์ของไทย 2 เรื่องและของไต้หวัน 1 เรื่อง ซิมราน เศรษฐี (Simran Sethi) มาพร้อมซีรีส์อินเดียฟอร์มยักษ์นำโดย Baahubali Before The Beginning เพื่อเล่าเรื่องราวปฐมบทของ Baahubali หนังพหุภาคสุดฮิตของอินเดีย คิมมินยอง (Minyong Kim) นำซีรีส์เกาหลีใต้ทั้งฟอร์มยักษ์อย่าง Kingdom ซีรีส์ซอมบี้กับฉากหลังยุคโชซอน หรือซีรีส์โรแมนติกจาก Webtoon อย่าง Love Alarm และเรื่องอื่นๆ มาขโมยเวลานอนของสาวก K-Pop และไทโตะ โอคิอูระ (Taito Okiura) ที่เรียกเสียงกรี๊ดอย่างบ้าคลั่งด้วยอนิเมะซีรีส์ทั้ง Pacific Rim, Altered Carbon และอนิเมะซีรีส์มากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ‘หลากเรื่องเล่าในโลกหนึ่งใบ ที่ Netflix มุ่งนำเสนอสู่ผู้คนทุกมุมโลก

Disney Plus กำลังมา Netflix พร้อมรบแค่ไหน

หนึ่งในคำถามสุดฮอตที่นักข่าวรุมถาม รีด เฮสติงส์ คือการมาถึงของ Disney Plus บริการสตรีมมิงของบริษัทยักษ์ใหม่ วอลต์ ดิสนีย์ ที่ประกาศตัวเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาดสตรีมมิ่งพร้อมให้บริการปีหน้าที่จะทำให้ Netflix มีคู่แข่งที่น่ากลัวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย แต่ทาง รีด เฮสติงส์ ยังคงมั่นใจในศักยภาพของ Netflix และยังคิดบวกว่าดีซะอีก ผู้บริโภคจะได้มีทางเลือกที่หลากหลายและมีแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะเป็นสมาชิกในหลายผู้ให้บริการระบบสตรีมมิ่ง

มีโอกาสที่ Netflix จะทำหนังฉายโรงไหม

คำถามนี้ทั้ง รีด เฮสติงส์ และ เท็ด ซารานดอส ยืนยันพร้อมกันว่า ตลาดภาพยนตร์สำหรับฉายโรงยังไม่ใช่เป้าหมายทางธุรกิจของ Netflix ในขณะนี้ แต่ เท็ด ซารานดอส ก็ยังให้ความหวังว่าสำหรับหนังบางเรื่องที่เหมาะกับการฉายโรงเช่น ROMA ที่จะมีการเข้าฉายโรงหนัง House RCA พร้อมกับปล่อยสตรีมมิ่งทาง Netflix วันที่ 14 ธันวาคมนี้ ก็น่าจะพอทำให้คอหนังที่อยากดูในโรงได้ชื่นใจขึ้นมาบ้าง แม้ไม่ได้ฉายโรงทุกเรื่องก็ตาม

และสำหรับในส่วนต่อมาที่ถือว่าอยู่ในเรดาร์ความสนใจของพวกเราชาวแบไต๋ที่สุดนั่นคือ การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ของ Netflix ที่ถือว่าตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เรามาเจาะลึกกันทีละส่วนว่า Netflix พัฒนาประสบการณ์การรับชมของเราอย่างไร

ไม่ใช่แค่โยนคอนเทนต์ให้ดู แต่ช่วยตัดสินใจ

หนึ่งในคำถามที่ ทอดด์ เยลลิน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์ผู้บริโภค คือคำถามว่า เวลาเข้า Netflix ฉันจะดูอะไรดี? นำไปสู่การออกแบบอัลกอริธึ่มแนะนำคอนเทนต์ให้ผู้บริโภคแบบรายบุคคล เช่นถ้าเราดู Black Mirror ทาง Application ของ Netflix ก็จะแนะนำคอนเทนต์ที่ใกล้เคียงกันให้กับผู้บริโภคได้เป็นทางเลือกให้รับชมคอนเทนต์ที่ชื่นชอบ เป็นต้น

ภาษาจะไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการใช้งานแอปอีกต่อไป

ด้วยคำนึงถึงผู้ใช้งานในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ปัจจุบันทาง Netflix ได้แปลเมนู แปลคำบรรยายหรือซับไตเติลและชื่อคอนเทนต์เป็นภาษาต่างๆแล้วถึง 22 ภาษาเพื่อให้ผู้บริโภคที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษสัมผัสประสบการณ์ที่ Netflix มอบให้ได้อย่างเต็มอรรถรส

เจาะลึกเพื่อนั่งในใจ เก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาคอนเทนต์

นอกจากฟีเจอร์เปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นตัวละครต่างๆจากหนัง ซีรีส์ของ Netflix เมื่อกลางปีที่ผ่านมาแล้ว หลายคนอาจไม่รู้ว่าสมาชิกแต่ละคนจะเห็นภาพตัวอย่างหรือภาพปกของหนังไม่เหมือนกัน โดย ทอดด์ เยลลิน กล่าวว่าทาง Netflix ออกแบบภาพปกของคอนเทนต์แต่ละรายการไม่ต่ำกว่า 5 แบบเพื่อทดลองและเก็บสถิติว่า ภาพแบบไหนที่ผู้บริโภคจะคลิกเพื่อรับชมมากที่สุด รวมถึงการเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อหาคอนเทนต์ที่โดนใจ โดยเรียกผู้บริโภคกลุ่มต่างว่า Taste Group หรือกลุ่มที่บอกรสนิยมในแต่ละประเภท เช่นกลุ่มคนดูหนังตลกชอบดูหนัง หรีอ ซีรีส์ตลกที่มีเนื้อหาประมาณไหนเป็นต้น

ปรับ-เปลี่ยน รูปแบบการแสดงผลของแอปพลิเคชันเพื่อตอบสนองผู้บริโภค

ทาง Netflix ได้ปรับรูปแบบการแสดงผลของแอปพลิเคชันให้เหมาะกับอุปกรณ์การรับชมต่างๆทั้ง คอมพิวเตอร์ แท็บเบลต สมาร์ตทีวี โดยเฉพาะ สมาร์ตโฟนที่ทาง Netflix สำรวจแล้วว่า สมาชิกร้อยละ 60 เลือกใช้งานบนมือถือมากที่สุด ดังนั้น Netflix จึงปรับการแสดงผลหลายอย่างทั้ง ตัวอย่างซีรีส์ที่แนะนำเมื่อเราแตะตรงปุ่มชื่อเรื่อง มันจะแสดงตัวอย่างซีรีส์เป็นแบบภาพแนวตั้งเต็มจอทันที หรือแม้กระทั่งการปรับเซ็คชั่นตัวอย่างซีรีส์ที่กำลังจะมาลงสตรีมมิงในแทสค์บาร์ด้านหลัง เพื่อตอบข้อเรียกร้องของผู้บริโภคที่ไม่อยากให้ตัวอย่างซีรีส์ในอนาคตมา  รบกวนการตัดสินใจเลือกชมเป็นต้น

สมาร์ตดาวน์โหลด เจอไวไฟปุ๊บดาวน์โหลดปั๊บ

ฟีเจอร์นี้ให้บริการสำหรับผู้ใช้สมาร์ตโฟนระบบแอนดรอยด์ โดยฟีเจอร์ สมาร์ท ดาวน์โหลด สามารถระบุรายการที่เรากำลังดูอยู่และดาวน์โหลดตอนต่อไปโดยอัตโนมัติไปยังสมาร์ตโฟนของเราผ่านเครือข่าย Wi-Fi หลังจากนั้นจะลบตอนที่รับชมไปแล้วโดยอัตโนมัติเป็นการเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับหน่วยความจำบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เราสามารถเลือกว่าต้องการจะเปิดฟีเจอร์สมาร์ท ดาวน์โหลด หรือไม่ ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่ต้องการเพลิดเพลินกับการชม Netflix ในที่ที่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ตลอดจนในที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตช้า

การเข้ารหัส หรือ Encoding ที่พัฒนาเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ดาต้าน้อยลงดูได้มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ Netflix ได้ปฏิบัติการแบบ “one-size-fits-all” หรือขนาดเดียวแต่เหมาะสมกับทุกประเภท ในการระบุบิทเรทเพื่อเข้ารหัสรายการและภาพยนตร์ต่างๆ ทำให้ไฟล์มีคุณภาพสูงแต่ใหญ่มาก แต่ต่อมาทาง Netflix ก็ตระหนักว่าเนื้อหาบางอย่างอาจไม่ต้องใช้บิทเรทการเข้ารหัสเดียวกันเพื่อให้ได้ประสบการณ์ในการรับชมที่ดีที่สุด ดังนั้น Netflix จึงเริ่มต้นการเข้ารหัสตามชื่อของแต่ละรายการ ซึ่งการเข้ารหัสแต่ละรายการหรือภาพยนตร์แต่ละเรื่องด้วยบิทเรทที่ต่างกันนี้ช่วยให้สมาชิกสามารถรับชมรายการได้เต็มอรรถรสแต่ก็ประหยัดการใช้ดาต้าไปพร้อมกันด้วย ดังนั้นแม้อยู่ในสภาวะแบนด์วิดธ์ต่ำเนื้อหารายการที่ไม่ได้มีความคมชัดสูง เช่น การ์ตูนเรื่อง Larva หรือ Disenchantment สามารถสตรีมได้ที่ความละเอียดสูงกว่าเมื่อใช้บิทเรทเดียวกัน

นอกจากนี้ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญจนเราหูผึ่งก็คือนวัตกรรมล่าสุดอย่าง การเพิ่มประสิทธิภาพการเข้ารหัสแบบไดนามิก (Dynamic Optimizer Encoding) ซึ่งจะเลือกวิธีการเข้ารหัสที่ดีที่สุดต่อภาพแต่ละช็อต ทำให้ภาพแต่ละช็อตได้รับการเข้ารหัสแบบไดนามิกเพื่อให้ได้คุณภาพดีที่สุด ส่งผลให้เกิดการใช้แบนด์วิดธ์น้อยกว่าร้อยละ 64 เพื่อให้ได้คุณภาพการรับชมที่เหมือนกัน

และหากจะถามว่า ไอ้ภาษาเทคนิคที่พล่ามมาก่อนหน้านี้ส่งผลยังไงกับสมาชิกอย่างเรา ก็เทียบแบบง่ายๆ ว่าก่อนปีพ.ศ. 2558 เราดูคอนเทนต์บน Netflix ได้เพียง 7 ชั่วโมงบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยดาต้าขนาด 4GB เท่านั้น ต่อมาปีพ.ศ. 2558 ได้มีการเพิ่มขึ้นเป็น 10 ชั่วโมง และตอนนี้ด้วยวิธีการเข้ารหัสต่อช็อตทำให้สมาชิกสามารถเพลิดเพลินไปกับ Netflix ได้ประมาณ 26 ชั่วโมงสำหรับจำนวนดาต้าเท่ากัน ยิ่งไปกว่านั้น ในเร็วๆ นี้ ด้วยมาตรฐานในการบีบอัดข้อมูลแบบ AV1 อาจทำให้รับชมได้ถึง 33 ชั่วโมง!

กล่าวโดยสรุปแล้วงานนี้ Netflix พร้อมประกาศตัวว่าตนเองรับฟังผู้บริโภคเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนอย่างรอบด้านจริงๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

Huawei Mate 20 Pro เจ๋งกว่าแค่ไหน! เราสรุปไว้ให้ในบทความนี้แล้ว!

Published

on

(Advertorial)

Huawei Mate 20 Pro สมาร์ทโฟนตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้ (ถ้าไม่นับตัวท็อปของท็อปของท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate 20 RS อ่านะ) มีความสามารถพิเศษหลายอย่างที่สมาร์ทโฟนตัวท็อปของคู่แข่งไม่มี เราจึงเรียบเรียงให้อ่านกันว่าเรื่องอะไรที่หัวเว่ยเจ๋งกว่าบ้าง

กล้องของ Huawei Mate 20 Pro ดีกว่าคู่แข่งแบบไม่ต้องสงสัย

เรื่องกล้องของ Huawei นั้นดีกว่าคู่แข่งชัดเจนมาสักพักแล้วนะครับ โดยเฉพาะการใช้ AI มาแยกซีนการถ่ายภาพเพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ แถมยังสามารถใช้ทำ AIS หรือระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI ทำให้ถือกล้อง 4 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพกลางคืนได้ หรือการร่วมงานกับ Leica เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งใน Huawei Mate 20 Pro ก็มีการปรับปรุงกล้องครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยตัดเลนส์ขาว-ดำที่เราอาจจะใช้น้อยออกไป แล้วเพิ่มเลนส์มุมกว้างเข้าไปแทน ทำให้กล้องหลังของ Mate 20 Pro เป็นเลนส์ Leica 3 ตัว ครอบคลุมการซูม 3 ระยะคือ

  • เลนส์มุมกว้าง 0.6 เท่า (16 mm) f/2.2 ความละเอียด 20 MP
  • เลนส์ปกติ (27 mm) f/1.8 ความละเอียด 40 MP
  • เลนส์ซูม 3 เท่า (80 mm) f/2.4 ความละเอียด 8 MP

ภาพมุมกว้างสุด 16 mm ของ Huawei Mate 20 Pro

ภาพซูมของ Huawei Mate 20 Pro

ถ่าย Macro ที่ระยะ 2.5 cm ก็ได้นะ

ซึ่งความเจ๋งของระบบ 3 กล้องของ Mate 20 อยู่ตรงที่เราสามารถถ่ายภาพมุมกว้างมากๆ ตั้งแต่ 16 mm ไปถึงมุมเทเลอ่อนๆ ที่ 80 mm และสามารถใช้ AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm และที่น่าสนใจคือ Mate 20 Pro นั้นไม่มีซูมด้วยเลนส์แบบ 2 เท่านะครับ เพราะเราสามารถใช้เลนส์ 40 ล้านพิกเซลมาซูมเป็น 2 เท่าโดยที่ภาพไม่แตกได้อยู่แล้ว (แบบเดียวกับ Huawei P20 Pro) ทำให้เราพก Huawei Mate 20 Pro ตัวเดียวเหมือนถือกล้องที่มีเลนส์ครอบจักรวาลเลย

ตัวอย่างภาพจาก Huawei Mate 20 Pro

แล้วถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Galaxy Note 9 ล่ะ

จริงๆ กล้องของ Galaxy Note 9 นั้นถือว่าเป็นกล้องที่ดีตัวหนึ่งเลย โหมดออโต้ทำงานได้ดี งานถ่ายภาพบุคคลก็ทำได้สวยเนียนตา แต่เมื่อเทียบกับกล้องของ Huawei Mate 20 Pro ที่ฟังก์ชั่นของแอปกล้องเยอะกว่า และมี AI ช่วยคิดให้มากกว่า ทำให้ภาพส่วนใหญ่จาก Mate 20 Pro จะชนะไปครับ แล้วเมื่อรวมว่า Mate 20 Pro มีช่วงซูมได้ครอบคลุมกว่า เก็บได้ทั้งภาพกว้างและภาพซูมในตัวเดียว ทำให้การถือ Huawei Mate 20 Pro น่าจะได้ภาพที่ดีกว่าไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน

เรื่องวิดีโอก็เก่ง

เรื่องวิดีโอใน Huawei Mate 20 Pro นั้นเก่งขึ้นมากครับ เราชอบที่มันกันสั่นได้อย่างเยี่ยม เดินถ่ายนี่นิ่มยังกับใส่ Gimbal แถมยังซูมไปมาระหว่างถ่ายได้แบบในวิดีโอของน้อง Anne-Marie ข้างล่างนี้ครับ (ช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

และความสามารถใหม่ของ Mate 20 Series ที่ยังไม่มีในสมาร์ทโฟนตระกูลอื่นคือระบบ AI ที่ได้การประมวลผลจากชิป Kirin 980 นั้นทำให้มันสามารถแยกตัวคนออกจากฉากหลัง และสามารถทำวิดีโอที่มีหน้าชัดหลังเบลอได้ ซึ่งแม้บางคนจะบอกว่ามันยังไม่เนียนนัก แต่ของแบบนี้มันสามารถปรับปรุงได้เรื่อยๆ ผ่านการอัปเดทซอฟต์แวร์ครับ ลองดูวิดีโอนักดนตรีหนุ่มจากอังกฤษตัวนี้ก็ได้ จะเห็นว่าเราเบลอฉากหลัง และสามารถตัดซูมไปมา พร้อมกับการย้อมสีวิดีโอได้ด้วย

ว่าด้วยเรื่องของพลังงาน!

Huawei เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่จริงจังกับเรื่องแบตเตอรี่และการชาร์จมาตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ เรื่องระบบพลังงานนี้ถ้าเทียบกับ Apple iPhone คงต้องบอกเลยว่าห่างชั้นกว่ามาก เพราะในขณะที่ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว แต่ iPhone XS รุ่นล่าสุดที่เพิ่งวางขายในราคาแพงหูฉีก กลับได้หัวชาร์จแบบ 5W ที่ชาร์จช้าที่สุดใน 3 โลก แบบที่โลก Android ส่วนใหญ่เค้าเลิกแถมหัวแบบนี้ไปตั้งนานแล้ว ซึ่งทำให้ iPhone ใช้เวลาชาร์จแบตนานหลายชั่วโมงกว่าจะเต็ม ทั้งๆ ที่ความจุแบตเตอรี่มีแค่ราวครึ่งเดียวของ Huawei Mate 20 Pro เท่านั้น

Huawei Mate 20 Pro สามารถชาร์จไร้สายให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ ได้ด้วย

และหนึ่งในจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro คือนอกจากมันจะสามารถชาร์จไร้สายได้แล้ว มันยังสามารถแบ่งปันพลังงานจากแบตเตอรี่ความจุสูงของมันเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging นอกจากแบตจุแล้วยังใจดีชาร์จเครื่องอื่นได้อีก

สารพัดความสามารถสนับสนุนการทำงาน

Huawei PC Mode แบบไร้สาย

ใน Huawei Mate 20 Series ยังมีอีกหลายความสามารถที่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นไม่มีครับ อย่าง PC Mode รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานไร้สายได้ ซึ่งไม่ใช่การส่งภาพออกจอแบบไร้สายที่สมาร์ทโฟนทั่วไปทำได้อยู่แล้ว แต่เป็นการทำงานในโหมด PC ที่แอปต่างๆ จะเรียกเป็นหน้าต่างแล้วเรียกใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ เลย

Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ ซึ่งสามารถวัดระยะความลึกของใบหน้าได้ ทำให้การปลดล็อกด้วยใบหน้าทำได้ปลอดภัยกว่าการสแกนใบหน้าด้วยกล้องแบบ 2 มิติอย่างเดิม ซึ่งจุดเด่นของเซนเซอร์สแกน 3 มิติตัวนี้คือหัวเว่ยนำไปต่อยอดเพื่อใช้สแกนวัตถุแบบ 3 มิติได้ เช่นเอาไปสแกนตุ๊กตา แล้วนำมาใช้ในโหมด AR ที่เปลี่ยนตุ๊กตาให้มีชีวิต มาถ่ายร่วมซีนกับคนได้ แต่ต้องรออัปเดทเปิดความสามารถนี้อีกครั้งในช่วงปลายปีนะครับ

ระบบปฏิบัติการ Android นั้นไม่เคยขาดการสแกนนิ้วได้นะครับ แม้ว่าเราจะสามารถใช้ใบหน้าปลดล็อกเครื่องได้อย่างปลอดภัยแล้ว แต่แอปหลายๆ ตัวของ Android ก็ยังไม่รองรับการใช้ใบหน้าเพื่อปลดล็อกการเข้าแอปอยู่ดี (เช่นแอปของธนาคาร) ซึ่ง Android บางตัวที่มีแต่สแกนใบหน้าอย่างเดียว ตัดการสแกนนิ้วออกไป ทำให้การเข้าใช้แอปพวกนี้ต้องป้อนรหัสผ่านเหมือนเดิม แต่สำหรับ Huawei Mate 20 Pro นั้นไม่มีปัญหานี้ เพราะมาพร้อมเซนเซอร์สแกนนิ้วมือบนหน้าจอรุ่นล่าสุดที่อ่านลายนิ้วมือบนหน้าจอได้รวดเร็ว แถมยังดูดีเมื่อใช้งานอีกด้วย

เรื่องของ GPS หัวเว่ยประกาศบนเวทีเลยว่าการใช้ GPS 2 คลื่นควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยการใช้ Mate 20 นำทางขับรถรอบกรุงเทพ ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้สมูทตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ

สรุปเลยแล้วกัน Huawei Mate 20 Pro คือตัวท็อปของหัวเว่ยที่อัดเทคโนโลยีมาเต็ม เหนือกว่าคู่แข่งที่เป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปในหลายๆ ด้าน ทั้งกล้องที่คมชัดแถมได้ช่วงซูมที่กว้างมาก แบตเตอรี่ที่ใหญ่ ชาร์จได้เร็ว แถมชาร์จไร้สายให้เครื่องอื่นได้ เครื่องแรงระดับท็อปของโลก Android กล้องหน้าที่มาพร้อมการสแกน 3 มิติ และเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอ รวมถึงระบบ GPS ที่แม่นยำครับ ใครมองหาสมาร์ทโฟนที่ความสามารถท็อปๆ ดู Huawei Mate 20 Pro ไม่น่าจะผิดหวัง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

เจาะลึกการทำงานกล้อง iPhone XR ทำไมถึงถ่าย Portait ได้สว่างกว่า iPhone XS!

Published

on

iPhone XR สมาร์ทโฟนซีรีส์ X รุ่นล่าสุดจากทาง Apple ที่มีราคาค่าตัวน่าคบหาสุดแล้วในรุ่น (ประมาณ 29,900 บาท) ที่แม้ฮาร์ดแวร์อย่างกล้องหลักจะถูกตัดเหลือเพียงหนึ่งตัวถ้วน แต่พวกเขาก็ได้เสริมใส่ซอฟต์แวร์ในรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์มาทดแทน และทำให้การถ่ายภาพในโหมด Portrait กลับสามารถถ่ายภาพออกมาได้สว่างกว่าและจากพื้นที่แสงน้อย ซึ่ง iPhone XS นั้นทำในส่วนนี้ไม่ได้

แต่จะเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น บทความจากทางแบไต๋ครั้งนี้จะหามาหาคำตอบให้ได้รับทราบกันครับ


สืบเนื่องจากบทความ “แบไต๋เทคนิค! ทำไมสมาร์ทโฟนปัจจุบันถึงถ่ายภาพบุคคลหน้าชัดหลังเบลอได้แจ่มนัก” ที่หนึ่งในเทคนิคจากบทความดังกล่าวอันเป็นการนำปัญญาประดิษฐ์ (Neural Network) มาทำงานร่วมกล้องหลักเลนส์เดียวที่มีระบบ Dual Pixel Autofocus นั้น Apple ได้เลือกเทคนิคนี้ใส่ลงไปใน iPhone XR เพื่อให้กล้องเดียวของ XR นั้นสามารถถ่ายภาพ Portrait ที่มีฉากหลังเบลอได้ พร้อมได้พัฒนาในส่วนของปัญญาประดิษฐ์เพิ่มที่ขนานนามว่า Portrait Effects Matte ที่สามารถแยกตัวแบบที่เป็นบุคคลและวัตถุที่อยู่คู่กับบุคคลออกจากฉากหลังได้ในระดับสูง (เหมือนกับที่ Google Pixel ทำ)

ทั้งสองภาพใช้โหมด Portrait ถ่ายในที่แสงน้อย (ซ้าย iPhone XS, ขวา iPhone XR)

ซึ่งเหตุผลที่ว่าทำไม iPhone XR ถึงให้แสงและถ่ายในที่แสงน้อยในโหมดถ่ายภาพบุคคลได้ดีกว่ารุ่น XS นั้น ก็เพราะ iPhone XR ใช้เลนส์มุมกว้างในการถ่าย Portrait ในขณะที่ iPhone XS จะต้องใช้เลนส์เทเลในการถ่าย Portrait เท่านั้น (เพราะใช้วิธีการเบลอฉากหลังด้วยการใช้ 2 เลนส์ ฉากหลังที่จะเบลอได้ก็ต้องเป็นส่วนที่ 2 เลนส์เห็นเหมือนกัน เลยต้องใช้มุมเทเลเท่านั้น) ซึ่งเลนส์มุมกว้างมีรูรับแสงที่ f/1.8 ส่วนเลนส์เทเลของ iPhone XS ซึ่งมีรูรับแสงที่ f/2.4 ถ้าจะพูดง่ายๆ คือเลนส์มุมกว้างของ iPhone XR และ iPhone XS ให้แสงเข้ามาได้มากกว่าเลนส์เทเลบน iPhone XS ประมาณเท่าตัว ทำให้การถ่าย portrait ในที่แสงน้อยด้วยเลนส์มุมกว้าง ให้ภาพที่สว่างกว่าการถ่าย Portrait ด้วยเลนส์ 2x

แต่เรื่องรับแสงได้มากกว่าก็เป็นข้อได้เปรียบเดียวรุ่น XR เหนือกว่ารุ่น XS ครับ เพราะอย่าลืมว่าเลนส์กล้องของ XR เป็นเลนส์มุมรับภาพกว้างทางยาวโฟกัส 26 mm ทำให้การถ่ายเน้นเฉพาะใบหน้าหรือเพียงบริเวณหัวนั้นจะก่อให้เกิดรูปหน้าที่บิดเบือนไปจากของจริง (ดูรูปข้างบนที่จะเห็นว่าเลนส์มุมกว้างจะให้ภาพใบหน้าแปลกๆ) ส่วนเลนส์ Tele ของ XS จะมีทางยาวโฟกัส 56 mm ซึ่งจะทำให้การถ่ายภาพบุคคลดูสวยเป็นธรรมชาติกว่า และให้ฉากหลังที่เบลอเป็นธรรมชาติตั้งแต่แรกแล้ว

เอาเป็นว่ายังไงราคาที่แตกต่างกันก็ย่อมต้องมีข้อดีข้อเสียที่หักล้างกันไปเป็นเรื่องปกตินั่นแหละครับ ใครพึงพอใจความสามารถของรุ่นไหนหรือมีงบจบสวยที่รุ่นใด ทั้งหมดทั้งมวลก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละคนแล้วละนะ แต่ก็หวังว่า Apple จะทำให้ iPhone XS ถ่าย Portrait ด้วยเลนส์มุมกว้างได้บ้างใน iOS รุ่นถัดๆ ไป

ที่มา: Blog.Halideidownloadblog

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!